คนรักกัน...ยังไงก็ยังรักกัน

แต่คนไม่รักกัน...ทำยังไงมันก็ไม่รักกัน

มองฟ้าอย่างสดใสแล้วรักตัวเองดีกว่า

Group Blog
 
<<
เมษายน 2550
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
24 เมษายน 2550
 
All Blogs
 
กลิ่นแก้วกลางสวน : บทที่ 9

บทที่ 9

“โกรธพี่เค้าอะไรนักหนา หืม?”

คนที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง กำลังสางผมเพลิดเพลินหันขวับมา ผู้เป็นน้าประแป้งหน้าขาวนั่งอยู่ไม่ห่าง ในมือถือหนังสือนิยายเล่มโปรดของหลานสาวซึ่งมักอ่านก่อนนอน เปิดหน้ากระดาษผ่านๆ บอกให้รู้ชัดว่าไม่ได้สนใจตัวอักษรในนั้นนัก

“โกรธ? หนูเหรอคะ ทำไมจะต้องโกรธ ไม่มีเรื่องอะไรสักหน่อย”

“ปากแข็ง...โกรธก็บอกเขาไปตรงๆ จะได้ปรับความเข้าใจกัน มันไม่ใช่เรื่องร้ายแรงขนาดจะไม่ยกโทษให้กันไม่ใช่หรือลูก”

คนปากแข็งเม้มริมฝีปากแน่น แค่นเสียงในลำคอ

“คงจะเข้าใจกันยากล่ะค่ะ เค้ายังไม่คิดเลยว่าตัวเองทำอะไรไว้ ทำไมหนูจะต้องไปพูดก่อนด้วยคะ”

“ยอมรับแล้วนี่ว่าโกรธ จะเอ่ยปากก่อนมันไม่ได้ทำให้เสียศักดิ์ศรีอะไรเลยนะเจ้าแก้ว คนเราชีวิตก็มีเท่านี้ ดีกันไว้ก็สบายใจ โกรธกันจนตายไม่ให้อะไรนะลูก นี่ก็ไม่ใช่ใคร พี่ชายเราเอง คนอื่นเราให้อภัยได้ กับพี่เราเองให้อภัยไม่ได้ หนูมีเหตุผลอะไรกัน”

เสียงของน้าสาวเริ่มแข็งขึ้นมาบ้าง ถึงคนเป็นหลานจะทำฤทธิ์อะไร ก็ไม่มากมายนัก พูดกันไม่กี่คำก็เข้าใจได้ แต่เรื่องนี้ พูดกันปากเปียกปากแฉะมาตั้งแต่ยังเด็กจนคนตัวเล็กสูงกว่าตนเองแล้ว ยังไม่ยอมเข้าใจอีก คิดๆ ไปก็น่าโมโหมากอยู่

“น้าจิตเข้าข้างแต่พี่รุตม์ เอะอะอะไร ก็พี่รุตม์ถูก พี่รุตม์ดี แก้วมันดื้อ มันด้าน ไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้น” คนพูดทำเสียงสั่นเครือเหมือนน้อยอกน้อยใจ ถ้าแถมน้ำตาหยดเข้าให้ด้วยคงยิ่งสมบทบาท หากเตือนจิตที่เลี้ยงหลานสาวมาแต่เล็กมีหรือจะไม่รู้เท่า

“เจ้ามารยาไม่ใครเกิน...แก้ว ความบาดหมางคนเรา ถ้าละวางความรู้สึกส่วนตัวไปบ้าง มองถึงจิตใจคนอื่นบ้าง แล้วหนูจะเข้าอกเข้าใจเขามากขึ้น”

คนพูดลุกขึ้นยืน วางหนังสือลงบนโต๊ะคอมพิวเตอร์ที่อยู่ใกล้กัน เอื้อมมือลูบผมเรียบลื่นของหลานสาวเบาๆ

“เราเองรู้นิสัยรุตม์ดีกว่าใคร พี่เขาเป็นคนแบบนั้นหรือ ทั้งรัก ทั้งตามใจน้องที่หนึ่ง เขาต้องมีเหตุผล แต่จะบอกหรือไม่บอกเท่านั้น ถ้าปู่รู้ หรือถ้าย่ายังอยู่ จะเสียใจไหม สองพี่น้องมาทะเลาะกันด้วยเรื่องเล็กน้อยที่พอจะปรับความเข้าใจกันได้น่ะ”

คันธารัตน์สบตาคนเป็นน้าในกระจก ดวงตาแข็งกร้าวเริ่มอ่อนลง...เพราะในหัวใจแท้จริงกลับยินดีที่ได้เจอเขา พี่ชายซึ่งไม่ได้พบเป็นเวลานาน หากความดื้อดึงยังคงอยู่ในตัวเท่านั้นหรอก ทำให้ต้องออกอาการปั้นปึ่งใส่ ทั้งหมดเป็นเพียงเพราะน้อยใจใช่ไหม ถึงได้มีอารมณ์ใส่นรุตม์แบบนั้น ต้องการเรียกร้องความสนใจจากเขาหรอกใช่ไหม

ถ้าเพียงแต่พี่ชายจะเอ่ยง้องอน เท่านั้นเองเธอคงจะยอมพูดกับเขาดีๆ ถ้าเพียงแต่เขาจะขอโทษ เธอคงจะพร้อมยอมกลับไปเหมือนเดิม พี่รุตม์กับน้องแก้วรักกันยิ่งกว่าใคร

หากอาการเซาสงบของอารมณ์กลับฟูขึ้นมาใหม่เมื่อนึกถึงบทสนทนาทางโทรศัพท์ที่ได้ยินก่อนชายหนุ่มจะกลับไป...พริ้มงั้นหรือ น้ำเสียงหวานปานนั้น ทำให้ตะกอนในใจฟุ้งกระจายเหมือนเดิม

“หนูง่วงแล้วค่ะน้าจิต นอนเถอะนะคะ มีอะไรคุยกันใหม่พรุ่งนี้ดีกว่า” หญิงสาวเอ่ยตัดบท รู้ดีว่าเสียมารยาท แต่เธอไม่อยากถูกคนเป็นน้ารุกไล่จนเกือบจนมุมแบบเมื่อครู่นี้แล้ว ให้อย่างไร จะโตขึ้นแค่ไหน นิสัยชอบเอาชนะก็ยังคงเหมือนเดิม

ถ้ายอมแค่นี้ ก็เหมือนแพ้ ! แล้วแพ้ให้กับผู้ชายคนนั้นน่ะเหรอ ไม่มีทาง !

เตือนจิตทำหน้าเหนื่อยหน่ายกับนิสัยเจ้าคิดเจ้าแค้นของหลานสาวจึงไม่พูดอะไรอีก เดินเข้าห้องพักของขจรซึ่งนอนเฝ้าอยู่ทุกคืนร่วมกับคันธารัตน์...แม้ในใจออกจะหมั่นไส้ หากส่วนลึก เธอกลับมองเลยไปถึงในอดีตและหวังว่าหลานสาวจะไม่ก้าวผิดพลาด

เวลาที่ได้มีความสุขอยู่ร่วมกันแม้แสนสั้นย่อมมีความสำคัญมากกว่าเวลาแห่งทุกข์อันยืนยาวมากนัก

****************

หญิงสาวร่างสูงระหงหน้าชั้นเรียนภาษาจบการสอนของตนเองลง นักเรียนอันมีทั้งเด็กหนุ่มสาวและคนวัยทำงานทยอยลากลับ จึงได้เก็บอุปกรณ์บนโต๊ะให้เรียบร้อยก่อนจะออกจากห้องปรับอากาศอันเย็นเฉียบนั้นเป็นคนสุดท้าย

ชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบสีกากีแกมเขียวที่นั่งอยู่บนโซฟารับรองของสถาบันสอนภาษาตะวันออกลุกขึ้นยืนเมื่อเห็นเธอเดินใกล้เข้ามา ยื่นมือไปรับสัมภาระในอ้อมแขนของอีกฝ่าย พอดีกับชายวัยกลางคนร่างเล็กเดินเข้ามา

“อ้าว เลยมารับชนกัน น้าสนกลับบ้านไปได้เลยนะจ๊ะ พริ้มจะกลับกับพี่พล”

คนขับรถมองอย่างไม่แน่ใจนัก หากเมื่อได้รับคำสั่งสำทับอีกครั้งจึงจำต้องตกลง

“ครับ คุณพริ้ม”

สองหนุ่มสาวรอให้นายสนเดินลับหายไปสักครู่ ก่อนชายหนุ่มจะเอ่ยขึ้นก่อน

“วันนี้เลิกช้านะ พริ้ม”

พริมายิ้มรับพร้อมเอ่ยคำขอบคุณเบาๆ เบี่ยงกายให้ชายหนุ่มเดินนำหน้า ก่อนจะก้าวตามหลังในระยะไล่เลี่ยกัน

“ใกล้จะปิดคอร์สแล้วนี่คะ ว่าแต่ทำไมพี่พลมารับพริ้มได้ แถมรู้ด้วยว่ารถพริ้มเสีย”

“พี่โทรคุยกับรุตม์วันก่อน เห็นมันว่าพริ้มเล่าให้ฟังว่ารถเสียหลายวัน ยังอยู่ในอู่ ต้องให้คนที่บ้านมารับส่ง พี่เลยมารับ รุตม์ไม่อยู่ พี่ก็ต้องดูแลพริ้มแทนไม่ใช่หรือ เดี๋ยวมันกลับมาจะหาว่าดูแลแฟนมันไม่ดี” พันตรี ณพลอธิบายเสียงแปร่ง หากคนฟังไม่สามารถจับความนัยอะไรได้

“ไม่ต้องหรอกค่ะพี่พล เกรงใจออกค่ะ” หญิงสาวกลับปฏิเสธความหวังดีของอีกฝ่ายด้วยท่าทีซื่อๆ ดวงตากลมโตนั้นไม่มีแววประชดประชัน

“หรือพริ้มกลัวว่า คุณพ่อพริ้มจะไม่พอใจ...จะว่าไปที่รุตม์ถูกย้าย เขาก็ว่ากันว่าเพราะคุณอา”

“คุณพ่อคงไม่ทำถึงอย่างนั้นหรอกค่ะ พี่พลมองในแง่ร้ายจริง” พริมาพยายามกล่าวแก้แทนบิดา

“ทั้งที่จวนจะหมั้นกันแล้วไม่ใช่หรือ ขาดแต่ผู้ใหญ่คุยกันเท่านั้นว่าเมื่อไหร่ นี่พอรุตม์ไป พ่อพี่บอกว่าคุณอาให้ผลัดไปก่อน รอรุตม์ได้ย้ายกลับ นั่นมันเมื่อไหร่ก็ไม่รู้”

คนพูดยังตอกย้ำความเป็นจริงที่บุตรสาวของพลโทชเยศทราบดีอยู่แก่ใจ ว่าทั้งหมดคือวิถีทางของการ กลั่นแกล้ง เพื่อขัดขวางไม่ให้สองตระกูลได้ดองกันเนื่องด้วยความไม่พอใจไม่เป็นส่วนตัวของทั้งสองนายพล เป็นหนทางออกที่ง่ายดายที่สุดเพื่อถนอมน้ำใจหญิงสาวตรงหน้าเขาไม่ให้โกรธเคืองผู้เป็นบิดา ซึ่งทุกคนรู้กันดีว่าทั้งรักและเกรงใจพริมาแค่ไหน

รักจนยอมทำทุกอย่างให้โดยแทบไม่มีข้อแม้ และข้อแม้นั้นก็คือพ่อของเขา...!

“พี่พลไม่เคยพูดถึงพ่อพริ้มในแง่ดีเลยนะคะ ชักสงสัยแล้วว่ามารับพริ้มนี่ เจตนาดีหรือเปล่า” พริมาพยายามทำเสียงเย็น ทั้งที่ในใจก็ไม่ได้แข็งนัก เนื่องด้วยอีกฝ่ายก็คือพี่ชายอีกคนที่นับถือกันมาแต่เด็ก

“ไม่เกี่ยวกัน พี่เป็นห่วง เลยมารับจริงๆ” กระแสเสียงของคนพูดอ่อนลงเล็กน้อย ค้อมกายนิดๆ เวลาสนทนากับหญิงสาวอันปกติไม่เคยกระทำกับผู้ใด

“พี่ขอโทษ คงหงุดหงิดไปหน่อย”

“หงุดหงิดเรื่องอะไรกันคะ” คนถามเอียงคอน้อยๆ ด้วยทีท่าใคร่รู้

ผู้พันหนุ่มอึ้งไปเพียงอึดใจ อยากนักอยากให้เธอพูดจาออดอ้อน แย้มหัวกับเขาเหมือนที่ทำกับนรุตม์ มิใช่สุภาพอ่อนหวานหากเหินห่างเช่นนี้...ตนเองตอบเสียงปร่าว่า

“เรื่องพริ้มกับรุตม์ไม่ได้หมั้นกันสักทีล่ะมัง จะว่าไปก็รักกันมาตั้งนานนม พี่ก็อยากเห็นน้องทั้งสองได้สมหวังเสียที พี่หวังดีไม่ใช่หรือ”

ร่างในชุดเสื้อกระโปรงติดกันสีเหลืองนวลขับผิวให้ผ่องสว่างเงยหน้าขึ้นมองเขา เส้นผมยาวสยายที่หนีบไว้ด้วยคลิปเงินระรอบบ่าบอบบางทั้งสองข้าง ผิวแก้มซับสีเลือดขึ้น

“ขอบคุณค่ะ แต่พริ้มกับพี่รุตม์ ไม่ได้รีบขนาดนั้น พริ้มรอได้ค่ะ”

“น่ายินดี ที่สองคนเข้าใจกันขนาดนี้” คำพูดนั้นหากฟังให้ดีคงคล้ายเป็นถ้อยเยาะเย้ย

“ว่าแต่...พักนี้ได้ยินคนลือกันว่า ลูกชายท่านแม่ทัพภาคมาบ้านพริ้มบ่อยๆ”

ใบหน้าคนฟังกลายเป็นสีแดงก่ำเพราะรู้ทันความหมายในประโยคดังกล่าว เอ่ยตะกุกตะกัก

“ใครกันคะช่างพูด ลือกันแบบนี้ไม่ดีเลย เกิดเข้าใจผิดกันเรื่องตำแหน่งแม่ทัพ คุณพ่อพริ้มมิแย่หรือคะ”

คนสูงกว่าหยุดเดินเมื่อมาถึงลานจอดรถ หันมาจ้องหน้าอีกฝ่ายนิ่ง จนคนถูกมองรู้สึกอึดอัด

“พริ้ม บางทีเราทุกคนอาจจะเป็นเพียงแค่หมากตาหนึ่งในเกมแห่งอำนาจก็ได้ พี่ไม่รู้ว่าพริ้มรู้หรือคิดอะไรแค่ไหน เพียงแต่...สิ่งใดที่เป็นความสุขก็จงไขว่คว้าไว้ ขอเพียงเป็นความจริงและไม่ใช่ภาพลวงตา พี่อยากเห็นพริ้มมีความสุขตลอดไป ไม่ใช่แค่ชั่วครั้งคราวแล้วก็ทุกข์ไปตลอดชีวิต”

“พริ้มก็มีความสุขดีนี่คะ อีกหน่อยก็ได้อยู่กับคนที่รัก ไม่เห็นมีอะไรเป็นทุกข์เลยแม้แต่นิด” คนฟังเมินหลบ ตอบเสียงสั่นๆ

“พริ้มรักรุตม์แน่ใช่ไหม”

“ค่ะ พริ้มรักพี่รุตม์ ถึงเวลาผ่านไปก็ไม่เปลี่ยนแปลง” ถ้อยคำหนักแน่นทำให้ณพลต้องเบนสายตากลับมามองอย่างค้นคว้า

ดวงตาที่ประสานกันคู่หนึ่งหวั่นไหว อีกคู่แข็งกร้าวแล้วจึงอ่อนลง เจ้าของดวงตาคู่นั้นระบายลมหายใจหนักหน่วงก่อนเอื้อมมือไปจับจูงมือขาวบางไว้พาเดินตรงไปยังรถยนต์ซึ่งจอดอยู่ไม่ไกลนัก

“ไปเถอะ เดี๋ยวจะถึงบ้านช้า คุณอาจะเป็นห่วง”

พริมาก้าวตาม รับรู้ถึงความอุ่นจัดผ่านทางการสัมผัส หัวใจเริ่มเต้นแรงขึ้น ความสับสนแวบวาบอยู่ในใจ นึกถึงนรุตม์...เวลานี้อยากให้พี่ชายมาอยู่เคียงข้างเหลือเกิน บางทีพี่ชายอาจจะบอกน้องคนนี้ได้บ้างว่า สิ่งที่พี่พลพูดมีความหมายอะไรกัน

*******************

เช้าตรู่วันเสาร์ รถยนต์กระบะสีเทาอมเงินแล่นมาจอดข้างบ้าน เสียงลูกสุนัขวัยไม่เกินหนึ่งปีสองตัวในกรงใต้ถุนบ้านเห่าตะเบ็งเสียงคอแทบแตก คนที่นั่งอยู่ศาลาท่าน้ำรอพระเรือมาบิณฑบาตได้ยินจึงชะโงกหน้ามาดู พอเห็นเข้าก็จำได้ว่าใครมา บ่นอุบอิบกับตัวเอง

“มาตั้งแต่ไก่โห่ นี่เพิ่งหกโมงครึ่ง กลัวเราไม่ไปด้วยหรือยังไง”

คนมาพร้อมเสียงไก่เปิดกรงให้ลูกสุนัขออกมาวิ่งเล่น ตัวเองเดินเอื่อยๆ มาที่ท่าน้ำ เบื้องหลัง เจ้าสองตัวแล่นตามท่าทางสนุกสนาน ทำเอาเจ้าของตัวจริงนึกเขม่นสัตว์เลี้ยงในอาณัติที่ทำท่าอยากจะเปลี่ยนเจ้าของขึ้นมา

“เห็นแล้วนึกถึงลูกหมาที่แก้วเคยเลี้ยงตัวนั้นนะ” คนพูดมองไปทางเจ้าสองตัวเล็กที่เห่าบ๊อกแบ๊กอยู่ตามพุ่มไม้ ขาขุดเขี่ยหาอะไรตามประสาเยาว์วัย

“มันชื่ออะไรหรือ พี่จำไม่ได้เสียด้วย”

หญิงสาวจู่ๆ ก็รู้สึกอุ่นขึ้นมาในอกกับคำถามนั้น...เขายังจำได้อีกหรือ นานขนาดนั้น ยิ่งเขาเคยแสดงชัดว่ารังเกียจลูกสุนัขนั่นอย่างไม่มีการอธิบายถึงเหตุผล สายตามองเธอทอดยาวไกล เมื่อพยายามเค้นคำตอบออกมา

“เอ้อ...รู้สึกจะกีกี้”

คนตั้งคำถามไม่ได้ซักไซ้ถึงสาเหตุการตายของมันต่อไป เนื่องจากทราบดีว่าตนเองคงได้นึกถึงเจ้าขนฟูที่จากไปนานเช่นกันแล้วแน่จึงเปลี่ยนเรื่อง

“พระยังไม่มาเหรอแก้ว” น้ำเสียงที่เอ่ยอ่อนโยน หากได้รับเสียงแข็งๆ กลับมาทันทีเสมือนตั้งตัวได้แล้ว...เมื่อกี้เผลอไปนิดเดียวเท่านั้น

“ข้าวยังไม่ได้ใส่ ไม่เห็นเหรอคุณ”

ชายหนุ่มซึ่งวันนี้สลัดชุดเครื่องแบบอันอีกฝ่ายเริ่มเห็นเจนตาออก สวมเพียงเชิ้ตลำลองสีขาวกับกางเกงแบบสุภาพ ขมวดคิ้วใบหน้าเครียดขึ้น ท่าทางเริ่มไม่พอใจเห็นได้ชัด

“คุณ? เดี๋ยวนี้พี่เป็นคุณสำหรับแก้วไปแล้วงั้นหรือ”

เรือพระพายพ้นคุ้งน้ำมาพอดี คันธารัตน์จึงถือโอกาสไม่ตอบ เดินลงจากศาลาประคองถาดใส่ขันข้าวสวยร้อนควันกรุ่นเป็นสาย ถ้วยแกงอ่อมมะระ และถุงขนมกล้วยที่ตนเองลุกขึ้นมาช่วยน้าสาวทำตั้งแต่ตีสาม หากจังหวะเมื่อก้าวผ่านหน้าชายหนุ่ม เขากลับฉกทั้งของทั้งถาดไปเสียดื้อๆ แล้วถอดรองเท้าก้าวนำลงไปที่บันไดท่า

คนโดนขโมยของทำตาโตอย่างคาดไม่ถึงที่โดนแก้ลำเอาไม้นี้ จะร้องโวยวายก็อายพระที่เบนลำเรือมาจอดเทียบแล้ว จึงได้แต่เดินตามลงไป

เช้านี้น้ำเกิด ระดับน้ำสูงขึ้นมา จนเหลือบันไดแห้งพ้นน้ำเพียงสามขั้น นรุตม์นั่งลงที่ขั้นล่างสุดปล่อยให้เท้าระน้ำ วางถาดอาหารไว้ขั้นถัดไปแล้วหยิบขันข้าวขึ้นมาจบที่หน้าผากก่อนใช้ทัพพีทองเหลืองตักข้าวใส่ลงในบาตรที่พระสงฆ์เปิดฝารออยู่

เพียงครึ่งหนึ่งแล้วหันมาส่งที่เหลือให้คนที่นั่งอยู่ไม่ห่างกันนัก

“เอ้า เราใส่ที่เหลืออีกครึ่ง พี่ยังไม่ได้ใส่บาตรเลยวันนี้”

ชายหนุ่มปฏิบัติกับของที่เหลือเหมือนกันหมด แกงก็เทลงในปิ่นโตแค่ครึ่งเดียว ขนมกล้วยหยิบออกมาสองสามชิ้น เห็นอยู่หรอกว่าคนเป็นน้องอยากระบายอารมณ์นัก หากติดที่อยู่ต่อหน้าพระจะทำอะไรก็ไม่ถนัด นอกจากจะดำเนินการต่อไปทั้งที่ถูกบังคับอยู่กรายๆ

“เบาลูก เดี๋ยวเรือคว่ำ” ร่างคล้ำในจีวรสีสดเอ่ยเหมือนกระเซ้า ท่าทางเอ็นดูหญิงสาวมิใช่น้อย

“หลวงน้าสิทธิ์คะ หนูถูกแกล้งค่ะ” คนเป็นฆราวาสฟ้องพระเสียเช่นนั้นเมื่อได้จังหวะ หลวงน้าละมือจากไม้พายที่พาดขวางลำเรือแล้วขยับแว่น เอ่ยยิ้มๆ อย่างเมตตา

“ตัดสินไม่ได้หรอกเจ้าแก้ว ไม่ใช่กิจของสงฆ์” ความหมายคือให้ไปจัดการเอาเองชัดๆ คนฟ้องตวัดตามองต้นเหตุอย่างแค้นๆ จนจบขันเมื่อใส่บาตรเสร็จ เรือลำเล็กจึงพายห่างออกไปเพื่อรับบาตรบ้านอื่นให้ทันฉันเช้า คันธารัตน์ใช้ขันวักน้ำขึ้นมารูดล้างข้าวเบาๆ แล้วเทกลับให้เศษข้าวเป็นอาหารของปลา ที่ว่ายรี่เข้ามาตอดกันเป็นฝูงทันตา ก่อนจะตักน้ำใส่ขันเพื่อใช้กรวดอีกครั้ง

“อิทังเม ญาตีนังโหตุ สุขิตาโหตุ ญาตะโย”

เสียงเอ่ยเรียบเรื่อยนุ่มนวลมีสมาธินัก ก่อนจะเลื่อนขันส่งให้คนที่ยังนั่งดูอยู่ไม่ห่าง รอยยิ้มระบายอยู่เต็มหน้าที่หญิงสาวนึกวิจารณ์ในใจว่ายียวนนัก

“เอ้า อยากแบ่งนัก กรวดด้วยเลย เอาไปเทด้วยล่ะ” กล่าวจบก็หอบถาดกับถ้วยแกงเดินหนีขึ้นบ้าน ทิ้งให้ชายหนุ่มมองตามด้วยความขบขันที่แกล้งอีกฝ่ายจนประสาทเสียได้ในยกแรก

นอกจากจะดื้อแล้วยังต้องบวกขี้โมโหเข้าไปด้วย หากไม่รู้เป็นอย่างไร แค่ได้แกล้งก็รู้สึกสนุกขึ้นมาเสียแล้ว กลัวแต่เพียงว่าแกล้งหนักนักคนเป็นน้องจะงอนป่องจนเลิกคบ โกรธไม่ยอมอภัยให้เสียก็ไม่รู้

นึกขึ้นมาแล้วเลยต้องปรามตัวเองไว้ไม่ให้คะนองหนัก ปกติเวลาอยู่กับพริมา ชายหนุ่มจะรู้สึกเอ็นดูอีกฝ่ายมากนักจึงอยู่กันด้วยดี ไม่เคยทะเลาะ ไม่เคยกลั่นแกล้งให้ใครต้องง้องอน หากกับคันธารัตน์ นิสัยที่แผกกันออกไปทำให้อดไม่ไหวที่จะยั่วแหย่ จนใบหน้ามนที่เชิดสูงนั้น งอง้ำเสียบ้าง เพราะมันดูมีชีวิตชีวามากกว่าความเฉยชาที่อีกฝ่ายมักเพียรแสดงออกเวลาอยู่ต่อหน้าเขา

********************

นรุตม์เอาน้ำที่กรวดเสร็จแล้วไปเทลงใต้พุ่มเข็มแดงจัด แวะเด็ดมาดอกหนึ่ง ลองชักไส้ออกดูดน้ำหวานอย่างสมัยเมื่อเป็นเด็ก ก่อนจะยิ้มถูกใจเมื่อความทรงจำและประสบการณ์นั้นยังคงอยู่

รอบบ้านหลังนี้แวดล้อมด้วยเข็มนานาสีนานาพันธุ์ ทั้งแดง แสด ขาว เหลือง ชมพู พุ่มเล็กใหญ่ซึ่งใบเขียวสดชอุ่มให้ทั้งความชุ่มชื่นและสุขอารมณ์ทางสายตา ใกล้หมู่เข็มสีเป็นกอเฟิร์นกับกระถางหน้าวัวหลายสิบกระถางที่มีมากจนดูเหมือนเป็นของสะสมหรืองานอดิเรกส่วนตัวของเจ้าบ้าน

วางขันไว้บนบันไดขึ้นบ้าน นึกครึ้มขึ้นมาเมื่อพลิกข้อมือดูเวลาแล้วยังไม่ถึงเจ็ดโมงด้วยซ้ำ จึงถอดเสื้อออกโยนเข้าไปในรถแล้วหยิบกางเกงขาสั้นที่มีติดไว้ประจำออกมา ใต้ถุนบ้านมีห้องน้ำซึ่งสร้างใหม่ให้อาศัยเปลี่ยนชุด

คนที่เหลือแต่กางเกงตัวเดียวเดินไปสับคัตเอาท์มอเตอร์ขึ้น เสียงเครื่องดังกระหึ่มเป็นจังหวะ พร้อมกับดูดน้ำจากแม่น้ำขึ้นมาเก็บไว้ที่แท็งก์อลูมิเนียม นรุตม์เปิดวาล์วแล้วลากสายยางไปใกล้บริเวณต้นไม้ใบไม้ที่ขึ้นเขียว จัดการปล่อยน้ำให้พ่นออกไปเป็นฝอยสร้างความฉ่ำเย็น พื้นดินแห้งๆ เริ่มหมาดนุ่มจนใกล้เละติดเท้า

สุนัขที่ออกไปข้างนอกเพลินวิ่งกลับเข้าบ้าน ท่าทางมันจะชอบมาก ไล่งับสายน้ำที่ชายหนุ่มแกล้งฉีดใส่พวกมันเป็นที่สนุกสนาน ทำเอาคนเล่นด้วยหัวเราะไม่หยุด

สักพักเดียวก็เกิดเสียงซ่าก่อนน้ำที่ขึ้นแท็งก์จะล้นออกมาโครมใหญ่ นรุตม์รีบวิ่งไปสับคัตเอาท์ลงตัดไฟ ตัวเองเปียกมะล่อกมะแล่ก

“น้าจิตคร้าบ ขอผ้าขาวม้าสักผืนสองผืนเถอะคร้าบ ผมเปียกขึ้นบ้านไม่ได้” ชายหนุ่มตะโกนขอความช่วยเหลือ เสียงตอบรับจ้ะๆ แว่วมา ก่อนจะได้ยินเสียงฝีเท้าดังโครมๆ อยู่บนเรือน

ชานหน้าบ้านยื่นออกมาใกล้กับแท็งก์น้ำ คนที่ถูกใช้ให้เอาผ้ามาให้ยื่นหน้ามามอง ทำปากขมุบขมิบเจริญพรแบบไม่มีเสียงก่อนจะโยนผ้าขาวม้าลายตาหมากรุกเก่าๆ ลงมาให้แทบครอบศีรษะถ้าคนอยู่ข้างล่างจะไม่คว้าไว้ได้เสียก่อน

ผลัดผ้าแล้วจึงเดินลงไปที่ท่า สายน้ำเย็นเรื่อยทำให้ต้องโผลงไปแรงๆ ทำเสียงพอใจในลำคอเมื่อสัมผัสกับความสบายที่ไหลวนทั่วกาย...เจ้าสองตัวที่เปียกเหมือนกันกระโจนตามลงมา เท้าตีน้ำแข็งขันเหมือนจะท้าแข่ง

“ถุงเงิน ถุงทอง ขึ้นเลยนะ !”

เสียงคนเป็นเจ้าของดังแจ๋วๆ นำมาก่อน ร่างเล็กในผ้าถุงสีชมพูสดลายดอกห่มผ้าขนหนูเดินตามลงมาก่อนชะงักกึก เมื่อเห็นว่าใครเล่นน้ำอยู่ด้วย

หญิงสาวถอยกลับแจวอ้าวขึ้นบ้านทันที...คนที่ลอยคออยู่ในน้ำจมหน้าลงไปครึ่งนึง รู้สึกว่าแก้มร้อนอย่างไม่เคยเป็น เขาเองก็ลืมไป ลืมว่าน้องน้อยกลายเป็นสาวเสียแล้ว

ทั้งที่ยังจำได้ ตอนสายๆ สองพี่น้องจะพากันลงเล่นน้ำทั้งชุดที่ใส่อยู่ แช่กันจนตัวเขียวจนจรดบ่ายกว่าจะยอมเลิกรา ในยามนั้นความรู้สึกทั้งมวลยังบริสุทธิ์ผุดผ่อง น้องยังคงเป็นน้องที่ไม่มีวันเติบโตไปมากกว่านี้

หากภาพเมื่อครู่บอกว่าเขาคิดผิด...บางทีการที่เขาหวังว่าเมื่อคันธารัตน์หายโกรธ ทุกสิ่งทุกอย่างจะกลับไปเหมือนเดิมคงเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว เพราะเวลาได้ทำให้ความรู้สึกระหว่างกันถ่างกว้างออกไป

เขาคงต้องระวังมากกว่านี้ หากไม่อยากให้เป็นที่ครหา...สำหรับเขา เจ้าแก้วงามบริสุทธิ์เสมอ

********************

ห้างสรรพสินค้าขายส่งในยามใกล้เที่ยงนั้นยังไม่คึกคักนัก เนื่องด้วยคนส่วนมากมักมาจับจ่ายใช้สอยกันในช่วงเย็น ทำให้พื้นที่กว้างขวางชั้นเดียวซึ่งติดเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำทั้งหลังโล่งตลอด ชายหนุ่มรู้สึกพอใจมากกว่าที่จะต้องมาเบียดผู้คนวุ่นวายเหมือนสมัยอยู่ในกรุงเทพฯ อันแออัดด้วยคนเมืองซึ่งไม่รู้จะไปหย่อนใจที่ไหน

เมื่อเช้าที่โต๊ะอาหาร คนทั้งสองนิ่งเงียบกว่าปกติ ไม่มีใครเอ่ยปากอะไรมากนัก หากดูเหมือนผู้ใหญ่ที่ร่วมวงจะไม่ได้สังเกตุสังกาอะไรนักด้วยคิดว่ายังปั้นปึ่งไม่ลงรอยกัน พออิ่มนรุตม์ก็อาสาเตือนจิตเป็นคนอุ้มขจรลงมานั่งรับลมข้างล่าง ซึ่งปกติต้องใช้คนช่วยถึงสองคน ชายหนุ่มนั่งป้อนโจ๊กต้มกับฟักทองให้ชายชราจนหมด ก่อนจะนั่งอ่านหนังสือให้ฟังพอเพลินๆ ไปแม้จะไม่แน่ใจนักว่าผู้เป็นปู่จะรู้เรื่อง กว่าคันธารัตน์จะเสร็จงานประจำยามเช้าที่ถ่วงเวลากว่าทุกวันก็ปาเข้าไปสิบโมงกว่า จึงได้พากันออกจากบ้าน

ในรถตลอดทางที่มาก็เงียบกันกริบเหมือนป่าช้าตอนตีสอง ต่างฝ่ายต่างก็อึดอัดไม่อยากพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น แต่จะให้คุยเรื่องอื่นก็เปิดปากไม่ออก เลยตัดสินใจหุบเป็นหอยกาบพร้อมกันโดยมิต้องนัดหมาย

นรุตม์เดินเข็นรถเข็นนำหน้า มีคนเป็นน้องเดินตามหลังมาในระยะห่าง ชายหนุ่มเลี้ยวรถเข้าแผนกเครื่องใช้ในบ้าน หยิบพวกผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน สบู่ และอื่นๆ เท่าที่พอจะนึกออกว่าควรมีใส่ในตะกร้าโดยแทบไม่ต้องดูราคา จนของเริ่มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ คนที่พามาจึงอดรนทนไม่ได้ จัดการหยิบออก และเลือกยี่ห้อที่ถูกกว่าหรือใช้ดีกว่าลงไปแทน

คนเลือกของไม่เป็นหันมาเห็นเข้าจึงเลิก ปล่อยให้หญิงสาวหยิบใส่ๆ ไปตามวิจารณญาณของฝ่ายนั้น ส่วนตนเองมีหน้าที่เดินเข็นรถแต่เพียงอย่างเดียว

“จะครบไหมเนี่ย” คนที่ต้องจ่ายเงินบ่นขึ้นมาเบาๆ เพราะจนเดี๋ยวนี้ก็ไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ในรถเข็นบ้าง

คนเลือกของให้ได้ยินเข้าก็แบมือออก

“อะไร...ครับ” จะลงท้ายจ๊ะจ๋า ก็กลัวว่าคนฟังจะตาเขียวใส่ เลยเลือกคำให้ฟังสุภาพที่สุดไว้ก่อน

“โพย เตรียมมาหรือเปล่าล่ะว่าต้องซื้ออะไร”

“ไม่มีหรอก แค่คิดคร่าวๆ ไว้ในใจ บ้านโล่งขนาดนั้น นึกไม่ค่อยออกเหมือนกัน” ชายหนุ่มสารภาพเสียงอ่อย ไม่กล้ามองสู้สายตาอีกฝ่ายนัก

“ผู้ชาย...” แค่นเสียงในลำคอ “สุดท้ายก็ต้องพึ่งผู้หญิงอยู่ดี”

“ผู้หญิง...ละเอียดในงานของตัวเองก็ควรแล้ว เกิดมาละเอียดในเรื่องของผู้ชายเข้าบ้างมันจะยุ่ง” นรุตม์เถียง ความอึดอัดในอกเริ่มคลายตัวจนกล้าจะต่อปากต่อคำ

คนถูกแหย่จนคำจะเถียงจึงเดินลิ่วๆ ไปทางเคาท์เตอร์ชำระเงิน จนต้องรีบเข็นรถตาม ซื้อของคราวนี้ชายหนุ่มรูดการ์ดจ่ายไปจำนวนไม่น้อย นึกในใจอยู่ว่าอาจจะต้องขอเบิกผู้เป็นบิดาเพราะยังเหลือเครื่องใช้ไฟฟ้าบางอย่างที่ยังต้องซื้ออีกหลายชิ้น ลำพังเงินเดือนกับเงินเก็บของเขาก็ไม่ได้มากมายนักเสียด้วย

“อ้าว ลืมเลย รอพี่อยู่นี่นะแก้ว เดี๋ยวมา”

ชายหนุ่มหันมาบอก ทิ้งหญิงสาวไว้กับรถเข็นที่เต็มไปด้วยข้าวของอยู่คนเดียวหน้าธนาคาร ตนเองเดินไปคว้ารถเข็นมาอีกคันแล้วลิ่วๆ หายเข้าไป สักพักหนึ่งกว่าจะกลับมาใหม่ พร้อมด้วยกระสอบอาหารสุนัขสำเร็จชนิดที่แพงที่สุดที่มีวางขายขนาดยี่สิบกิโลกรัม

“เอาไปฝากเจ้าสองตัวนั่น พี่เห็นกินยี่ห้อนี้ใช่มั้ย เอาไปเผื่อไว้ จะได้ไม่ต้องมาซื้อบ่อยๆ”

นรุตม์บอก ตัวเองเข็นรถคันที่หนักกว่าเดินนำหน้าไปยังลานจอดรถหน้าห้าง จนตอนเอาของขึ้นท้ายรถนั่นแหละที่อีกฝ่ายถามขึ้นอย่างทนเก็บข้อสงสัยไว้ไม่ได้

“เมื่อก่อน...ไม่ชอบหมาไม่ใช่เหรอ”

“ไม่ใช่ไม่ชอบนะ แต่ว่าเรื่องนั้น...” ชายหนุ่มที่กำลังยกกระสอบอาหารสุนัขขึ้นจากรถเข็น ชะงัก วางของลงท้ายรถเบาๆ

“ทำไมแก้วจำได้ พี่นึกว่า...”

“ตัวเองก็นึกอยู่เรื่อยว่าคนอื่นเขาจำไม่ได้ เขาลืม เห็นคนอื่นเขาโง่หรือยังไงกัน” ประโยคนั้นเหมือนเป็นการตัดพ้อมากกว่าจะต่อว่าต่อขาน หญิงสาวเผลอหลุดน้ำเสียงเครือออกมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ

“พี่ขอโทษ ทั้งเรื่องวันนั้น และเรื่องนี้ด้วย...เรื่องหมา จริงๆ พี่ชอบนะ แต่ตอนโน้นมีเหตุให้ไม่สบายใจนิดหน่อย ต่อมาเลยคิดได้ว่ายังไงมันก็ไม่ใช่ตัวเดียวกัน...ช่างเถอะ มันผ่านมาแล้ว บางเรื่องลืมไปก็ดีกว่าจะจำไว้นะ” คนพูดเสยผมที่สั้นเกรียนท่าทางเหนื่อยใจนัก เหมือนพยายามหลีกเลี่ยงอดีตบางอย่างและเลือกที่จะกลบฝังมันไว้...มิรู้ว่าหมายถึงความทรงจำดีๆ ด้วยไหม

หญิงสาวยืนนิ่งไม่สบตาเขา ชายหนุ่มระบายลมออกจากอก เปิดประตูข้างคนขับ ปลดล็อคประตูให้คนอีกฟากเข้ามานั่ง

“จะแวะที่ไหนไหม เผื่อซื้ออะไรไปฝากคนที่บ้าน” คนขับรถถามเสียงอ่อนโยน

คันธารัตน์นิ่งคิดอยู่ครู่เดียวก็บอกทางไปร้านก๋วยเตี๋ยวไข่ที่อยู่ติดกับโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ชายหนุ่มจอดรถเทียบฟุตบาธ แดดร้อนจัดทีเดียว หากหญิงสาวลงจากรถไปแล้ว คนที่คิดทำสุภาพบุรุษด้วยการหยิบร่มจะส่งให้ จึงต้องวางลงแล้วรีบล็อครถตามไป

เรือนชั้นเดียวเปิดโล่ง กระเบื้องสีเขียว ติดป้ายร้านคุณแหม่มก๋วยเตี๋ยวไข่ ภายในคึกคักด้วยผู้คนที่มานั่งทานอาหารมื้อเที่ยง พัดลมเพดานทุกตัวเปิดเบอร์แรงสุดเพื่อระบายอากาศอบอ้าวภายใน โต๊ะเก้าอี้ไม้ทาสีขาวน่านั่ง คนเดินนำมาก่อนนั่งรออยู่ที่ตัวหนึ่ง นรุตม์จึงตามไปสมทบ

เจ้าถิ่นสั่งบะหมี่เกี๊ยวต้มยำกับเส้นเล็กแห้งสองถุงไปฝากบิดากับน้าสาว คนเพิ่งมาอยู่ใหม่เลยสั่งตามบ้าง เลยถูกคนช่างพาลเหล่เอาจนได้

“สั่งอย่างอื่นไม่เป็นเหรอไง”

“ก็พี่ไม่รู้ว่าอร่อยหรือเปล่า สั่งตามแก้วง่ายดีออก อร่อยแน่ๆ” คนพูดอมยิ้มกริ่ม ซดชามะนาวเย็นเข้าไปอึกหนึ่ง แล้วทำเสียงชื่นอกชื่นใจ

ระหว่างนั่งรอ ก็เหลือบไปมองที่ข้างเสา เห็นกรอบรูปติดอยู่เป็นภาพหญิงสาวท่าทางสดใส ในเสื้อแขนกุดสีขาวกับกระโปรงผ้าฝ้ายสีเข้ม ฉากหลังคือท้องทุ่งกว้างไกลสีเขียวสด ใบหน้าแจ่มกระจ่างในภาพดูคุ้นตา

“รูปใครนี่ สวยดี” ชายหนุ่มเอ่ยถามคนที่นั่งตรงข้ามอันมัวแต่สนใจอาหารซึ่งพนักงานเพิ่งนำมาเสิร์ฟ เจ้าตัวหันมามองก่อนสะดุ้งแทบทำตะเกียบหลุดจากมือ

พอเห็นอีกฝ่ายทำตาค้างนิดๆ ประกอบกับเดาอีกหน่อย นรุตม์ก็ร้องอ๋อ

“รูปแก้วสินะ สวยมาก ทำไมมาติดที่นี่ล่ะ”

“ก็...เคยถ่ายของร้านจวักกระบวยเป็นร้านถ่ายรูปเชิงศิลป์ เจ้าของร้านนี้แหละ สมัยมัธยมใครๆ เค้าก็มาถ่ายกัน เพราะรูปออกมาสวย ดีกว่าถ่ายสติ๊กเกอร์อะไรที่วัยรุ่นเคยเห่อนั่น แต่ไม่นึกว่าเขาจะเอามาติดนี่ ไม่ได้มาที่ร้านนานแล้วด้วย แต่ก่อนร้านนี้อยู่หน้าวัดเขาวัง เพิ่งย้ายมา”

ตอบแล้วก็ก้มหน้าจัดการอาหารของตัวเองเงียบๆ ไม่พูดอะไรอีก คนช่างสงสัยจึงต้องลงมือบ้าง ก๋วยเตี๋ยวรสชาติกลมกล่อม เปรี้ยวนำเผ็ดตาม ถึงรสถึงเครื่อง ไข่ต้มยางมะตูมฝานครึ่งซีกก็เข้ากันได้ดี อร่อยเสียจนชายหนุ่มต้องสั่งเพิ่มอีกสองชาม ส่วนคันธารัตน์แค่ชามเดียวก็อิ่ม นั่งมองคนกินจุลำเลียงอาหารลงกระเพาะด้วยท่าทีทึ่งๆ

หมดชามที่สองชายหนุ่มจึงพักหายใจดื่มน้ำลงไปดับความเผ็ดของพริกที่ตนเองโหมใส่เพิ่มไปไม่น้อย ถามคั่นเวลาอย่างจริงจัง

“ตอนเรียนมัธยมเป็นยังไงบ้าง เพื่อนเยอะไหม”

คนที่เท้าคางมองลดมือลง ก่อนจะเอ่ยเสียงไม่ดังนัก

“สนุกดี เพื่อนเยอะ อาจารย์ก็ดุ” คำตอบแทบไม่ให้รายละเอียดแม้แต่น้อย

“ไม่อยากตอบหรือ”

“จะให้ตอบว่าอะไรล่ะ เรียนจบป.6 ก็สอบเข้าม.1 เรียนอยู่ที่เดิมจนจบม.6 เอนท์ติดเข้าไปเรียนกรุงเทพฯ จะมีอะไรให้เล่าให้บอก ชีวิตก็ผ่านไปเรื่อยๆ จำได้บ้าง ลืมไปบ้าง” น้ำเสียงบ่งแววรำคาญ คนฟังมุ่นคิ้ว ความอยากอาหารเริ่มหมดลง รู้สึกอิ่มขึ้นมาเดี๋ยวนั้น

“แก้วพูดกับพี่แบบนี้ รู้ไหมว่าพี่น้อยใจนะ แต่ก่อนเราไม่เป็นแบบนี้ไม่ใช่หรือ” กระแสอารมณ์ที่แทรกมามีความหมายตามนั้น จนหญิงสาวอึ้ง อดคิดว่าตนเองกระด้างเกินไปไม่ได้

“ขอโทษค่ะ...อาจจะเพราะไม่ได้เจอนาน ก็เลย..ไม่รู้จะทำยังไง” คันธารัตน์พยายามจะแก้ตัว

“อย่าเลย พี่รู้ดีว่าแก้วเคือง โกรธเลยทำแบบนี้ ไม่ทันจะได้รู้ด้วยซ้ำว่าพี่ไม่จดหมายมาเพราะอะไร ก็ลงโทษกันแล้ว”

“แล้วจะบอกไหมคะ จะบอกไหม รออยู่ค่ะ ว่าจะพูดอะไร หรือต้องให้ออกปากถามก่อน” คนถูก กล่าวหาเริ่มน็อตหลุด แม้เสียงจะไม่ดังนัก หากทั้งสองก็รู้สึกตัวว่าโต๊ะอื่นหันมามอง

ชายหนุ่มถอนหายใจ สั่งเช็คบิลแล้วลุกขึ้น รับถุงอาหารที่สั่งไว้แล้วเดินลิ่วๆ ไปที่รถ ทำให้หญิงสาวต้องวิ่งตาม

ประตูรถปิดลง กระแสลมจากแอร์คอนดิชั่นพวยพุ่งกระทบใบหน้า เงียบกันไปครู่แล้วนรุตม์ก็หมุนพวงมาลัยเหยียบคันเร่งพารถออกสู่ท้องถนน

ไม่มีคำตอบ ไม่มีคำอธิบายที่เธอเรียกร้อง...พร้อมกับความไม่เข้าใจที่ยังคงก่อตัวอยู่ในความเงียบสงบ

**************



Create Date : 24 เมษายน 2550
Last Update : 24 เมษายน 2550 23:13:01 น. 4 comments
Counter : 592 Pageviews.

 
++ เอ้า!! พี่รุตม์ทำไมไม่บอกเล่า เดี๋ยวนู๋แก้วก็เคืองไปกันใหญ่หรอก

++ รอตอนต่อไปนะคะ


โดย: GoOsHa!R (join_Eng ) วันที่: 28 เมษายน 2550 เวลา:14:30:13 น.  

 
เคยอ่านในพันทิพค่ะ ชอบมาก รีบมาต่อเร็วๆๆน่ะค่ะ รอลุ้นพี่รุตม์นะค่ะ


โดย: แตงน้อย IP: 222.123.43.183 วันที่: 4 พฤษภาคม 2550 เวลา:16:14:47 น.  

 
สนุกดีค้า รออ่านตอนต่อไปอยู่น้า ^______________^


โดย: อิอ๊าย IP: 202.28.27.3 วันที่: 6 กรกฎาคม 2550 เวลา:8:30:50 น.  

 
รออ่านตอนหน้าค่ะ เพิ่งเข้ามา หนุกดี


โดย: ต้นอ้อย IP: 58.137.16.2 วันที่: 11 ตุลาคม 2550 เวลา:16:11:40 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ไวรัลยา
Location :
ราชบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]







อัพบ๊อกใหม่

นิยาย : กลิ่นแก้วกลางสวน บทที่ 9

ผลงานตีพิมพ์ :คืนจันทร์...ทอใจ




นัก (อยาก) เขียน ภาวนาขอให้นิยายเสร็จสักที (แต่ก็ไม่สำเร็จ)

เลยขอดองกันไว้ก่อน เริ่มเรื่องใหม่ เอาไว้ว่างๆ จะกลับมาเคลียร์พี่รุตม์กะเจ้าแก้วนะคะ

กลิ่นแก้วกลางสวน (อัพถึงตอนที่ 9 ค่ะ) ตอนนี้เปิดให้อ่านได้ทั่วไปไม่ล็อคแล้วนะคะ



"With Flowers"
SEVEN









รัก...ไม่ใช่ความผิดพลาดทางเทคนิค
ไม่ใช่ความหลงผิด ไม่ใช่ความพลั้งเผลอ
ถ้าจะพลาด ก็พลาดที่ตกหลุมรักเธอ
ผิดที่เพ้อหวังว่าจะได้เจอความสมใจ

********

กับคนบางคน เฝ้ารอแต่โชคชะตา
จะพัดพาให้เธอมาพบ
หวังว่าเส้นทางเราสองจะบรรจบ
ได้ประสบกับรักแท้ที่ฝันคอย

Friends' blogs
[Add ไวรัลยา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.