โลกจะสวยงาม เพราะมีความรัก ไม่ว่าจะเป็นความรักแบบไหน
Group Blog
 
 
ตุลาคม 2550
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
22 ตุลาคม 2550
 
All Blogs
 
รู้จักพี่อ้อตอนเด็ก 3 - ย้ายโรงเรียน งู และหนังสือ


สวัสดีจ้ะ น้องรัก

ต่อจากตอนที่แล้ว เป็นอันว่าพี่อ้อต้องหาโรงเรียนใหม่หลังจากเรียนจบปอหนึ่ง เพราะโรงเรียนเดิมเลิกล้มกิจการ

ไม่รู้ว่าพ่อคิดว่าลูกสาวเก่งอยู่ไหนก็เก่ง หรือว่ามันฉุกละหุกจนหาโรงเรียนใหม่ไม่ทัน พ่อเลยจับพี่อ้อมาเข้า "โรงเรียนบ้าน..." ซึ่งเป็นโรงเรียนใกล้บ้านเป็นโรงเรียนระดับตำบล พี่อ้อก็โอเคเพราะไม่รู้เรื่องอยู่แล้ว ดีเสียอีก ได้อยู่โรงเรียนเดียวกับเด็กๆละแวกเดียวกัน มีแต่คนรู้จัก

อยู่โรงเรียนนี้ดีอย่างหนึ่ง คือมีเพื่อนเยอะมาก สนุกทุกวัน ได้กระโดดโลดเต้น ปีนต้นไม้ก็เคย ส่วนใหญ่พี่อ้อเล่นกับเด็กผู้ชาย เพราะเพื่อนสนิทเป็นผู้ชายบ้านอยู่ติดกัน เค้าทำอะไรพี่ก็ทำ ครั้งหนึ่งเพื่อนผู้ชายเล่นกระโดดข้ามแอ่งน้ำกลางสนามของโรงเรียน พี่อ้อก็ตามเขา ไม่ได้ดูความยาวขาของตัวเองเลย ลืมบอกไปว่าพี่เป็นเด็กโตช้า อยู่ปอสองพี่สูงแค่ 115 ซม. จำได้แม่นเพราะเป็นการวัดส่วนสูงครั้งแรกในชีวิต เพราฉะนั้นก็เป็นไปตามคาด กระโดดไม่พ้น ขาข้างหนึ่งจมลงในแอ่งน้ำซึ่งลึกประมาณครึ่งน่อง แค่นี้พี่อ้อบ่ยั่นอยู่แล้ว ก็ก้าวขึ้นมาด้วยความสง่างามแต่เอ๊ะ ทำไมเพื่อนถึงได้ร้องกรี๊ดกร๊าดตกอกตกใจขนาดนั้น เพื่อนๆพากันชี้มาที่ข้อเท้าเราก็เลยก้มลงมอง มีงูตัวเล็กขนาดนิ้วหัวแม่มือ รัดอยู่รอบข้อเท้าข้างที่เพิ่งขึ้นมาจากแอ่งน้ำของพี่และมันกำลังพยายามอย่างหนักที่จะเอาเขี้ยวออกจากถุงเท้าของพี่!!! เท้าอีกข้างก็เลยทำหน้าที่ป้องกันตัวอย่างดีเยี่ยม เหยียบตัวงูแล้วก็ชักเท้าข้างที่โดนรัดอยู่ออกอย่างแรงแล้วก็วิ่งสุดชีวิตออกมาจากตรงนั้น

คิดว่างูตัวนั้นคงจะตกใจที่นอนอยู่ในน้ำดีๆก็มีเท้าเด็กที่ไหนก็ไม่รู้เหยียบลงไปทำให้เค้าตกใจเลยจะสั่งสอนเสียหน่อย แต่โชคร้ายของงู (โชคดีของพี่) ที่ดันกัดโดนตรงถุงเท้าส่วนที่พับทบกันจนหนาแบบนักเรียนหญิง เลยไม่โดนเนื้อ แถมยังเกี่ยวเขี้ยวจนแงะไม่หลุดเลยกัดซ้ำไม่ได้ เป็นอันว่าพี่อ้อกลับมาถึงห้องเรียนโดยปลอดภัย ไม่นานเพื่อนๆผู้ชายก็เอาซากงูเกี่ยวไม้มาแกล้งให้ดู ให้ตายสิ! ต้องถูกเด็กผู้ชายแกล้งตลอด! แต่พี่ทำเป็นไม่กลัว เค้าก็เลิกแกล้งไปเอง ...พูดถึงงูตัวนั้นไม่รู้เค้าตายเพราะพี่เหยียบหรือว่าถูกรุมตีหลังจากนั้น ยังไม่เคยได้ถามสักที

พี่เรียนที่นี่จำไม่ได้ว่าได้เรียนอะไร รู้แต่ว่าเล่นสนุกทุกวัน รับทำเรื่องที่ใครๆไม่กล้าทำ เช่นอยู่ๆร้องเพลงหน้าห้อง ตอนนั้นไม่แน่ใจว่าทำไมถึงไม่อาย อาจจะเป็นเพราะกลัวครูมากกว่า ครูสั่งก็เลยทำ ใครจะไปรู้ ก็ครูถามว่า "นักเรียน มีใครรู้จักเพลงหนุ่มนาข้าวสาวนาเกลือบ้าง" นักเรียนทั้งห้องยกมือ ครูเลยถามต่อ "แล้วมีใครร้องเป็นบ้าง" พี่อ้อคิดว่าใครๆก็ร้องได้หมด ก็เลยยกมือ ปรากฏว่ามีแต่พี่กับเพื่อนอีกคนหนึ่งเท่านั้นที่ยกมือ ครูเลยให้ออกมาร้องให้เพื่อนๆฟัง ... เอ้า! ไม่เป็นไร มีเพื่อนร้อง แต่เอาเข้าจริง เพื่อนตัวดีร้องไม่ออก อ้างว่าจำไม่ได้ ครูเลยให้พี่ร้องคนเดียว เป็นทั้งผู้ชายและผู้หญิง เอากะครูสิคะ

ตกลงพี่อ้อไม่ค่อยตั้งใจเรียน ก็สิ่งที่ครูสอนก็ซ้ำๆกับปอหนึ่ง โดยเฉพาะเรื่องอ่านเรื่องเขียน พี่คิดว่าตัวเองรู้หมดแล้วเลยไม่ตั้งใจเรียนเท่าไหร่ แต่ก็ชอบอ่านหนังสือมาก แอบหนีไปหลบคนเดียวในห้องสมุดบ่อยๆ ห้องสมุดที่นี่เล็กมาก ประมาณครึ่งหนึ่งของห้องเรียนมาตรฐาน มีหนังสืออยู่ไม่มาก ไม่นานพี่ก็อ่านจนหมด ไม่แน่ใจว่าหมดแบบไหน อาจจะหมดสิ่งที่เด็กอย่างพี่สนใจก็เป็นได้ พี่ได้อ่านหนังสือภาพเล่มแรกๆของชีวิตก็ที่นี่ เช่น เจ้าชายกบ ซินเดอเรลล่า เจ้าหญิงนิทรา เหล่านี้ เวียนไปอ่านหลายรอบ จนในที่สุดเมื่อไม่มีอะไรใหม่ๆให้อ่านจริงๆก็เริ่มหัดวาดรูปเองเพื่อจะได้มีภาพสวยๆอย่างในสมุดภาพ แต่เป็นของเราเอง เริ่มจากรูปหน้าคน รูปมือ รูปสถานที่ จนใครๆก็บอกว่าวาดรูปเก่ง ไม่ได้ชมตัวเองนะ พี่เริ่มฉีกสมุดเรียนมาวาดรูปบ่อยๆ ก็ไม่มีใครซื้อสมุดวาดรูปให้นี่นะ ผู้ใหญ่สมัยนั้นไม่มีใครเห็นว่าการวาดรูปจะช่วยให้ชีวิตดีขึ้นได้อย่างไร พี่อ้อเลยถูกพ่อดุเรื่องฉีกสมุดมาวาดรูปจนต้องนั่งนับหน้าสมุดทุกวันเลยทีเดียว เชื่อไหมเล่า

สรุปว่าพี่เรียนที่โรงเรียนใกล้บ้านหนึ่งปี ผลการเรียนเลยออกมาแค่พอผ่าน พอพ่อเห็นผลการเรียนก็ย้ายพี่อ้อกลับเข้าไปเรียนในโรงเรียนประถมชื่อดังแห่งหนึ่งในตัวจังหวัดชื่อ "โรงเรียนบ้าน...(อีกแล้ว)" ชื่ออาจจะไม่ดูไฮโซฟังดูคล้ายโรงเรียนแถวบ้าน แต่ถ้าถามคนเชียงรายทุกคนต้องร้องอ๋อ พี่อ้อเริ่มเรียนปอสามที่โรงเรียนนี้ก็ปกติสุขดี เหมือนเด็กๆทั่วไป

พี่อ้อชอบร้องเพลง ชอบวาดรูปแล้วก็ชอบอ่านหนังสือด้วย แต่ก็ขาดแคลนหนังสือดีๆ เพราะพ่อกับแม่พี่เป็นคนค้าขายไม่อ่านหนังสือมาก หนังสือที่พ่ออ่านประจำคือนิตยสารบางกอก มีแต่นิยาย ส่วนแม่ก็อ่านแต่ขวัญเรือน หนังสืออื่นๆไม่เคยได้เข้าบ้าน พี่เลยไม่ได้อ่านหนังสือหลากหลายเท่าไหร่ ได้แต่อ่านทุกอย่างที่ขวางหน้าและโอกาสอำนวย ถ้าเพื่อนบ้านคนไหนมีหนังสืออยู่ในบ้านแล้วพี่รู้ พี่ก็จะไปเป็นแขกบ้านนั้นจนอ่านหนังสือที่บ้านเขาหมด พอหมดก็ย้ายบ้านอ่านไปเรื่อยๆ ก็คนบ้านนอกที่เป็นชาวไร่ชาวนา อย่างเก่งก็ค้าขาย จะมีหนังสือในบ้านสักกี่เล่มกัน บ้านไหนมีมากหน่อยก็มีเราเป็นแขกประจำอยู่นานหน่อย บางทีไม่ยอมกลับบ้าน แม่ต้องมาตาม

พี่อยู่ที่โรงเรียนใหม่ชอบใจเพราะห้องสมุดใหญ่ ตอนพักเที่ยงจะชอบแอบเข้าห้องสมุดคนเดียว จำไม่ได้ว่าทำไมต้องไปคนเดียว อาจจะเป็นเพราะเพื่อนสนิทไม่ยอมไปด้วย ก็ได้อ่านหนังสือที่ตัวเองชอบ ตอนนั้นเป็นเด็ก ไม่รู้ว่าทำยังไงถึงจะยืมหนังสือได้ แล้วก็ไม่เห็นมีใครบอกว่ายืมได้ ให้ถามครูเหรอ เมินเสียเถอะ เพราะโรคกลัวครูยังไม่หาย ก็เลยไม่ได้ยืม ใช้วิธีเข้าไปอ่านทีละนิด อาจจะมีบางช่วงที่ติดเล่นบ้างแต่ก็ไม่เคยห่างจากหนังสือนานๆ ข้อเสียของพี่อ้อคือ พอมีหนังสือมาก ก็เลือกเฉพาะอยากอ่าน ไม่มีใครแนะนำด้วย ก็เลยอ่านหนังสือภาพ และวรรณกรรมเยาวชนเป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยอ่านวรรณคดีหรือหนังสือที่มีสาระ เป็นอย่างนี้เรื่อยมาจนกระทั่งอยู่ประมาณปอสี่

ช่วงนั้นพ่อกับแม่ของพี่ซึ่งมีอาชีพค้าขายของเก่าปลูกบ้านใหม่ยกใต้ถุนสูง ทำโรงจอดรกหกล้อสองคันด้านข้าง บางทีก็ใช้เป็นโกดังเก็บของด้วย ส่วนลานหน้าบ้านเป็นที่คัดแยกของที่รับซื้อมาจากต่างอำเภอ ของที่ซื้อมาก็เป็นจำพวกเหล็ก อะลูมิเนียม กระดาษ กระดูกสัตว์ พลาสติก ขวดแก้ว ฯลฯ ตอนนี้เองที่พี่ได้เริ่มมีโอกาสอ่านหนังสือแปลกๆหลายประเภท ก็กระดาษทั้งหลายที่เขาเก็บมาชั่งกิโลขายนั้นไง หนังสือทั้งนั้น เป็นภาพชินตาที่แม่ค้าของพ่อจะเห็นพี่อ้อนั่งอยู่บนกองกระดาษตั้งสูงท่วมหัวแล้วอ่านอะไรบางอย่างอยู่ ตั้งแต่นิตยสารชั้นล่างเกี่ยวกับเรื่องลึกลับเครื่องรางของขลัง การ์ตูนขายหัวเราะ การ์ตูนญี่ปุ่นภาพสวยๆ นิตยสารแฟชั่น เรื่องจริง วรรณกรรมชั้นดีที่บังเอิญตกมาถึงมือ ที่จริงควรจะมีใครสักคนเป็นผู้ screen ให้เด็กอย่างพี่รู้ว่าอะไรเหมาะกับวัย แต่โชคร้ายที่ไม่มี พี่อ้อก็เลยเป็นเด็กแก่แดด ช่างคิด บางทีก็ช่างกังวลตั้งแต่อายุยังไม่เต็มสิบขวบ หลายครั้งที่เก็บเรื่องที่อ่านไปคิดจนนอนไม่หลับ เช่นความลับของ "ความตาย" โรคร้ายต่างๆ ชีวิตเศร้าๆของคนในสังคม

อย่างไรก็ตามพี่ก็ไม่เข็ด ยังคงยึดโกดังที่บ้านเป็นห้องอ่านหนังสือสลับกับการอ่านหนังสือในห้องสมุดของโรงเรียนจนใครๆก็รู้ว่าหากมีคนเอากระดาษมาชั่งกิโลขายหรือได้กระดาษใหม่ๆมา ต้องมีการเรียกพี่ลงไปดูก่อนว่าจะเก็บอะไรไว้อ่านบ้าง ก่อนจะส่งไปขายต่อที่ร้านใหญ่ในเมือง พออ่านเสร็จเบื่อแล้วก็เอากลับลงมาชั่งกิโลขายให้พ่อ ได้ตังค์กินขนม เป็นอย่างนี้เรื่อยมาจนพี่เรียนจบมัธยมปลาย พี่อ้อเลยไม่มีนิสัยหวงหนังสือหรือเก็บหนังสือที่ตัวเองอ่านเพราะชินกับการที่ได้มาง่ายๆ และอ่านแล้วก็เอาไปขายต่อ เพิ่งจะมารู้จักหวงก็เมื่อต้องจ่ายเงินซื้อด้วยตัวเองตอนโต

เล่าข้ามๆไปบ้างเพราะเมื่อยแล้ว เดี๋ยวค่อยมาเล่าใหม่ถ้ามีเวลานะจ้ะ

รักมากจ้ะ

พี่อ้อ

22 ตุลาคม 2550



Create Date : 22 ตุลาคม 2550
Last Update : 10 ธันวาคม 2550 14:20:34 น. 2 comments
Counter : 244 Pageviews.

 
แวะมาเยี่ยมบล็อคนะคะ..

อิ อิ.. ชีวิตต่างจังหวัดสนุกเนอะ..

จำได้.. ตอนเด็ก ๆ วิ่งเล่นกับน้องที่เป็นผู้ชาย..
ไปตกปลาที่กลางนา.. ไปตีผึ้งที่ไร่ของป้า..
วู้ย.. สารพัดที่เด็กผู้ชายเล่นกัน.. เราก็เล่นด้วย..

ครั้งนึง ปีนต้นไม้ เจองูเขียว..
กร๊ากกกกกกกก... ทั้งหมด 4 คน..
วิ่งกันกระจาย.. เก็บมาเล่าให้ลูก-หลานฟังกี่ครั้ง..
ก็ยังขำกันอยู่นั่นเอง..



โดย: ม็อคค่าเย็น วันที่: 22 ตุลาคม 2550 เวลา:7:21:06 น.  

 
น้องๆวันหลังมาเอาหนังสือที่บ้านพี่ไปอ่านบ้างนะ มีเยอะเลย แล้วเล่าให้ฟังด้วยนะ เด็กอะไรทำไมความจำแม่นจัง(เรื่องราวสมัยเด็กๆ) ขอชมเชยอ่านแล้วเพลิดเพลิน สนุกดี


โดย: boygeorge IP: 58.8.47.26 วันที่: 24 ตุลาคม 2550 เวลา:21:52:32 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

sandseasun
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add sandseasun's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.