GOODTIME JUKEBOX

....... My Love, My Heart, My Music.......

Group Blog
 
 
สิงหาคม 2555
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
24 สิงหาคม 2555
 
All Blogs
 
ระลึกถึงลูก....พลังชีวิตแห่งการต่อสู้....กับลมหายใจที่แผ่วเบา

(บทความพลังชีวิตแห่งการต่อสู้....กับลมหายใจที่แผ่วเบานี้ ผมได้เขียนไว้ก่อนน้องเบ๊นซ์จากพวกเราไปเพียง 3 วัน)

เมื่อลูกสาวป่วย ตอนแรกพ่อกับแม่พาไปหาหมอที่คลินิค ซึ่งเซิร์ชหาคลินิคในเน็ตให้ใกล้ที่พักให้มากที่สุด
เพราะคิดว่าหากเกิดกรณีฉุกเฉินแล้ว จะได้ไปหาหมอได้ทัน ก็เลยเซิร์ชหาคลีนิคได้แถวๆที่พัก
ที่มีเว็บบอร์ดด้วย ในขณะที่คนที่มาใช้บริการต่างก็ชื่นชมหมอและบอกว่าดีและไม่แพง เลยพาลูกสาวไป

ในตอนแรกเห็นหมอดูแลได้ดีพอควร แต่เนื่องจากน้องเบ๊นซ์ไม่ค่อยจะเจ็บไข้อะไรในระยะเวลาหลายปีมานี้
เลยไม่มีประสบการณ์ในการหาหมอซักเท่าไหร่ และไม่รู้ว่าต้องทำอะไรอย่างไรบ้าง
คือในเวลานั้นคุณหมอจะว่าอย่างไร "เราก็ต้องเคารพความเป็นหมอ เคารพในวิชาชีพของเค้า"
เพราะว่า "ชีวิตเล็กๆของลูกสาวผม อยู่ในมือของเค้า และเค้าคือผู้กุมชะตาชีวิตเล็กๆนั้น"
และคิดไปเองว่า "คนที่ทำงานหาเลี้ยงปากท้องจากชีวิตทั้งคนและสัตว์ ต้องเป็นคนที่มีเมตตาเหนือคนอื่น"




ในการตรวจเลือดครั้งแรกผมกับแม่น้องเบ๊นซ์บอกหมอว่า ให้ตรวจให้ละเอียด
หมอได้ค่าการตรวจครั้งแรกแค่เป็นโรคพยาธิในกระแสเลือดและมีไข้ ซึ่งเกิดมาจากเห็บ
และหมอจะนำเลือดเข้า Lab ตรวจที่โรงพยาบาลอีกที ซึ่งหมอบอกว่าจะให้เพื่อนเค้าตรวจ
เพื่อผลที่ละเอียดมากกว่านี้ และในวันนั้นน้องเบ๊นซ์ถูกฉีดยา 2 เข็ม แต่ไม่ได้ให้ยาฆ่าเห็บ

ไอ้เราก็นึกว่ามันจะมีเอ็ฟเฟ็กต์ ทำให้หมาอายุเยอะแย่เนื่องจากตัวยาจะตีกัน(ซึ่งอาจจะคิดไปเองอีก)
และหมอบอกว่าอีก 7 วันให้มาฉีดยาชุดที่ 2 และให้ยากินมา 1 เดือน (ยาฉีดแต่ละครั้ง 2 เข็ม)
และห่างจากนั้นไม่กี่วัน หมอก็โทรหาผมบอกว่าผลตรวจเลือดมีแค่โรคพยาธิใบไม้ในกระแสเลือดเท่านั้น
ไม่มีอะไรนอกเหนือจากนี้เลย เราพ่อ-แม่ก็เลยสบายใจไปเพราะหมอบอกว่าถ้าไม่มีเห็บอีก
น้องเบ๊นซ์ก็คงไม่เป็นอะไร กลับมาเหมือนเดิมแต่พยาธิก็คงยังอยู่ แต่ก็รักษาตามอาการไป

พอครบกำหนดก็มาฉีดยาชุดที่ 2 น้องเบ๊นซ์ก็มีอาการเหมือนเดิม อาจจะมีบ่นๆบ้าง แต่ก็ไม่ได้มีอะไรผิดสังเกตุ
แล้วต้องกลับฉีดยาชุดที่ 3 ในอีก 1 เดือนต่อมา แต่ว่า.... หลังจากฉีดยาชุดที่ 3 ในเข็มที่ 6 และหยอดยากันเห็บนั้น
น้องเบ๊นซ์ก็มีอาการมึนงง ร้องครวญครางและไม่ยอมที่จะเดินซักเท่าไหร่ จนมีสภาพแบบที่เห็นในรูป
น้องเบ๊นซ์ไม่เดิน แต่เหมือนสติสัมปัชชัญญะของเค้ายังพอมีอยู่ ซึ่งเค้าอยากไปปฏิบัติภาระกิจของเค้าในแบบเดิมคือ
ลุกขึ้นเดินไปเข้าห้องน้ำ เสร็จแล้วเดินมากินน้ำ และเดินวนหาจานข้าวของเค้า และกลับมาที่เบาะ
แต่วันนี้เค้าคงคิดว่า "ทำไมเค้าทำอะไรแบบเดิมไม่ได้เลย" คงจะหงุดหงิดและโมโห เลยร้องโวยวาย




หลังจากฉีดยาเข็มที่ 6 ผ่านมาแล้วนั้น หมอได้นัดให้มาดูอาการอีกในเดือนถัดมา แต่ผลของลูกกลับเป็น...
จากที่เดินเข้าห้องน้ำเองได้ ขับถ่ายเองได้ หาข้าวกิน กินน้ำเองได้ตลอด
น้องเบ๊นซ์ในเวลานี้ "มีแค่ใจ" เท่านั้น เค้าพยายามกระเสือกกระสน เอาขาดีดตัวเองเพื่อที่จะนั่งและจะลุกขึ้นเดิน
แต่...... เค้าทำได้แค่ดีดตัวเอง จนเค้ารู้สึกว่าเค้าทำไม่ได้แล้วเค้าจึงร้องเรียก "แม่จ๋าช่วยหนูด้วย"
เราทั้งคู่ก็ได้หาทางที่จะทำให้เค้าลุกขึ้นมาโดยการอุ้มขึ้นให้เค้าตั้งไข่เดิน แต่ขาหลังเค้างอและเกร็ง

เวลานอนจากที่ปกติเวลาเค้าร้อง เราพ่อ-แม่ ก็รีบวิ่งไปจับตัวเค้าพลิกตัว
เพราะนึกไปว่าเค้าคงนอนไม่สบายตัว เนื่องจาก
เค้านอนท่าเดียวเป็นเวลานานเกินไป
เลยจับพลิกตัวไม่ก็หาเบาะมาหนุนหัวบ้าง หนุนตัวบ้าง ตามประสาที่คิดว่าลูกน่าจะสบายตัว
แต่ไม่เป็นเช่นนั้นเค้าโยเยตลอด บางครั้งเค้าร้องในขณะที่ดีดตัวเองเสียด้วยซ้ำ

น่าสงสารเหลือเกินลูกสาวพ่อ T_T

จนเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (21 ส.ค. 2555) ลูกสาวผมร้องครวญครางมากกว่าปกติ ลางบอกเหตุที่ไม่ปกติแล้ว
แม่จึงรีบตัดสินใจพาลูกสาวไปให้หมอคนเดิมดูอาการ น้องเบ๊นซ์ไม่มีอาการตอบสนองอย่างอื่นเลยนอกจากร้อง
จากที่เคยลูบที่หัวลูบที่คอแล้วสงบ ในวันนี้ไม่เป็นเช่นนั้น น้องเบ๊นซ์ร้องไม่เลิก ไม่ใช่แค่โวยวาย แต่.....
ร้องด้วยความเจ็บปวดจากข้างใน โถ..ลูกพ่อ....T_T

หมอได้ฉีดยาแก้ปวดและให้น้ำเกลือให้ จนน้องเบ๊นซ์สงบได้บ้าง แม่เค้ากลับมาด้วยใบหน้าเปื้อนน้ำตา
เมื่อก่อนผมไม่เคยรู้ว่า ทำไมคนเค้าถึงร้องไห้ให้น้องหมากัน พาลจะบอกเสียด้วยซ้ำว่า "แค่หมาเอง" แต่....
ผมเข้าใจสัจธรรมข้อหนึ่งที่ว่า "หากไม่เจอกับตัวเอง เราจะไม่มีวันรู้ในสิ่งที่เราบอกว่า เท่านั้นเอง แค่นี้เองเลย"
ผมเห็นใบหน้าของแม่น้องเบ๊นซ์แล้ว น้ำตาก็ไหลแต่ก็ต้องฝืนไว้ มันต้องมีหนึ่งคนที่ต้องคอยฉุดกันขึ้นมา
มันเหมือนหุบเหว ที่เราต่างพากันยืน ณ. ที่แห่งนั้นและพร้อมจะพากันตกลงไป
น้องเบ๊นซ์เค้าพยายามต่อสู้อยู่ "แล้วเราล่ะ เราต้องเข้มแข็งให้ได้เท่าเค้า ไม่ก็ต้องมากกว่าเค้า"

น้องเบ๊นซ์กำลังสอนพ่อกับแม่อยู่ น้องเบ๊นซ์เข้มแข็ง มีความพยายามที่จะต่อสู้กับโรคร้าย และอดทนจนถึงที่สุด
น้องเบ๊นซ์กำลังสู้ น้องเบ๊นซ์กำลังบอกพ่อแม่ว่า "พ่อจ๋าแม่จ๋า หนูสู้อยู่นะ แล้วพ่อแม่กำลังคิดอะไรกันอยู่"

คืนวันนั้นผมได้แต่กอดกับแม่น้องเบ๊นซ์และร้องไห้ด้วยกัน
ใจผมก็หลอกตัวเองว่า..... เค้าอยู่ในมือหมอแล้วเค้าจะดีขึ้น T_T


เย็นวันถัดมา (22 ส.ค. 2555) ผมกับแม่น้องเบ๊นซ์ไปที่คลินิค เพื่อเยี่ยมดูอาการลูกสาว ปรากฏว่าพอเปิดประตู
เข้าไปในคลินิคก็ได้ยินเสียน้องเบ๊นซ์ร้องครวญครางเสียงดังมาก คุยกับหมอเค้าบอกว่าไม่ค่อยร้องเพิ่งจะร้อง (???)
พอไปดูสภาพลูกสาวแล้ว ใจแทบสลาย มีขี้ตาเปรอะ น้ำลายเต็มใบหน้าเค้า และเลอะเทอะไปด้วยฉี่ของเค้า
ผมนึกว่าหมอจะให้เค้านอนบนผ้าหรือเบาะ นี่ให้นอนกับกรงที่มีตะแกรงเหล็ก มีผ้าบางๆรองกันไว้แค่ช่วงใบหน้าแค่นั้น
สายน้ำเกลือ 1 เส้นที่ขา ใบหน้าน้องเบ๊นซ์มีแผล ที่เกิดจากการดิ้นด้วยความเจ็บปวดทรมาน
เค้าดิ้นจนหน้าเสียดสีเข้ากับซี่ตะแกรงเหล็กจนเป็นแผลทั้ง 2 ข้าง แผลที่ขาที่คิดว่าดีดตัวเสียดสีกับตะแกรง
นี่คือความเมตตาที่ผมคิดไว้หรือครับ เป็นภาพที่อนาถใจ และน่าสงสารที่สุดครับ




เวลาคิดเงินผมคิดแบบแบบไฮโซ แต่ดูแลลูกสาวผมทำไมเหมือนหมาอนาถาแบบนี้

หรือผมตั้งความหวังไว้กับคำว่าสัตวแพทย์ไว้สูงเกิน

หลังจากที่เห็นสภาพลูกสาวอยู่ในสภาพนั้น ผมยอมรับว่าโกรธคลินิคนั้นมาก
แต่ในสิ่งที่เลวร้ายกลับมีสิ่งดีให้ผมประทับใจอยู่บ้าง พี่เลี้ยงคนดูเเลน้องเบ๊นซ์คนหนึ่งในคลีนิคนี้
เธอทำให้เราประทับใจในความคิด ผมไม่รู้ว่าเธอจบอะไรมาเธอมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร
และผมก็ไม่สนด้วย แต่สิ่งที่เธอมีนั้นมีมากกว่าหมอที่ดูแลรักษาน้องเบ๊นซ์ซะอีก
เธอมีจิตใจที่ดีอ่อนโยน และในเมื่อผมและแม่น้องเบ๊นซ์คุยกับเธอ เธอมีความเมตตามากมาย
ถ้าผมเป็นหมอและอยู่ตรงนั้น ผมคงอายแทรกแผ่นดินหนี
ไม่ก็มุดพื้นคอนกรีต ขุดค้นหาจรรยาบรรณที่ฝังเอาไว้ซะลึกและเนิ่นนาน
ขึ้นมาดูเป็นแน่แท้



หลังจากที่ขอใบส่งตัวน้องเบ๊นซ์จากหมอที่คลีนิคนี้ หมอทำท่าไม่พอใจให้เราเห็นแต่ก็พยายามเก็บอาการ
ก็เงินเล็กๆน้อยๆค่าเติมเงินมือถือจะหลุดมือไปแล้วนี่ครับผมเข้าใจได้
หลังจากนั้นผมรับสภาพที่ย่ำแย่ ของลูกสาวผมขึ้นรถ
รีบขับไปที่ โรงพยาบาลสัตว์ประศุอาทรมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ศาลายาโดยทันที


มาถึงก็ทำบัตรคนไข้มีคุณพยาบาลมาสอบถามอาการและให้รอพบคุณหมอ
จากที่แม่น้องเบ๊นซ์เคยอ่านเคยศึกษามาจากในเว็บ ก็มีแต่คนบอกว่าโรงพยาบาลต้องรอนาน
เราก็พร้อมที่จะรอแต่ในใจก็คิดว่า เรามีใบส่งตัวมาและลูกสาวเราก็มีอาการไม่ต่างจากโคม่าเลย
ลูกสาวร้องเป็นระยะๆเสียงดัง มีน้องหมาป่วยเยอะแยะมาที่นี่
ทั้งเจ้าชิวาวาตัวจิ๋ว ไปจนถึงเจ้าร๊อดไวเลอร์ตัวโต

และผมสังเกตุอีกอย่างว่าลูกสาวเริ่มมีเห็บอีกแล้ว และเห็บคนละชนิดกับที่เคยมี
ซึ่งก่อนหน้าลูกสาวถูกฉีดและหยอดยากันเห็บ ที่ผ่านมาก็ไม่มีเห็บอีกแล้ว
อาจเป็นที่คลีนิคก็ได้ ซึ่งกรงลูกสาวอยู่ด้านบน ส่วนกรงข้างล่างมีแมวอยู่



พาลูกสาวมาโรงพยาบาลสัตว์ประศุอาทร มหาวิทยาลัยมหิดล

เรามากันถึงที่นี่ประมาณ 10 โมงกว่าๆและรอตรวจ

เวลาช่างผ่านไปอย่างเชื่องช้า ในขณะที่พ่อกับแม่นั่งรอดูอาการลูกสาวอยู่ใกล้ๆ
จนเลยเวลามาประมาณเที่ยง มีน้องหมาหลายตัวที่ยังคงรออยู่เหมือนน้องเบ๊นซ์
จนน้องเบ๊นซ์ร้องขึ้นมาอีก ผมเห็นว่ามันมีการลัดคิวเกิดขึ้น 2 เคส ผมเลยตัดสินใจสอบถามคุณพยาบาลเพราะลูกสาวผมดูจะอาการหนักกว่าใคร
คุณพยาบาลก็ใจดีเหลือเกินรีบไปติดต่อทางข้างหน้าให้ และให้ผมกับลูกรออีกสักแป๊บคุณหมอจึงเรียกเข้าไปตรวจ


พอแม่เค้าอุ้มลูกสาววางบนโต๊ะตรวจ ลูกสาวผมก็ งงอแง นิดหน่อย
แต่ที่แปลกกว่านั้นก็คือ พอคุณหมอมาจับตัว มาตรวจ เจ้าลูกสาวกลับเงียบแล้วก็นิ่งสงบอย่างไม่น่าเชื่อ
คุณหมอมาสอบถามอาการและตรวจดูอาการ ทางผมหวังแค่ไม่ให้ลูกสาวผมทรมานแค่นั้น
คุณหมอรีบแอดมิตลูกสาวผมไว้ดูแล เพราะเป็นโรคไต ต้องให้น้ำเกลือเพื่อขับของเสียในร่างกายออกมาและดูอาการ
เราพ่อแม่พูดคุยกับคุณหมอเรื่องความทรมานของลูกสาว พูดกันไปจนถึงการ "พุช" เพื่อให้ลูกสาวหลับ
แต่นั่นคือเป็นทางเลือกสุดท้าย หากเค้ายังต้องทรมานอยู่ T_T




ที่โรงพยาบาล วันที่ 1

หลังจากที่ลูกสาวผมต้องอยู่ในความดูแลของคุณหมอ ทำให้เราพ่อแม่สบายใจเป็นที่สุด หลังจากร้อนรุ่มมาเดือนกว่าๆกับคลีนิคนั่น

ที่นี่เหมือนที่ปลดปล่อย เราเฝ้าแต่ต่อว่าตัวเองว่าทำไมไม่มาที่นี่แต่แรก เราปล่อยให้ลูกสาวทรมานแบบนั้นได้อย่างไร
น้องเบ๊นซ์ลูกพ่อ พ่อขอโทษที่ทำให้นู๋ทรมานกับที่นั่น ซึ่งนู๋ร้องตั้งแต่วันแรกที่เข้าไปรักษาโดยที่พ่อไม่ได้เอะใจเลย
นู๋กำลังร้องบอกพ่อกับแม่ใช่มั๊ยว่า "ที่นั่นมันไม่ใช่ที่สำหรับนู๋" T_T
ดูสิพอนู๋มาที่นี่ นู๋กลับสงบ เงียบ และนิ่ง นู๋มีการตอบสนองบ้าง ให้พ่อกับแม่ได้ชื่นใจ ว่าเรายังคงมีกันอยู่ 3 คน T_T
คืนนั้นเราปล่อยให้ลูกสาวอยู่ในความดูแลของคุณหมอ 1 คืนและรอเวลาที่จะมาเยี่ยมอีกครั้งในวันต่อมา




ที่โรงพยาบาล วันที่ 2

ในเย็นวันต่อมาก่อนที่จะถึงเวลาเยี่ยมลูกสาว คุณหมอได้โทรมาเล่าถึงอาการของลูกสาว

บอกว่ากินอาหาร กินน้ำได้บ้าง และที่สำคัญไม่ร้องงอแงเลย
หลังจากที่คุณหมอโทรมา ไม่นานนักเราพ่อแม่ก็ได้ไปถึงโรงพยาบาลเพื่อดูอาการของลูกอีกครั้ง

พอมาถึงในเวลา 1 ทุ่มนิดๆเราก็ได้มาอยู่ที่โรงพยาบาลและได้รอเข้าเยี่ยมลูกสาว

พอได้เข้าไปเยี่ยมเราทั้งคู่ได้พบกับคุณหมออีกท่าน ซึ่งทำหน้าที่รับช่วงดูแลลูกสาวเราต่อ จากการได้พูดคุย
คุณหมอบอกว่าลูกสาวมีอาการชักในตอนเช้า พอดีแม่บ้านเข้ามาเห็นเลยรีบแจ้งคุณหมอฉุกเฉินมาดูอาการ
และลูกสาวยังมีเห็บตามตัวที่เยอะอยู่ และอาจจะติดไปสู่น้องหมาตัวอื่นได้
เราพ่อแม่จึงตัดสินใจที่จะรับลูกสาวกลับ โดยเรียนรู้ที่จะให้น้ำเกลือเอง ฉีดยาเอง
ในใจหนึ่งก็นึกเสียดาย ที่ไม่ได้อยู่ในความดูแลของคุณหมอ แต่ก็อีก....
หากลูกสาวเราจะได้ชื่อว่า เป็นพาหะ ไปสู่น้องหมาตัวอื่นทำให้น้องหมาตัวอื่นป่วยตาม

เราก็คงทำใจไม่ได้เช่นกัน เราจึงตกลงที่จะเอาลูกสาวเรากลับไปดูแลเองที่บ้าน
โดยให้คุณหมอจ่ายยา น้ำเกลือ อาหารและเข็ม+สลิงก์ชนิดต่างๆให้เรา




ลูกสาวกลับบ้าน

คืนนั้นเราได้เอาลูกสาวเรากลับบ้าน เราต่างก็แอบดีใจอยู่บ้างในความทุกข์ที่มีมาตลอดเกือบๆ 2 เดือนมานี่
ลูกสาวที่ไม่เคยห่างไปไหน จนมาป่วยและต้องไปค้างอยู่ที่คลีนิค และโรงพยาบาล
บัดนี้ลูกสาวตัวน้อยๆได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา พ่อแม่ลูก อีกครั้งแล้ว
เราช่วยกันจัดสายน้ำเกลือและที่นอน เบาะนอนที่ลูกสาวรักและชอบนอนเบาะนี้ ผ้ารองปากและรองก้น
ตุ๊กตาน้องหมาตัวน้อยที่ให้เค้าเอาไว้ก่ายจะได้นอนสบาย เราได้นั่งมองเค้า ดูแลเค้าจนดึกดื่น
และทบทวนในสิ่งที่คุณหมอแนะนำเราทั้งคู่ถึงการดูแลลูกสาวตัวจิ๋วนี้




ก่อนที่เราจะพักผ่อนหลังจากสู้ศึกอะไรหลายๆอย่างในชีวิตประจำวัน และเรื่องของลูกสาวตัวจิ๋วอีก
เราเลยคิดไปถึงเรื่องการชักของลูกสาว ซึ่งคุณหมอได้แนะนำว่าให้เราทำอย่างไรบ้าง ซึ่งเราก็ทบทวนกันก่อนนอน
และเราก็ได้นำกระดิ่งอันเล็กๆมาผูกติดกับข้อเท้าน้อยๆของลูกสาว หากมีการชักเกิดขึ้น เราจะได้ยินทันที
และแล้ว......ช่วงเวลาประมาณ 5 ทุ่มเสียงกระดิ่งดังขึ้น ลูกสาวก็ได้ชักให้เราได้เห็น T_T
ผมได้ถอดผ้าที่พันขาเค้าออก และนำยา เข็ม และสำลีชุบแอลกอฮอล์ มาให้แม่เค้าทำการฉีดยาเข้าไป
ลูกสาวผมชักเกร็งประมาณ 30  วินาทีเห็นจะได้ หลังจากฉีดยากระตุ้นหัวใจ เค้าก็สงบลงและผ่อนคลาย
หัวใจพ่อกับแม่แทบสลายที่เห็นลูกสาวเป็นแบบนั้น เราพ่อแม่เฝ้าปลอบประโลมใจซึ่งกันและกัน


ประมาณตี 1 กว่าเกือบๆตี 2 พ่อก็ได้ยินเสียงกระดิ่งอีกครั้ง พ่อกับแม่เค้ารีบลุกขึ้นมาทำการฉีดยาอีกครั้ง
และหลังจากนั้น จนถึงประมาณตี 5 กว่าๆ ลูกสาวก็ชักอีก 2 ครั้ง
เนื่องด้วยพ่อวางแผนไว้ว่าจะเคลียร์งานให้เสร็จภายในวันเสาร์นี้ ซึ่งเป็นวันเกิดของแม่เจ้า
และยังไงพ่อก็จะลางาน เพื่อจะมาดูแลลูกเป็นเพื่อนแม่เจ้าซักวันสองวัน
วันนี้ดูอะไรๆก็จะช้าไปหมด แต่พ่อก็รีบเคลียร์งานจนเสร็จและลากลับมาก่อนเที่ยง
หลังจากลางานพ่อก็รีบไปซื้อข้าวของที่จำเป็นบางอย่างมาให้ลูก และแม่เจ้าเหนื่อยล้ากินข้าวไม่ค่อยได้




พอพ่อมาถึงบ้านเจ้าก็หลับพริ้มเหมือนเดิม ถามอาการจากแม่เจ้า ก็ได้ความว่าเจ้าหลับตลอด มีอาการตอบสนองบ้าง
แม่เจ้าพอกินข้าวได้แล้ว พ่อก็หมดห่วงไปอีกเปราะ เรานั่งคุยปรึกษากันอีก ว่าพรุ่งนี้คุณหมอนัดให้เอาลูกไปตรวจอีกครั้ง
ก็คิดว่าลูกไม่ทรมานอีกแล้ว เพราะลูกไม่ร้องเลยนอกจากบ่นพึมพัมบ้างเวลาเช็ดตัว




บ่าย 3 โมงของวันเกิดแม่เจ้า เสาร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2555
นัยว่าเจ้าจะกลัวว่าเราพ่อแม่จะลืมเจ้า เจ้าถึงได้เลือกวันนี้ T_T
ก่อนหน้าพ่อได้ยินเสียงกระดิ่งของเจ้า 2 ครั้ง ในระยะเวลาห่างกันประมาณครึ่งชั่วโมง
หันไปดูก็เหมือนจะเห็นเจ้าแค่เหยียดตัว อาจเป็นเพราะเจ้านอนท่าเดียวจนเมื่อย
แต่พอกระดิ่งครั้งที่ 3 ดังขึ้น เจ้าเหยียดตัวสุดตัว และลมหายใจของเจ้าได้หมดลงไปพร้อมกัน
ทุกครั้งที่พ่อมองเจ้า พุงของเจ้าจะขึ้นลงตามแรงหายใจของเจ้า แต่คราวนี้พุงของเจ้านิ่งสนิท ไม่มีการเคลื่อนไหว
แม่เจ้ารีบโผเข้ามากอดร่ำไห้ ปานจะขาดใจไปพร้อมกับเจ้า T_T



เจ้าเลือกที่จะกลับบ้าน เจ้าเลือกที่จะไปอย่างสงบ เจ้าเลือกที่จะไปในวันที่แม่เจ้าจะไม่ลืมเลือนเจ้าเลยตลอดชีวิต
ลูกสาวพ่อ.... ที่เจ้าทำ เจ้าเลือกทุกอย่าง เจ้ากำลังบ
อกอะไรกับพ่อแม่ มันมากกว่าความบังเอิญ
"มีคนเคยบอกว่า หมาคือภพภูมิสุดท้ายก่อนที่จะกลับมาเกิดเป็นคน
เพราะหมาคือสิ่งมีชีวิตเดียวที่ใกล้ชิดมนุษย์ และเรียนรู้ที่จะเป็นมนุษย์ได้มากกว่าสัตว์ชนิดอื่นๆ ที่มีความฉลาดเช่นกัน"




ณ ที่แห่งนี้คงเป็นที่สุดท้ายที่เจ้าจะคงความน่ารัก และบ่งบอกถึงความมีตัวตนของเจ้า ในหัวใจของพ่อและแม่เป็นครั้งสุดท้าย
ถึงเจ้าจะจากไป ขอเจ้ารับรู้ไว้ว่าเจ้ายังคงมีตัวตนในหัวใจพ่อกับแม่เสมอ
ก่อนเจ้าหลับตาลงอย่างสนิทใจ พ่อกล่าวกับเจ้าแล้วว่า "เจ้าไม่ต้องห่วงแม่เจ้า พ่อสัญญาจะดูแลแม่ของเจ้าตลอดไป"
เจ้าไม่มีอะไรให้ห่วงแล้วกับภพภูมินี้



แต่แค่อยากให้เจ้ารับรู้ตลอดไปไว้ว่าจะไม่มีใครมาแทนที่เจ้า และเราพ่อแม่ของเจ้า คงรักใครไม่ได้อีกแล้ว
ลูกสาวพ่อ คงไม่มีวันไหนที่พ่อและแม่เจ้าจะไม่ระลึกถึงเจ้า เพราะทุกอย่างรอบๆตัวพ่อและเเม่คือเจ้าเสมอ
รอยเท้าน้อยๆของเจ้าที่ย่ำเหยียบเดินรอบๆห้อง จานข้าวที่เจ้าแวะเวียนไปดมทั้งวันเวลาเจ้าหิว
ขันน้ำของเจ้าที่เจ้าชอบไปนั่งกินน้ำ เสื้อผ้าตัวน้อยๆของเจ้าที่มีกลิ่นของเจ้า ยังคงอยู่กับพ่อแม่เสมอ



สุดท้ายและท้ายสุด ไม่ว่าเจ้าจะอยู่ในที่แห่งใด ขอให้เจ้าสงบและสู่สุขติภพ อโหสิต่อทุกเวรกรรมที่เจ้าได้ประสบพบมา
ขอให้เจจ้าสู่ภพภูมิที่สูงขึ้นยิ่งขึ้น รอรับผลบุญจากพ่อและแม่เสมอๆนะลูกรัก

..... พ่อกับแม่ .....
..... จะรักเจ้าทุกลมหายใจ และ จนหมดลมหายใจ .....









Create Date : 24 สิงหาคม 2555
Last Update : 6 กันยายน 2555 20:56:49 น. 0 comments
Counter : 2223 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

กะลุ๊กปุ๊ก
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




images by free.in.th

ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนนะครับว่า ผมไม่ได้เป็นคนที่รู้เรื่อง
อะไรมากมาย เพียงแต่อยากเก็บความทรงจำของตัวเองไว้
เผื่อสำหรับเมื่อวันหนึ่งผมอาจจะไม่มีแรงค้นหา หรือได้สร้าง
ความทรงจำของตัวเองเพื่อที่วันหนึ่ง จะกลับมานั่งอ่านสิ่งที่
ตัวเองได้พบเจอ หรือสิ่งที่สนใจและรัก เรื่องเพลงดนตรี
เป็นบริบทหนึ่งของชีวิตผมที่ผมรัก และยังคงรักอยู่ ที่เขียน
ทั้งหมดอาจจะค้นคว้าจากหลายๆที่ แต่มันก็ไม่ถูกทั้งหมด
เพราะภาษาอังกฤษผมห่วยมาก ในแต่ละหน้าเพจผมจะทำ
การอัพเดทเรื่อยๆ ขอบคุณทุกๆท่านที่แวะมาครับ..........

images by free.in.th


Angels Of Venice - Sad Lisa







Image Hosted by ImageShack.us

Angry Birds -  Red Bird Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...
Friends' blogs
[Add กะลุ๊กปุ๊ก's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.