Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2555
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
13 ธันวาคม 2555
 
All Blogs
 

เรื่องของเรากับโรคมะเร็ง ตอนที่ 3

       31 สิงหาคม 2555  เราไปโรงพยาบาลเพื่อรับยา Herceptin  เข็มที่ 14  หลังจากที่ไปเที่ยวกลับมาได้หนึ่งอาทิตย์   วันที่ 3 ก.ย 2555 เรามีนัดกับหมอเพื่อที่จะทำ CT ที่ตับอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เราแปลกใจตัวเองมาทำไมครั้งนี้จิตใจเราไม่ดีเลยก็ไม่รู้ เกิดอาการกลัวขึ้นมา  จากที่กลัวก็เป็นจริงขึ้นมา พยาบาลโทรศัพท์มาหาให้ไปทำ MRI  อีกอย่างเพื่อดูก้อนเนื้อที่ตับให้แน่ชัดว่าโตขึ้นหรือเปล่า ให้ไปโรงพยาบาลวันนี้เลย หมอนัดให้ไปตอนเที่ยงวันวันนี้ ( 11 ก.ย. 2555 ) เรากลัวมาก ๆๆๆๆ ร้องไห้ออกมาเลย วันนั้นไม่มีใครอยู่กับเราเพราะสามีและลูกไปธุระที่ต่างจังหวัดกันหมด เราต้องขับรถเพื่อไปโรงพยาบาลคนเดียวเราต้องตั้งสติใหม่ระหว่างขับรถเราร้องไห้ตลอดทาง  ตอนที่พยาบาลโทรมาบอกเราเราพยายามถามว่ามันน่ากลัวมากมั้ย พยาบาลบอกว่ามันโตขึ้นจนอาจารย์รู้สึกเป็นห่วง ให้ทำใจให้สบาย 

     พอถึงโรงพยาบาลเราเข้าไปห้อง MRI เพื่อรอทำ MRI ทีตับ ระหว่างนั่งรอมีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งรออยู่ด้วยพยาบาลเรียกผู้หญิงคนนั้ไปเปิดเส้นเลือดเพื่อใส่เข็มรอไว้เติมยาตอนทำ MRI พอผู้หญิงท่านนั้นกลับมาร้องไห้มาด้วย เราจับมือเขาแล้วถามว่าเป็นที่ไหน เธอชี้ไปที่ศีรษะของเธอ เราพูดไม่ออกเลย เราสงสารเขาแล้วก็สงสารตัวเองด้วย บีบมือเขาเหมือนให้เขารู้ว่าเราหัวอกเดียวกัน เราและเธอคงกลัวเหมือนกัน เธอผู้นั้นถามเราว่าเป็นที่ไหน เราบอกที่ตับ แล้วเราก็บอกเธอว่า ไม่เป็นไรนะทำใจให้สบาย สู้ สู้นะ ปลอบใจเขาและปลอบใจตัวเองด้วย
    พยาบาลเรียกชื่อเราแล้วบอกว่าคุณไม่ต้องทำ MRI แล้ว อาจารย์.....ให้โทรศัพท์ไปหา เราก็โทร. ไปหาอาจารย์.. อาจารย์ให้เรากลับบ้านก่อนให้มาโรงพยาบาลในวันรุ่งขึ้น( 12 ก.ย. 2555)เพื่อที่จะให้นอนที่โรงพยาบาล 1 หนึ่งคืนเพื่อที่จะเจาะเอาชิ้นเนื้อออกมาตรวจ เพราะเท่าที่ปรึกษากับอาจารย์ท่านอื่นแล้วมันแน่ชัดว่าโตขึ้นจริงให้เอาชิ้นเนื้อมาตรวจเลยดีกว่า จะได้รู้ว่าผลชิ้นเนื้อนั้นเป็นอะไรกันแน่ว่าเป็นเชื้อมะเร็งหรือไขมันเรากลับมาบ้านแบบ งง งง (ระหว่างนั้นอากาศเป็นใจมาก เดินกลับออกมาไปที่จอดรถ ฝนก็ตก เรากางร่มเดินไปร้องไห้ไป มานึกย้อนหลังแล้วเหมือนมิวสิควีดีโอเลย 555) สามีเราบินกลับมาด่วนเพื่อมาให้กำลังใจเราอยู่เคียงข้างเรา ถ้าไม่ได้เขาเราคงแย่มากกว่านี้และเขาก็เป็นคนหนึ่งที่อยู่เคียงข้างเราตลอด เรามีกำลังใจที่ดี มีสามี มีลูกที่เป็นเด็กดี พี่น้องที่ดีให้กำลังใจเราตลอด
     วันรุ่งขึ้น เราไปโรงพยาบาลติดต่อพยาบาลเพื่อทำเอกสารเข้านอนที่โรงพยาบาลตามที่แพทย์สั่ง เราโชคดีที่อาจารย์ทำเรื่องทั้งหมดให้เราทั้งเรื่องการเจาะชิ้นเนื้อซึ่งขอนัดกับหมอแบบด่วนและเรื่องห้องพักพิเศษ อาจารย์ติดต่อให้ ซึ่งห้องพักพิเศษนั้น ด่วนแบบเรานี้หาห้องพักพิเศษได้ยากมากกก ขอบคุณอาจารย์หมอ.....ค่ะ 
     ช่วงบ่ายพนักงานมารับตัวเราไปที่ห้องปฏิบัติการ....  อาจารย์หมอที่จะมาทำการเจาะชิ้นเนื้อของเรา ใจดีมาก พูดให้กำลังใจตลอด ไม่ต้องกลัวนะ ไม่เจ็บหรอก เดี๋ยวหมอจะฉีดยาชาที่บริเวณชายโครงขวานะ เจ็บตอนฉีดยาชานิดหนึ่ง เราก็สบายใจที่เจอหมอที่เข้าใจคนไข้ เมื่อยาฉีดออกฤทธิ์ หมอใช้เข็มที่เล็กกว่าเข็มเย็บผ้า(หมอบอก) ยาวประมาณ 9 เซ็นต์ เจาะบริเวณที่ทำเครื่องหมายไว้ เมื่อเข็มลงที่ผิวหนังเราไม่รู้สึกอะไรแต่ะเมื่อมาถึงที่ตับของเราเรารู้สึกว่ามีอะไรตึง ๆ ในท้องเท่านั้น แล้วหมอก็ดึงเข็มออกมา หมอให้เรานอนท่าเดิมคือท่าตะแครงเพราะหมอต้องเอาชิ้นเนื้อนั้นไปดูว่าพอมั้ยที่จะเอาไปตรวจชิ้นเนื้อ ถ้าไม่พอต้องเจาะใหม่ เรารอและใจก็นึกขอให้พอเถอะ เราไม่อยากรบกวนเขามาก หมอกลับบอกเรียบร้อย โล่งอกมากกกกก หมอให้กลับห้องพักได้ รอผลตรวจอีก 2 อาทิตย์
    กลับมาที่ห้องพัก หมอให้นอนท่าตะแครงกดทับจุดต้องที่เจาะ 6 ชั่วโมง เพื่อป้องกันเลือดไม่ให้เลือดไหลออกจากตับ ท่านอนนี้แหละทรมาณมากไม่ให้เข้าห้องน้ำต้องทิ้งระยะหลังจากเจาะ 2 ชั่วโมง
    ระหว่างรอผลตรวจชิ้นเนื้อเป็นช่วงที่ทรมาณใจมาก กังวล กลัว ทุกอารมณ์ น้ำหนักลดลง ทานอะไรไม่ได้ ต้องหาที่พึ่ง เราต้องสวดมนต์ไหว้พระ ทำบุญ มีสามี และลูกอยู่ใกล้ตลอด ลูกเราพึ่งเรียนจบมา ซึ่งวางแผนว่าจะทำงานและเรียนต่อใน กทม ลูกสาวเป็นเด็กเรียนดี เรียนจบได้เกรียตินิยม ช่วงที่เราได้รับข่าวจากพยาบาล ลูกสาวไม่อยู่ไปสัมภาษณ์งาน เขาทิ้งและหยุดเปลี่ยนแผนมาอยู่กับเรา มาเรียนต่อที่บ้านเรา เขาจะอยู่ใกล้เราตลอดเวลา เราไม่รู้ว่าตัดสินใจถูกหรือเปล่าหรือเราดึงลูกเราหรือเปล่า เราห่วงว่าเราเป็นตัวถ่วงให้ความกังวลกับลูก แทนที่ลูกจะมีหน้าที่การงานที่ดี มีโอกาสมากกว่านี้ เราคุยกับลูกเขายืนยันอย่างเดียวว่าเขาจะอยู่ข้าง ๆ แม่  แต่พอ 2 อาทิตย์หลังจากเจาะชิ้นเนื้อ พยาบาลก็ไม่โทรศัพท์มาบอกว่าผลตรวจเป็นอย่างไร  ประมาณต้นเดือนตุลาคม 2555 พยาบาลโทรศัพท์มาบอกอาจารย์หมอขอพบเราขอนัดอาจารย์เป็นวันที่พุธที่ 10 ตุลาคม 2555 เพื่อฟังผลของการนำชิ้นเนื้อไปตรวจว่าออกมาเป็นอะไร เพราะช่วงที่พยาบาลโทรศัพท์มาหาเรากำลังจะเดินทางเพื่อไปงานรับปริญญาของลูกสาว ไม่อยากให้เสียเวลาแห่งความสุขของครอบครัวไป เลยเลื่อนการไปหาหมอไป  ช่วงนั้นเราลืมทุกอย่าง เราได้รับความสุขจากลูกที่มอบความสำเร็จของเขามาให้เรา เขาบอกว่าความสำเร็จครั้งนี้เขาของมอบให้กับคุณแม่ที่ดูแลเขามาอย่างดี 
    10 ตุลาคม 2555  วันที่อาจารย์หมอนัดให้ฟังผลของชิ้นเนื้อ ข่าวร้ายมาก ผลออกมาคือเชื้อมะเร็งชนิดเดียวกับที่พบที่เต้านม เราไม่กล้าถามอาจารย์ว่า นี่คือระยะที่เท่าไร ซึ่งคำตอบมันคงทำให้เรากลัวแน่นอน  อาจารย์หมอบอกว่า ก้อนเนิ้อชิ้นนี้ของเราไม่สามารถผ่าตัดออกได้เพราะมันอยู่ในจุดที่อันตราย หนทางรักษาคือการให้คีโมเพื่อไปทำลายเซลมะเร็ง ยาที่เราจะได้คือ Taxotere เราจะต้องได้ยกก่อน 3 เข็ม เว้น 3 อาทิตย์ต่อ 1 เข็ม เมื่อครบ 3 เข็มแล้วทำ CT ดูว่าชิ้นเนื้อก้อนนั้นยุบมั้ย ถ้ายุบให้ต่ออีก 3 เข็ม ถ้าไม่ยุบก็เปลี่ยนยาตัวใหม่
     เราเริ่มให้ยาเข็มที่ 1 ในวันที่ 19 ต.ค 2555  หลังจากได้ยาไม่มีอาการแพ้มากมาย มีอาการเพลีย นอนพักแล้วดีขึ้น เราพักผ่อนให้มาก พยายามบำรุงร่างกายให้แข็งแรงเพื่อที่จะมาสู้กับยาคีโมที่มาทำลายเซลที่ดีในร่างกาย  Taxotere จะทำลายเม็ดเลือดขาวมาก เราต้องดูแลร่างการเราให้ดี หลังจากให้ยาประมาณ 14-15 วันผมเราเริ่มร่วง เราเลยให้สามีเราโกนผมให้หมดเพื่อจะได้ไม่เป็นกังวลกับผมอีก เรามีกำลังใจที่ดี เราฟื้นตัวได้เร็วแข็งแรง เราไม่ทำตัวอ่อนแอจมอยู่กับโรคที่เราเป็นอยู่ ไม่ถึงกับหมดที่จะไม่คิดถึงมันแต่เราพยายามทำใจให้ดีและเลิกกังวลให้เร็วที่สุดเท่านั้นเอง เมื่อไหร่ที่คิดเราจะรีบตัดมันทิ้งไป
     ผลจากที่เรามีก้อนเนื้อที่ตับโตขึ้นเราต้องออกจากโครงการวิจัยฯ ยาที่เราได้จะเบิกจากกรมบัญชีกลางทั้งหมด อาจารย์หมอ...ทำหนังสือขอเรื่องขอยาอีกตัวให้เราคือ Herceptin ให้ควบคู่กันไปกับ Taxotere  พอเข็มที่ 2 (9 พ.ย 2555) เราจึงได้รับยา 2 ตัวคือ Taxotere กับ Herceptin  ผลจากกำลังใจดี เข็มที่ 2  จึงทำให้เราแข็งแรงและเพลียน้อยกว่าเข็มแรกมาก เข็มที่ 3 (30 พ.ย. 2555) เข็มนี้เพลียมากกว่าเดิมอาจจะเป็นเพราะมีความกังวลจากเรื่องงานมากไปหน่อย  หลังเข็มนี้แล้ว อาจารย์หมอนัดทำ CT ในวันที่ 18 ธ.ค. 2555) เพื่อดูชิ้นเนื้อว่ายุบหรือไม่แล้วจะได้วางแผนการรักษาต่อค่ะ  
    ผลออกมาอย่างไรจะมาบอกอีกทีค่ะ

    ขอบคุณค่ะที่เข้ามาอ่าน  อ่านแล้วถ้ามีอะไรต้องการให้ช่วยด้านไหน ยินดีค่ะ(ถ้าทำได้นะคะ)  






 

Create Date : 13 ธันวาคม 2555
1 comments
Last Update : 14 ธันวาคม 2555 14:01:37 น.
Counter : 836 Pageviews.

 

สู้ๆ เป็นกำลังใจให้ครับ

 

โดย: goopa 16 ธันวาคม 2555 2:13:34 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


แม่น้อยรออุ้มหลาน
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เป็นผู้หญิงรักธรรมชาติ
New Comments
Friends' blogs
[Add แม่น้อยรออุ้มหลาน's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.