กำแพงระหว่างเพื่อน

กำแพงระหว่างเพื่อน

“ปลายทางระหว่างความหวังที่เส้นชัยจุดหมายยิ่งใหญ่เท่าไรไม่สำคัญไปกว่าถ้ามีแค่ใครสักคนร่วมทางเดินฝ่าไปจนถึงด้วยกัน ใครจะยิ้มให้ฉันวันที่ถึงเส้นชัยใครจะร่วมดีใจในตอนนั้น วันที่เราแพ้ทางใครบอกว่าไม่เป็นไรยังมีวันที่เลวร้ายกว่านี้ ที่มันจะมา แต่ไม่รู้เมื่อไหร่จะกลัวทำไมเพื่อนยังอยู่วันใหม่อาจมา กับปัญหามากมายกอดคอกันไว้ให้พร้อมจะสู้เพราะแม้บางทีอาจไม่เป็นดั่งฝันฉันรู้ว่ายังมีเพื่อนที่อยู่ตรงนั้นเหมือนเก่าจะดีจะร้ายยังไงก็เพื่อนเราไม่เคยเปลี่ยน”บางตอนของเพลง ไกล วงออกัส

ผมได้ยินเพลงนี้ที่ไร มันทำให้นึกถึงเรื่องของผมกับเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนสนิทผม ช่วงเข้ามหาวิทยาลัยใหม่ๆ ผมคุยกับเพื่อนได้หลายคนโดยพื้นฐานแล้วผมเป็นคนเข้ากับคนง่าย แต่ก็มีมันนี้แหละที่ผมสามารถคุยได้ทุกเรื่องไม่ว่าเรื่องอะไร มันจะอยู่ข้างผมตลอด ความเป็นเพื่อนก็เริ่มสานต่อมาเรื่อยๆมีสิ่งไหนที่ช่วยเหลือได้ก็ช่วยกันมาตลอด เพื่อนผมคนนี้มันเป็นคนค่อนข้างขี้เล่นบางทีก็เล่นซะจนเป็นเรื่องขึ้นมา จนทำให้เราสองคนผิดกันหรือเป็นเพราะผมเป็นคนคิดมากหลายเรื่องด้วย ผมเลยตัดสินใจทำแบบนั้นกับมัน

เรื่องมันเกิดขึ้นในช่วงสอบ ช่วงนั้นเด็กมหาวิทยาลัยต่างพากันตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือสอบ ผมกับมันก็เช่นเดียวกัน ผมจะคอยติวให้มันเสมอโดยพื้นฐานแล้วผมไม่ใช่คนเก่งอะไร พอที่จะอธิบายหรือสรุปความให้เข้าใจได้ ส่วนมันเป็นคนที่หัวเร็วเข้าใจอะไรได้เร็วพอสมควรคะแนนสอบออกมา ชื่อผมกับชื่อมันจะติดกัน ทำให้เวลาคะแนนออกมันก็จะเห็นของผมด้วยทุกครั้งโดยส่วนมากแล้วคะแนนผมจะได้น้อยกว่ามันหรือเท่ากับมันทุกครั้งซึ่งผมก็ไม่ได้คิดมากอะไร มีอยู่ครั้งหนึ่งผมไปดูคะแนนกับมัน ผมได้คะแนนน้อยกว่ามันมันก็พูดขึ้นมา “ทำไม่คะแนนเมิงน้อยกว่ากู” ประมาณนี้ ก็อย่างที่บอกด้วยผมเป็นคนที่คิดมากอยู่แล้วบวกกับว่าผมติวให้มันด้วย เลยทำให้ผมน้อยใจและก็มีอีกหลายเรื่องที่ผมผนวกและคิดเอาเอง จนทำให้ผมตัดสินใจ ไม่คุยกับมันเลยหลังจากนั้นผมก็ตีตัวออกห่าง อยู่กับมัน ใกล้มันทีไร แล้วรู้สึกแย่ๆ บอกถูก กินเวลาเกือบปีที่เราไม่ได้คุยกันแม้หน้ามันผมก็ยังทำเป็นมองผ่าน ตอนนั้นผมไม่รู้หรอว่ามันจะรู้สึกยังไงรู้เพียงว่าที่ผมรู้สึกอยู่ทุกวันนี้เป็นเพราะมัน ผมเชื่อในความคิดของตัวเองจนวันเข้าปีใหม่ปีหนึ่ง พวกเพื่อนๆผมต่างคนต่างที่มีเรื่องผิดใจกัน มาพูดคุยเปิดอกเปิดใจคุยกัน รวมทั้งผมกับมันด้วย เราคุยกันตรงระเบียงห้องเป็นวันที่กลัวมากในตอนนั้น เพราะผมไม่รู้จะคุยอะไร แต่ในใจมันมีเรื่องที่อยากคุยหลายเรื่องมันก็ถามว่าผมเป็นอะไรทำไม ทำไมต้องทำแบบนี้ ผมก็อธิบายบอกเหตุผลไปหลายๆอย่างมันก็บอกว่ามันอึดอัดทุกครั้งที่มันเห็นหน้าผม ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงไม่มองไม่คุยกับมัน บางครั้งเจอกันที่ห้องสมุด มันบอกมันเห็นผมแล้วแต่มันไม่รู้จะทำยังไงก็เลยทำเป็นนิ่ง ไม่มอง เราก็คุยกันหลายเรื่อง จนกอดกัน และหวังไว้ว่าจะกลับมาคุยกันเหมือนเดิมแต่เปล่าเลย พอเรากลับมาคุยกัน ในใจผมมันเหมือนมีกำแพงอะไรบางอย่างอยู่ลองคุยกับมันหลายครั้งก็เป็นเหมือนเดิม คุยกันก็ไม่สนิทใจเท่าไรผมเลยไม่คุยกับมันก็ทำตัวแบบเดิม คือเหินห่าง เลียงที่จะพบมัน จะเข้าช่วงปิดเทอมต้องไปฝึกงาน มันไปฝึกงานที่ชลบุรีคนเดียว ผมฝึกที่อุบล มีเพื่อนไปด้วยอีกสองคนผมพยายามทักมันในเฟตบุ๊ค ลองโทรหามัน มันก็ไม่ตอบผม ผมยิ่งหัวเสีย ผมเฉียวและคิดว่าถ้าเป็นแบบนี้ก็ไม่ต้องคุยกันอีกก็ได้จนผ่านมาเข้าปีนี้ ช่วงเปิดเทอมผมกับมันก็ไม่ได้คุยอะไรกัน มีบ้างประปรายที่คุยกันเรื่องเล็กๆน้อยๆ ผ่านมาเข้าเดือนที่สองของการเรียน ผมเพิ่งจะได้คุยกับมันจริงๆจังๆมีครั้งที่ผมไปกินเหล้ากับเพื่อนผมอีกคน ผมเลยลองชวนมันมา มันก็มา ผมถามเรื่องเก่าๆมันบอกว่าที่เราเคลียร์กันไปอ่ะ ตอนที่เมิงกับมาคุยกับกูมันเหมือนมีกำแพงมากั้นขวางมันไม่ค่อยสนิทใจเหมือนเดิม ผมก็ตอบไปว่าเป็นเหมือนกันความรู้สึกผมตอนนั้นก็เหมือนกับมัน เราเลยไม่ได้คุยกัน จนมันพูดขึ้นว่า มันมี บาซูกามีกำแพงอยู่ข้างหน้า มันยิงกำแพงนั้นทิ้งไปแล้ววันนี้ฟังไปผมก็ยิ้มไปเลยแซวมันกลับ ไหนไม่ร้องไห้ให้กูแล้วหรอวันข้างหน้าผมกับมันจะเป็นยังไงอีกไม่อาจทราบได้ แต่ผมจะทำให้มันดีที่สุดครั้งหนึ่งผมมีบทเรียน แต่ผมไม่ได้เรื่องรู้กับมัน ไม่ได้วิเคราะห์หรือคุยกันซึ่งๆหน้า มันทำให้เราเสียเวลาทั้งคู่ เสียอะไรหลายๆอย่างถ้าถามว่าเสียดายเวลาที่เสียไปไหม ผมว่าผมคงไม่เสียดายถ้าเวลาที่เสียไปจะทำให้ผมได้เข้าใจอะไรลึกซึ้งขึ้น ผมไปเจอเนื้อความในหนังสือแด่ชายหนุ่มและหญิงสาว ของคุณ พจนา จันทรสันติ เขาเขียนไว้ว่า “คุณต้องประหลายใจเมื่อค้นพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์นั้นผู้ที่คุณรักมากที่สุดคือคนที่คุณให้อภัยไดยากที่สุดคุณอาจให้อภัยแก่ศัตรูเป็นบางครั้ง แต่มิใช่เพื่อน นี่คือบทผกผันของชีวิตผู้ที่คุณรักมากที่สุด ก็คือผู้ที่คุณจะชังได้ถึงที่สุดในขณะเดียวกันมันเป็นเช่นดั่งว่า ถ้าคุณคาดหวังมาก คุณก็อาจผิดหวังอย่างที่สุดนั้นเอง” เนื้อความนี้ตอบเรื่องราวความคิดของผมได้มากจริงๆ ความสัมพันธ์ไม่ว่ามันจะเริ่มต้นในแบบไหน มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเราเลือกที่จะให้มันจบลงแบบไหนเช่นกัน

“ปลายทางระหว่างความหวังที่เส้นชัยจุดหมายยิ่งใหญ่เท่าไรไม่สำคัญไปกว่า ถ้ามีแค่ใครสักคนร่วมทางเดินฝ่าไปจนถึงด้วยกันใครจะยิ้มให้ฉันวันที่ถึงเส้นชัย ใครจะร่วมดีใจในตอนนั้น” ผมอยู่แล้วละครับว่าอย่างน้อยๆ ปลายทางนั้นก็คงต้องมีมันยืนชื่นชม ยินดีและผมก็คงจะเป็นอีกคนหนึ่งที่ ยืนเคียงข้างมันเช่นเดียวกัน 




Create Date : 23 กรกฎาคม 2555
Last Update : 23 กรกฎาคม 2555 17:02:01 น.
Counter : 695 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Pongrave
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



กรกฏาคม 2555

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
24
25
26
27
28
29
30
31