บางครั้งโลกแห่งความจริงไม่สวยงาม...เฉกเช่นความฝัน แต่รู้สึกและจับต้องได้
Group Blog
 
<<
มกราคม 2554
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
13 มกราคม 2554
 
All Blogs
 
รักเอย(44)...ส.ร้อยดาว 3 - การหลุดพ้น









ยกระดับรัก
ทัณฑ์ทรมานจากการครองรักครองเรือนและกามารมณ์ นับเป็นละครชีวิตบทโศกบทเก่าน้ำเน่าอย่างยิ่ง ควรแก่การบอกลาความจำเจเยี่ยงนี้ได้แล้ว แต่เบื้องแรกควรรู้ก่อนว่า ความรักและกามารมณ์ เป็นมรดกพันธุกรรม ติดตัวสามัญชน มาแต่แรกแหกปากร้องให้โลกฟัง

ส่วนการครองเรือนนั้นเป็นผลิตภัณฑ์จากกามารมณ์ ที่ถูกตอกลิ่มด้วยความรัก หรือความรักที่ถูกตอกลิ่มด้วยกามารมณ์ ดังนั้นเพื่อไปพ้นทัณฑ์ทรมานการจำเจดังกล่าว จึงมิอาจปฏิเสธยกระดับความรัก ให้ถึงรักที่สวยซึ้งสูงส่ง ทั้งโปร่งใสไร้ราคีคาว ซึ่งมีหลักอยู่ ๓ ประการ

๑. ถอดถอนความใคร่
๒. ทำใจให้กว้าง
๓. ก้าวย่างร่วมกัน

ความใคร่คืออะไร? ดังกล่าวแล้วว่า ความใคร่คือสัญชาตญาณ หรือทัณฑ์ทรมาน อันมาจากพฤติการณ์สำส่อน ทั้งอดีตและปัจจุบันชาติ

ส่วนความสำส่อน เป็นผลิตภัณฑ์จากความเห็นฟั่นเฟือนคือ เห็นกระบวนการของความทุกข์เป็นความสุข เห็นสิ่งไม่น่ายินดีว่าน่ายินดี ซึ่งหากผู้ใดปัญญาน้อยด้อยคำนวณ ไม่สามารถบวกลบคูณหาร ผลดีผลร้าย สุข ทุกข์อันมาแต่เมถุนธรรมได้ ผู้นั้นย่อมจดจำฝังใจเพียงรสชาติซ่านวาบซาบหวิวชั่ววูบ ว่าคือสุข คือผลดี เป็นกามสัญญาหรือกามุปาทานฝังแน่นในกมลสันดาน และเมื่อใดกระทบผัสสะอันเนื่องด้วยเพศพันธุ์สนองใคร่ได้นั้น กามสัญญาก็จะถูกปลุกกระตุ้น แสดงตัวในรูปความคิดเรียกว่า กามวิตก ความใคร่เรียกว่า กามารมณ์ แล้วก็ออกมาเป็นกามลีลา กามวาทะ กามพันธะ กามภาระ กามวัฏฏะ INFINTY ซึ่งภาวะนี้หากทนทานได้ยากก็ต้องถอดถอนความใคร่

๑. ถอดถอนความใคร่
เพื่อถอดถอนความใคร่ จำเป็นต้องใช้กุศโลบาย ๓ ประการคือ
สำรอกทิฎฐิ ๑ กำราบเนื้อหนัง ๑ ฝังใจไว้ในแดนดาว ๑

สำรอกทิฏฐิ

กับการสำรอกทิฏฐิ พึงทราบก่อนว่าทิฏฐินั้นแสดงตนในรูปความคิดและอารมณ์ การจะสำรอกทิฏฐิใดต้องปรับลงไปที่ความคิดและอารมณ์ แต่ที่จะสำรอกทิฏฐิในที่นี้ หมายเอาทิฏฐิวิปลาส หรือความเห็นที่ชวนให้ใคร่ ยังใจให้กำหนัด พระบรมครูผู้รู้แจ้งทรงแสดงบทพินิจ เพื่อสำรอกความใคร่หรือทิฏฐิโสโครกไว้หลายประการ แต่จะกล่าวถึงพอประมาณดังต่อไปนี้

อสุภสัญญา กำหนดพิจารณาว่าไม่งาม ซึ่งในความเป็นคน แม้หล่อเหลาราวเทพบุตรจุติ หรือผ่องผาดหยาดฟ้าดั่งธิดาสรวงสวรรค์ กระนั้นความไม่งามสองประการก็ซ้อนแฝงอยู่

๑. ความไม่งามในกาย มีขี้หัว ขี้หู ขี้มูก ขี้ปาก ขี้ฟัน เสลด น้ำลาย อุจจาระ ปัสสาวะ กลิ่นตัว เป็นต้น อสุภะเหล่านี้หากน้อมใจไตร่ตรอง มองเห็นว่าเป็นของเหม็น สกปรก ไม่สะอาด มีอยู่ในตนย่อมหน่ายคลายจากความหลงใหลในรูปร่างเรือนโฉมทั้งตนและคนอื่น ซึ่งเป็นประดุจถุงมูตรคูถ เป็นได้ที่ผู้คนจำนวนไม่น้อย ถูกอุปาทานแห่งการ แลกน้ำลายครอบงำหลอกหลอน ว่านั่นคือการแสดงความรัก คือบทบาทแห่งความสุข แต่ลองพินิจเยี่ยงนี้ดูที คือลำพังน้ำลายจากปากเราเอง ถ่มใส่มือแล้ว (แม้เติมซอสตราภูเขาทอง) หากให้ดูดกลืนคืนลงคอ เรายินดีหรือไม่? และน้ำลายคนอื่นไม่เหม็นหืนกระนั้นหรือ? พินิจเพียงนี้ก็ไม่ต้องไปดูดเอาจากปากผู้อื่นแล้ว ทั้งผู้เคยดูดดื่มกันมาหลายปี ยังมิเคยมีคู่ใดสัมผัสได้ถึงเฮลซ์บลูบอยในกันและกันเลย จะมีก็แต่ไวรัสบี หวัดติดเชื้อนั่นแหละมากกว่า

โดยจริงกายนี้หรือกายไหน ก็เพียงก้อนเนื้อก้อนหนึ่งซึ่งเน่าเหม็นแล้วทุกขณะ แต่ภาวะนี้ที่ไม่ปรากฏชัด เพราะคนเราอาบน้ำดูแลอยู่ทุกวัน เหมือนแผลที่ลงยาชะล้างฉะนั้น แต่หากคราวใด คนเราไม่อาบน้ำแปรงฟันสัก ๓-๔ วัน ก็เน่าเหม็นโชยโฉ่แล้ว ไม่มีอะไรน่ายินดี กายนี้ไม่งามเลย

๒. ความไม่งามในกิริยาอารมณ์ ซึ่งตราบใดที่คนยังมีกิเลสตัณหา อาการหยาบคายร้ายกาจย่อมปรากฏบ้าง โดยเฉพาะช่วงตกหล่นแห่งสติปัญญามักจะเห็นความไม่งามในกิริยาอารมณ์ได้บ่อยๆ เช่น อาการดื้อด้านดึงดัน หมั่นไส้ เกรี้ยวกราดอาละวาด ด่าทอ ส่อเสียด ทุบตี ตบ เตะ ต่อย หรือความเห็นแก่ตัวไร้น้ำใจ ใช้เงินเปลืองมีเรื่องไม่ปรึกษา ผิดพลาดมากลับโทษเรา เอาแต่กินเหล้า ดูดบุหรี่ เล่นไพ่ ไม่ทำงาน เกียจคร้าน แถมเชื่องมงายอีกต่างหาก ยังมีอีกมากนักกับความไม่งามในกิริยาอารมณ์ ผู้มากประสบการณ์พึงทบทวนเพื่อรู้แจ้ง เพื่อแหนงหน่ายคลายกำหนัดโดยตนเถิด

อีกประการหนึ่ง-อนิจจสัญญา กำหนดพิจารณาว่าไม่เที่ยง ความไม่เที่ยงแห่งชีวิตรัก ความไม่เที่ยงแห่งกามารมณ์ เป็นสิ่งมิอาจหลีกเลี่ยง ทั้งไม่เที่ยงในกาย ก็เป็นความเที่ยงแท้แน่นอน คือคนเราต้องผ่านวัยหนุ่มวัยสาวไป ต้องแก่เฒ่าเหลาเหย่มีหลังโค้งงอคอหนัก ถือไม้เท้างกงกเงิ่นเงิ่น นี่เป็นธรรมดาแห่งกาย หากไม่ตายซะก่อน และหาได้น้อยกว่าน้อยนัก ที่กายขันธ์ผู้คนไม่ป่วยไข้ ขี้มูกไหล หน้าเหลือง อ่อนแรง ปากซีด เหงือกขาว ตาที่เคยหวานวาวคาวคมกลับหมองมัว มีบ้างน้ำลายไหลย้อย ท้องไส้ปั่นป่วนเรี่ยราด หน้าตา เบี้ยวบิดผิดรูป หากคนที่เรารักใคร่พอใจกำหนัดยินดี ต้องเป็นดังกล่าวนี้ เราพอใจหรือ? นี่เป็นโทษแห่งกาย เป็นความไม่เที่ยงแห่งกาย และเป็นได้ที่กายขันธ์ของคนอาจต้องประสบอุบัติเหตุเสียโฉม อวัยวะบางส่วนพิการเช่น แขนขาด ขาขาด ตาบอด ปากบิด หากเราได้ใครมาแล้ว หรือต้องไปอยู่ร่วมกับคนรักแล้วต้องเป็นเช่นกล่าว เรายินดีหรือ? ทนทานต่อการรับใช้ หรือให้เขาช่วยเหลือได้มั้ย? ...ความไม่เที่ยง เที่ยงแท้แน่จริงกว่าสิ่งใด...

อีกประการ-ทุกข์สัญญา กำหนดพิจารณาว่าเป็นทุกข์ดังกล่าวแล้ว การครองเรือน การครองรัก และความร้อนเร่า ด้วยกามารมณ์ ล้วนบันดาลทุกข์ได้ทั้งสิ้น ทุกข์พอจะแยกย่อยได้ ๒ ลักษณะ

๑. ทุกข์กาย เช่น หนาว ร้อน หิว กระหาย ปวดถ่าย หรือสัตว์เสือกสูบเสพเลือดเนื้อก่อกวน คนรังแก ทุกข์เพราะไม่เที่ยงแท้ในกายสังขาร อาจป่วยหรือพิการ และทุกข์เพราะวิบากกรรมเคยทำมา ต้องมาเสพรับปัจจัยที่เป็นมลพิษ เช่น น้ำ อากาศ อาหารเป็นพิษ ฯลฯ

๒. ทุกข์ใจ เช่น ความสับสน ฟุ้งซ่าน รำคาญ งี่เง่า โศกเศร้าเสียใจ หรือรวบยอดว่าทุกข์เพราะไฟราคะ โทสะ โมหะ โลภะ แผดเผา ชีวิตเป็นตัวทุกข์ ทั้งชีวิตเป็นเขียงรองรับการโขกสับจากความทุกข์ หนึ่งชีวิตก็หนึ่งทุกข์ สองชีวิตก็สองทุกข์ ยิ่งสองชีวิตของคู่รักใคร่มาใช้ชีวิตร่วมกัน ย่อมอดใจได้ยาก หากจะไม่เพิ่มทายาทแห่งทุกข์ขึ้นมาช่วยทวีทุกข์อีก โดยจริงหากพิจารณาโดยรอบคอบ ย่อมเห็นว่า เพียงใจที่ผ่าวคำนึงถึงอ้อมขา ก็หาความสุขมิได้แล้ว ชวนให้นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย ทุกข์ทรมาน การที่ใครทำให้เราเป็นเช่นนี้ หรือเราทำใครให้ใจผ่าวดังกล่าวนั้น ไม่นับเป็นความอำมหิตจิตลามก ยังจะนับเป็นอื่นไปกระไรได้ และแต่โบราณกาลจวบจนปัจจุบัน คนผู้โหดร้ายนั้นก็ยังเกเรกันอยู่เยี่ยงนี้ (ช่างกำนัลทุกข์แก่กันได้ดี)

อีกประการหนึ่ง-อนัตตสัญญา กำหนดพิจารณาว่ามิใช่ตัวตน มิใช่เนื้อหาสาระ ซึ่งชีวิตก็เป็นดั่งนี้ คือ ชีวิตต่างเป็นเพียงประหนึ่งผงคลีธุลีน้อย จะล่องลอยไปอีกเนิ่นนานปานใดยากจะเดา ทั้งใครเล่าเป็นเจ้ากรรมสิทธ์ชีวิตทั้งหมด เมื่อมีชีวิตย่อมง่ายต่อการถูกครอบด้วยข่าย ทั้งข่ายอำนาจรัฐ อำนาจเถื่อน อำนาจวิบากกรรม กาละ ดินฟ้าอากาศ อาพาธ(ป่วย)อาเพศบรรดามี การจะขอว่าชีวิตเราจงเป็นอย่างนั้นอย่างโน้นเถิด อย่าเป็นอย่างนี้อย่างไหนเลยง่ายดายอยู่หรือ?

ยิ่งในเรื่องของกาม ความรัก ยิ่งมิใช้เนื้อหาสาระเป็นตัวตน เป็นมรรคผลดีใด แต่เป็นประดุจของยืม ที่ยืมกันมายืมกันไป บ้างยืมระยะสั้น บ้างยืมระยะยาว อาจทั้งชาติ ถึงข้ามชาติ และเป็นประหนึ่งเรื่องราวของคนหลับไหลฝันหวานไปเท่านั้น ครั้นตื่นขึ้นมาก็ไม่มีอะไร แม้ที่เรียกว่า รอยรัญจวน…รอยรัญจวน… ก็เป็นเพียง อตีตากามุปาทาน หรือความโง่เขลาติดยึดกามเก่า ที่เอามาย้ำคิดย้อมใคร่ใส่ใจตนเท่านั้นเอง ซึ่งถ้าหากพิจารณาถึงโทษภัยของกาม และคุณของความโปร่งใสอันปลอดไร้จากกาม ย่อมจะยังจิตให้เข้าถึงซึ่งอนัตตาได้ (ภาวะอนัตตาลุ่มลึกยิ่งนักหากจะชักลึกให้ตื้นดุจหงายของที่คว่ำ ต้องทำอีกเล่มต่างหากแล้ว) โดยจริง ความรักความกำหนัดดั่งผัดหมี่ เพียงท่านขบพินิจจริงจังสักสองสามนาที ก็คลี่คลายหายยุ่งเหยิงสับสนได้

อีกประการหนึ่ง-มรณสัญญา กำหนดพิจารณาถึงความตาย ความตายเป็นสหายสากลแด่คนทุกชาติ จะช้าจะเร็วต้องมาเยี่ยมเยือนโดยมิต้องเรียกร้อง ทั้งมิอาจหลบเร้น ยิ่งยุคสมัยที่อุบัติเหตุ หรืออุบัติโหด ดั่งฝุ่นละอองคละคลุ้งรุ่งเรือง จะยากอะไรกับการตาย ?

พรุ่งนี้อาจไม่มีเราก็ได้ พรุ่งนี้อาจไม่มีเขาก็ได้ พินิจเพียงนี้ก็มิต้องเกาะเกี่ยวผูกพันกันแล้ว และรู้อยู่มิใช่หรือ ที่สุดคือการจากพราก ดั่งนั้นจะมีประโยชน์อันใดด้วยการผูกพัน หากต้องอยู่ร่วมกันกับคู่รักใคร่ใดแล้ว ผู้นั้นมีอันเป็นไป ต้องตายไป สบายใจกระไรได้? ที่สุดคือตาย

ทั้งมวลทั้งหมดที่กล่าวถึงตั้งแต่สุภสัญญา อนิจจาสัญญา ทุกขสัญญา อนัตตาสัญญา มรณะสัญญา เป็นเพียงสังเขปนั้น ดั่งจุดไม้ขีดไฟต่อเทียนในมือท่าน เพื่อท่านส่องทางเพ่งพินิจให้ยิ่งขึ้นด้วยตน จะได้ไปพ้นทิฏฐิโสโครกที่กล่าวมา

กำราบเนื้อหนัง

กับการถอดถอนความใคร่นั้นพึงทราบอีกว่า ความกำหนัดในกามหรือความใคร่ เป็นดอกผลของการขุนบำเรอตน ยิ่งขุนบำเรอตนมากเพียงใด ก็ยิ่งกามกำหนัดใคร่มากเพียงนั้น ดังนั้นการจะพินิจหน่ายใคร่ โดยไม่กำราบเนื้อหนังก็เหมือนประหนึ่งผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ วางอำนาจอบรมโสเภณีแต่พร้อมนั้นใจกลับยินดีเสพส่วยน้ำกามของเธออยู่ เยี่ยงนี้โสเภณีจะหมดไปอย่างไรได้

กับการถอดถอนความใคร่ จึงต้องตั้งใจสำรอกทิฏฐิ เพ่งเพียรกำราบเนื้อหนัง หรือความกำหนัดในกายอีกด้วย กำราบเนื้อหนัง คือการลด ละ เลิก ส่งส่วยเสริมใคร่ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ซึ่งเป็นการดับไฟราคะในใจ ธรรมดาไฟมิได้เชื้อย่อมดับลง

ทางตา พึงงดเว้นเสพส่วยจากรูป เรื่อง สี แสง ฯลฯ ประเภทย้อมใจให้กำหนัด เช่น ภาพยนตร์ในสายพันธุ์ ประโลมรัก มิพักสวาท ขาดเธอมิได้ ฯลฯ หรือชมคอนเสิร์ต การแสดงที่เปิดนั่น ปั่นนี่ ซึ่งเพียงตาเห็นก็เป็นใคร่ และอ่านหนังสือ สื่อสิ่งพิมพ์ที่ทำให้ย้ำคิดย้อมใคร่ใส่ใจตน ทั้งการเสพดูรูปเพศเผ่าเย้ายวน ที่ประดับกาย กรีดร่ายลีลา ดั่งท้าชวนดวลกันจนหวานฝัน ฟุ้งซ่าน ฯลฯ

โดยรวมรูปเรื่องสีแสงอันใดยังใจให้กำหนัดลุ่มหลง จงพยายามเพื่อเว้นออก จะเห็นได้ว่ามีหนังสือ ภาพยนตร์ จำนวนไม่น้อย ถูกปรุงปั้นผ่านมือเปรตราคะ หรือเซ็กส์กุ๊ย ซึ่งเมื่อคนเข้าไปเสพรับ ก็ร้อนเร่ากระเส่ากระสัน นี่เป็นการหาเงินด้วยวิธีโหดเหี้ยมทารุณ เป็นมิจฉาชีพ เป็นการทำลายทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งผู้ใดยินดีกับผลงานของพาลชนดังกล่าว พวกนั้นก็เลวร้ายสืบไป ไฟอเวจีสีชมพูก็โชนฉานกระจัดกระจายหลายขุม และก็แผดเผาผู้เข้าเสพรับสนับสนุนนั้นเอง

ทางหู พึงเรียนรู้การฟัง ทั้งเสียงพูด เสียงเพลง เสียงบรรเลงเริงรมย์ เสียงพูดใดเป็นไปในลักษณะหยาดเยิ้มหยอกเย้ากระเซ้ากระซี้ โดยเพศเร้ารวนชวนฝัน พึงทราบว่า นั่นมิใช่เสียงดี ด้วยเป็นการบำบัดกามจริตของผู้นั้น ซ้ำลอบวางเพลิงกำหนัดไว้ให้ผู้ฟังอีกต่างหาก เสียงเพลง บรรเลงเริงรมย์ ก็นัยเดียวกัน เสียงเพลงเสียงบรรเลงใด ยังใจให้แปรปรวนป่วนปั่นหวานไหวใคร่ขึ้น หรือหิวโหยในความรัก พึงหลีกเว้น ในเสียงเพลงหรือความบันเทิงเริงรมย์ต่างๆ พอจะแยกสายพันธุ์ได้ ๔ สายดังนี้

๑. เทพปรานี ซึ่งมักสร้างผลงานต่างๆ เช่น เพลง ภาพยนตร์ วรรณกรรมฯลฯ เพื่อเร้ามโนธรรมสำนึกของคนโดยใช้ความเสื่อมต่ำของชีวิต สังคม สิ่งแวดล้อม โลก เป็นจุดกำเนิดผลงานและมุ่งเผยแพร่เพื่อชีวิต สังคม สิ่งแวดล้อม โลก มากว่า ทำเพื่อการค้า สายพันธุ์นี้นับว่ามีดี

๒. เปรตราคะหรือเซ็กส์กุ๊ย ซึ่งมักสร้างผลงานต่างๆ เช่น เพลง ภาพยนตร์ วรรณกรรม ฯลฯ เพื่อเร้าราคะคน คือใช้จุดใคร่ของคน เป็นจุดขาย

๓. สัตว์ซาดิสม์ ซึ่งมักสร้างผลงาน ต่างๆ เช่น เพลง ภาพยนตร์ วรรณกรรม ฯลฯ เพื่อเร้าโทสะ อัตตามานะ (หลงตนอยากใหญ่) คือใช้จุดเคือง จุดแค้น จุดคลั่ง ของคนเป็นจุดขาย

๔. คนธรรพ์ติ๊งต๊อง ซึ่งมักสร้างผลงานต่างๆ เช่น เพลง ภาพยนตร์ วรรณกรรม ฯลฯ เพื่อเร้าโมหะคน คือใช้จุดเขลา จุดเคลิ้ม จุดเครียดของคนเป็นจุดขาย ประเภททำให้คนยิ้ม หัวเราะ ไปกับความไร้สาระ สติแตก แหกคอก นอกปกติ ความบันเทิงเริงรมย์ที่ต้องเสพรับด้วยตาหรือหู แม้จะเป็นผลงานของสัตว์ซาดิสม์ หรือคนธรรพ์ติ๊งต๊อง ซึ่งดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกับราคะ แต่เพื่อความเข้มแข็งแห่งใจ และไม่สูญเสียความแยบคายในอุบายพินิจหน่ายใคร่ ก็พึงลด ละ เลิก ยิ่งบันเทินเริงรมย์จากสายพันธุ์เปรตราคะ หรือเซ็กส์กุ๊ย ยิ่งต้องห่างไกล เพราะสายพันธุ์นี้ บทหลักเป็นลักษณะ พบรัก พบสวาท เรียกร้องรัก เรียกร้องสวาท อิ่มรัก อิ่มสวาท มิอาจขาดรัก ขาดสวาท สูญเสียรัก สูญเสียสวาท อาลัยรักอาลัยสวาท…อุบาทว์ อุบาทว์…

ยิ่งบทเพลงจากสายพันธุ์นี้ด้วยแล้ว หากฟังด้วยสมองย่อมรู้สึกร่วมกันว่า เหมือนสุนัขเดือนสิบสองร่ำร้องโหยหาคู่ ปานนั้น… กับเสียงเพลง เสียงพูด จะโดยน้ำเสียงคือนุ่มนิ่ม เนียนนวล ชวนฝัน หรือเนื้อเสียง คือเนื้อความที่มาพร้อมกับเสียงพูดเสียงเพลง หากยังใจให้ไฟกำหนัดลุกโชน พึงบอกตนเองเถอะว่า…ก็เพียงธาตุลมผสมขี้ฟันเท่านั้นเอง

ทางจมูก พึงเรียนรู้การหลงกลิ่น กลิ่นอันใดยังใจให้แปรปรวนพึงหลีกเว้น เช่น กลิ่นน้ำหอม กลิ่นสบู่ กลิ่นแป้ง กลิ่นประทินผิวเร้าอารมณ์ หรือกลิ่นกายที่อบร่ำจนฉ่ำนาสา โดยเฉพาะจากเพศตรงข้าม ซึ่งเรื่องนี้พระบรมครูผู้พุทธะได้ตรัสไว้ว่า…จะมีกลิ่นใดเป็นที่พึงใจใหลหลงของบุรุษ เท่ากลิ่นสตรีมิได้มี และจะมีกลิ่นใดเป็นที่พึงใจใหลหลงของสตรี เท่ากลิ่นบุรุษมิได้มี แต่ก็มิได้หมายความว่า หน่ายคลายมิได้…ไม่ใช่ เพียงพินิจโดยถ่องแท้ถ้วนรอบย่อมรู้ได้ว่า…คนใดหลงใหลอบร่ำกลิ่นต่างๆใส่ตน นั่นคือคนหลอกลวง ดั่งดอกไม้ล่อหลอกภุมรินด้วยกลิ่นสี และเป็นคนมีกลิ่นไม่สะอาด เพราะมีกลิ่นไม่สะอาด ทั้งมิอาจทนได้กับกลิ่นไม่สะอาด จึงเอากลิ่นหอมไปกลบเกลื่อนบิดเบือนกลิ่น เหมือนใส่เครื่องเทศเครื่องแกง ดับกลิ่นคาวเลือดเนื้อฉะนั้น โดยจริงเป็นบุคคลผู้น่าเห็นใจ มิใช่น่าหลงใหล เมื่อรู้เห็นเป็นความหอมจอมปลอมเช่นนี้ ย่อมหน่ายคลายจากความหลงใหลยินดี

ทางลิ้น พึงเรียนรู้ประมาณ และพิจารณาการบริโภค เพราะผู้ใดบริโภคด้วยใจลุ่มหลงรสชาติ ผู้นั้นย่อมบริโภคมาก เมื่อบริโภคมากย่อมกามมาก ตั้งแต่กามในอาหาร คือกำหนัดลุ่มหลงในรสเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด ที่บริโภคนั้นมากขึ้น ทั้งกามในเมถุนคือ กำหนัดยินดีในพฤติกามแห่งคนคู่มากขึ้น ซึ่งมาแต่พลังงานส่วนเกินจากบริโภคมาก และแรงเร้าของความข้องในรส เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด อันจัดยิ่ง

เมื่อพลังงานส่วนเกินมีมาก ประกอบกับแรงเร้าของความข้องในรสอันจัดยิ่ง จึงเป็นเหตุปัจจัยหนึ่ง ให้คนระบายกำลังส่วนเกินด้วยเมถุนธรรม เพราะตัวดูดกำลัง ทั้งให้รสอันจัดยิ่งก็อยู่ที่คน ความนี้แม้แต่พระพุทธองค์ก็ทรงรับรองด้วยวาทะที่ว่า… จะมีรสใดเป็นที่พึงใจใหลหลงของบสตรี เท่ารสแห่งบุรุษมิได้มี และจะมีรสใดเป็นที่พึงใจใหลหลงของบุรุษ เท่ารสแห่งสตรีมิได้มี คน… โดยเฉพาะเพศตรงข้ามจึงเป็นที่สุดแห่งรส

ผู้ติดรสใดในอาหาร ผู้นั้นก็ถูกเร้าให้เข้าไปเสพรสนั้นในคน คนติดรสเปรี้ยวในอาหาร ก็จะแพ้และอยากเสพรสเปรี้ยวในคน รสชาติของคนมีดังนี้

รสเปรี้ยว คือบุคลิก กุ๊กกิ๊ก ซู่ซ่าส์ จี๋จ๋า ก๋ากั่น เก๋าโก๋ โจ๋แจ๋

รสหวาน คือบุคลิกนุ่มนวล เนิบนาบ สุภาพ แน่งน้อย เยิ้มย้อย คล้อยเคลิ้ม

รสมันส์ คือบุคลิกสนุก บันเทิง ระเริง เร่งเร้า โลดโผน เหิ่มห่าม

รสเค็ม คือบุคลิกเขื่องโข ขรึมขลัง เข้มข้น คมละเมียด เคลิ้มละมุน

รสเผ็ด คือบุคลิกเฉียบขาด มาดเด็ด ดุดัน ทันใจ สะจิต จริตแรง

ผู้ข้องติดรสใดในอาหาร ก็อยากเสพสำราญรสนั้นในคน ดังนั้น ผู้หวังห่างไกลทัณฑ์ทรมานจากการครองเรือน ครองรัก และกามารมณ์ พึงรู้ลดละความมักมากในการบริโภค พึงหมั่นพินิจโทษภัยในอาหาร ทั้งความเป็นปฏิกูลในอาหาร และคุณแห่งการบริโภคเพียงพอดี กับรสใดที่ตนข้องติดยินดีพึงหัดบรรเทา และไม่ควรทำลายวินัยปากด้วยการบริโภคจุบจิบ ผู้ใดครองเรือนบริโภคไม่เกินสองมื้อได้เป็นดี ผู้ประพฤติพรหมจรรย์บริโภคไม่เกินหนึ่งมื้อได้เป็นดี ยิ่งผู้ใดเว้นบริโภคเนื้อสัตว์ สมาทานบริโภคมังสวิรัติยิ่งดี ด้วยว่าเลือดเนื้อของส่ำสัตว์ คาวกำหนัดรุนแรงนัก ทั้งเนื้อสัตว์ทุกวันนี้เป็นที่มาแห่งโรคร้ายนานา มีมะเร็ง โรคเกาต์ เส้นเลือดอุดตัน เป็นอาทิ

ในการบริโภค จะมากจะน้อย ถูกหรือแพง เป็นบุญหรือเป็นบาป พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า… ข้าวน้ำโภชนาหารทั้งหลาย มีอุจจาระ ปัสสาวะ เป็นผล เช่นนี้ควรบริโภค แบบเป็นบุญ ราคาย่อมเยา และพอดีโดยประมาณ

ผู้ใดมิเห็นสำคัญในเรื่องประมาณการกิน ปล่อยชีวิตให้ถูกสนตะพายด้วยปลายลิ้น ชีวิตนั้นยังต้องเมื่อยเท้า และหนาวก้นไปอีกนาน และตราบใดหัวใจยังกำหนัดยินดี ที่สุดแห่งรสก็มิได้มี …

ทางกาย พึงเรียนรู้การปรุงแต่ง การปรุงแต่งใดยังใจตนและคนอื่น ให้เคลิบเคลิ้มหลงใหลในเรือนร่าง ในความสวยงาม หล่อ เก๋ เท่ สมาร์ท พึงกำราบการหลงปรุงแต่งนั้น ในการปรุงแต่งของคนพอจะแยกได้ ๖ ลักษณะดังต่อไปนี้

๑. ธรรมชาติจัดสรร หรือกรรมแต่ปางบรรพ์กำนัลมา คือผู้ใดมีกายกรรมอันดี มีวาจากรรม มีมโนกรรมอันดี ผู้นั้นย่อมได้ผิวพรรณ รูปร่าง หน้าตาอันดี แต่ผู้นี้มักถูกรายล้อมด้วยเปรตราคะหรือเซ็กส์กุ๊ยอยู่โดยมาก หากใจไม่เข้มแข็งสุดท้ายก็ต้องลำบาก

๒. ตนเองปรุงแต่งด้วยลีลา สายตา รอยยิ้ม ถ้อยคำ ซึ่งปกติจะเป็นไปตามรสนิยม เปรี้ยว หวาน มันส์ เค็ม เผ็ด หากมีภูมิปัญญา หรือรสนิยมวิไลอยู่บ้าง มักนิยมเสพรสจืด คือเรียบเรียบ ง่ายง่าย สบายเบา ส่วนผู้ใดเกิดมีใจปฏิพัทธ์ หรืออยากให้มีผู้มาปฏิพัทธ์ ผู้นั้นมักแต่งเสริมเติมหวานคือ นุ่มนิ่ม เนิบนาบ สุภาพ แน่งน้อย เยิ้มย้อย คล้อยเคลิ้มใส่ตน ลีลาและสายตา มักเยิ้มย้อยอ้อยสร้อยดั่งอ่อยเหยื่อ รอยยิ้มก็มักพริ้มพรายทอดสะพานพิศวาส ถ้อยคำก็แกล้งไม่ฉลาดสอบถาม และติดตามเอาอกเอาใจ พร้อมชิดใกล้หยอกเย้ากระเซ้ากระซี้

๓. ปรุงแต่งด้วยจรรยามารยาท จรรยามารยาทเป็นภาวะที่ดี เป็นความงามตลอดกาล แต่เมื่อใดที่ปรุงแต่งแสร้งสร้างคือ ทำเป็นดีเข้าหลอก เมื่อหมดความอดทนลายก็ออก และธาตุแท้จะปรากฏเมื่อหมดไฟสิเนหา หมดไฟสิเนหากับผู้ใด ธาตุแท้ก็จะปรากฏไปตามจริงกับผู้นั้น

๔. ปรุงแต่งด้วยศักดินาฐานันดร คือยกระดับทรัพย์สิน ตำแหน่งหน้าที่การงาน สมรรถภาพศักยภาพเพื่อชื่นชมยอมรับจากผู้คน เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นกับดักหลอกล่อให้คนมารักได้ง่ายนัก ทั้งเป็นสะพานทอดสู่คู่กามสำหรับคนมีดีน้อย ไม่มีความเชื่อมั่นในตนมากนัก

๕. ปรุงแต่งด้วยอาภรณ์แพรพรรณ โดยสีสัน เนื้อผ้า รูปทรง เปิดแหวก เปลือยเว้า เร้ารัด หัวใจหลักก็คือ ขับเน้นจุดขายอันเขื่องโข ซึ่งความเขื่องโขในแต่ละคนก็ต่างกัน อาจเป็นลำคอ ทรวงอก ปทุมถัน สันหลัง หัวไหล่ เอวใหญ่ เอวกิ่ว อวบก้น สะโพกกร่าง คู่ขางามประกาย ซึ่งจุดขายชายหญิงก็ต่างกัน

๖. ปรุงแต่งด้วยเครื่องประดับ ประทิน เครื่องประดับมีตุ้มหู แว่นตา นาฬิกา สร้อยคอ สร้อยแขน แหวน กระเป๋า รองเท้า รวมทั้งรถยนต์ บ้านหลังใหญ่ บัตรเครดิตยุคใหม่ เป็นต้น ซึ่งรวมเป็นอลังการของกาย และเครื่องประทิน เช่นพวกน้ำหอม น้ำมันใส่ผม ครีมนวดเนื้อหนัง สีสันเติมตา แต่งหน้า ทาปาก ซึ่งปัจจุบันเพศผู้ก็ร่วมแข่งขันประดับประทินด้วยแล้ว พึงทราบว่าตั้งแต่ ได้ดู ได้รู้ ได้ดม ได้ลิ้ม หากไร้แยกแยะดีชั่วในการปรุงแต่งกระจ่างชัด ใจมักหลงกำหนัดในเรือนร่างที่ปรุงแต่งนั้น และแล้วก็หันมาปรุงแต่งกายตน … เพื่อ …

ธรรมดาการปรุงแต่งตัวตน เป็นผลิตผลของความกำหนัดในกาม ด้วยกำหนัดในกามจึงปรุงแต่งกาย เพื่ออาศัยเสน่หาแห่งกายเป็นที่เรียกร้องความต้องการของผู้อื่น เมื่อผู้อื่นปรารถนา สุดท้ายก็เปลื้องผ้า เครื่องประดับประดานั้น แล้วทำอะไรกัน !

ฉะนั้น…การปรุงแต่งกายยิ่งมากเพียงใด ยิ่งน่าอับอายมากเพียงนั้น …

เพื่อสำเร็จประโยชน์ในการกำราบเนื้อหนัง และหน่ายคลายจากกายอื่น พึงพินิจเถิดว่า…รูปโฉมเรือนกาย เหมือนดอกไม้เบ่งบาน ไม่นานก็เหี่ยวเฉาโรยรา ขบพินิจดังนี้แล้วก็ไม่ควรเสียเวลา เสียเงินทอง เพื่อปรุงแต่งกาย จนตกเป็นที่ระบายกำหนัดของเซ็กส์กุ๊ย หรือเปรตราคะ และในความเป็นจริง ผู้สวยหรือหล่อแล้ว จะไม่หลงปรุงแต่งกายตน ผู้ยังหลงปรุงแต่งกายตนมากเพียงใด ก็ประจานตนว่าคือคนมีปัญหา ไม่สวย ไม่หล่ออยู่เพียงนั้น…ดังนั้นจึงเสริมเพื่อสวย จึงแต่งเพื่อหล่อ จึงมีคุณค่าพอ… เพียงไก่ …

ฝังใจไว้ในแดนดาว

เป็นที่รู้กันอยู่ว่า กิเลสตัณหามิใช่ขี้หมาเปื้อนเท้าที่ชะล้างได้โดยง่าย และธรรมดาของใจมักเลื่อนไหลลงต่ำ ดังนั้นแม้สำรอกทิฏฐิ หรือกำราบเนื้อหนังบ้างแล้วก็ตาม แต่เพื่อสำเร็จประโยชน์บริบูรณ์ในการถอดถอนความใคร่ จำต้องใช้ยุทธการฝังใจไว้ในแดนดาวเสริมด้วย

ฝังใจไว้ในแดนดาว หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มีอุดมการณ์ ปณิธาน หรืออธิษฐานแห่งชีวิต ที่จะเป็นแบบอย่าง เป็นแสงสว่างแด่มวลชน ดั่งดวงดาวที่วับวาวสว่างฟ้า ส่องโลกหล้าเมื่อราตรีมาคลี่คลุม ควรรู้ก่อนว่า…ชีวิตที่ไร้อุดมการณ์ เหมือนนั่งเรือไร้หางเสือ เท้งเต้ง เท้งเต้ง สุดแท้แต่สายลมจะพัดพา และมินานช้าต้องจมลง

ฉะนั้น มีชีวิตควรมีอุดมการณ์

อุดมการณ์ที่ดีที่สุดของมนุษยชาติ คือการเป็นนักบวช หรือเป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ความนี้ระบบวรรณะแต่โบราณกาล จวบปัจจุบันก็รับรอง คือในวรรณะนักบวช นักบริหาร นักบริการ นักผลิต วรรณะนักบวชเป็นที่ยอมรับกันว่า เป็นวรรณะแห่งอุดมคติของมนุษยชาติ ทั้งเป็นแหล่งสร้างนักปราชญ์ หรือดวงประทีปแห่งสังคม เพราะมีแต่นักบวช (อลัชชีลวงโลกในหุ้มห่อกาสาวพัสตร์ไม่เกี่ยว) หรือผู้ประพฤติพรหมจรรย์เท่านั้น ที่จะทำความดับสนิททุกข์แห่งชีวิตได้โดยสิ้นเชิง ซึ่งในวรรณะอื่นไม่มีสุดยอดวิชาเยี่ยงนี้

เพื่อเห็นคุณค่าการประพฤติพรหมจรรย์ ท่านลองเพ่งเล็งญาณดูเถิดว่า ในสาขาอาชีพ นักบริหาร นักบริการ นักผลิต มีสิ่งใดที่เป็นสาระจริง ? สิ่งที่กล่าวกันว่า ฐานะอันมั่งคั่ง ฐานะอันมั่งคั่ง จะเป็นเหมือนก่อกองแกลบในสายลมหรือไม่? และการมีชีวิตอยู่เป็นขี้ข้านายทุน เพื่อได้เงินทองมาแลกซื้อคนซื้อของสนองกำหนัด แล้วรอวันพลัดพรากจากไปด้วยหัวใจอาลัยอาวรณ์ เป็นทางเลือกดีที่สุดแล้วกระนั้นหรือ? การประพฤติพรหมจรรย์หรือบำเพ็ญธรรม พระพุทธองค์ทรงแสดงวาทะส่งเสริมไว้ว่า ธรรมเป็นสิ่งประเสริฐสูงสุด ทั้งในกาลแลเห็นกันอยู่ และในภายภาคหน้า ดังนั้นแม้จะอยู่วรรณะนักบริหาร นักบริการ นักผลิต ก็สมควรประพฤติพรหมจรรย์หรือบำเพ็ญธรรม โดยอาศัยอาชีพ การงาน เป็นทางผ่านเข้าไปเรียนรู้ตนเอง แล้วยกระดับจิตใจให้เข้าถึงภาวะพรหม คือมีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นจรรยาแห่งชีวิต นี่เป็นการเปลี่ยนสู่วรรณะนักบวชอย่างละมุนละม่อม พร้อมเป็นแบบอย่างแห่งความดีแด่ผู้คน และจะดียิ่งเมื่อตนเรียนรู้ประพฤติพรหมจรรย์แล้ว ยังพยายามโน้มน้าวกล่าวชวนผู้อื่นประพฤติพรหมจรรย์ร่วมด้วย

ในความใฝ่ฝันของคนมี ๒ ระดับ สำหรับผู้เลือกใฝ่สูง หรือฝังใจไว้ในแดนดาวดังกล่าวมา ปฏิปทาแห่งชีวิตย่อมเปลี่ยนไป กำลังกายกำลังใจ กำลังสติปัญญา ย่อมถูกผลักเบนมาเพื่อเป้าหมายอันสูงส่ง เวลาและใจที่จะไปหมกมุ่นครุ่นคำนึงถึงอ้อมขาย่อมลดลง และเมื่อต้องการกระทบผัสสะอันเร้าใจใฝ่ต่ำ มโนธรรมสำนึกหรืออุดมการณ์ที่ฝังไว้ในใจจะเข้ามาคุ้มครอง ทักท้วง มิให้จิตตกร่วง และคราวใดเลื่อนไหลพลั้งพลาดไป สายแส้มโนธรรมก็กระหน่ำโบยให้ รู้เจ็บ รู้จำ รู้อายต่อกรรมอันชั่ว เกรงกลัวต่อบาปยิ่งขึ้น และในความเป็นจริง จะมีสักกี่คนที่ทนนำตัวและหัวใจไปสู่ความเจ็บปวด เพราะประจักษ์ชัดกันอยู่ว่า มาโซคีสต์ทางธรรม บอบช้ำเกินธรรมดา นี่เป็นคุณอันสำคัญแห่งอธิษฐานหรืออุดมการณ์ ยิ่งอุดมการณ์เพื่อเป็นแสงสว่างแด่มวลชน ยิ่งมีผลสำคัญต่อผู้ประพฤติพรหมจรรย์อย่างยิ่ง เพราะ ธรรมดาของผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ที่หวังบูรณาการตนให้ไปพ้นคาวคำนึงถึงอ้อมขา ชนิดถึงพร้อมด้วยปัญญาและจิตหลุดพ้น ผู้นั้นต้องหมั่นวิจารณ์ อ่านอารมณ์ ข่มกิเลสในใจ เพื่อรู้ซึ้งถึงโทษภัย หรือทัณฑ์ทรมานจากกาม ความรักความใคร่ อันส่งผลต่อตน คนอื่น และสังคม ทั้งต้องรู้ซึ้งถึงคุณของการเว้นออกจากกาม ความรัก ความใคร่ ใช้ชีวิตเสรี ส่งผลดีต่อตน คนอื่น และสังคมเพียงใด ทั้งต้องชัดเจนแจ้งใจถึงกุศโลบายไถ่ถอนความรัก ความใคร่อย่างยิ่งยวด ซึ่งกว่าจะแจกแจงแสงสว่างแด่ผู้คน… ตนเองก็สว่างไสวไร้มืดมนไปเท่าใดแล้ว …

๒. ทำใจให้กว้าง

กล่าวแต่ต้นมาว่าความรักมีหลายระดับ และในระดับใดใด หากใจของผู้รักยังไม่ปราศจากความกำหนัดในกาย ในกาม ทั้งไม่รู้เท่าทันการบำบัดกามจริต ในที่สุดก็จะตกสู่ระดับรักแบบคู่รักใคร่ ซึ่งย่อมมิอาจปฏิเสธทัณฑ์ทรมาน จากการครองเรือน ครองรักและกามารมณ์ได้โดยง่าย ดังนั้นเพื่อหันหลังให้ทัณฑ์ทรมาน จึงต้องมีการยกระดับรักโดยอาศัยหลัก ๓ ประการคือ ๑. ถอดถอนความใคร่ ๒. ทำใจกว้าง ๓. ก้าวย่างร่วมกัน

กับการถอดถอนความใคร่ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ในมวลมนุษย์ จึงจำต้องใช้กุศโลบายถึง ๓ ประการคือ สำรอกทิฏฐิ ๑ กำราบเนื้อหนัง ๑ ฝังใจไว้ในแดนดาว ๑ กล่าวแล้วอีกเช่นกันว่า ในความรักนั้นเป็นสภาพหนึ่ง ในความใคร่นั้นเป็นอีกสภาพหนึ่ง ในความรักใคร่นั้นก็เป็นอีกสภาพหนึ่ง เมื่อถอดถอนความใคร่ให้บางเบาทุเลาลง ย่อมเป็นการยกระดับรักให้สูงส่งไปพ้นระดับรักแบบรักใคร่ ทั้งเป็นการตัดสะพานสู่ทัณฑ์ทรมานจากการครองคู่อยู่เรือน แต่กระนั้นความบีบคั้นจากอาการรัก จะโดยแรกรัก หรือรอยรัก ที่เหลือจากการชำระใคร่ออกไปแล้ว ก็ยังมีอิทธิพลส่งผลสู่ใจให้หม่นหมองไปได้ ดังนั้นเพื่อโปร่งภัยสดใสแห่งจิต จึงต้องยกระดับรักให้สูงส่งขึ้นไปอีก ด้วยการทำใจให้กว้าง

ทำใจให้กว้าง คือการหยิบยื่นสิ่งดี ด้วยอิสระเสรีแก่กันและกัน

ทำใจให้กว้างอย่างเป็นรูปธรรม

เพื่อขยับเข้าใกล้หัวใจที่ถูกไล้ด้วยแรกรักหรือรอยรัก ซึ่งมักทำให้ผู้รักมักเรียกร้อง หว่านเล่ห์ ร้อยรัด คนที่ตนรักไว้ใกล้ตน จนเป็นเหตุต้องห่วง หวง หึง ตามแรงฉ่ำซึ้งแห่งรักแรกและรักเหลือนั้นๆ ซึ่งก็เป็นทัณฑ์ทรมานแก่กันและกัน ภาวะนี้จึงต้องมีอุบายคลี่คลายด้วยบทปฏิบัติทำใจให้กว้างอย่างเป็นรูปธรรมอีกทางหนึ่ง คือ

๑. ทำใจให้กว้างในการคบคุ้น คือไม่หน่วงเหนี่ยวเกี่ยวเกาะให้เขาคบคุ้นเพียงเรา หรือเราคบคุ้นเพียงเขา ยิ่งเสริมส่งสัมพันธภาพกว้างขวางแก่กันนั่นยิ่งดี เพราะธรรมดาของคนสังคมคับแคบ เมื่อรักก็รักสุดลึกสุดฤทธิ์ เมื่อจากพรากก็มากมายทรมาน แต่เมื่อแค้น…ก็แค้นได้หวาดเสียวสุดทนทาน

๒. ทำใจให้กว้างในการงาน คืออิสระเสรีในการเลือกงานเป็นของเขา เขาจะทำงานที่ใดกับใคร เมื่อไร เป็นสิทธิ์ของเขา เราจะไม่หว่านเล่ห์ เรียกร้องให้เขามาเป็นนายงาน บริวารหรือช่วยงานเพียงเรา และโดยจริงหากสูญเสียสำนึกพึ่งตนมากเพียงใด ใจจะอ่อนแอ เกาะเกี่ยงพึ่งพิงเพียงนั้น ครั้นถึงวันไม่มีเขา หรือเราไม่ล้มละลายง่ายดายนัก

๓. ทำใจให้กว้างในการศึกษา คือระดับปัญญา หรือรสนิยมเสพความรู้ของคนไม่เท่ากัน การดึงดันตะบันบี้ให้ใครมาสนใจยินดีเยี่ยงเราหรือเพียงเรา นี่เป็นการวางระเบิดเวลาไว้ในใจเขา ซึ่งธรรมดาของคนรักมักตามใจ เมื่อตามใจก็ได้รักไป จากผู้ได้สนองอัตตา [ซึ่งถ้าเป็นนักบวชก็กลายเป็นหลงลูกศิษย์(โดยเฉพาะเพศตรงข้าม) ติดบริวาร ยิ่งอาการหนักก็หวงแหน แม้กระทั้งการไปศึกษาสำนักอื่นของลูกศิษย์หรือบริวารนั้น] แต่ในชีวิตจริง ใครเล่าจะตามใจกันได้ทุกวันเวลา ดังนั้นพึงใจกว้างทางการศึกษาทั้งทางโลก และทางธรรมเพราะประโยชน์สำคัญของเราคือ สลายใจติดยึดในเขา

๔. ทำใจให้กว้างในปฏิปทา คือเสรีในความเป็นอยู่และเป็นไป เขาจะบริโภคอย่างไร แต่งกายอย่างไร ท่องเที่ยวแบบไหน มักน้อยหรือมักมาก ชีวิตก็เป็นของเขา เรามิใช่เจ้าของ หากปล่อยใจให้เข้าไปยึดครอง ความเศร้าหมองจะตามมา

๕. ทำใจให้กว้างในการเลือกทางของชีวิต คือคนเราเท้าบางกว้างหนาไม่เท่ากัน นิยามความดีก็แตกต่างกันไป ทั้งเป้าหมายอันพึงประสงค์แท้จริงยิ่งยากจะรู้ ดังนั้นพึงใจกว้างในการเลือกทาง เขาจะเลือกสู่สูงหรือตกต่ำ เลือกทางเสพโลก หรือเลือกทางเสพธรรม เป็นกรรมสิทธิ์ชีวิตของเขา …

ทั้งหมดที่กล่าวมาทั้ง ๕ ข้อ ได้นิยามแต่เบื้องแรกแล้วว่า ทำใจให้กว้าง คือหยิบยื่นสิ่งดี ด้วยอิสระเสรีแก่กันและกัน ดังนั้นย่อมเป็นความควรอย่างยิ่ง หากจะแนะนำคนที่ตนรู้สึกรัก รักกันอยู่ หรือเคยรัก ให้คบคุ้นกว้างขวางในหมู่กลุ่มกัลยาณมิตร ทำการงานที่เหมาะควรเป็นสัมมากัมมันตะหรือสัมมาอาชีพ และแนะนำให้หมั่นศึกษาเพื่อเกิดสัมมาทิฏฐิในศีล สมาธิ ปัญญา มีปฏิปทาความเป็นอยู่เป็นไปอย่างเรียบง่าย มักน้อย สันโดษ ถึงขั้นเลือกทางเสพธรรม เพื่อพัฒนาจิตใจให้สูงส่งเติบโต

การแนะนำได้ดังกล่าวเป็นความดี เป็นการแปรรักสู่เมตตา ขณะเดียวกันก็ต้องปลดจิตที่จะเข้าไปติดยึดผูกพัน โดยดำเนินการเช่นพระพุทธองค์ ดั่งที่ท่านตรัสว่า ตถาคตเป็นเพียงผู้ชี้ทางเท่านั้น และเมื่อใดที่หัวใจเรียกร้อง อยากหว่านเล่ห์ร้อยรัดเขาไว้ใกล้ชิดสนิทสนม พึงเตือนตนบ่อย ๆ เถอะว่า … สุภาพชนไฉนจิตใจคับแคบ

นี่เป็นการยกระดับรักให้สวยซึ่งสูงส่งโปร่งใสขึ้นอีกขั้นหนึ่ง

๓. ก้าวย่างร่วมกัน

พึงทราบก่อนว่าโดยนิยามอันงดงามแล้ว รักแท้มิใช่แค่การปลดปล่อยซึ่งกันและกันเท่านั้น คำว่ารักแท้ คือการปลดปล่อยซึ่งกันและกัน นั่นเป็นคำนิยามของคนใฝ่ดี แต่มีใจดั่งมด ที่มักอดไม่ได้กับความหวาน ซึ่งเมื่อใดที่ผู้คนได้คลี่คลายความหลงติด ตาหวาน คำหวาน คนหวาน ของหวาน ฝันหวาน อารมณ์หวานๆ ได้แล้ว หรือมีความตั้งใจใฝ่ดีที่ปักมั่นไม่หวั่นไหว ย่อมแจ้งใจขึ้นว่า รักแท้มิใช่แค่การปลดปล่อยซึ่งกันและกันเท่านั้น หากหมายถึงการจูงซึ่งกันและกันสู่ที่สูงอีกด้วย

ในรักระดับต่ำ คู่รักมักอาศัยใยรัญจวนที่เคยถักทอร่วมกันมา เป็นยอดพันธะเหนี่ยวหน่วงกันสู่อเวจีสีชมพู แล้วยั่วย้อมมอมใคร่แก่กันและกัน

แต่ในรักระดับสูง คู่รักแม้เป็นมิติใด ก็จะแปรไยดีที่เคยมี มาดึงกันสู่เส้นทางพรหมจรรย์ จากไม่มีศีล สู่ความมีศีล จากศีล ๕ สู่ศีล ๘ จากศีล ๘ สู่อนาคาริกภูมิ คือทิ้งบ้านช่องเรือนชานทรัพย์ศฤงคารสมาทานเพศบรรพชิต หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เปลี่ยนจากคู่รักเป็นคู่บารมี หรือถึงขั้นเป็นคณะบารมีสำหรับผู้รักมาก และเป็นทีมบารมี สำหรับผู้มากรักยิ่งกว่า สุดท้ายเป็นบริษัทบารมี สำหรับผู้มากรักไร้ขอบเขต โดยมาร่วมกันสร้างสรร สั่งสม ทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมบารมี ปัญญาบารมี วิริยบารมี ขันติบารมี สัจจบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมี อุเบกขาบารมี

กับภาวะนี้ ผู้ที่เคยรักก็จะกลับกลายเป็นมิตรแท้ตลอดกาล เป็นมิตรผู้ร่วมงาน ละลายรัก ละลายตน (ละอัตตา) เป็นมิตรผู้ร่วมเกื้อกูลมวลมหาชน ดั่งพระพุทธองค์และเหล่าสาวกพุทธบริษัท ที่ร่วมงานกันกอบกู้มนุษยชาติให้ไปพ้นลานระทมกลมกลิ้งใบนี้ ซึ่งกว่าจะถึงวันนี้ท่านผู้ทรงคุณดังกล่าว ก็ได้เคยรัก เคยยกระดับความรักมากมายหลายแบบ เคยเกื้อกูล เคยบำเพ็ญบารมีร่วมกันมาแต่ปางบรรพ์ นี่เป็นการก้าวย่างร่วมกันอันสูงสุด เป็นรักแท้แห่งพุทธศาสนิกชน

สำหรับบางผู้อาจต้องการยกระดับรักโดยละมุนละไมไร้บาดร้าวอารมณ์รุนแรงนัก เราขอแนะนำให้ท่าน ประพฤติธรรมตามหลักมรรคมีองค์ ๘ โดยมีมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี ซึ่งเป็นดั่งเวทีและกรรมการ ให้ท่านเรียนรู้ ต่อสู่กับหัวใจที่ฝักใฝ่เศร้าหมอง แม้แพ้พ่ายก็รับรองมิถึงตาย คือไม่ตกร่วงจากพรหมจรรย์ เว้นแต่ท่านมิเชื่อฟังกรรมการ แอบต่อสู้กับคู่ศึกนอกเวที เยี่ยงนี้พระพุทธองค์ก็ช่วยมิได้ และขณะเดียวกันพร้อมนั้น ต้องรู้จักผ่องถ่ายกำลังกามเป็นกำลังกิจแห่งการเพ่งพินิจธรรมบทถอดถอนความใคร่ ทั้งเป็นกำลังกิจแห่งการเกื้อกูลมหาชน แล้วท่านจะประสบกับภาวะสุข ย้อนกลับมาเป็นยา ชดเชยความโหยสิเนหาภายใน ครั้นนานวันไปย่อมแจ้งกระจ่างใจว่า…

ไม่มีเขา เราก็อยู่ได้ สบายดี แม้มีเขา เราก็เกื้อกูลกันสู่เสรี เพิ่มพูนบุญบารมี …




จากกัลยาณธรรม ส.ร้อยดาว





Create Date : 13 มกราคม 2554
Last Update : 13 มกราคม 2554 20:06:36 น. 0 comments
Counter : Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
atruthoflife10
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




กลับคืนสู่ธรรมชาติ ด้วยสุขภาพที่ดีกว่า

ไตรลักษณ์
เกิดขึ้น 26 พ.ย.2553

ดับไป....???

Friends' blogs
[Add atruthoflife10's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.