บางครั้งโลกแห่งความจริงไม่สวยงาม...เฉกเช่นความฝัน แต่รู้สึกและจับต้องได้
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2553
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
15 ธันวาคม 2553
 
All Blogs
 

วิปัสสนาข่าว(3)...ขึ้นเงินเดือน นักการเมือง






มหาตมะ คานธี เป็นมนุษย์ธรรมดาๆ ที่ทำภารกิจสูงส่งต่อมนุษยชาติ ทว่ากลับทำตัวต่ำต้อยอย่างยิ่ง ภาพชินตาที่ทุกคนนึกถึงเมื่อเอ่ยอ้างถึงท่านก็คือ ชายตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่นุ่งเจียม ห่มเจียม สมถะ สันโดษ มีศีลมีสัตย์ หนักแน่นในสัจจะ ลอยอยู่เหนือกองผลประโยชน์ทั้งปวง แม้ทั่วโลกยกย่อง แต่ท่านกลับถ่อมตัวต่ำติดดินดังท่านเขียนถึงตัวเองว่า

“ข้าพเจ้าเป็นนักบวชที่ยากจน ทรัพย์สินที่ข้าพเจ้ามีอยู่ในโลกนี้ มีกงล้อปั่นด้าย 6 เครื่อง จานรับประทานอาหารตั้งแต่อยู่ในคุก 1 ใบ กระป๋องใส่นมแพะ 1 ใบ ผ้านุ่งโธตี และผ้าเช็ดตัวทอด้วยมือ 6 ชิ้น นอกนั้นก็มีแต่ชื่อเสียง ซึ่งก็ไม่มีราคาค่างวดหรือความหมายอะไร”

ทางด้านการการเมือง ท่านกล่าวว่า

“ผู้ ที่พูดว่าศาสนาไม่เกี่ยวกับการเมืองนั้นเป็นผู้ที่ไม่ทราบความหมายของศาสนา สำหรับข้าพเจ้าแล้ว การเมืองที่ปราศจากหลักธรรมทางศาสนา เป็นเรื่องของความโสมมที่ควรสละละทิ้งเสียเป็นอย่างยิ่ง การเมืองเป็นเรื่องของประเทศชาติ และเรื่องที่เกี่ยวกับสวัสดิภาพของประเทศชาตินั้นต้องเป็นเรื่องของผู้ที่มี ศีลธรรมประจำใจ เพราะฉะนั้นเราจึงต้องนำเอาศาสนจักรไปสถาปนาไว้ในวงการการเมืองด้วย”

และ

“ โลก....มีทรัพยากร ที่จะแบ่งปันให้แก่...พวกมนุษย์ทุกคน...ที่จําเป็น
แต่...ไม่มีพอ ที่จะสนองความโลภ....ของคน...แม้คนเดียว....”

เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพึ่งตนเอง คานธีชักชวนชาวอินเดียให้สวมเครื่องแต่งกายในแบบเรียบง่ายของอินเดียและให้ทอผ้าขึ้นใช้เอง เสื้อผ้าที่ผลิตจากตะวันตกถูกนำมาเผารวมกันเป็นกองใหญ่ เขาว่า "เสื้อผ้าของต่างชาติบ่งบอกว่าเราเป็นทาสทางวัฒนธรรมของชาวตะวันตก เราไม่อาจปลดปล่อยตัวเองจากความเป็นทาส การเผาเสื้อผ้าของต่างชาติ จึงเป็นการฟอกจิตใจของพวกเรา"



คานธีใช้เวลาวันละ 1 ชั่วโมงทุกวันเพื่อปั่นด้ายเอง ผู้นำชาวอินเดียคนอื่นได้แต่ประหลาดใจกับความประพฤติเช่นนี้ของเขา ท่ามกลางสภาวะวิกฤตในชาติเยี่ยงนี้ แต่เขานั่งอยู่ที่เครื่องปั่นด้าย ทว่าคานธีมองทะลุถึงความสำคัญพื้นฐานนั้นว่าเป็นการเชื่อมโยงกับมวลชน วัตรปฏิบัติของเขาในฐานะผู้นำชาวอินเดีย ทำให้เขาผู้นำที่ไม่มีใครเคลือบแคลงเป็นเวลานานถึง 25 ปี

ในขณะที่มือข้างหนึ่งเปิดฉากการปฏิวัติ แต่อีกข้างหนึ่งก็ต้องปกป้องพวกพ้องไม่ให้พ่ายต่อความต้องการก่อเหตุนองเลือด หลายครั้งที่คานธียกเลิกการชุมนุม เมื่อเหตุการณ์ทำท่าจะบานปลายเป็นความรุนแรงของประชาชนในประเทศ ในฐานะผู้นำทางการเมืองคานธีได้แสดงให้เห็นว่าท่าทีอหิงสาสามารถใช้ให้เกิดผลทางการเมืองได้ แต่ละครั้งก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเมื่อใดที่ขวัญกำลังใจของคนกล้าแข็ง เขาก็จะไม่ทำให้สูญเสียไป และมันจะสูญเสียไปถ้าหากเกิดความรุนแรงขึ้นในหมู่มวลชาวอินเดีย

ทว่าหน้าที่ต่อส่วนรวมของเขา แลกมาด้วยราคาแพง บุตรชายทั้ง 4 ของคานธีมักรู้สึกว่าถูกทอดทิ้งอยู่เสมอ และไม่พอใจที่พ่อหายไปอยู่ในคุกเป็นเวลานาน บุตรชายคนโตแสดงความเป็นปฏิปักษ์ในลักษณะที่ทำให้พ่อต้องปวดร้าวใจ โดยกลายเป็นคนติดเหล้าและขายตัว
“มหาตมะ คานธี” มหาตมะ แปลว่า “ผู้มีจิตวิญญาณอันสูงส่ง” หรือ “ผู้มีจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่”…รพินทรนาถ ผู้นำจิตวิญญาณชาวอินเดีย

“คงเป็นการยากที่อนุชนคนรุ่นหลังจะเชื่อว่า มนุษย์ที่มีเนื้อหนังมังสาอย่างคานธี เคยมีชีวิตอยู่ในโลกนี้จริงๆ” ….อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่


นายกรัฐมนตรี เสนอปรับเงินเดือนข้าราชการทั้งระบบ พ่วงนักการเมือง เข้า ครม.

นายกรัฐมนตรี ประชุม ครม.เดินหน้าพิจารณาปรับเงินเดือนพร้อมกันทั้งระบบ 5%

เนื้อข่าว……
การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (14 ธ.ค.) ซึ่งมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม ประเด็นที่น่าสนใจคือ การปรับเงินเดือนนักการเมือง ท่ามกลางเสียงคัดค้านของสังคม โดยคณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติ (กงช.) จะเสนอให้พิจารณาเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกา รวม 9 ฉบับ พร้อมบัญชีค่าตอบแทนของประธานกรรมการและกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อปรับขึ้นเงินเดือนพร้อมกันทั้งระบบ ทั้งข้าราชการทุกประเภท เจ้าหน้าที่ของรัฐ และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญทุกแห่งในอัตรา 5% เท่ากันทุกอัตรา ขณะที่ ส.ส.และ ส.ว. รวมทั้งคณะกรรมาธิการจะได้ปรับขึ้นค่าตอบแทนถึง 14.7-14.9%

นอกจากการปรับขึ้นเงินเดือนสมาชิกรัฐสภา สำนักเลขาธิการสภาฯ ขอ พร.ฎ.ว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ กำหนดให้ ส.ส.และ ส.ว.ที่เดินทางโดยพาหนะส่วนตัวได้รับเงินชดเชยเป็นค่าพาหนะการเดินทางมาประชุม ให้กรรมาธิการสภาฯ กรรมาธิการวุฒิสภา ได้รับเบี้ยประชุมครั้งละ 1,500 บาท จากปัจจุบันครั้งละ 1,000 บาท อนุกรรมาธิการได้เบี้ยประชุมครั้งละ 800 บาท จากปัจจุบันครั้งละ 500 บาท ผู้ช่วยเลขานุการในคณะกรรมาธิการได้เบี้ยประชุมครั้งละ 1,000 บาท และกำหนดให้ ส.ส.และ ส.ว.ได้รับสวัสดิการรักษาพยาบาลเพื่อเป็นการประกันสุขภาพตามระเบียบที่กระทรวงการคลังกำหนด ค่าน้ำมันรถ ค่ารักษาพยาบาลจะฉลุยหรือไม่ต้องติดตาม

ขณะเดียวกัน นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย จะนำเสนอรายงานภาระงบประมาณและผลการศึกษาเปรียบเทียบเทศบาล ส.ก.และ ส.ข.ให้ ครม.พิจารณาตามที่นายกรัฐมนตรีมีบัญชาให้ตำเนินการ หลังจากนายชวรัตน์ได้เซ็นอนุมัติปรับเงินเดือนให้กับผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาก่อนหน้านี้แล้ว เพื่อพิจารณาปรับเงินเดือนในส่วนของ ส.ก.และ ส.ข.

ฐานข้อมูลเดิมนั้น คณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติ (กงช.) โดยบัญชาของนายกฯ ได้จัดทำพระราชกฤษฎีกา 9 ฉบับ พร้อมบัญชีค่าตอบแทนของประธานคณะกรรมการและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อปรับขึ้นเงินเดือนพร้อมกันทั้งระบบ..ประกอบด้วย..

- ข้าราชการทุกประเภท เจ้าหน้าที่ของรัฐและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญทุกองค์กร จะได้ปรับในอัตราร้อยละ 5 เท่ากันหมด
- ส.ส.และส.ว.รวมทั้งคณะกรรมาธิการจะได้ปรับขึ้นค่าตอบแทนร้อยละ 14.7-14.9
ทั้งนี้ทั้งนั้น รวมทุกอย่างทุกรายการต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น 13,000 ล้านบาท ซึ่งก็จะมาจากเงินภาษีที่เราๆ ท่านๆ เสียกันทั้งทางอ้อมทางตรง เนื้อๆ เน้นๆ น่ะแหละ……

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ข้าราชการการเมืองอย่าง ส.ส.-ส.ว.ซึ่งตามข้อเสนอของ กงช.ทั้ง 2 ตำแหน่งจะมีรายได้เพิ่มจากเดือนละ 104,330 บาท เป็นเดือนละ 113,560 บาท ขณะที่ให้ปรับเบี้ยประชุมของ ส.ส.-ส.ว.ในฐานะกรรมาธิการจากเดิมครั้งละ 1,000 บาทเป็น 1,500 บาท อนุกรรมาธิการจากครั้งละ 800 บาทเป็นครั้งละ 1,000 บาท.. นั่นยังไม่นับสวัสดิการเงินชดเชยในรูปแบบต่างๆ เหตุผลเรื่อง ส.ส.ต้องไปงานศพ งานบวช งานแต่ง ทอดกฐิน ผ้าป่า....นั้นเล่าสู่กันฟังได้ แต่อย่ามาเอาเป็นเอาตายกับภาษีของประชาชน เพราะถ้าอ้างเรื่องเหล่านี้ต่อให้ปรับให้อีกคนละแสนก็อาจจะไม่พออยู่ดี งานการเมืองมันต้องเสียสละ ไม่ใช่การกอบโกยหรือถอนทุน....

นายบุญยอดกล่าวว่า ตนไม่ขัดข้องที่จะขึ้นเงินเดือนให้นักการเมือง แต่จะต้องพิสูจน์ตัวเองว่าที่ผ่านมาทำงานได้เต็มที่หรือไม่ และจะต้องมีการปรับปรุงตัวเองใหม่ เช่น แก้ไขข้อบังคับการประชุมสภาในส่วนของวันทำงาน โดยต้องแยกวันประชุมคณะกรรมาธิการสามัญชุดต่างๆ ออกจากวันประชุมสภาให้ชัดเจน เพื่อจะได้ไม่เป็นข้ออ้างเวลานับองค์ประชุม อีกทั้งต้องมีการปรับวิธีได้เป็น ส.ส., ส.ว. คือ ต้องเข้ามาได้ยาก แต่ออกไปง่าย อีกทั้งต้องลดรายจ่ายต่างๆ เช่น งบอีลุ่ยฉุยแฉก ค่าอาหาร ค่าสัมมนา ดูงานต่างประเทศ ค่าสวัสดิการ โดยเฉพาะการได้สิทธิ์เดินทางฟรี

“ผมเคยเรียกขอเอกสารดูค่าใช้จ่ายในการเดินทางของสมาชิก พบว่าภายใน 1 ปีมีบางคนใช้ไปถึง 5 แสนบาท ขณะที่ถั่วเฉลี่ยอยู่คนละ 2 แสนบาทเท่านั้น ขณะที่สมาชิกบางคนแทบจะไม่ได้ใช้เลยเพราะอยู่ใน กทม. แต่บางคนมีการนั่งเครื่องบินไปเยี่ยมลูกเมีย บางคนก็บินไปกินข้าวแบบไปเช้าเย็นกลับ ต่อไปไม่ควรจะให้สิทธิ์เดินทางฟรีตลอดปี แต่ควรจะให้เฉพาะในช่วงเปิดสมัยประชุมเท่านั้น

"รสนา" แนะปชช.ฟ้องศาลปกครองถอนพระราชกฤษฎีกาขึ้นเงินเดือน ชนะหรือแพ้ไม่สำคัญ แต่จะเป็นตัวอย่างแรกให้เห็นว่าเจ้าของภาษีมีความรู้สึกอย่างไร ชี้คนที่บริหารบ้านเมืองต้องมองระยะยาวแม้บอกว่าเพิ่มเงินให้ส.ส.-ส.ว.จำนวนไม่มากแต่มันเป็นรายจ่ายประจำ ผูกพันตลอดไป งบลงทุนของชาติจะถูกเบียดให้น้อยลง พร้อมถามจะขึ้นแบบเหมารวมให้สมาชิกรัฐสภาที่มีส่วนร่วมเผาบ้านเผาเมืองด้วยนั้นหรือ

น.ส.รสนากล่าวว่า ประชาชนอาจจะทดลอง อย่างที่ตนเคยพูดว่า ลองหาข้อมูลและทำคำร้องขึ้นมา ยื่นต่อศาลปกครองเพื่อเพิกถอนพระราชกฤษฎีกาการขึ้นเงินเดือน ที่จริงคิดว่าต้องหานักกฎหมายและรวมทั้งคนที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องของงบประมาณ มาให้คำปรึกษา เพราะคิดว่าสิ่งที่นายกฯเคยพูดว่าภายใน 5 ปี จะพยายามทำให้เกิดงบสมดุลขึ้นมา แต่การขึ้นเงินเดือนในตอนนี้ จะทำให้เจตนาที่จะทำงบสมดุลนั้นเกิดขึ้นไม่ได้ และรวมไปถึงเรื่องรัฐธรรมนูญที่ระบุไว้ชัดเจนว่าเรื่องงบประมาณเป็นประเด็นที่มีความสำคัญ และควรที่จะทำให้มีวินัยทางการคลัง

น.ส.รสนากล่าวอีกว่า การที่ฝ่ายบริหารสามารถที่จะออกพระราชกฤษฎีกาเรื่องเงินเดือน โดยตอนที่ผ่านงบประมาณรายรับรายจ่ายของแผ่นดิน ก็เขียนเอาไว้รวมๆอยู่ในงบกลาง ซึ่งอันนี้มันจะถือว่ามีวินัยทางการคลังได้หรือไม่ สิ่งเหล่านี้ควรที่จะหานักกฎหมาย และผู้เชี่ยวชาญทางด้านงบประมาณ ทำคำร้องคัดค้านเรื่องนี้ ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นชนะหรือแพ้ไม่สำคัญ แต่สิ่งนี้จะเป็นตัวอย่างแรกที่ทำให้เห็นว่าประชาชนที่เป็นเจ้าของภาษีทั้งหลายมีความรู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้

"เรื่องงบประมาณอยู่ๆจะมาปรับขึ้นกว่า 1.3 หมื่นล้าน แม้จะบอกว่าของส.ส.-ส.ว. มันแค่ 3-4 ล้านในหมื่นสามพันล้าน มันไม่ได้มากมาย แต่ตนคิดว่าคนที่บริหารบ้านเมืองต้องมองในระยะยาว ว่าการเพิ่มเงินเดือนซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายประจำ การเพิ่มรายจ่ายประจำมันทำให้เกิดปัญหาว่างบสำหรับการลงทุนจะต้องถูกเบียดให้น้อยลง หรือไม่ก็ต้องหาแหล่งรายได้เพื่อที่จะมาเพิ่มกับรายจ่ายประจำที่มีการต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่ปีนี้หรือปีหน้าปีเดียว มันเป็นงบผูกพันตลอดไป สิ่งเหล่านี้ประชาชนจะต้องศึกษาในเรื่องของกฎหมาย และจะต้องทำให้เสียงของเราที่เราเห็นว่าการที่ท่านจะมาขึ้นเงินเดือนโดยที่ไม่ได้พิจารณาภาพรวม เป็นสิ่งที่ประชาชนที่ถือว่าเป็นนายของนักการเมืองทุกคน จะต้องลุกขึ้นมาทำอะไรซักอย่างนึง ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การเริ่มต้นจะแพ้หรือชนะไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ถ้าหากว่าประชาชน มีความตื่นตัวเกี่ยวกับเรื่องนี้และลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ในอนาคตนักการเมืองจะทำอะไรก็ต้องระมัดระวังมากขึ้น " น.ส.รสนา กล่าว

น.ส.รสนากล่าวต่ออีกว่า เรื่องการคัดค้านของกลุ่ม 40 ส.ว. เราต้องถือว่าเราคัดค้านโดยผ่านสื่อมวลชนอยู่แล้ว เราจะพิจารณากันอีกทีนึงว่าเราสามารถทำอะไรได้มากกว่าแค่การเขียนจดหมายคัดค้านให้นายกฯหรือไม่ ตนคิดว่า 2-3 วันที่ผ่านมานี้ นายกฯท่านทราบแล้วว่าคนไม่เห็นด้วย เราก็ต้องบอกว่าเรื่องนี้เราพูดในเชิงของหลักการณ์ ไม่ใช่ต่อต้านเพราะอยากดัง

เพราะก็มีส.ส.ของรัฐบาลที่พูดว่าคนไหนไม่อยากได้เงินเดือนขึ้น ก็ทำจดหมายแสดงเจตจำนง ไม่ขอรับเงินเดือนส่วนเพิ่ม สิ่งเหล่านี้มันแสดงให้เห็นถึงวุฒิภาวะของคนพูดว่าไม่มีความเข้าใจในเรื่องนี้ ยอมรับว่าทุกคนที่ทำงานไม่ว่าจะอยู่ในงานไหนก็ตาม ใครๆก็อยากได้เงินเดือนขึ้น แต่ต้องดูแต่ละจังหวะว่าเหมาะสมหรือไม่ เงินในกระเป๋าเรามีเท่าไหน หรือรวมไปถึงความเหมาะสม และประสิทธิภาพในการทำงานด้วย

น.ส.รสนากล่าวว่า ลองดูการขึ้นเงินเดือนไม่ว่าจะเป็นของธุรกิจ หรือราชการ เอาธุรกิจเป็นหลักการจะขึ้นเงินเดือนก็ต่อเมื่อมีผลประกอบการที่ดี แต่ในการบริหารรัฐกิจ เราอาจไม่ดูในเรื่องผลกำไร แต่ต้องดูถึงผลประกอบการในเชิงรัฐกิจด้วยเหมือนกัน ลองดูว่าช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา การบริหารงานบ้านเมืองไม่ว่าจะเป็นของฝ่ายนิติบัญญัติ หรือฝ่ายบริหาร ถือว่าเป็นผลประกอบการที่ดีพอแล้วหรือยัง เพราะว่าวิกฤตการณ์ ในช่วง 2 - 3 ปีที่ผ่านมา เราต้องยอมรับว่า เป็นวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นจากรัฐสภา

"เรามีสมาชิกรัฐสภาจำนวนหนึ่งที่เป็นแกนนำในการไปเผาบ้านเผาเมือง บ้านเมืองสูญเสียสถานะทางเศรษฐกิจเป็นแสนล้านในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สิ่งเหล่านี้นี่เป็นผลประกอบการที่ดีพอที่คุณจะขึ้นเงินเดือนให้กับกลุ่มบุคคลที่มีส่วนร่วมในเรื่องพวกนี้ด้วยหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ต้องถามประชาชน ไม่ใช่ถือว่าเราได้รับเลือกตั้งมาแล้วเรามีอำนาจ จะทำอะไรก็ได้ ถ้าเชื่ออย่างนั้นความเสื่อมจะมาเยือน" น.ส.รสนา กล่าว

น.ส.รสนากล่าวอีกว่า ต้องบอกว่าสภาพบ้านเมืองเราในขณะนี้ หนึ่งต้องดูเงินในกระเป๋า การใช้เงินในการขึ้นเงินเดือนถ้าเกิดปัญหาเศรษฐกิจมาก เงินเฟ้อมาก จนไม่มีเงินเลี้ยงตัวเอง ต้องขึ้นบ้างอันนี้ยังมีเหตุผล แต่การขึ้นที่ไม่ได้ดูประสิทธิภาพในการทำงาน ให้แบบเหมารวมและกลายเป็นภาระประชาชน คุณต้องฟังเสียงประชาชนบ้างว่าเขาเห็นอย่างไร เท่าที่ฟังจากแต่ละช่องทาง ประชาชนที่โฟนอินเข้ามา 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่เห็นด้วย แล้วคนที่ได้รับเลือกมาจากประชาชนจะไม่ฟังประชาชนบ้างหรือ ถ้าไม่ฟัง ประชาชนก็ควรอาศัยเครื่องมือที่จะหยุดยั้งการกระทำที่ไม่ถูกต้อง การเริ่มต้นทำในสิ่งเหล่านี้จะทำให้ประชาชนได้ข้อมูล ได้ประสบการณ์ แม้ไม่ชนะแต่อย่างน้อยคือการส่งเสียงให้ฝ่ายบริหารได้รับรู้


สำหรับการประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) ที่ยังเหลืออยู่ 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการนั้น แม้จะยังไม่สามารถเสนอให้ยกเลิกได้ทันในการประชุม ครม.ครั้งนี้ แต่จะมีการรายงานแผนการรองรับปัญหาการชุมนุมภายหลังเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยเฉพาะบทบาทของ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ที่จะมาทำหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ความมั่นคงในราชอาณาจักรที่มาใช้แทน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และแผนการดูแลความปลอดภัยในช่วงจัดงานเคานต์ดาวน์ปีใหม่ในสถานที่สำคัญของกรุงเทพฯ



ส่วนวาระที่น่าสนใจอื่นๆ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะเสนอขอความเห็นชอบ ถวายพระราชสมัญญานามแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่า “พระผู้ทรงเป็นครูแห่งแผ่นดิน” เพื่อเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในมหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา และในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นครูของแผ่นดิน เนื่องจากพระราชกรณียกิจของพระองค์ที่มีต่อครูและวงการศึกษา รวมทั้งเป็นการยกย่องวิชาชีพครูให้เป็นวิชาชีพชั้นสูงด้วย

ถาม – ตอบ ประเด็นขึ้นเงินเดือน สส.กับนายกรัฐมนตรี

เมื่อถามว่า ในส่วนของส.ส.มีสิทธิประโยชน์มากกว่าฝ่ายตุลาการและฝ่ายอื่นๆโดยเฉพาะการขึ้นเครื่องบินและอีกหลายๆอย่าง ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพอีกใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เวลานี้ที่สภาเขาเรียกร้องมาคืออยากได้สิทธิ์ รักษาพยาบาลเท่ากับข้าราชการ เพราะเขาถือว่าเขาได้น้อยมาก โดยเฉพาะการประกันสุขภาพที่ไม่มีสิทธิ์ ความจริงเรื่องนี้เขาส่งมายัง ครม.ตั้งแต่ปีที่แล้วและเราให้ไปดูให้รอบครอบรวมถึงสิทธิ์ในการเดินทางด้วย…..

เมื่อถามว่า หากประเมินผลงานของสภาฯชุดนี้ประสิทธิภาพในการออกกำหมายคุ้มค่ากับ 1 แสน 2 พันบาทที่ได้ต่อคนหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอเรียนตรงๆตอบยาก เพราะตนคิดว่าบางคนซึ่งเราอาจจะเห็นว่าไม่เหมาะสมก็คงจะมี แต่ตนก็เห็นนักการเมืองอีกหลายคนที่คิดว่าทำงานหนักกว่าเงินเดือนและที่น่าเป็นห่วงคือนักการเมืองสุจริต คนที่เป็น ส.ส.บั่นปลายชีวิตไม่มีหลักประกันอะไรเลย……

เมื่อถามว่า นักการเมืองบอกว่าอาสามาเสียสละเพื่อประชาชน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอเรียนว่าถ้านักการเมืองมาทำงานโดยสุจริตคงไม่มีใครร่ำรวยในฐานะที่ได้เงินเดือนที่เป็นอยู่ในขณะนี้ พูดตรงๆ……

เมื่อถามว่า ต่อไปนี้หากเสนอขึ้นเงินเดือนข้าราชการ นักการเมืองก็ต้องได้ตามไปด้วยใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มันเป็นอย่างนั้นมาตลอด เพราะวิธีที่เขาคำนวณบัญชีต่างๆจะยึดโยงกันและยึดโยงกันตรงยอดคือตัวประธานศาลฎีกา นายกฯ ประธานรัฐสภา และค่าตอบแทนก็ขึ้นตามหลักการของค่าครองชีพของเงินเฟ้อ เงินเดือนทุกคนเป็นอย่างนั้น………

เมื่อถามว่า นายกฯเองยังไม่สามารถรับประกันได้ว่า ส.ส.ที่ทำงานมาไม่คุ้มค่า นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนเองบอกว่าบางคนทำคุ้ม มากกว่าคุ้ม ถ้าอย่านั้นอย่าว่าแต่นักการเมือง ข้าราชการทุกคน พนักงานเอกชนทุกคนทำงานคุ้มกับเงินเดือนไหม……

เมื่อถามว่า ถ้าอย่างนั้นเว้นวรรคสมัยหนึ่งหรือไม่ สำหรับคนที่มีสิทธิ์ในการพิจารณาขึ้นเงินเดือน จะได้ไม่ทำให้ตัวเองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอเรียนว่าถ้าเรารังเกียจกันขนาดนั้นก็ไม่ทราบจะทำอย่างไร เพราะทุกคนที่เข้ามาก็ผ่านกระบวนการเลือกตั้งมา ถ้าเห็นว่า ส.ส.ชุดนี้ไม่สมควรจะได้เงินเดือนใหม่ ก็อย่าเลือกเข้ามา เปลี่ยนใหม่หมดทั้งสภาฯเลย เป็นสิทธิ์ของประชาชนที่จะทำได้ เมื่อถามว่า เป็นการโยนไปที่ประชาชน วันนี้ฝ่ายบริหารให้การศึกษากับประชาชนเพียงพอจนกระทั่งสามารถเลือกตั้งโดยไม่มีเงินเข้าไปครอบงำหรือยัง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนเองไม่ดูถูกประชาชน คิดว่าประชาชนตัดสินใจได้ แต่คนอาจจะมองไม่ตรงกันว่าคนที่ได้รับการเลือกตั้งมาคนที่เขาเลือกมาเห็นว่าเหมาะสมหรือคนที่อยู่นอกเขตเลือกตั้งอาจบอกว่าไม่เหมาะสม เราต้องมาช่วยกัน มันเป็นหน้าที่ของสังคม ซึ่งตนเองไม่เห็นสังคมไหนที่บอกว่าพอเป็นนักการเมืองแล้วไม่ควรจะได้เงินเดือนเลยหรือไม่มีสิทธิ์ที่จะขึ้นเงินเดือนเลย……..



แหล่งข่าวในที่ประชุมครม. เปิดเผยว่า นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ได้เสนอให้เพิ่มค่ารักษาค่าพยาบาลด้วย เนื่องจากเมื่อ ส.ส.และ ส.ว.หมดวาระก็จะไม่ได้แล้ว นอกจากนี้ การทำประกันชีวิต เนื่องจากว่าอายุการดำรงตำแหน่งของ ส.ส. และส.ว.มีวาระ และสมาชิกส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีอายุมาก และหน้าที่การงานต้องมีการเดินทางบ่อย จึงความเสี่ยงสูง บริษัทประกันจึงมักไม่รับทำ

ขณะที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็สนับสนุนด้วยเช่นกัน โดยบอกว่าอาชีพ ส.ส.เป็นอาชีพที่โหลยโท่ยมาก เพราะไม่สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้


.................................................


วิปัสสนา
ความเข้าใจว่าการศาสนาไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ทำให้สังคมไทยมีสภาพอย่างที่เห็น
ความเข้าใจว่าการเมืองเป็นเรื่องสกปรก การศาสนาเป็นเรื่องขาวสะอาด ทำให้เราได้นักการเมืองอย่างปัจจุบัน

แท้จริงแล้วการเมืองและศาสนาต้องเป็นไปคู่กันเสมอ แม้แต่องค์พระบรมศาสดา ท่านก็ได้เข้าไปเกี่ยวกับข้องกับการเมือง การปกครองหลายครั้งหลายครา รวมทั้งให้คำชี้แนะกับบรรดากษัตริย์เมืองต่าง ๆ หลายวาระด้วยกัน

“ ในสมัยพุทธกาลก็มีปัญหาการเมืองพอสมควรที่เด่นชัดก็มีเรื่องที่พระเจ้าอชาตศัตรูจะบุกแคว้นวัชชี ซึ่งพระพุทธองค์ทรงแก้ไขด้วยการตรัสยืนยันว่าตราบใดที่เจ้าแคว้นวัชชีปฏิบัติอปริหานิยธรรม 7 ประการ ก็จะมีแต่เจริญเพียงอย่างเดียว ไม่มีเสื่อมถอย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ทางฝ่ายพระเจ้าอชาตศัตรูระงับการรุกรานเอาไว้เสียก่อน ส่วนอีกเรื่องก็คือเมื่อครั้งพระเจ้าวิฑูฑภะยกทัพไปทำลายศากยวงศ์ ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงเสด็จไปห้ามทัพด้วยพระองค์เองถึง 3 ครั้ง พอถึงครั้งที่ 4 ก็ทรงทราบว่านี่เป็นวิบากกรรมที่ใครๆก็ไม่อาจระงับได้ จึงไม่ทรงห้ามเหมือนคราวก่อน พระเจ้าวิฑูฑภะยกทัพไปฆ่าเจ้าศากยะแทบจะหมดสิ้น “

นักบวชผู้เข้ามาบวชในพุทธศาสนา นั้นยิ่งบวชยิ่งใกล้บาป เนื่องเพราะว่า เมื่อมาบวชแล้วต้องรักษาศีล รักษาวินัย จำนวนมาก เมื่อทำผิดศีล ผิดวินัยเมื่อใด ก็รับเวรภัยไปเมื่อนั้น เพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้โลกติเตียนได้

เช่นเดียวกัน นักการเมืองในความหมายที่แท้จริง คือผู้ที่มีอุดมการณ์ ต้องการเข้ามาทำงานเพื่อรับใช้ประชาชน เป็นผู้ที่ไม่แสวงหาสิ่งใด ๆ มาให้ตนอีกแล้ว ดังนั้นนักการเมืองที่ดี ต้องดำรงตนเป็นมนุษย์ หรือผู้มีจิตใจสูง มีพรหมวิหาร 4 (เมตตา กรุณา มุฑิตา อุเบกขา) โดยเฉพาะเป็นผู้เสียสละ หรือผู้ให้ จะเห็นได้ว่าคุณสมบัติของนักการเมืองนั้น เป็นคุณสมบัติเดียวกับนักปฏิบัติธรรมนั่นเอง

แต่เนื่องจากนักเมืองปัจจุบันส่วนใหญ่ ดำรงตนเยี่ยงปถุชน (ผู้ยังหนาด้วยกิเลส) ถึงแม้ว่าจะมีทรัพย์สินเงินทองจำนวนมากแล้ว แต่ก็ยังไม่หยุดในความต้องการ ยังคงแสวงหา ลาภ ยศ สรรเสริญ และความสุข ต่อไป ดั่งที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน โดยไม่คำนึงถึงว่าสักวันหนึ่งตนจะ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ ถูกนินทา และมีความทุกข์ เป็นไปตามโลกธรรม 8 ซึ่งเป็นกฎธรรมชาติ

ดังนั้นนักบวช หรือนักการเมืองนั้นเมื่อเข้ามาแล้ว ควรดำรงตน และยึดมั่นในอาชีพของตนเองตามอุดมการณ์ที่แท้จริง เพราะระยะห่างของสวรรค์และนรก ของนักบวชหรือนักการเมือง นั้นมาแคบกว่าของคนโดยทั่ว ๆ ไป


ทัสนะ




 

Create Date : 15 ธันวาคม 2553
0 comments
Last Update : 22 ธันวาคม 2553 19:10:13 น.
Counter : 2920 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


atruthoflife10
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




กลับคืนสู่ธรรมชาติ ด้วยสุขภาพที่ดีกว่า

ไตรลักษณ์
เกิดขึ้น 26 พ.ย.2553

ดับไป....???

Friends' blogs
[Add atruthoflife10's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.