ขออย่ายอมแพ้ ....อย่าอ่อนแอ ...แม้จะร้องไห้ จงลุกขึ้นสู้ไป จุดหมายไม่ไกลเกินจริง
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2553
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
3 กรกฏาคม 2553
 
All Blogs
 
เฮ้อ.....ครบปีอีกแล้วหรือ แล้วก็ได้เวลาเที่ยวชมเทศกาล TANABATA

วันคืนหมุนเวียนรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ คิดว่าเพิ่งจะไปเดินชมงานทานาบาตะเมื่อไม่นานมานี้

เวลาผ่านไปเร็วจนเทศกาลนี้ผ่านเข้ามาอีก แต่ปีนี้เราได้ไปชมเทศกาลพร้อมกับการไปทานเลี้ยงวันเกิดเพื่อนสาว

ทั้งอิ่มตาอิ่มใจในวันเดียว และที่ดีใจอีกอย่างก็คือว่า วันนี้เราแข็งแรงมาก สามารถปั่นจักรยานไปกลับเมืองกาวาคูจิได้อย่างสบาย

คนแก่อายุเกือบหกสิบคนนี้ สามารถปั่นจักรยานระยะทางเป็นสิบกิโลได้โดยไม่รู้สึกเหนื่อเลย ดีใจจัง

เพราะก่อนหน้านั้น รู้สึกตัวเองไม่ค่อยคล่องตัว เดินเหินไม่ค่อยได้ เหมือนคนเสียศูนย์

แต่วันนี้ทำไมเราจึงได้แข็งแรง ขนาดปั่นจักรยานไปได้ไกลขนาดนั้น ต้องปรบมือให้ตัวเองหน่อย



วันทานาบาตะ..คือวันแห่งความรักและความ สุขสมหวังของดวงดาว 2 ดวง ดวงแรกมีนามว่า "โอริ ฮิเมะ" และดวงที่สองมีนามว่า "ฮิโกโบชิ" ตามความ เชื่อของคนญี่ปุ่นที่ได้เล่ากันต่อ ๆกันมาว่า ดวงดาวสองดวงนี้ต้อง พลัดพราก จากกันโดยมีทางช้างเผือก หรือที่คนญี่ปุ่นสมัยโบราณตั้งชื่อให้ว่า "อามาโน่ คาวา"

ตามจินตนาการของคนสมัยโบราณจะมองเห็น ทางช้างเผือกที่มีดวงดาวนับร้อยนับพันดวงมารวมกันเป็นทางยาวนั้นเขามอง เห็นเป็นเหมือน แม่น้ำสายใหญ่และตั้งชื่อให้ว่า "อามาโน่ คาวา"ซึ่งแปลตาม ศัพท์ตรง ๆว่า" แม่น้ำแห่งสวรรค์" และแม่น้ำสายนี้เป็นแม่น้ำสายที่ขวางกั้น ดวงดาวสองดวงให้ต้องพลัดพรากจากกัน แต่ในทุก ๆ ปี ของวันที่ 7 เดือน 7 (กรกฏาคม) ซึ่งเป็นวันที่ทางช้างเผือกจะออกมาปรากฏบนท้องฟ้าของ ประเทศ ญี่ปุ่นให้ได้เห็นกันในทุก ๆปีนั้น..จะเป็นวันที่ดวงดาวสองดวงคือ "โอริ ฮิเมะ" กับ "ฮิโกโบชิ" จะได้มีโอกาสได้มาพบกันสมดังใจที่คิดถึงและปรารถนาของทั้งสอง

และในวันนี้ก็เป็นวันที่ให้กำเนิดพิธี "ทานาบาตะ" ขึ้นมาคนญี่ปุ่นจะเชื่อถือและเล่ากันต่อ ๆมาสู่ลูก ๆหลาน ๆว่า"ให้ไปตัดต้นไผ่ นำมาปักไว้ในรั้ว บ้าน และให้เขียนคำอธิษฐานใส่กระดาษ นำไปผูกไว้ที่ต้นไผ่ที่ ตัดมา แล้วคำอธิษฐานอันนั้นก็อาจ จะได้ผลสมประสงค์สมดังใจปรารถนาเหมือน ๆ กับ"โอริ ฮิเมะ" และ "ฮิโกโบชิ"ที่ได้สมหวัง และได้พบกันในวันนั้น..

ทำไมคนญี่ปุ่นต้องอธิษฐานขอพรในวันนั้นกันหรือ ? แล้วทำไมจะต้องเอากระดาษคำอธิษฐานไปผูกติดไว้ที่ต้นไผ่ด้วยล่ะ ?

เมื่อสมัยก่อนในวันที่ 7 เดือน 7 (กรกฏาคม) ของทุก ๆ ปีนั้น จะเป็นวันที่คนญี่ปุ่นจะมีพิธีบูชา " พระแม่คงคา " หรือมีชื่อเฉพาะอีกอย่างว่า " ทานาบาตะซึเมะ " ซึ่งในวันนี้พวกผู้หญิงจะทำการทอผ้า และจะนำไปบวงสรวงหรือเซ่นไหว้ ให้กับแม่คงคา เพื่ออธิษฐานขอให้พระแม่คงคาช่วยคุ้มครองอย่าให้เกิดหรือมีทุพภิกขภัยใด ๆ เกิดกับครอบครัวของพวกเธอในภายภาคหน้ากัน...

พิธีการและธรรมเนียมการอธิษฐานขอพรทำนองนี้ ก็เกิดมีที่ประเทศจีนเหมือนกันชื่อ " โฮชิ มาซึรี (เทศกาลขอพรจากดวงดาว) " จะทำขึ้นในวันที่ 7 เดือน 7 (กรกฏาคม)ของทุก ๆ ปีเหมือนกับญี่ปุ่น จุดประสงค์ก็คล้าย ๆ กัน จะมีแตกต่างก็นิด หน่อย คือในวันนี้พวกผู้หญิงที่ประเทศจีนจะทำการอธิษฐานขอพรจากดวงดาวเพื่อขอให้ตนนั้น ทำการทอผ้าและเย็บผ้าร้อยเข็มได้เก่ง ๆ กัน...

เล่ากันต่อ ๆ มาว่าพิธีการและธรรมเนียมการ อธิษฐานขอพร" โฮชิ มาซึรี (เทศการขอพรจากดวงดาว) " ของจีนนี้ ได้ตกทอดมาถึงญี่ปุ่นด้วย และรวมถึงว่าที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นก็ได้พอดีมีพิธีบูชา " พระแม่คงคา(ทานาบาตะซึเมะ) " ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่คล้าย ๆ กันอยู่ ดังนั้นในเวลาต่อมาประมาณในสมัยเอโดะพวกประชาชน พลเมืองทั้งหลาย จึงกำหนดให้มีธรรมเนียมการขอพรจากดวงดาวกันขึ้นมา ด้วยการเขียนคำ อธิษฐานขอพรที่ตัวเองต้องการใส่ลงไปในกระดาษแล้วจะนำไปผูกติดไว้ที่ต้นไผ่นั้นได้กำเนิด เกิดขึ้นและได้ทำสืบเนื่องต่อ ๆ กันมาจนปัจจุบันนี้นั่นเอง ..




และนี่คือเรื่องเล่าในตำนาน กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วที่ฝั่งแม่น้ำด้านเหนือ ของ "อามาโน่ คาวา(ทางช้างเผือก)" บนสวรรค์มีลูกสาวของเทพผู้ครองสวรรค์ นางหนึ่งชื่อว่า "โอริ ฮิเมะ" นางสวยงามและขยันขันแข็งทำงานตัวเป็นเกลียว ไม่ยอมหยุด งานของ "โอริ ฮิเมะ" เป็น หน้าที่ประจำคือ "การทอผ้า" และผ้าที่ "โอริ ฮิเมะ" ทอนั้นก็สวยงามประณีตเป็นที่พึงพอใจของ หมู่เหล่าทวยเทพทั้ง หลายทุกถ้วนหน้า

และการที่ผ้าที่"โอริ ฮิเมะ"ทอแล้วเป็นที่พึงพอใจ ของหมู่ทวยเทพทั้งหลายนั้น จึงทำให้"โอริ ฮิเมะ" ต้องทอผ้าอยู่ตลอดวันตลอดคืน แต่นางก็ขยัน ขันแข็งไม่เคยหยุดงานทอผ้าของนางเลย..ความที่นางไม่เคยหยุดพัก ผ่อน..

จึงเป็นเพราะการนี้ เทพผู้ครองสวรรค์ผู้เป็นบิดาก็ ให้เป็นห่วงและสงสารธิดามากจึงคิดที่จะให้นางได้มีคู่ครองนางจะได้มีความสุขเล็ก ๆน้อย ๆ บ้าง เทพผู้เป็นบิดาจึงประกาศหาคู่ให้กับ"โอริ ฮิเมะ" แล้วการเลือกคู่ของ"โอริ ฮิเมะ"ก็บังเกิด ขึ้น นาง ถูกตาต้องใจชายหนุ่มที่ชื่อ "ฮิโกโบชิ"มาก ชายหนุ่ม ผู้นี้เป็นคนเลี้ยงวัวอยู่ฝั่ง ด้านใต้ ของ "อามาโน่ คาวา (ทางช้างเผือก)" "ฮิโกโบชิ"เป็นชายหนุ่มที่ขยัน ขันแข็งไม่แพ้ไปจาก"โอริ ฮิเมะ" และที่สำคัญคือชายหนุ่มร่างกายกำยำและ สง่างามเป็นที่สุด..

"โอริ ฮิเมะ" ถูกตาต้องใจและลุ่มหลงชายหนุ่ม "ฮิโกโบชิ"เป็นอันมาก.."ฮิโกโบชิ"ก็ดูจะถูกใจในตัว"โอริ ฮิเมะ"เหมือนกัน เทพผู้เป็นบิดา เห็น ว่าทั้งสองถูกตาต้องใจกันอย่างนั้น จึงจัดการให้ทั้งสอง ได้แต่งงานกันสมดังใจปรารถนา..

ตามเนื้อเรื่องทุกอย่างฟังแล้วดูเหมือนจะ มีความสุข.. แต่ตรงนี้ก็เกิดปัญหาขึ้นมาเข้าจนได้เพราะเมื่อ "โอริ ฮิเมะ"กับ"ฮิโกโบชิ"ได้แต่งงานกันแล้ว "โอริ ฮิเมะ"ก็ไม่ยอมทำงานทอผ้า ของนางอย่างแต่ก่อน..ทั้งสองจะออกไปเที่ยวด้วยกันทุกวัน ทุกคืน "โอริ ฮิเมะ" มีความสุขมากและลุ่มหลง"ฮิโกโบชิ"จนเหลือคนานับลุ่มหลงจนลืมหน้าที่ และ งานประจำของนาง...ใหม่ ๆเทพผู้เป็นบิดา ก็ให้อภัยมาตลอด

แต่ยิ่งนานวันเข้า "โอริ ฮิเมะ" ก็ยิ่งหลงระเริงไปกับ ความรักจนลืมหมดทุกสิ่งทุกอย่างเอาแต่ออก ไปเที่ยวกับ"ฮิโกโบชิ" หนักเข้าเทพผู้บิดาจึงเกิด พิโรธจึงลงอาญาสาปให้ทั้ง สองแยกจากกันไปคนละทิศ " ต่อจากนี้ให้แยกเจ้าทั้งสองไปอยู่คน ละฝากฝั่งของ "อามาโน่ คาวา(ทางช้างเผือก)" ให้แยกจากกันไปอยู่แต่คนละทิศ แต่บัดนี้ "

เมื่อ"ฮิโกโบชิ" โดนแยกจากไปแล้ว "โอริ ฮิเมะ" ก็ให้เป็นโศกเศร้าอาดูรที่ต้องพรัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รักนางร่ำอาลัย "ฮิโกโบชิ"ผู้เป็นสามีสุด ที่รัก จนน้ำตาแทบจะเป็นสายเลือด เทพผู้เป็นบิดาเฝ้ามองความเศร้าโศกของนางทุกวันทุกคืน.. เทพผู้เป็นบิดาเห็นอาการ ของนางร้ายแรงแบบนั้นก็ให้เป็นสงสารนางอย่างสุดที่จะทนอยู่ได้ จึงบอก อนุญาตนางว่า "ในทุก ๆปีให้นางข้าม อามาโน่คาวา(ทางช้างเผือก)ไปพบ "ฮิโกโบชิ" ได้หนึ่งครั้ง แล้ววันนั้นก็คือวันที่ 7 เดือน 7 (กรกฏาคม)ของทุก ๆปี

แล้วจากนั้นมา...ทั้งสองจึงได้เกิดมีความหวัง ว่าจะ ได้พบกันถึงแม้ว่าจะเป็น หนึ่งปีหนึ่งครั้งก็ตาม"โอริ ฮิเมะ"จึงกลับมา ขยันขันแข็งตั้งหน้าตั้งตา ทำงานทอผ้าของนางต่อเหมือนเดิม..

และในทุก ๆปี ของวันที่"อามาโน่ คาวา(ทาง ช้างผือก) จะ ออกมาปรากฏบนท้องฟ้านั้น ก็เป็นอันว่า "โอริ ฮิเมะ"และ"ฮิโกโบชิ" ก็จะได้มาพบกัน

ขอขอบคุณเด็กดีดอทคอมที่เอื้อเฟื้อข้อมูล







อากาศวันนี้ไม่ร้อนมาก เพราะไม่มีแดด เราสองตายาย ขี่จักรยานกันไปอย่างสบายๆ
ออกจากบ้านเวลาสิบเอ็ดโมงกว่า ขี่ไปถึงกาวาคูจิ ใกล้เที่ยง พ่อแม่คนญี่ปุ่นต่างอุ้มลูกจูงหลานมาเที่ยวชมงานแต่วัน

ร้านอาหารไทยชื่อ BANGKOK สถานที่ที่เราจะไปทานอาหาร เจ๊เจ้าของร้านที่เป็นคนลาว มาตั้งรกรากอยู่ที่ญี่ปุ่นเป็นยี่สิบกว่าปี

เจ๊คนนี้เป็นคนขยันมาก ทำงาน 365 วัน ไม่มีวันหยุด จากร้านขายเครื่องปรุง ผักและของกินของใช้จากไทย ฟิลิปปินส์ จีน

เจ๊ขยับขยายเปิดร้านอาหารไทยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้มีสองร้าน นี่แหละผลของความขยัน อุตสาหะ วิริยะ

เจ๊แกเป็นคนอัธยาศัยดี พูดจาทักทายลูกค้าอย่างเป็นกันเอง เราชอบแหย่แก ชอบแกล้งต่อของบ้าง ขอแถมบ้าง เจ๊แกก็ให้บ้างไม่ให้บ้าง

เรียกว่าถ้อยทีถ้อยหยอกล้อกัน ซื้อของกับร้านเจ๊มาเป็นสิบปีแล้ว แต่ไม่เคยรู้จักชื่อเจ๊เลย เรียกกันแต่เจ๊ เจ๊



วันนีัอัพบล็อก เพราะรอดูบอลคู่หยุดโลก คืออาเยนตินา กับ เยอรมัน เราเชียร์เยอรมัน แต่ก็แอบเป็นกำลังใจให้อาเยนตินา

เพราะชอบการเล่นของทั้งสองทีม เป็นบอลคู่ที่หลายคนจับตามองเป็นอย่างมาก

นอกเรื่องไปแล้ว มาเข้าเรื่องทาบาตะต่อดีกว่า



สองข้างทาง เจ้าของร้านค้านำของออกมาวางขาย มีทั้งของกินของเล่น ให้เด็กๆได้สนุกสนานกัน



..........



******



**



********



เด็กๆสนุกกันมากสำหรับงานนี้



........



...



.........เด็กๆแต่งชุดยูกะตะมาเดินเที่ยว น่ารักมาก



........



...ชอบแม่ลูกคู่นี้จัง คุณแม่แต่งตัวได้เก๋ไก๋ ลูกสาวก็แต่งชุดยูกะตะ น่ารักมาก



.....



...ถนนสายเล็กๆนี้ แบ่งเป็นหลายช่วง เดินกันเพลินไปเลย



ร้านขายยากิโทริ



ได้เวลาทานอาหารกลางวัน เจ้าภาพมาถึงช้า ให้สั่งอาหารมาทานก่อน เราก็เลยสั่ง ทอดมันกุ้ง



การแข่งบอลเริ่มได้แค่สามนาที แทบไม่น่าเชื่อ ทีมเยอรมันสามารถยิงประตูได้อย่างสวยงาม
การเล่นต่อไปต้องเข้มข้นแน่ๆ

สามีสั่ง ข้าวผัดกุ้ง



สั่งยำทะเล มาเพิ่ม



ตามด้วย หอยแมงภู่อบหม้อดิน



สั่งแค่นี้พอ เจ้าของวันเกิดมาแล้ว




ทานไปเม้าท์ไป ได้เวลาร้านหยุดพักผ่อน เลยแยกย้ายกันกลับ ถ่ายรูปด้วยกันไว้เป็นหลักฐาน



สองคนตายาย .....




Create Date : 03 กรกฎาคม 2553
Last Update : 3 กรกฎาคม 2553 21:34:19 น. 5 comments
Counter : 1092 Pageviews.

 
ขอบคุณมากค่ะสำหรับภาพสวยๆ ขอให้คุณป้าแข็งแรง ปั่นจักรยานได้นานขึ้นนะคะ


โดย: Schnuggy ชนุ๊กกี้ วันที่: 3 กรกฎาคม 2553 เวลา:21:10:09 น.  

 
แวะมาเที่ยวด้วยคนค่ะ..
ขอให้คุณป้ามีสุขภาพที่แข็งแรงๆทุกวันเลยนะคะ
ปล..ภาพสุดท้ายน่ารักมากค่ะ..



โดย: natto (natto-kita ) วันที่: 4 กรกฎาคม 2553 เวลา:8:32:04 น.  

 
เที่ยวอย่างเพลิดเพลินเลยค่ะ...และไม่ลืมที่จะเก็บภาพบรรยากาศดี ๆ มาฝากกัน ขอบคุณค่ะ ขอให้มีความสุขมาก ๆ นะค่ะ


โดย: thanitsita วันที่: 4 กรกฎาคม 2553 เวลา:14:48:40 น.  

 
เก่งจังค่ะป้า ปั่นจักรยานได้ไงตั้ง 10 กิโล สุดยอดดดดด


โดย: Boo IP: 115.87.84.195 วันที่: 4 กรกฎาคม 2553 เวลา:17:10:24 น.  

 
ขอบคุณข้อมูลนะคะป้าพนอจัน

ป้ากับลุงเก่งจังเลยคะ ปั่นจักรยานสิบกิโลได้
เจนเพียงแค่ปั่นพาลูกไปเที่ยว ไม่กี่กิโล เหนื่อยแฮกแล้วคะ


ภาพสุดท้ายน่ารักจังเลยคะ


โดย: Hamugo วันที่: 5 กรกฎาคม 2553 เวลา:13:29:14 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

พนอจัน
Location :
กรุงเทพฯ Japan

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 291 คน [?]




ป้าพนอจัน เกิด วันที่ ๒ พฤกษภาคม ๒๔๙๔

เป็นคนกรุงเทพ เกิด ที่ เขตดุสิต ถนนสุโขทัย

ชอบทำอาหาร ชอบดอกไม้ ชอบท่องเที่ยว

ตอนนี้แต่งงาน มาอยู่ประเทศญี่ปุ่น ได้ 16 ปี
New Comments
Friends' blogs
[Add พนอจัน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.