Group Blog
 
 
เมษายน 2552
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
8 เมษายน 2552
 
All Blogs
 
(ภาคสุดท้าย) การปลูกถ่ายไขกระดูกโดยใช้ stem cell.......

คิดแล้วว่าจะไม่ใช้ว่าภาค 3 (เพราะกลัวมี...ภาค 4) ไม่อยากมีภาคต่อ ๆ ไปอีกแล้ว

เมื่อผลเลือดดี...สุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ดี คุณหมอก็เริ่มนัดวันที่จะปลูกถ่าย
ครั้งนี้เราไม่นัดวันเองเพราะว่าต้องขึ้นอยู่กับคุณหมอแล้ว....ว่าคุณหมอว่างวันไหน เพื่อที่จะได้นัดทางกาชาดมาละลายเซลด้วย

โดยในครั้งนี้เราจะได้ยา Busulfex 40mg เป็นเวลา 4 วัน แล้วต่อด้วย Endoxan 3,000mg อีก2 วัน
แล้วก็จะพัก 1 วัน........จากนั้นจะเท stem cell

เราจะต้องถูกตรวจเลือดเพื่อเช็คภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบ A B C และทุกอย่างอย่างละเอียด
นอกจากนั้นยังต้องไปตรวจสมรรถนะของปอด และทำ echo หัวใจ

ทั้งหมดก็เพื่อว่า...ร่างกายเราจะต้องทนยาเคมีบำบัดในครั้งสุดท้ายนี้ให้ได้ มันรุนแรงสุด ๆ เพราะจะต้องทำลายไขกระดูกเดิมทั้งหมด

ผลออกมาดีทุกอย่าง.....พร้อมเข้าสู่สนามรบ !!!!!!!

ได้ฤกษ์ดีวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2552.............ตรงกับวันเกิดคุณลูกสาวสุดเลิฟพอดี

ระหว่างนั้นก็ยังไปทำงานตามปกติ.....วันหนึ่งได้รับโทรศัพท์จากทาง รพ. จาก ward 15 ที่เราจะต้องไปนอน

พี่พยาบาลหัวหน้า ward โทร.มาบอกว่า.....ทางนี้ตื่นเต้นมากเลยค่ะที่คุณต้องจะเข้ามา

???????
หา...อะไรหว่า....ต้องตื่นเต้นกันขนาดนั้นเลยเหรอ ....ยังแอบไปเล่าให้เพื่อนฟังเลยว่า เค้าตื่นเต้นกันใหญ่ ทำไม(ฟระคะ)
เพื่อนบอกว่า.....ก็แกไปทำวีรกรรมอะไรไว้ จนชื่อเสียงกระฉ่อน รพ.ไปแล้วไม่ใช่เหรอ 555555
อ่า....สงสัยจะจริง
......
......
จากนั้นคุณพี่พยาบาลก็บอกรายละเอียดเกี่ยวกับการเตรียมตัวก่อนเข้าสู่ห้องปลอดเชื้อ.....
ให้เตรียมเสื้อกันหนาวไปด้วย แล้วจะต้องไปส่งอบฆ่าเชื้อ แล้วก็ผลไม้กระป๋อง....เพราะจะต้องห้ามผักผลไม้สด
เราก็ถามว่าเอาคอมพ์เข้าไปได้มั้ย เอาหนังสือเข้าไปได้มั้ย ....เค้าก็บอกว่าได้....(ถ้าไม่ได้นี่....เหมือนถูกจำคุกเลยนะนั่นน่ะ!!!!!!!)
เพราะเรารู้ตัวว่าเราจะต้องอยู่เป็นเดือน !!!!!!!!!!!
แล้วก็ถ้าไม่จำเป็นห้ามคนนอกเยี่ยมนะคะ.....โดยเฉพาะคนเป็นหวัด......ดังนั้นจึงมีแต่สามีและลูกแล้วก็คุณแม่เท่านั้นที่เข้ามาได้
(คุณแม่ไม่ให้คุณพ่อมา...เพราะคุณพ่อไม่ค่อยสบาย....เพิ่งผ่าตัดหัวใจไปเมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา คิดดูซิเราก็ป่วยกำลังรักษาอยู่
ต้องไปคอยปลอบใจคุณพ่อด้วย.....เพราะคุณพ่อกลัวมาก...เราน่ะ...เหนื่อยทั้งกาย...เหนื่อยทั้งใจเลย!!!!!!)

แต่คนยี่ยมอยู่ได้แค่โซนนอกกระจกเท่านั้นนะคะ!!!!!!!!! เราเหมือนนกเพนกวินน่ะค่ะ.....เค้ามองผ่านกระจกเข้ามาอย่างเดียว

......
......
เย็นวันที่ 10 กุมภาพันธ์...... พยาบาลที่หน่วยเคมีบำบัด โทร.มาบอกว่าคุณหมอมีเรื่องจะคุยด้วย รออยู่ค่ะ....
......
.....
เราก็รีบไป....คิดว่าหมอคงบอกเรื่องการเตรียมตัวว่าจะต้องทำอะไรบ้าง
พอไปถึงคุณหมอก็บอกว่า เราจะต้องทำเส้นอีกครั้ง ....แต่ทีนี้ทำที่ขาหนีบไม่ได้แล้ว ต้องทำที่หน้าอก หรือคอ
เนื่องจากมันจะโผล่ออกมาสองสาย (เหมือนตอนไปเก็บ stem cell นั่นแหละ) สายนึงเอาไว้ให้ยา
ส่วนอีกสายนึงเอาไว้ดูดเลือดไปตรวจ
......
@@@###!!!!!??????
......
อึ้งค่ะ....งงค่ะ....อ้าวไหนตอนแรกบอกว่าใช้ port ที่มีอยู่ได้ แล้วต้องทำที่ไหนล่ะเนี่ย หน้าอกซ้ายเหรอ????
.....
ถามคุณหมอว่าทำตรงหน้าอกซ้ายเหรอคะ.....คุณหมอก็บอกว่าต้องให้คุณหมอศัลยแพทย์ทางเส้นเลือดเค้าดูให้
ไม่ใช่คุณหมอทำเส้นคนเดิมนะ....แล้วก็ไม่ใช่คุณหมอคนที่ทำ port ให้ด้วย
ที่เรียกมาบอกก่อนก็เพราะว่ากลัวเราจะไม่สบายใจ....(ยิ่งบอกนี่ซิ....เครียดกว่าอีก)
.....
.....
เดินกลับบ้านมา....มึนตึ้บ.....เจ็บตัวอีกแล้วเหรอ????? อะไรกันนี่.....เซ็งสุด ๆ ไปเลย
นึกในใจว่าน่าจะบอกซะพรุ่งนี้เลย....แบบมัดมือชกน่ะ....จะได้เครียดน้อยหน่อย
.....
.....
เอาไงดี....ตั้งใจว่ารุ่งขึ้นมีสัมมนาครึ่งเช้าที่เซ็นทรัล จะไปฟังซะหน่อย ....แบบว่าบ่ายค่อยมาเข้า รพ.
เอ๊ะ!!!! รึไม่ไปดีหว่า......
.....
.....
เอาไงเอากันฟระ....ไปดีกว่าอยู่บ้านเครียดเปล่า ๆ ไปนั่งฟังเค้าพูดจะได้เพลิน ๆ ลืมเครียดได้หน่อย
......
.....
กลับมาทานข้าวเที่ยงที่บ้าน พอทานเสร็จปั๊บ ........ทางรพ.โทร.มาบอกว่า อย่าเพิ่งทานข้าวนะคะ.....อ้าว!!!!!!!!! ซะงั้น
.....
ก็ทานเสร็จเดี๋ยวนี้ล่ะค่ะทำไงดีล่ะคะ ? แล้วทำไมต้องงดข้าวด้วยล่ะคะ?
อ๋อ...พอดีว่าเดี๋ยวจะต้องทำเส้นน่ะค่ะ อาจต้องให้ยาเดี๋ยวจะอาเจียนน่ะค่ะ........งั้นเดี๋ยวนัดคุณหมอสักบ่ายสามแล้วกันนะคะ
แต่ต้องเข้ามาที่ รพ.ก่อนนะคะ.....
......
แล้วก็ขับรถไป รพ. ขนของใช้ทุกอย่างไปตอนบ่ายโมง..........ที่ต้องขับรถไปนั้นก็เพราะคราวนี้จะนอนอีกตึกนึงที่มีห้องปลอดเชื้อ
แล้วก็ต้องขนคอมพ์...กับหนังสือไปอีก ก็เลยขับรถไปกับคุณแม่และน้องสาว (ไว้ให้สามีไปขับกลับตอนเย็น)
......
เข้ามาในห้อง....มีพยาบาลนั่งรออยู่แล้ว.....เพิ่งรู้ว่าเราจะต้องถูกดูแลตลอด 24 ชม. ไม่ให้คลาดสายตา
......
(บรรยายห้องปลอดเชื้อ)
เป็นห้องที่มีกระจกกั้นระหว่างโซนนอกที่พยาบาลนั่งอยู่ พร้อมอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ต่าง ๆ กับโซนในที่เราจะต้องเข้าไปอยู่
ในนั้นก็จะมีเตียง ตู้ ตู้เย็นเล็ก โต๊ะหนังสือ เก้าอี้นั่งเล่น ห้องน้ำในตัว แล้วก็ ทีวี!!!!!!!!!!
....
ทำไมต้องแล้วก็ทีวี....เดี๋ยวมีเฮค่ะ.....อุบไว้ก่อน
....
ผนังและเพดานในห้องจะทาด้วยสีน้ำมัน เพื่อไม่ให้ฝุ่นเกาะ และทำความสะอาดได้
ในโซนนี้จะเข้าได้เฉพาะหมอ และ พยาบาล เท่านั้น!!!!!!!!!!!!!!!!!! แล้วก็ต้องอยู่น้อยคนที่สุด ใช้เวลาน้อยที่สุด
อ่อ...แล้วก็คนทำความสะอาดอีก ลืมไป!!!

(จำไว้นะคะ.....เพราะเดี๋ยวจะมีเฮค่ะ)

ผู้ที่เข้ามาจะต้องสวมชุดกันเชื้อที่ถูกอบฆ่าเชื้อมา ใส่หมวกคลุมผม คาดแมส (ที่ปิดปากปิดจมูก) ใส่ถุงมือยาง sterilize
ดูเหมือนเราเป็นตัวปล่อยเชื้อเลยเนอะ....แต่เปล่าค่ะ...เค้ากันเอาเชื้อจากเค้ามาสู่เรา
......
.....
พอบ่ายสามก็พาเราไปห้องผ่าตัด.......เราถามคุณหมอว่าทำเส้นตรงไหนคะ
คุณหมอก็เอามือทาบคอตรงบริเวณเหนือหน้าอกขวา ข้าง port เฉียงขึ้นมา......โอ้ว....จะเป็นลม!!!!!
......
......

คุณหมอขา หนูขอหลับได้มั้ยคะ......(คุณหมอวิสัญญียืนอยู่ตรงนั้นพอดี).....คุณหมอก็ถามว่าทานข้าวมาตอนเที่ยงใช่มั้ย
เราก็บอกใช่ค่ะ....คุณหมอคงพอเห็นแล้วว่าสักสามชั่วโมงกว่า ๆ ก็น่าจะให้ยาได้
เฮ้อ!!!!! โล่งอก......สบายไป
.....
ยอดเยี่ยมมากค่ะ....สะลึมสะลือ....ไม่ได้หลับสนิท ตอนทำก็ไม่ได้เจ็บเลย.....แถมเสร็จแล้วก็ไม่เจ็บอีกด้วย
.....
เอ๊ะ!!!!.......แล้วทำไมทีไอ่ตอนทำ port ผ่ากรีดเนื้อซะขนาดนั้น.....ก็น่าจะหลับได้ซิ!!!! (คิดตาม normal sense) นะ
.....
โหย....เซ็งโคตะระเลย......รู้งี้ตอนไปเก็บ stem cell ให้คุณหมอคนนี้ทำให้ดีกว่า....ได้นั่งสบายด้วย
เพราะทำตรงหน้าอก ไม่ต้องคอยเขยก ๆ ขา เวลาเดิน เพราะต้องระวังเส้นไม่ให้หักงอ.....เฮ้อ!!!!! ขอบ่นหน่อยเถอะ
.....
.....
เอาน่า....มันผ่านมาแล้ว คิดไปก็ไร้ประโยชน์.....ทุกอย่างมันต้องเป็นประสบการณ์ซิ.....ถ้ามันราบรื่นแล้วจะมีอะไรเขียนให้อ่านล่ะ!!!!! เอิ๊กส์
จริงมั้ยคะ.....ท่านผู้ชม
......
เย็นวันนั้นเปิดทีวีดู.......สัญญาณภาพมันสั่นไหวน่ะ....ดูไม่ได้ .....น้องพยาบาลเลยเรียกช่างมาซ่อม
ช่างซ่อมทีวีก็ต้องสวมเครื่องแต่งตัวเหมือนอย่างที่พยาบาลสวม....แล้วก็เข้ามาดูให้
ทำสักพักก็ไม่ดีขึ้น เค้าบอกว่าเป็นที่เสาสัญญาณ ลองเอาสายสัญญาณมาเปลี่ยนใหม่ให้ ก็ไม่ดีขึ้น
เราก็บอกว่าไม่เป็นไรหรอก....พอดูได้....แล้วก็ไม่ได้ดูตลอดหรอก...ไม่เป็นไร ได้แค่ไหนก็แค่นั้น !!!!
(นึกแปลกใจนิด ๆ ว่าห้องปลอดเชื้อนี่ ช่างซ่อมเข้ามาได้ด้วยเหรอ....แต่พอดีว่ายังไม่ได้รับยา ภูมิก็ปกติดี)
......
พอเริ่มให้ยาวันแรก.....(จริง ๆ ก็กลัวเหมือนกันว่าจะแพ้มั้ย).....อือ....ก็ยังโอเคอยู่นะยังไม่มีอาเจียนอะไร
แต่ก็มียารับประทานหลายอย่างอยู่.....หนึ่งในนั้นคือ ยากันชัก!!!!!
......
เพราะยาตัว Busulfex ที่ได้อาจจะทำให้ผู้ป่วยชักได้ ดังนั้นคุณหมอจึงต้องให้ยาดักไว้ก่อน
พอวันที่สอง...สาม...ชักจะเริ่มเวียนหัว...มากขึ้น....มากขึ้นเรื่อย ๆ
เริ่มตาลายแล้ว....อ่านหนังสือ ทำคอมพ์อะไรไม่ได้เลย......คุณหมอก็ถามอาการทุกวัน ถามว่าเวียนหัวแล้วคลื่นไส้มั้ย...
ก็ไม่นะคะ.....
แต่แล้วในที่สุด.....วันที่เลวร้าย และคิดไม่ถึงก็มา!!!!!!!

.....
.....
เราเริ่มลิ้นแข็ง พูดไม่ได้.....เสียการทรงตัว....แค่นั่งก็รู้สึกเหมือนโงกไปเงกมา ...เหมือนน้ำในหูไม่เท่ากัน
นั่งฉี่บนเตียง....น้องพยาบาลคอยพยุงตัวไว้ เราโงกเงก หัวโขกกับน้องเลย!!!!
งงกับอาการตัวเองมาก....ไม่ได้เตรียมใจมาก่อน (เราเตรียมตัวเตรียมใจแค่เรื่องอาเจียน) นึกไม่ถึงว่าจะรุนแรงเพียงนี้
ทุเรศตัวเองตอนพูดมาก ๆ ....สื่อสารลำบาก ลิ้นแข็งพูดไม่รู้เรื่อง
ส่วนเรื่องเวียนหัว...ก็กว่าจะจับจุดได้ว่า ต้องหลับตา...วาดมโนภาพเอาเอง จึงจะไม่เกิดอาการ ก็เริ่มมีการอาเจียนเสียแล้ว!!!
.....
....
โทรมเลยเรา.............หมอเริ่มรู้ว่าอาการมาจากการแพ้ยากันชัก.....ก็เริ่มลดยา.....แต่มันก็ยังไม่หายค่ะ
จนกระทั่งหมอหยุดยานั่นแหละ.....ทุกอย่างจึงค่อย ๆ ดีขึ้น
เฮ้อ!!! ไม่แพ้คีโม.....แต่ดันมาแพ้ยากันชักซะนี่ !!!!!! หมดท่าเลยเรา
.....
.....
ส่วนวันที่ได้ยา Endoxan นั้น....ด้วย mg ที่น้อยกว่าที่เราเคยได้ เราก็คิดว่าอาการน่าจะไม่มาก
(เคยอาเจียนครั้งนึงตอนได้ยาตัวนี้เมื่อตอนเก็บ stem cell)
....
แต่ปรากฏว่าพอได้ไปวันแรกนั้น.....โอ้ว....แสบไปทั้งตัว....ทำไมล่ะ....ทำไมเป็นอย่างนี้!!!!!
นอนดิ้นไปมา น้องพยาบาลก็คอยมอง ๆ อยู่ ....เราก็บอกว่าพี่แสบไปทุก ๆ ที่ที่เหงื่อออกเลยอ่ะ....ทำไงดี
น้องพยาบาลก็โทร.รายงานคุณหมอโดยด่วน......คุณหมอให้ฉีดยาแก้แพ้อีกตัวเพิ่ม
สักพัก.....เราก็ค่อย ๆ ดีขึ้น.....ถามน้องพยาบาลว่าฉีดยาอะไรให้พี่น่ะ.....น้องบอกว่า Dexar ค่ะ

ไอ่เราก็....ฮ้า.....อ้าว???.....ก่อนให้ยาไม่ได้ฉีดให้พี่เหรอ ปกติเวลาที่พี่ได้ Endoxan พี่ต้องได้ยาแก้แพ้ทั้งหมด 3 ตัวนะ มี Dexar ด้วยนี่

น้องพยาบาลบอกว่า.....ฉีดไครทิลไปตัวเดียวเองนะคะ คุณหมอสั่งแค่นั้นค่ะ......เหวออออออ.....เหอ เหอ เหอ!!!!

อะไรกันนี่ !!!!!! คุณหมอคิดอะไรอยู่......ทำไมคุณหมอทำกะเราอย่างนี้ ถึงเราจะทน...จะอึด....แต่เล่นอย่างนี้ไม่ไหวนะ

แต่เราน่ะ....หมดแรง....ไม่มีปัญญาทำอะไรแล้ว.....นอนหลับไปเลย.....เหนื่อยมาก

แต่โชคดีที่วันรุ่งขึ้นที่ได้ยา Endoxan เป็นวันที่ 2 นั้น คุณหมอได้สั่งฉีด Dexar ไว้ให้ด้วย....เฮ้อ!!!!!!!!
รอดตัวไป.....

วันรุ่งขึ้นเป็นวัน free day วันนี้ร่างกายได้พักฟื้นอย่างเต็มที่....อาการเวียนหัวก็เริ่มจะหายเกือบเป็นปกติแล้ว
(ท้ายที่สุดหมอต้องหยุดยาไปเลย....เพราะเราแพ้มาก....แล้วเราก็ไม่ได้ชักด้วย)

แต่เรื่องการกิน.....มันกินไม่ค่อยได้น่ะ.....มันพาลจะอาเจียน........แต่อยากกินมาม่าหมูสับ !!!!!!!!!!!

คุณหมอก็ไม่ได้ว่าอะไร ...บอกว่ากินรสจัด ๆ ก็ดีนะ ปากจะได้ไม่เลี่ยน ....กินน้ำอัดลมได้นะ....จะได้กินน้ำได้เยอะขึ้น

คุณสามีก็จัดให้.......ซื้อมาทั้งรสหมูสับ และต้มยำกุ้ง และน้ำอัดลมรสต่าง ๆ

ตอนแรกส่งไปให้ห้องครัวต้มมาให้ รสหมูสับนะ แล้วก็ให้ใส่ไข่มาด้วย (จะได้มีประโยชน์) ....... พอเปิดฝา!!!!
ก้มลงสูดดมความหอมน้ำมันกระเทียมเจียว.....จ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
......
.....
กลิ่นผักชี...ต้นหอมโรย.....หึ่งมาเลย!!!!!!!!!!!!.................เซ็งอารมณ์สุด ๆ
หันไปบอกน้องพยาบาลว่า.....ไหนห้ามพี่กินผัก ผลไม้ไง โรยมาได้ไงเนี่ย!!!!!!!
เมื่อซดน้ำ.....ไม่รู้สึกถึงเครื่องปรุงเลย!!!!!!!.........เฮ้อ.....เลยนั่งเขี่ยกินไข่ไปให้หมด มาม่ง มาม่า กินไม่ลงเลย

ไม่ได้ประชดอะไรนะคะ.....เพราะมันกินไม่ค่อยได้ไง......ถ้าได้อะไรที่อยากกินกระตุ้นอารมณ์มันก็จะดีไม่น้อย

ตอนหลังก็เลยให้น้องพยาบาลไปต้มกะไมโครเวฟมา......ส่วนเครื่องปรุง.....พี่ปรุงเอง!!!!!!
(กินตอนดึก ๆ .....ไม่ได้หิวนะ.....แต่อยากเท่านั้นแหละ....กินไม่หมดหรอก) คราวนี้กินมาม่าต้มยำกุ้ง...แซ่บ!!!! สุดๆ

ไข่ไม่ได้ใส่.....ไม่เป็นไร...สั่งกินไข่ดาวตอนเช้าเอาแล้วกัน.......อ่าก็กินไปได้นิดหน่อยเอง.....พอหายอยาก

จากนั้นมาก็เริ่มกินได้น้อยลงเรื่อย ๆ ถ้ากินอะไรไม่อร่อย....ก็พาลจะอาเจียน.....เฮ้อ

เย็นวันนั้นคุณหมอมาบอกว่าต้องแบ่งเท stem cell เป็น 3 วันนะเพราะว่ามันมี 28 ถุง!!!!!!!!!!!!!!!!!!
.......
.......
ฮ้า!!!! ทำไมตั้ง 28 ถุงล่ะ.....ก็ในเมื่อเรานับได้แค่ 20 ถุงเอง......ไม่ใช่ไปเอาของคนอื่นมาปนใส่ให้เรานะ!!!!
......
......
พอสามีทราบก็ให้หัวหน้า ward โทร.ไปเช็คกับกาชาดทันทีว่าทำไมมันมีตั้ง 28 ถุง
.......
......
และแล้วก็ถึงบางอ้อ......คืองี้ค่ะ.....บางวันเซลในถุงมันมีมาก....ทีนี้ต้องแบ่งออกไปเพราะต้องใส่สารเลี้ยงเซลเข้าไปด้วย
ถ้าไม่แบ่ง....ถุงอาจจะแตกได้.......อ่านะ!!!! อืม......เข้าใจแล้วล่ะ
.....
.....
แต่ว่า.....มันเยอะจังเลย....3 วันจะทนไหวมั้ยเนี่ย!!!!!!!
......
คุณหมอจัดแบ่งดังนี้ ........ วันแรก 9 ถุง วันที่สอง 9 ถุง แล้ววันสุดท้าย 10 ถุง
......
วันแรกคุณหมอนัดใส่ตอน 11.00น..............ตอนเช้าหลังจากทานไข่ไปแล้ว.....พยาบาลชักชวนให้ทานมาม่ารองท้องสักตอน 10 โมง เราก็ ok เพราะหากใส่เซลเสร็จกินไม่ได้ก็จะยิ่งแย่ใหญ่
......
สัก 9 โมงนิด ๆ เห็นจะได้......ช่างซ่อมที.วี!!!!!! ก็เข้ามา......บอกว่าขอมาจูนทีวีอีกครั้ง
พยาบาลก็ให้เข้ามา......ส่วนเรา....ตอนนั้นก็รู้สึกว่าน้องเค้าอุตส่าห์เป็นห่วงกลัวว่าเราจะดูทีวีไม่ได้.....อ่า...ไม่เป็นไร
.....
.....
.....
ชักนานแฮะ.....ยังไม่เสร็จอีก...............................ปวดฉี่!!!!!!!!!!!!!
เอาไงดี....ทนไม่ไหวนะ....พยาบาลก็มัวแต่ไปเตรียมอุปกรณ์สำหรับที่จะเท stem cell อยู่
เอาฟระ......ไปเองนี่แหละ (เราเดินได้....ไม่ได้เวียนหัวแล้ว)........ก็ลากสายน้ำเกลือไป.......ทีนี้ไงล่ะ
ปิดประตูไม่ได้นะ....ติดสายน้ำเกลือ (หนักมาก...ยกเข้าห้องน้ำไม่ได้เพราะเป็นเครื่องควบคุมการไหลด้วย)
ก็ต้องเอามือดัน ๆ อันไว้................คิดดูซิคะ........ถึงแม้เราจะเป็นผู้ป่วย.....เราไม่อายหมอหรือพยาบาลนะ!!!!!
แต่นี่มันเป็นแค่ช่างซ่อมทีวี (ผู้ชาย)..........แล้วเราก็เป็นผู้หญิงด้วย!!!!!!!!........ถึงแม้จะแต่งงานมีลูกแล้ว
.......
.......
มันน่าสมเพชตัวเองสุด ๆ !!!!!!!

พอถึงเวลาใส่เซล.....ตื่นเต้นมาก......พยาบาลเตรียมใส่สายออกซิเจนให้เราเตรียมพร้อม.....วันนี้มีพยาบาลจาก
หน่วยเคมีบำบัดมาช่วยด้วย 2 คน รวมกับพยาบาลที่เฝ้าเราอีกคน ก็เป็นสามคน คุณหมออีก 1 คน

แล้วก็มีพยาบาลกับคนจากกาชาดที่มาละลายเซล อยู่อีกห้องหนึ่ง (ตรงกันข้ามกัน).....พอละลายเสร็จ.............
พยาบาลก็จะเดินเอามาให้ทีละถุง

ตอนเริ่มเทถุงแรกฉุกละหุกเล็กน้อย.....เพราะมันต้องเอา syringe ดูดจากถุง แล้วมาฉีดเข้าสายที่ต่อเข้าที่หน้าอก
(อีกเส้นที่ไม่ได้ให้น้ำเกลือ....แล้วเอาไว้ดูดเลือดนั่นแหละ!!!!)

ทีนี้มันหก....ไปด้วยไง.....น้องพยาบาลเลยบอกให้ต่อเป็น 3 ทาง คือ ดูด.....หมุนวาว....แล้วก็ push!!!!!!!

อะจ๊าก.................

เหม็นคอสุด ๆ......(กลิ่นน้ำยาเลี้ยงเซล) กลิ่นเหมือนข้าวโพด!!!!!!!!!
......
......
สำลักเลย......อาเจียนออกมา.....มาม่าที่กินไปตอน 10 โมง....ค่อย ๆ ทยอยกันออกมา
......
......
ปวดท้องมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
......
......
มันเป็นผลมาจากน้ำยาเลี้ยงเซลนั่นแหละเค้าบอกว่ามันจะทำให้ปวดท้อง
ทุก ๆ ถุงที่ใส่ไปก็ต้องคอยวัดความดันเลือดตลอด.....วันนี้ความดันอยู่ในระดับปกติดี
.....
สรุป................ทุก ๆ ถุงที่ใส่เข้าไป......อาเจียนตลอดเลยเรา.......โฮ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
.....
พอเสร็จ......ไมเกรนขึ้นฮ่ะ.....สูดปรี๊ดเลย....หมอให้ยาระงับปวดหลายอย่าง ท้ายที่ฉีดถึงกับต้องฉีดมอร์ฟีน 2 หลอดรวมทั้งหมด 6 อย่าง ก็ไม่หาย ....เรียกขอยาสลบหมอ...หมอก็ไม่ให้บอกว่ายาเกินขนาดแล้ว
เรานอนร้องไห้ตัวขดตัวงอ.....ต้องให้พยาบาลเอายามาทาแล้วก็นวดเอา.....ได้ผล.....ค่อย ๆ ดีขึ้นอ่ะ

นอนร้องไห้....แล้วอีกสองวันเราต้องเผชิญแบบนี้เหรอ.....ฮือ...ฮือ....ฮือ
.....
.....
นอนพักนิ่ง ๆ ไม่หลับ....

.....
.....
ตกเย็นเพื่อนคนหนึ่งโทร.มาหา.....ถามว่าเป็นไงบ้าง...........เท่านั้นแหละ........ร้องไห้โฮ!!!!!!!!!!!! เลย
บอกเพื่อว่าเราทรมานมาก.....ฮือ...ฮือ.....
เพื่อนก็พยายามปลอบโยน.....ให้กำลังใจ.....ให้อดทนอีกนิด.....ฯลฯ
.....
.....
พอตกกลางคืน...อาการทุกอย่างก็เริ่มดีขึ้น....ใจชื้น...หาอะไรทานรองท้อง....(เพราะตั้งแต่มาม่าทยอยกันออกมาก็ไม่มีอะไรลงไปเลย)
......
......
วันรุ่งขึ้น.....ก็เริ่มตั้ง สติ !!!! ได้
.....
.....
คุณหมอนัดใส่เซลเวลา 11.00น. เหมือนเดิม
พยาบาลจากหน่วยเคมีบำบัดมาช่วย 2 คนเหมือนเดิม....แต่วันนี้เปลี่ยนเป็นอีกคนนึง (ที่นั่นมี 3 คน...เราซี้กันหมด..เพราะต้องเจาะเลือดกับฉีดยาทุกวัน!!!)
.......
วันนี้เตรียมใส่สายออกซิเจน....พร้อมยาดม!!!!! จ่อจมูกไว้เลย แล้วก็กระเป๋าน้ำร้อนมากอดไว้ที่ท้อง
หายใจเข้าออกลึก ๆ ทำสมาธิ.....คอยดูตอนคุณหมอ push !!!!! เพื่อตั้งสติ
.....
ที่เอายาดมมาจ่อจมูกก็เพราะว่า จะได้กลบกลิ่นน้ำยาเลี้ยงเซลน่ะค่ะ.....ได้ผลค่ะเพราะไม่ได้กลิ่นข้าวโพดแล้ว
(จริง ๆ แล้วมันเป็นกลิ่นคาวๆ เลือด ผสมด้วย....ในห้องเลยกลิ่นคลุ้งไปหมด....อันนี้น้องพยาบาลบอก)
.....
ทุก ๆ ถุง....ผ่านไปอย่างมี “สติ”................แล้วในที่สุดเราก็ทำได้ค่ะ......เราอดทนได้ไม่อาเจียนเลย
ปวดท้องยังมี แต่บทเรียนเมื่อวานมีแล้ว......เราตั้งรับกับมันได้แล้ว
.....
.....
อยากจะบอกให้ทราบตรงนี้เลยว่า หากเรากลัว แล้วคิดว่าอันโน้น อันนี้มันต้องเกิดอีกแน่ ๆ ....มันก็ต้องเกิดค่ะ!!!!!
แต่ถ้าเรามี “สติ” แล้วตั้งใจมั่นว่าเราจะเอาชนะมันให้ได้......เราก็จะทำได้ค่ะ !!!!!!

.....
.....
เพิ่งมารู้ภายหลังว่า....ความดันขึ้นสูงเลยทีเดียว...(พยาบาลบอก)....ถึงว่าได้ยินคุณหมอสั่งให้พยาบาลฉีดยาอะไรให้ไม่รู้
....
....
....
วันที่สาม.........วันนี้แหละมีเฮ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!...............อะไรน่ะเหรอ
ก็เราปรี๊ดแตกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ระเบิดเถิดเทิงเลยล่ะค่ะ !!!!!!!

อ๊ะ...อ๊ะ...อ๊ะ......ก็ไหนว่ามี “สติ” ไง.....ทำไมปรี๊ดดดดดดดแตกกกกกกกกกกก
ก็ปรี๊ดแตก.....อย่างมี “สติ” ไงคะ ........................งงล่ะซิ

......
......
เรื่องมีอยู่ว่า.....
คืนวันที่สองเราก็พักผ่อนน้อย....นอนไม่พอเพียง กินไม่พอเพียง.....ก็รู้สึกเหนื่อย ๆ....วันนี้วันเสาร์ให้เงินพิเศษกับกาชาดให้เค้ามาละลายเซล

คุณหมอก็นัดตอนเที่ยง.....

เรานอนหลับตาทำสมาธิอยู่....เพื่อเพิ่มความสงบให้กับตัวเอง............................ขณะนั้นเวลาประมาณ 10 โมงเช้า
......
.......
ได้ยินเสียงคนเปิดประตูเข้ามา.......แล้วก็พูดคุยอะไรบางอย่างกับน้องพยาบาล.........แต่ว่า......
......
มันเป็นเสียงผู้ชายนี่!!!!!!!!! ไม่ใช่เสียงหมอด้วย (เราจำเสียงคุณหมอได้)
......
ลืมตาขึ้นมา......พระเจ้าช่วยด้วย....กล้วยทอดไม่กินแล้ว!!!!!..............ช่างซ่อมทีวี!!!!!!!
......
......
เราลุกพรวด ตะโกนบอกไปว่า..............ไม่ให้เข้ามา!!!!!!!!!!!!!!!!! (ที่ต้องตะโกนก็เพราะว่าข้ามกระจกไงคะ
......
......
จากนั้นก็เรียกน้องพยาบาลเข้ามา..........แล้วก็ระเบิดน้ำตา....และอารมณ์ sadddddd สุด ๆ ออกมา
.....
น้องคะ....น้องคิดว่าเพียงเรียกช่างซ่อมทีวีมารึคะ!!!!!......
น้องตอบว่า “ค่ะ”
น้องคะ (เสียงสูง)......พี่กำลังจะใส่เซลนะคะ.....คิดได้ยังไงว่าพี่เรียกมา.....อย่างน้อยน้องต้องเข้ามาถามพี่ซิคะว่า
พี่เรียกมารึเปล่า!!!!!!!........แล้วถ้าพี่เรียกจริงละก็.....น้องก็ต้องเตือนพี่ซิคะว่า.....พี่คะ...พี่กำลังจะใส่เซลอยู่แล้ว
แล้วห้องนี้ก็ห้ามไม่ให้ใครเข้ามานอกจากหมอและพยาบาล.....พี่ทำอย่างนี้ไม่ได้นะคะ!!!!!!

…..
…..
เสียงดังมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก
.....
....
จากนั้นก็ร้องไห้ไปพูดไปว่า ทีผัวพี่กับลูกมา....พี่เห็นลูกวิ่งเล่นอยู่ข้างนอก...พี่อยากจะกอดลูกจะตาย พี่ยังให้เข้ามาไม่ได้เลย
แล้วช่างซ่อมทีวี.มันเป็นใคร.......ผัวพี่ก็ไม่ใช่!!!!!!!!! มานั่งอยู่ข้าง ๆ พี่เป็นชั่วโมง ๆ

จากนั้นก็ปล่อย....โฮ........เลย

ไปบอกหัวหน้า ward เลยนะ.....ว่าปล่อยให้เข้ามาได้ไง....ถ้าไม่บอกนะพี่จะฟ้องคุณหมอxxxxxxด้วยตัวพี่เอง!!!!!!!
(คุณหมอxxxxxxคือชื่อที่ศักดิ์สิทธิค่ะ.....เป็นผู้จัดทำและวางระเบียบเรื่องห้องปลอดเชื้อ)

.....
.....
น้องพยาบาลยืน....เอ๋อ...ไปเลย.................สงสารน้องสุด ๆ ....ที่ต้องมารับอารมณ์เครียดกะทันหันแบบนี้!!!!

จากนั้นเลยดึงมือน้องเค้ามาจับ......แล้วบอกว่าพี่ไม่ได้โกรธหนูนะคะ.....แต่ขอพี่ได้ระบายหน่อยเถอะนะ.....
พี่เครียดจะแย่อยู่แล้ว.....เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกนะคะ..........ครั้งที่สาม!!!!!!!แล้ว

ดูเหมือนน้องเค้าก็พยายามเข้าใจนะคะ......ก็เลยต้องย้ำกันหลายครั้งหน่อยว่า พี่ไม่ได้โกรธหนูนะ ๆ ๆ ๆ
......
.....
เราก็มนุษย์ปุถุชนธรรมดา.....ย่อมต้องมีรัก โลภ โกรธ หลง....มากบ้างน้อยบ้าง.....ยังไม่ได้บรรลุนะคะ!!!!!!!
......
......
แล้วที่เขียนบอกไปในภาคแรกว่าเรา.....ปรี๊ดแตกกกก......วีนแตกกกกกกน่ะ.......ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องแบบนี้ล่ะค่ะ
ที่เราเจอมา............ก็บอกไปแล้วว่าเรามีเหตุผลของเรา!!!!!! เราไม่ใช่เด็ก ๆ นะคะ
(ยกเว้นเรื่องเดียวที่รู้ว่าผิดจริง ๆคือ ไม่ยอมนอน รพ.ทั้ง ๆ ที่ภูมิต่ำนี่ล่ะค่ะ)

แล้วที่ไม่เขียนก็เพราะว่า.....แค่ตั้งใจให้ความรู้เรื่องประสบการณ์ในการรักษา วิธีการเก็บ stem cell และ
การปลูกถ่ายไขกระดูกโดยใช้ stem cell กับเรื่องการครองสติ...และความเชื่อมั่น!!!!!!

.....
....
ก็เท่านั้นเองแหละค่ะ......ว่าตัวเอง....ดีกว่าไปว่าคนอื่น!!!!!!!! จริงมั้ยคะ
.....
.....
เอ๊ะ....แล้วครั้งนี้ทำไมเล่าล่ะ!!!!!....
.....
ก็เพราะเห็นว่าไม่ได้เป็นความผิดของใคร....เพียงแต่....ไม่รู้!!!!!!
เพราะไม่ได้มีใครมาปลูกถ่ายไขกระดูกกันบ่อย ๆ ใน รพ.เอกชน.....จึงต้องบอกให้ทราบ

(เดี๋ยวผู้อ่านจะนึกว่าเอาแต่ดื้อแพ่ง.....เอาแต่ใจตัวเองแบบไม่มีเหตุผลอย่างเดียว)

กลับมาต่อเรื่องการเท stem cell วันที่ 3 ดีกว่าค่ะ
......
หลังจากนั้นก็ต้องรีบทำตัวเองให้กลับเป็นปกติโดยด่วน.....จวนใกล้เวลาแล้ว
วันนี้มีน้องพยาบาลจากหน่วยเคมีบำบัดมาแค่คนเดียว (คือคนเดียวกันกับที่ยืนถือชามอาเจียนให้เราในวันแรก)
เค้าเป็นห่วงเราค่ะ!!! (เราคิดเอาเองนะ....)
แต่ว่าวันนี้พยาบาลจาก ward 2 คนมาช่วย เริ่มคล่องกันแล้ว.....ก็มันวันที่สามแล้วนี่!!!!!!!

วันนี้ก็เตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างพร้อมเหมือนวันที่สอง.....เริ่ม!!!!
.....
.....
อดทนได้ค่ะ....(กัดฟันพูด)....ทนได้....หายใจเข้าลึก ๆ แล้วหายใจออกทางปาก.....ทำเรื่อย ๆ ๆ ๆ เพื่อ release อาการทรมานจากการปวดท้อง
.....
.....
เราไม่รู้เลยว่าความดันพุ่งขึ้นไปสูงมากถึง 150/90 คุณหมอสั่งให้พยาบาลฉีดยาแก้ปวด และสเตียรอยด์
จากนั้นความดันจึงลดลงเหลือ 117/75.......
.....
คงเป็นเพราะความเครียดจากอารมณ์ sad ด้วยล่ะค่ะ
.....
ตกลงว่าอาเจียนแค่วันแรกวันเดียว วันที่สองและสามอดทนได้......ผ่านพ้นไปเสียที....ที่เหลือก็รอทุกอย่างฟื้นตัว!!!!

วันต่อ ๆ มา มีบางวันอาเจียนบ้าง เนื่องจากเริ่มทานได้น้อยลง คอเริ่มเจ็บล่ะ.......
ทีนี้มันเจ็บมากขึ้น ๆ ไง แต่ก็ยังพยายามฝืนทานนะ.....ตอนแรกคุณหมอบอกว่าถ้าทานไม่ได้จะให้อาหารถุงทางเส้นเลือด
เราไม่ค่อยอยากได้....เพราะเรายังพอทานได้นิด ๆ หน่อย ๆ อยากทานเองมากกว่า ร่างกายไม่ค่อยได้ใช้พลังงาน
อะไรเท่าไหร่ ได้อาหารถุงมา ก็อาจเกินความจำเป็น อีกอย่างบอกแล้วว่าเตรียมพร้อมมาเยอะ....ก่อนเข้า รพ.
ร่างกายจึงไม่อ่อนเพลียใด ๆ เดินได้

คุณหมอก็คอยกลัวว่าเราจะเวียนหัว เดินแล้วจะล้ม....ต้องให้น้องพยาบาลคอยจูง....
โหย.....ให้ดูแลเรายิ่งกว่าเด็กอ่อนอีก!!!!!

เราอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม....ครั้งนี้เราอยู่ได้ ก็เพราะว่ามันก็เหมือนห้องนอนเราแหละ มีทุกอย่างพร้อม ...เราทำอะไรเองทุกอย่างได้

เดินลากสายน้ำเกลือไปห้องน้ำ.....ฉี่ใส่หม้อเก็บฉี่....เทใส่ที่ตวง....ล้างหม้อเก็บฉี่...กดชักโครก....เดินออกมาล้างมือ
แล้วก็ลากเสาน้ำเกลือกลับที่นอน.....ทำเองได้หมด

ยังสงสารน้องพยาบาลเค้าเลยที่ต้องผลัดเวรกันมาเฝ้าเรา....นั่งว่างอยู่ข้างนอก....จริง ๆ ก็ไม่ว่างหรอกเพราะต้องคอยดู chart คนไข้
คุณหมอสั่งให้ยาอะไร ตอนกี่โมง ๆ.....แต่ที่เหลือเค้าก็เลยแทบไม่ได้มาช่วยอะไรเรา

ก็เราอยากแข็งแรงเร็ว ๆ ไง ถ้าร่างกายแข็งแรง....เซลที่ใส่ไปจะได้ขะมักเขม้นพร้อมใจกันติดเร็ว ๆ ....อิอิ (คิดเองนะ)

ส่วนช่วงที่ยังพอกินอาหารได้บ้าง ก็จะพยายามกินให้ครบ 5 หมู่ แต่ไม่ใช่ 5 หมู่ทุกมื้อนะ...ผลัด ๆ กันไป...อิอิ
เช่น มื้อเช้าคาร์โบไฮเดรตไปแล้ว มื้อกลางวันโปรตีนอย่างเดียวละกันอ่อ มีไขมันแถมนิดหน่อย ....ผักผลไม้กินไม่ได้ ก็ไปเอาวิตามินจากน้ำเกลือเอา.....

ก็ไม่คิดอะไรมากมาย เพราะว่าเรา low activity ไง ถึงได้พลังงานน้อยก็เพียงพอแล้ว ต่อมาก็มีคุณหมอทางโภชนาการมาช่วยดูเรื่องอาหาร

ก็หานมมาให้ทาน เป็นนมกระป๋อง ใช้ชงดื่ม.....แรก ๆ ก็ทานได้.....แต่พอคอเจ็บมาก ๆ นี่
อะไรที่เป็นของเหลวทกอย่างกลืนไม่ได้เลย.............คุณหมอให้กลั้วคอด้วยยาชาก็แล้ว ...มันชาเฉพาะในปาก
ทีนี้ยิ่งกินอะไรไม่รู้รสไม่พอ......แต่ยังเจ็บคอตอนกลืนอีก!!!!!!!

ทีนี้คุณหมอแต่ละท่านก็บอกว่าให้ทานอะไรเย็น ๆ โดยเฉพาะไอติม....มันมีนมด้วยไง...ก็ลองทานดู...พอทานได้นะ
เพราะตอนนี้ก็พยาบาลก็เอาแต่น้ำแดงแช่แข็งมาให้อมเล่นอยู่เรื่อย ๆ
.....
.....

แต่ทีนี้ไอติมที่สามีซื้อมาไว้ให้ มีแต่พวก wall nestle มันกินแล้วไม่อร่อยอ่ะ........

พอดีเพื่อนสนิทจะแวะมาเยี่ยม......ก็เลยสั่งให้ซื้อไอติมฮาเก้นดาสมาฝาก......หรูมั้ยคะ...ไฮโซสุด ๆ
อ่อต้องเป็นไอติม factory made เท่านั้น home made ไม่ได้ จะสะอาดไม่พอ
......
......
เพื่อนรักก็สุดแสนจะเป็นห่วงกลัวว่าเพื่อนคอเจ็บแล้วทำไมดันยังจะกินไอติมอีก!!!!!!!
เราก็บอกว่าอาการเจ็บคอนี้เป็นผลมาจากคีโม....ไม่ได้เจ็บคอ...เจ็บป่วย ...คอแดง...เป็นหวัด
......
......
ก็ยังจะไปฟังคนอื่นอีก.....มาบอกเราว่ากินไอติมมันไม่ดีนะ.....เอาอีกแล้ว!!!!!! ช่างมีผู้หวังดีช่วยเราอีกแล้ว!!!!!! ขอบคุณมากค่ะ!!!!!!!!!!!
.....
.....
ก็หมอสั่งให้กินได้.....แต่ตรูไม่มีปัญญาไปซื้อว้อย.....แถวนี้ก็ไม่มีขาย ไม่งั้นก็จะให้สามีไปซื้อให้แล้ว
.....
ชักโมโห......กินที่มีอยู่แต่ไม่อร่อยก็ได้ฟระ!!!!!!!!!!!!!!!!!
......
......
ไอ่เพื่อนก็งง.......ว่าโมโหอะไรฟระ......เปล่าแค่เป็นห่วงน่ะ........(ไม่ได้โมโหเพื่อนหรอก...อิอิ)
คือว่ากำลังพิมพ์ภาค 2 อยู่ไงคะ....แล้วเพื่อนก็ chat มา....พอดีว่ากำลังอินกับเรื่องที่พิมพ์อยู่...น้ำตามันก็ไหลอยู่
.....
แล้วพอดีทักมาถามเรื่องไอติม เพราะกำลังจะมาหาเรา............เราไม่ให้ใครมาเยี่ยมนะคะ...บอกที่ทำงานไว้ก่อนแล้วเพราะเค้าห้ามเยี่ยม
แต่นี่เพื่อนสนิท....แล้วเราสั่งให้ซื้อไอติมมาฝาก......ตอนแรกก็รับปากอยู่ดี ๆ.....แต่ไหงมาถามย้ำ...ซ้ำซากอีกล่ะ
เพื่อนไม่ฟังเพื่อน......แต่ไปฟังคนอื่นเนี่ยนะ!!!!!!! ขอบคุณนะคะ...ผู้หวังดีทั้งหลาย....แต่อย่าให้ข้อมูลที่ไม่เหมือนหมอเลย.....
.......
.......
เราขอฟังหมออย่างเดียวค่ะ.....เพราะโรคเดียวกัน.....คนไข้แต่ละคนก็ได้รับยาไม่ใช่แพทเทิร์นเดียวกันนะคะ...ส่วนใหญ่จะท้องเสีย...แต่เราท้องผูกค่ะ แล้วก็อย่างที่บอกไปแล้ว
......
......
ที่เราตั้งใจเขียนเรื่องนี้.........ขอย้ำอีกครั้งว่าเป็น วิทยาทาน!!!!!! ในเรื่องของการรักษา การเก็บ stem cell และการปลูกถ่ายฯ รวมถึงสิ่งที่จะให้แก่ผู้ป่วยแต่ละคนได้ไม่ใช่แนวทางการรักษานะคะ แต่เป็น “สติ” กับ “ความเชื่อมั่น” แล้วเราก็ไม่เคยเขียนสักนิดว่าให้ผู้ป่วยโรคเดียวกันไปทำนั่นซิ...ไปทำอย่างนี้ซิ...ทำอย่างนี้แล้วจะดี
กินอย่างนี้แล้วจะดี......เราเขียนเรื่องของตัวเราเอง...ความเชื่อของตัวเราเองค่ะ!!!!!!!!! ขอย้ำ!!!!!
.....
.....
เพราะผู้ป่วยโรคเดียวกัน แนวทางการรักษาก็อาจจะเหมือนหรือไม่เหมือนกัน.....การได้ยาก็อาจจะแตกต่างกัน
.....
.....
พูดเรื่องการกินอาหาร............นอกเรื่องไปซะยาวเลย.......(พอดีว่ากรณีมันเพิ่งสด ๆ ร้อน ๆ น่ะค่ะ)

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
สิ่งหนึ่งที่เราอยากจะบอกให้ทุกคนทราบจากใจเรานะคะ
....
เราโชคดีมาก...ที่ทำงานอยู่ในบริษัทที่ดี....บริษัทดูแลเราดีค่ะ ออกค่าใช้จ่ายในการรักษาให้ทั้งหมด
....
....
ดังนั้นหากเรื่องของเรา หากทุก ๆ คนเห็นว่ามันเป็นเรื่องที่น่าสนใจ สามารถจัดพิมพ์ได้
....
เราจะทำค่ะ....ยกรายได้ทั้งหมดให้กับมูลนิธิผู้ป่วยลูคิเมียที่ไม่มีเงินรักษาค่ะ
ซึ่งเราไม่รู้ว่ามีรึเปล่า....แต่อยากช่วยเหลือจริง ๆ เพราะว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคนี้...สูงมากกกกกกกก
....
....
เมื่อเราโชคดีที่ได้มีโอกาสรักษา....เราอยากคืนกลับสู่สังคมค่ะ
....
....
แต่เราไม่รู้จริง ๆ ว่าจะทำยังไง การเขียนของเราหากปรับแต่งแล้ว จะสามารถออกเป็นหนังสือได้มั้ย?
แล้วมันจะน่าสนใจพอรึเปล่า?
....
ยังเขียนไม่จบ....แต่ตอนสุดท้ายก็คงจะบอกเรื่องนี้อีกทีน่ะค่ะ
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

คืองี้ค่ะ....หลังจากที่เราได้คีโมครบ 6 วันแล้ว นั้นวันรุ่งขึ้นคุณหมอก็จะเริ่มฉีดยากระตุ้นเม็ดเลือดขาวให้ทันที
เราฉีด Neupogen ค่ะ 2vials ต่อเนื่องทุกวัน (ที่ผ่านมาก็ทำทุกครั้งหลังจากให้คีโมเสร็จ) ฉีดที่แขนค่ะ
ตอนแรก ๆ นั้นหมอแนะนำให้ฉีดรอบสะดือ......เหวอออออ ...เหอ เหอ เหอ .....มันหวาดเสียวนะ!!!!
ฟังดูเหมือนถูกหมาบ้ากัดยังไงไม่รู้.......ก็เพราะว่ามันต้องฉีดทุกวันไงคะ หมอกลัวเราเจ็บ.....แต่เราเลือกที่แขนนะ
ไม่ไหวนะ....ที่สะดือ.....!!!!!!!
หมอยังสั่งพยาบาลว่าเอาข้างละ vial ดีกว่า.....เพราะยามันเยอะ......(เราก็สังเกตนะว่า...เราได้ยา hi-dose ทั้งนั้นเลย แถมฉีดยายังเบิ้ลอีก
พยาบาลบอกว่าเค้าฉีดกันคนละเข็มเดียวก็ไข้ขึ้น ปวดกระดูก ปวดกล้ามเนื้อจะแย่แล้ว
.....
....
เราบอกว่าไม่ต้องหวังดีฉีดให้เราวันละสองแขน....รวมมาเลย...รวมมาเข็มเดียวกันเลย!!!!!!!
.....
......
ช่วงตอนแรกที่ได้ยาคีโม....ตอนนั้นฉีดยาชื่อ Filgen เป็นยากระตุ้นเม็ดเลือดขาวเหมือนกัน เพียงแต่ชื่อทางการค้าต่างกัน ฉีด 2 vials เหมือนกันค่ะ
....
....
ทีนี้ effect มันเยอะไงคะ.....ปวดกระดูก.....เจ็บตามเนื้อตัว....แต่อันนี้กินไทลินอลก็หายค่ะ
พอมาตอนหลังชักจะปวดกะโหลกศีรษะ.....ยิ่งเวลานอนนะคะ....เหมือนใครเอา (ทรีน) มาเหยียบหน้าเลย....โอย
....
เพิ่งมาช่วงที่ไปเก็บ stem cell คุณหมอเปลี่ยนมาเป็น Nuepogen ....แรก ๆ มีรู้สึกคัน ๆ ตามผิวหนัง แต่ไม่มีอาการปวดกระดูก
หลัง ๆ ก็ดีค่ะ....เหมือนถูกกับยาตัวนี้...ไม่เป็นอะไรเลย.....เพียงแต่อาจมีไข้ขึ้นเล็กน้อย กินยาลดไข้ได้ค่ะ

เอาเป็นว่าฉีดกันจนแขนจะพรุนเลยล่ะค่ะ นับจำนวนเข็มได้ไม่ถ้วนเลยล่ะค่ะ......ฟังดูน่ากลัวนะคะ....แต่สมัยนี้เข็มมันคมเล็ก...ฉีดไม่เจ็บหรอกค่ะ อาจมีปวดบ้างนิดหน่อยเวลาเดินยา....เพราะยามันเยอะไง
.....
.....
ครั้งแรก ๆ ในช่วงภาค 1 น่ะคะ มีอยู่วันหนึ่ง....ฉีดยาเสร็จแล้วกำลังเดินมาวางบิลที่การเงิน......น้องพยาบาลวิ่ง ตึกตัก ๆ ๆ กระหืดกระหอบมาบอกว่า....
....
พี่คะ.....ตะกี๊นี้อ่านในใบสั่งฉีดยาที่คุณหมอเขียนพลาดไปค่ะ......ที่ฉีดไปเลยฉีดไปแค่ vial เดียว.....

อะฮ้า...!!!!!!!!!!!!............ธ่อ.....เจ็บตัวอีกแล้วเหรอ.....เอาฟระ....ยังไงก็ต้องฉีดให้ครบ dose นี่!!!!!
ขอบคุณมากเลยนะคะน้อง!!!! (แล้วก็ยิ้ม ๆ) นอกจากวันนี้พี่จะโดนเจาะเลือดไปสองหนแล้ว......ยังต้องโดนฉีดยาอีกสองหนอีกเนอะ!!!
(เจาะไปตอนแรกรอผลนาน เลยไปถาม...เค้าบอกว่าขอให้ไปเจาะใหม่อีกทีได้มั้ยคะ ตะกี้เลือดมันมีปัญหานิดหน่อยอ่ะค่ะ.).........เฮ้อ...ซวยซ้ำซวยซ้อนนะเรา...เอ๊ยไม่ใช่......เจ็บตัวซ้ำซ้อนตะหาก!!!!!!!

..........น้องพยาบาลก็บอก....ขอโทษนะคะพี่เลยทำให้พี่เจ็บตัวอีกรอบ
.....
.....
ปกติเราก็นั่งมองเค้ารวมยาทุกทีนะ....แต่คราวนี้มัวแต่คุยก็เลยไม่ได้มองว่าเค้าเอาไปรวมกันที่ไหน
พอดีว่าไม่ได้ฉีดที่หน่วยเคมีบำบัด......มาฉีดอีกตึกนึงเพราะคุณหมอที่รักษาท่านไม่อยู่ ก็เลยฝากกับคุณหมออีกท่านนึง แฟ้มก็เลยมาอยู่ที่ตึกนี้

(อ่า...นอกเรื่องอีกล่ะ)

สรุปว่าเซลเม็ดเลือดขาวเริ่มตกเหลือ 2,500 ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ......แล้วก็เหลือ
100!!!!!!!!!!!!!!ในวันที่ 23
เจาะเลือดตรวทุกวันเพื่อลุ้นว่าเมื่อไหร่มันจะขึ้น
คุณหมอบอกว่าโดยปกตินับจากวันที่เท stem cell ถือว่าเริ่มเป็นวันที่ 1......เซลเม็เดเลือดขาวก็จะขึ้นประมาณ
วันที่ 7-10
....
.....
หลังจากเหลือ 100 ก็ยัง 100 มาอีก 3 วัน
พอวันที่ 27 กุมภาพันธ์....ถือเป็นวันที่ 9 ก็เริ่มขึ้นเป็น 300 แล้ว......ทุก ๆ คนที่บ้านก็ดีใจ......คุณหมอเองก็ว่าดีมีทิศทางที่ดีแล้ว
ต้องดูต่อว่ามันจะขึ้นจริงรึเปล่าในวันรุ่งขึ้น
.....
.....
แต่ระหว่างที่เม็ดเลือดขาวตกนั้น....เราเจ็บคอมาก....มากขึ้น.....มากขึ้น.....ถึงมากที่สุดเลย!!!!!!!!!!!!!!!!!
บอกคุณหมอทุกวัน ทุกคนให้ช่วยดูคอให้หน่อย.......ทุก ๆ ท่านก็บอกว่ามันเป็นผลมาจากคีโมนั่นแหละ
คอไม่แดงเท่าไหร่.....เพียงแต่คุณหมอกลัวเกิดเชื้อราในปาก.....ซึ่งก็ต้องให้ยาแก้อักเสบดักไว้ก่อน
.....
.....
ก็ช่วงที่เราเริ่มฟุ้งซ่านแหละค่ะ....แล้วพี่ตา “ป้าปูเป้” ก็มาบอกให้เขียนเรื่องของเราเป็นวิทยาทาน
ก็จึงเกิดกระทู้ 3 ภาคนี้ขึ้นมาแหละค่ะ.....(เพิ่งผ่านมาเมื่อ พฤหัส-ศุกร์ที่แล้วค่ะ เราเขียนภาคละวัน)
เพราะปากคอเจ็บ พูดแทบไม่ค่อยได้ กินก็ไม่ค่อยได้ก็ใช้พิมพ์เอาค่ะ ไม่ต้องพูดกับใคร
แล้วก็ไอ่ยาแก้อักเสบที่ให้นี่แหละ.....ที่ทำให้เราไข้ขึ้น....หนาวสั่น.....จนต้องขอพักการเขียนชั่วคราว

วันต่อๆ มาเม็ดเลือดขาวเราก็ขึ้นเป็น 500....600....1,600....3,300 และวันนี้ 5,800 แล้วล่ะค่ะ
คุณหมอดีใจมากตั้งแต่วันที่มันขึ้นเป็น 1,600 แล้ว....ดีใจมาก ๆ ถึงกับจะนัดพวก “ดรีมทีม” พยาบาลเลี้ยงกันใหญ่ดีเดียว
....
.....
.....
ไม่ได้หมายความว่าเราหายแล้วนะคะ.....แต่หมายถึงการรักษาเป็นไปได้ตามที่คุณหมอวางแผนและคาดการณ์ไว้
....
....
เราได้ถามคุณหมอว่าอย่างนี้ถือว่าติดแล้วใช่มั้ยคะ....คุณหมอก็ว่าก็น่าจะอย่างนั้น...แต่ต้องมาดูตอนเจาะไขกระดูกจะดีกว่า
....
....
ซึ่งการรักษามาจนถึง ณ วันนี้.....คุณหมอท่านพอใจ....ในผลที่ออกมาเป็นอย่างมาก........
.......
.......
ถึงแม้ว่าภูมิเรากำลังจะขึ้นเป็นปกติและออกจาก รพ.ได้แล้ว.....ก็ต้องเว้นระยะนึงก่อน....แล้วจึงไปเจาะไขกระดูกตรวจดู
.....
.....
ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร.....เราก็เตรียมใจรับกับมันเสมอ!!!!!!!
.....
.....
ถึงแม้ว่าการประสบผลสำเร็จจากการปลูกถ่ายไขกระดูกในครั้งนี้......มันก็อาจไม่ได้หมายความว่าจะหายขาดก็ได้นะคะ
.....
เพราะการใช้ stem cell ของตัวเอง อัตราเสี่ยงของการกลับมาของโรคก็สูงกว่าใช้ของคนอื่น
ดังนั้นท่านผู้อ่านที่รอลุ้นผลนั้น.......เราตอบได้แค่ว่า....เราปลอดภัยจากการติดเชื้อแล้ว!!!!!
มีหลายคนที่เสียชีวิตระหว่างการปลูกถ่ายฯ เนื่องจากเกิดภาวะติดเชื้อแทรกซ้อน (อันนี้คือเรื่องที่คุณหมอกังวลที่สุดถึงต้องให้พยาบาลเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชม. นอกจากจะติดเชื้อแล้ว อาจเกิดการช็อค หรือหัวใจล้มเหลวได้) ถึงต้องตรวจสุขภาพผู้ป่วยก่อนปลูกถ่ายอย่างละเอียด..........ดังนั้น

ห้ามทุกคนที่ไม่จำเป็น....เข้าเยี่ยม!!!!!!!!

เราปฏิบัติตามทุกอย่าง.....ไม่ได้เรียกร้องให้เพื่อน ๆ มาให้กำลังใจถึงที่นี่...เพราะรู้ว่าการปลูกถ่ายไขกระดูก
เสี่ยงต่อชีวิตมาก....หากเกิดการติดเชื้อขึ้นมา...ก็ไม่คุ้มกับชีวิตที่จะได้ไปเจอเพื่อน ๆ อีก......กำลังใจจากเพื่อน ๆ...
เรารับรู้ได้ด้วยใจค่ะ
......
มันเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ ที่ให้เราต่อสู้กับตัวเราเอง
(บางคนหวังดีกับผู้ป่วย.....แห่แหนกันไปเยี่ยม....เพื่อให้ผู้ป่วยรู้ว่าเพื่อน ๆ ไม่ได้ทิ้งนะ....แต่ถ้าผู้ป่วยติดเชื้อจาก
เพื่อนคนใดคนหนึ่งเข้าไปล่ะ...จะเรียกว่าบุญ หรือ บาป ล่ะคะ)
.....
หลังจากที่ได้ออกไปจาก รพ.แล้ว....เราก็จะกลับไปใช้ชีวิตตามปกติค่ะ....หลาย ๆ คน หรือเพื่อนๆ ก็คงจะถามเราว่าเราหายขาดแล้วใช่มั้ย???
.....
.....
เราก็จะตอบทุก ๆ ว่า.....เราหายแล้วค่ะ...........เพราะเราเชื่อมั่นมาตลอดว่าเราต้องหาย!!!!!!
.....
.....
ถึงแม้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร.....โรคมันกลับมาหาเราอีก.....หรือเราจะต้องไปเป็นโรคอื่นๆ อีก.......เราก็จะไม่ท้อแท้ค่ะ!!!
.......
.......
ในเมื่อมีบทเรียนที่ต้องฝ่าฟันมากมายในตอนนี้แล้ว......จะฝ่าฟันอีกก็คงไม่ใช่เรื่องยาก.....(แต่มันก็เหนื่อยเหลือเกินนะ!!! ไม่อยากให้มีอะไรอีกเลย)

เหมือนกับวันแรกที่เราไม่สามารถทนการเท stem cell ได้.....แต่ในวันที่สองและสามเราก็ทนได้!!!!!!!นั่นแหละค่ะ

การที่เราตั้งใจเขียนเรื่องของเราให้เป็นวิทยาทานนั้น......ไม่ได้หมายความว่าก็เพราะเราหายล่ะซิ...ถึงได้มามีอารมณ์เขียน!!!!

ไม่ใช่ค่ะ......ถึงผู้อ่านที่เป็นโรคลูคิเมียทุกท่านด้วย.....กับชะตากรรมในอนาคตเราก็ไม่รู้หรอกค่ะ...เพียงแต่ว่า
เราอยากแชร์ประสบการณ์.....และวิธีการต่าง ๆ ให้ทุก ๆ คนได้ทราบ....ที่สำคัญและย้ำมาตลอดก็คือ

สติ....และ....ความเชื่อมั่น

ขอให้การเขียนของเราในครั้งนี้เกิดอานิสงส์ให้กับผู้ป่วยลูคิเมีย....หรือผู้ป่วยโรคอื่นๆ มีกำลังใจต่อสู้ ฝ่าฟันอุปสรรค
ที่จะเกิดมาไม่ว่าในรูปแบบใดก็ตาม.......จงยืนหยัดที่จะมีชีวิตอยู่ด้วยวิถีชีวิตของตัวเองที่ได้เลือกแล้ว

เมื่อรู้ว่าเป็นแล้ว.....เสียใจได้ค่ะ...แต่อย่าเสีย สติ นะคะ.................
.....
.....
ขอขอบคุณพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่กรุณาสละเวลามาอ่านเรื่องอันยืดยาว.......

ขอจบภาคสุดท้ายแต่เพียงแค่นี้ค่ะ!!!!

…….สวัสดีค่ะ.........




Create Date : 08 เมษายน 2552
Last Update : 8 เมษายน 2552 14:56:18 น. 18 comments
Counter : 3926 Pageviews.

 
ยังอ่านไม่จบค่ะ

serch คำว่า ปลูกถ่ายไขกระดูก .... ไม่คิดว่าจะได้เจอ diary ใน bloggang

ที่ต้อง search เพราะลูกชายกำลังต้องได้รับการรักษา ธาลัสซีเมีย ด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูกเร็วๆนี้ค่ะ

อยากหาข้อมูลจากผู้ที่ได้รับการรักษา หรือคุณพ่อ-คุณแม่ของคนไข้โดยตรงเพื่อเตรียมตัว เพราะเอกสารทางวิชาการอ่านจนแทบจะท่องจำได้แล้ว

เป็นกำลังใจให้นะคะ และจะตามอ่านให้จบแน่นอนค่ะ

ยังหวังว่าจะมา update diary ต่อไปนะคะ

ส่วนตัวเองกำลังพยายามทำ diary ของลูกเพื่อเก็บข้อมูลให้เค้ามากที่สุดค่ะ .... แต่พอลูกหลับ แม่ก็หลับ ไม่ได้ online ตอนกลางคืนมาเกือบเดือนแล้ว

ขออาราถนาคุณพระศรีรัตนตรัย และเทวดาทั้งหลาย ช่วยดลบันดาลให้การรักษาของคุณประสบความสำเร็จด้วยดีเถิด....


โดย: == พิ้งค์กี้ == IP: 202.95.87.226 วันที่: 20 เมษายน 2552 เวลา:15:46:13 น.  

 
เก่งมากค่ะ


โดย: ซาไปรส์ IP: 124.120.106.5 วันที่: 21 พฤษภาคม 2552 เวลา:22:16:17 น.  

 
ขอบคุณมากครับสำหรับประสบการณ์ ผมกำลังจะปลูกถ่ายไขกระดูกเหมือนกัน


โดย: สุเมธ HS3QEX IP: 124.122.146.148 วันที่: 8 สิงหาคม 2552 เวลา:16:50:49 น.  

 
ตอนนี้อาการแย่สงสัยต้องปลูกถ่ายไขกรดูกเหมือนกัน


โดย: tae IP: 118.173.6.145 วันที่: 23 สิงหาคม 2552 เวลา:17:56:35 น.  

 
สงสารพ่อกับแม่เรื่องค่ารักใช้จ่าย มีแฟนเป็นทหารแต่เขาจดทะเบียนกับเมืย เลยไม่มีสิทธิอะไรสักอย่าง ท้อแท้มากกับสิ่งที่เกิดขึ้น ตอนนี้ร่างกายก็แย่ลงทุกวัน


โดย: tae IP: 118.173.6.145 วันที่: 23 สิงหาคม 2552 เวลา:18:00:15 น.  

 
หนูก็กำลังจะปลูกถ่ายแต่เห็นเล่าอย่างนี้มันน่ากลัวและทรมานมากไม่อยากปลูกถ่ายเลยกลัวทุกๆๆอย่างที่จะเกิดขึ้นแต่ต้องการจะหายก้อต้องสู้ไม่อยากเป็นภาระของแม่


โดย: อรญา IP: 171.97.169.170 วันที่: 18 มีนาคม 2555 เวลา:23:44:13 น.  

 
เขียนเรื่องราวได้ละเอียดมากครับ เป็นเรื่องที่คนที่เป็น ญาติหรือเพื่อนคนที่เป็นควรอ่าน เพราะเป็นประโยชน์ในการเตรียมพร้อมที่จะเจอกับขั้นตอนการรักษา

ผมก็เพิ่งปลูกถ่ายไขกระดูกเสร็จ โดยนอน รพ.แค่ 20 กว่าวัน ให้คีโม 2 วัน (วันละไม่ถึงชั่วโมง) และให้ stem cell เพียง 1 ถุงเท่านั้น อาการแพ้ที่เกิดขึ้นคือท้องเสีย นี่ก็เพิ่งออกจาก รพ.ได้เพียง 7 วัน

แต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน เพราะฉนั้นคนที่คิดจะปลูกถ่ายไขกระดูก ก็ต้องสู้ ๆหน่อยครับ ยังไงก็ต้องผ่านไปได้ ขอเป็นกำลังใจให้ครับ


โดย: MM 54 IP: 124.122.160.6 วันที่: 22 มีนาคม 2555 เวลา:12:17:53 น.  

 
กำลังจะเข้ารับการปลูกถ่ายไขกระดูกในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ อ่านแล้วน่ากลัวจัง แต่ก็ถือว่าได้รับข้อมูลล่วงหน้าจะได้เตรียมตัวเตรียมใจ ขอบคุณมาก


โดย: ms55 IP: 182.53.211.142 วันที่: 17 มิถุนายน 2555 เวลา:10:14:13 น.  

 
สวัสดีค่ะ สามีป้วยเป็น leukemia เหมือนกัน รบกวนคุยกันหลังไมค์ได้ไหมค่ะ อยากสอบถามเกี่ยวกับรายละเอียด BMT อ่ะค่ะ
ขอบคุณมากนะคะ Sweetberrylovely@hotmail.comฃ


โดย: แพน IP: 171.7.177.122 วันที่: 17 มกราคม 2556 เวลา:17:43:14 น.  

 
อยากรบกวนขอทราบชื่อแพทย์และโรงพยาบาลที่รักษาได้ไหมค่ะ เพราะเรามีเคสคนที่เค้าต้องการรักษาลูคีเมียระยะแรก ขอบคุณมากค่ะ

prettykuru@hotmail.com


โดย: หุย IP: 180.180.41.4 วันที่: 4 มิถุนายน 2556 เวลา:7:26:18 น.  

 
ลูกเป็นลูคีเมีย ช่วยด้วยครับ

084-5554316 เอครับ ทำบุญทำทานกับผมด้วยครับ


โดย: supakorn IP: 110.164.213.137 วันที่: 22 เมษายน 2557 เวลา:16:46:44 น.  

 
ขอให้ทุกคนปลูกถ่ายไขกระดูกสำเร็จ สุขภาพแข็งแรง


โดย: bb IP: 27.55.215.244 วันที่: 15 กรกฎาคม 2557 เวลา:21:49:05 น.  

 
ผมก็จะปลูกถ่าย ได้อ่านบทความนี้แล้ว ดีมากครับ จะได้เตรียมตัวได้ถูกต้อง


โดย: choosak IP: 49.230.186.99 วันที่: 21 มกราคม 2558 เวลา:16:17:23 น.  

 
รบกวนถามหน่อยค่ะ หลังจากพักฟื้นที่บ้านยังมีอาการอาเจียน เพลียง่ายมั้ยคะ คุณพ่อเปนอยู่ค่ะ


โดย: app IP: 115.87.44.61 วันที่: 8 ตุลาคม 2558 เวลา:7:23:56 น.  

 
ขอบคุณสำหรับประสบการณ์ดีๆค่ะ เป็นคนนึงที่พึ่งปลูกถ่ายไขกระดูกมาได้2เดือนแล้วค่ะ ตอนนี้สภาพโดยรวมโอเคค่ะ ดีขึ้นเรื่อยๆ สำหรับการรอนรพ.ช่วงนั้นยอมรับว่าทรมานมากๆค่ะ อยู่คนเดียวทำทุกอย่างเอง กำลัวใจหายไปเยอะ แต่หลังจากได้ย้ายห้องพิเศษ ได้อยู่กับญาติ มีกำลังขึ้นเยอะเลยค่ะ อาการดีวันดีคืน
ขอเป็นกำลังใจให้ทุกๆคนที่กำลังต่อสู้นะค่ะ อดทนกับช่วงเวลาที่ทรมาน เพื่ออนาคตค่ะ


โดย: pame IP: 192.99.14.36 วันที่: 26 ตุลาคม 2558 เวลา:12:48:18 น.  

 

ลูกชายกำลังรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลือง รับยาอีกครั้งจะประเมินผล แต่คุณหมอบอกว่าต้องปลูกถ่ายไขกระดูก พอเข้ามาอ่านได้รับความรู้ การเตรียมตัว ขั้นตอนการรักษาเป็นประโยชน์มาก ขอบคุณมาก ขอให้คุณมีสุขภาพแข็งแรงค่ะ


โดย: แม่ไตเติ้ล IP: 49.229.91.36 วันที่: 1 มีนาคม 2559 เวลา:0:28:55 น.  

 
คุณเป็นคนที่เก่งมากค่ะ..สามารถอดทน.
จนผ่านช่วงเวลานั้นมาใด้..


โดย: chiranat IP: 223.24.22.90 วันที่: 19 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:22:43:46 น.  

 
ปลูกถ่ายไขกระดูกแล้วเหมือนกันค่ะเมื่อ มี.ค.60 อยู่รพ.40 วันอยู่ในห้องปลอดเชื้อตั้งแต่ 28 ก.พ.-20มี.ค.ขึ้นมาอยู่ห้องพิเศษเพื่อเฝ้าระวังอาการติดเชื้อจนถึง 8 เม.ย.ที่รพ.พระมงกุฏ ให้คีโมครั้งเดียวประมาณ 30 นาที น่าจะอย่างแรงมากเพราะหลังจากรั้นมีอาการผมร่วงทั้งศรีษะและท้องเดิน เบื่ออาหาร ส่วนเซลเอาออกไป 5 ถุงใส่เซล 3 ถุงเก็บฝากกาชาดไว้ครึ่งหนึ่งเผื่อโรคกลับมาอีกจะได้ใช่ครั้งต่อไป ระหว่างใส่ไม่มีอาการอะไรเลยค่ะมีนิดหน่อยคล้ายๆขากรรไกรค้างที่ทรมานคืออาการท้องเสียทุก 2 ชม.จากผลของคีโมประมาณ 2 สัปดาห์และอาการทานอาหารไม่ได้เลย ทานแต่เอนชัวร์ 2 สัปดาห์เต็มๆ ตอนนี้พักฟื้นที่บ้านเกือบ 3 เดือนแล้วเซลก็ติดดีแล้วแต่ยังเพลียทำอะไรหนักๆไม่ได้ ระวังเวลาอยู่ในที่คนเยอะๆเดือนแรกไปพบหมอตามนัดได้หวัดกลับมาเป็นซะเดือนเต็มๆ อาหารก็ต้องระวังทำกินเองร้อนๆเลี่ยงผักผลไม้สดอาหารทะเล ของเผ็ดๆแอบทานบ้างก็มีอากาปวดท้องทันที ของเราเป็นมะเร็งไขกระดูกชนิด MM ค่ะ มีน้องเด็กๆ 18 ห้องติดกันเป็นลิวคีเมีย อีกคนเป็นมะเร็วต่อมน้ำเหลือง เอาใจช่วยทุกคนที่จะเข้าปลูกถ่ายนะคะ อาการรมานจะต่างกันของตัวเองที่รู้สึกทีมารคือถ่ายท้องทุกๆ 2 ชม.แต่พอหยุดก็หยุดทันทีเหทือนปิดสวิทเลยหมอยังไม่ทันให้ยาอะไรเลยดกับกินข้าวไม่ได้เลยเพราะเบื่อไม่อยากเลยไม่ทานเลยทานเครื่องดื่มชงๆเอาให้อยู่ได้แต่เขาให้น้ำเกลือเลยไม่หิว อย่ากลัวเลยค่ะเดี๋ยวมันก็ผ่านไปทำแล้วหายขาดคทะ โรคมันจะสงบไป 5 ปี 7 ปีหรือ 10 ปี ถ้ามันกลับมาเราก็เอาเซลที่เราฝากไว้มาใส่อีกรอบ รับรอวตะบันน้ำกินเลยค่ะ สามารถฝากเซลไว้ที่สภากาชาด ค่าฝากปีละ 5000บาท


โดย: Nattaya IP: 101.109.205.133 วันที่: 30 มิถุนายน 2560 เวลา:12:49:51 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

tourmaline
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




Friends' blogs
[Add tourmaline's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.