บทนำ 2
บทนำ 2 – มหาแผ่นดินแห่งสงคราม

แผ่นดินใหญ่เหนือมหาสมุทรที่โอบล้อมทุกสรรพสิ่งในโลกล้า แผ่นดินผืนนี้กินบริเวณ หนึ่งในสามของพื้นที่ทรงกลมๆของโลก ทั่วทุกบริเวณมีฤดูกาลและภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกัน รวมถึงคนพื้นเมืองที่แตกต่างหลากหลายเหล่าพันธุ์

ประวัติศาสตร์ที่ยาวนานสอนให้มวลมนุษย์รู้จักอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มเป็นสังคม มนุษย์หลากหลายเผ่าพันธุ์เริ่มเข้าใจถึงความอ่อนแอของสายพันธุ์ตนเอง ว่าไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่โดยลำพังโดยปราศจากการอยู่ร่วมกันได้

ดังนั้น มนุษย์ เริ่มมี การรวมกลุ่มกันออกล่าสัตว์ป่า การสะสมอาหาร การติดต่อค้าขาย และ การแก่งแย่งปัจจัยสำหรับการดำรงชีวิตของกันและกัน เพื่อความอยู่รอด

เพื่อดำรงคงไว้ ซึ่งเผ่าพันธุ์ของตน

ในอดีตกาลนานมาแล้ว เมื่อมนุษย์เริ่มต้นมีสังคมกัน มนุษย์มีการติดต่อสื่อสารระหว่างกันมากขึ้น การติดต่อสื่อสารทั้งหลาย มีทั้งการเจรจาอย่างมีมิตรไมตรี ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

และรวมทั้ง การต่อสู้ เป็นศัตรูระหว่างเผ่าพันธุ์ต่อกัน

ผ่านวันเวลาแห่งการวิวัฒนาการไปนับพัน นับหมื่นปี การดำรงชีวิตของมนุษย์เริ่มพัฒนาและวิวัฒนาการมามากขึ้น มันสมองของมนุษย์เริ่มซับซ้อนและเข้าใจยากมากกว่าอดีตที่ผ่านมา ในอดีตกาล การแสดงออกของมนุษย์ในด้านต่างๆเพียงแสดงออกอย่างซื่อตรง ตรงไปตรงมา เมื่อต่างพงศ์พันธุ์ ต่างแก่งแย่งอาหารปัจจัยในการดำรงชีวิตกัน ก็เป็นศัตรูกัน

หากชอบพอนิสัยหรือเผ่าพันธุ์เดียวกัน สมัครสมาน สามัคคีกัน แบ่งปันสิ่งต่างๆแก่กัน ก็เป็นพันธมิตรกัน ทุกสิ่งทุกอย่างต่างทำตามเพียงแค่สัญชาติญาณดิบเดิมๆของตัวเองเท่านั้น

แต่เนื่องด้วยกาลเวลาที่ผ่านพ้นไปยาวนาน มนุษย์เริ่มแปรเปลี่ยนการแสดงออกไปทางตรงกันข้าม จาก มนุษย์ที่เกลียดชังและเป็นศัตรูกัน กลับแปรเปลี่ยน เป็นพันธมิตรเพียงเพื่อร่วมกันเพื่อผลประโยชน์ที่มีให้ต่อกัน ทำนองเดียวกันกับการสงคราม มนุษย์หาได้เคียดแค้นกันจากภายในไม่ ตรงกันข้าม ทั้งสองฝ่ายที่รบราฆ่าฟันกันกลับมีเพียงพื้นฐานที่ขัดกันด้านผลประโยชน์เพียงเท่านั้น ความคิดเห็นที่ไม่ลงรอยกันและความแตกตางกันด้านเผ่าพันธุ์เริ่มจะเป็นเพียงแค่ปัจจัยรองของการสงคราม

สงครามทุกสงครามในช่วงหลังของมนุษย์ เริ่มจะเพียงสงครามแห่งการแก่งแย่งชิงดีกันในผลประโยชน์ หาได้เกิดจากความแตกต่างของเผ่าพันธุ์เช่นดังเดิมไม่ เป็นเพียงสงครามของความละโมบ และ เต็มไปด้วยกิเลส ที่มากมายของเหล่ามนุษย์ผู้โง่เขลานั่นเอง สงครามที่ไม่มีวันจะจบสิ้น ตราบใดที่โลกยังหมุนอยู่ และ มนุษย์ยังแอบรักและหลงไหลในสิ่งที่ลวงโลกและไม่จีรังยั่งยืนอย่างแท้จริงอยู่ดังนี้

สงครามของมนุษย์ดำเนินมาทุกยุกทุกสมัย วันเวลาผ่านไปนานวัน การสงครามที่ยื้อเยื้อยาวนานและน่าเบื่อหน่าย ได้แบ่งกลุ่มมนุษย์บนโลกออกเป็น สามกลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มมนุษย์อินทรี มนุษย์พรพรห์ม มนุษย์เมนี สามกลุ่มหลักนี้ คือกลุ่มมนุษย์ที่สามารถรวมตัวกันเป็นมวลชนกลุ่มใหญ่ และ มีกำลังมากที่สุดในโลก ทั้งสามกลุ่มต่างแบ่งพื้นที่โลกออกเป็นสามส่วนใหญ่ๆ ต่างรบราฆ่าฟันแก่งแย่งชิงดี ด้วยผลประโยชน์ทางการเมืองต่อกันและกัน เพื่ออาหาร เพื่อเงินทอง เพื่อสิ่งที่ขาดแคลน และรวมทั้งเพื่ออำนาจ …เหนือผู้ใด

ภายใต้การสงครามที่น่าเบื่อหน่ายที่เกิดขึ้นไม่หยุดหย่อนในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ จนวันหนึ่งได้บังเกิด บุคคลกลุ่มนึงที่เบื่อหน่ายการสงครามอย่างยิ่งยวด เนื่องด้วยประชาชาติทั้งหลายต่างทำลายกันและกันอย่างไม่หยุดยั้ง ไม่มีมิตรไมตรี ไม่มีสัมพันธ์กันอย่างจริงใจ ผู้คนมากมายหลากหลายต่างสังเวยชีวิตอันไร้ค่าให้แก่การสงครามที่ไร้ประโยชน์ ครอบครัวต่างๆในแต่ละแว่นแคว้นเริ่มไม่สามารถที่จะดำรงคงอยู่เป็นกลุ่มชนพื้นฐานได้ หากบ้านใดมี สตรี มี บุตรชาย ก็ต้องถูกส่งตัวไปเพื่อบำเรอเหล่าทหารหาญ หรือ นำชีวิตอันไร้ค่าเหล่านั้นไปทิ้งไว้ในสงครามของเหล่าผู้นำผู้ไม่รู้จักพอเพียง

การสงครามก็เป็นเช่นนี้เอง หาได้มีผู้ใดที่ทำเพื่อส่วนรวมไม่ ทุกๆคนต่างทำเพื่อตัวเองกันทั้งสิ้น ผู้นำผู้ยิ่งใหญ่มีเพียงความกระหาย ความโลภ ความหลงในอำนาจ ในทรัพย์สิน ที่ไม่รู้จักหมดสิ้นภายในใจเพียงแค่นั้น แต่ถึงกระไร อำนาจก็ยังตกอยู่แก่เหล่าทรราชเหล่านั้น และ เหล่าประชาชาติผู้ลุ่มหลง ที่ถูกหลอกลวง ก็ยังติดตามไปสละชีวิตเพื่อการสงครามที่ไร้ค่าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

สงครามที่โหดร้าย สงครามที่ทำลายได้แม้กระทั่งจิตวิญญาณ

ในขณะที่โลกยังแก่งแย่งชิงดีกันไม่เลิก กลุ่มบุคคลกลุ่มนึงพลันปรากฏตัวขึ้นบนผืนแผ่นดินโลก ต่างเป็นชาวบ้านผู้อ่อนแอธรรมดาๆกลุ่มนึง ที่ถูกข่มเหงรังแกมาช้านานหลายชั่วอายุคน เป็นเพียงกลุ่มคนตัวเล็กๆที่ไร้อำนาจต่อกรกับทางทหารใดๆ แม้ร่างกายจะบอบบางแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยจิตใจอันองอาจกล้าหาญและเสียสละ กลุ่มบุคคลกลุ่มนี้ต่างรวมตัวกันเพื่อกอบกู้เพื่อนมนุษย์ผู้ไร้ความหวังให้กลับมามีความหวังขึ้นมาใหม่อีกครั้งนึง ด้วยพลังใจ ด้วยพลังแห่งศรัทธา

การสงครามจะต้องไม่อาจกร้ำกรายถึงประชาชนผู้บริสุทธิ์

ด้วยอุดมการณ์อันแรงกล้า ฝูงชนมากมายเริ่มหลั่งไหลเข้าสู่กันอีกครั้งนึง โดยการนำของผู้นำหลักของกลุ่มเก้าคน ต่างได้ออกชักชวนผู้เบื่อหน่ายสงครามให้เริ่มรวมตัวกันใหม่อีกครั้ง เมื่อประชาชนเริ่มเทพลังศรัทธาเข้ามามากขึ้น เหล่าผู้นำจึงประกาศจัดตั้งประเทศเขตแดนอันสงบสุขขึ้นใหม่เพื่อเป็นที่พักพิงให้แก่เหล่าผู้หลบหนีจากสงครามเบื้องนอก

ผ่านเวลาไปอีกนับร้อยปี เขตพักพิงแห่งใหม่เริ่มทวีความเจริญมากยิ่งขึ้น ผู้คนที่ต่างเคยเกลียดชัง แก่งแย่ง ทำร้ายทำลายกัน ต่างเริ่มรวมตัว และรวมกลุ่มกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้งนึง และ เหล่าผู้รักความสงบทั้งหลายเริ่มทวีชื้อสายเพิ่มมากยิ่งขึ้น กินเวลาเนิ่นนาน จากชุมชนกลายเป็นมวลชน จากมวลชนกลายเป็นชนชาติ และ จากชนชาติได้บังเกิดแคว้นใหม่แคว้นนึงแคว้นที่เต็มไปด้วยความสงบสุข

แต่หนทางที่ได้เดินหาได้ราบรื่นไม่ เหล่าชนชาติดั้งเดิมในโลก ต่างขัดแย้ง ขัดขวางต่อเหล่าชนผู้รักอุมการณ์ความสงบ การสงครามยังคงกล้ำกรายเข้าสู่แว่นแคว้นใหม่อย่างไม่หยุดหย่อน แต่หาได้ทำให้กิจการอันยิ่งใหญ่หยุดยั้งลงไม่

ถึงแม้เวลาที่ผ่านมา กลุ่มแว่นแคว้นเดิมที่รักการสงครามต่างจะหันหน้ามาร่วมพลังกันโจมตีแคว้นเกิดใหม่เช่นไร แต่ก็ก็ไร้ผลในท้ายที่สุด เนื่องด้วยพลังศรัทธาที่ประชาชนมีให้แก่กันเป็นพลังที่เหนือล้ำยิ่งกว่าสิ่งใด ไม่อาจมีอาวุธ หรือ พลังลึกลับอันใดที่ทำลายลงได้ ตรงกันข้าม การข่มเหงรังแกเหล่านั้นกลับยิ่งก่อให้เกิดความรัก และความเสียสละเพิ่มมากขึ้นในเหล่าผุ้กล้าหาญตัวเล็กๆที่แสดงตัวขึ้นต่อกรกับสงครามอันโหดร้าย เหล่าผู้กล้าหาญที่ไร้กำลังต่อสู้อันใด พวกเขามีเพียงจิตใจอันเปี่ยมล้นด้วยศรัทธาเท่านั้นที่ยืนหยัดต่อสู้กับโลก ถึงกระนั้น แคว้นเกิดใหม่ก็ยังสามารถสืบทอดต่อเนื่องความสงบสุขต่อไปได้ไม่หยุดยั้ง

น่าแปลก เรื่องราวบางอย่างในโลกกลับเป็นเช่นนี้เอง สิ่งใดที่ผู้คนเคยคิดว่าแข็งแกร่งมั่นคงและยั่งยืน แท้จริงกลับอ่อนแอ เหลวไหล และยวบยาบ ตรงข้ามกับ บางสิ่ง! บางสิ่งที่ผู้คนต่างคาดคิดว่ามันคือความอ่อนแอ มันคือสิ่งที่ไร้ประสิทธิภาพ มันไม่มีพลังในการทำลายล้างใดๆ แต่สิ่งนี้เองกลับเป็นพลังที่แข็งแกร่งและยั่งยืนอย่างแท้จริง กลับเป็นพลังที่ค้ำจุนโลกมาตั้งแต่อดีตกาล แท้จริง มันอาจเป็นพลังแห่งการสร้างสรรค์ พลังแห่งการเริ่มต้นของจักรวาลก็เป็นได้เช่นกัน

เมื่อทั้งสามชนชาติที่รบราฆ่าฟันกันเห็นเช่นนั้น จึงเริ่มทยอยหมดความสนใจที่รบราฆ่าฟันกันอีกต่อไป ต่างเริ่มที่จะต่างคนต่างอยู่ เริ่ม หันกลับมาให้ความสนใจภายในประเทศของตัวเองมากขึ้น และแล้วความสงบสุขก็เริ่มคลืบคลานเข้าสู่ผืนแผ่นดินอีกครา

วันเวลาผ่านล่วงเลยไปอีกนับพันปี จึงเหลือแว่นแคว้นหลักเพียงแค่สี่แคว้น ทั้งสี่แคว้นมิได้หันหน้ามาจับอาวุธประหัตประหารการอีกเลยนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ยังคงเหลือไว้เพียงอดีตอันโหดร้ายที่ต่างต้องเรียนรู้และจดจำไว้ชั่วกัลปาวสาน



สี่แคว้นหลักที่ยังดำรงคงอยู่ในตอนนี้ ได้แก่ แคว้น อินทรี(อิน-นะ-ที-ร) ตั้งอยู่บริเวณ เขตตะวันออกของพื้นแผ่นดินโลก แคว้นพรพรห์มสถาน ตั้งอยู่บริเวรทิศใต้ แคว้นเมนีตั้งอยู่ขอบโลกฝั่งตะวันตก และ พื้นที่ราบลุ่มอุดมสมบูรณ์ในภาคกลาง ซึ่งชายแดนทั้งสี่ด้านมีขอบเขตติดต่อกันกับแคว้นทั้งสาม ได้แก่ แคว้นสุริยันดารา ซึ่งดำรงคงอยู่อย่างมั่นคงท่ามกลางแคว้นอื่นๆทั้งสาม แม้จะผ่านระยะเวลาไปนับร้อย นับพันปีแล้วก็ตาม

ความสงบสุขบนผืนโลกในนี้ มีผู้ใดบ้างที่ไม่ปราถนามัน ทุกๆผู้คนต่างเห็นพ้องต้องกันว่า สงคราม นั้นไม่ดี และ สงครามนั้นควรจะต้องหมดสิ้นไปจากโลก แต่ความสงบสุขนั้นจะคงอยู่ได้นานสักเท่าไหร ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครทราบ

เรื่องราวเบื้องหน้ายังไม่อาจคาดคำนวนได้ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนอยู่ภายใต้ความเป็นอนิจจัง ตราบเท่าที่มนุษย์ ยังคง อยู่ใต้กฏ แห่งธรรมชาติ
..........................................................................................



Create Date : 01 กรกฎาคม 2554
Last Update : 1 กรกฎาคม 2554 13:35:12 น.
Counter : 113 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

ต้นสนใบเดี่ยว
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



กรกฏาคม 2554

 
 
 
 
 
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31