Group Blog
 
 
มิถุนายน 2556
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
26 มิถุนายน 2556
 
All Blogs
 

รวมพลังให้เล็ก พลังยิ่งมาก

รวมพลังให้เล็ก พลังยิ่งมาก


พระโพธิธรรมาจารย์เถระ (หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ)

วัดป่าเขาน้อย ต.เสม็ด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์



ต่อไปนี้ ตั้งใจ ความตั้งใจของเราอยู่ที่ไหน ความสำเร็จย่อมมีแก่เราในที่นั่น นี้เป็นคำสำคัญที่ท่านกล่าวไว้ เพราะฉะนั้น ความตั้งใจ หรือ ใจของเราตั้ง เราภาวนาก็เพื่อให้จิตตั้งอยู่ในธรรม อันเป็นความสงบ จิตจะตั้งมั่นด้วยอำนาจแห่งสติของเรา เข้าไปช่วยเหลือ คุ้มครองรักษา และป้องกันไม่ให้อารมณ์จากภายนอกเข้ามาชักจูง ชักพาจิตของเราไปตามลำพังของอารมณ์ต่าง ๆ และต้องการกำจัดกิเลสภายในไม่ให้มันฟุ้งซ่านออกไป

เกี่ยวกับอารมณ์ภายนอก ทั้ง ๒ อย่างนี้ เราจะป้องกันและรักษาได้ต้องอาศัยสติ กับความรู้ตัว เพราะฉะนั้น เมื่อเราภาวนา เราก็พยายามระลึก จะระลึกกายดูกายของเรา นั่งให้เรียบร้อย นั่งขาขวาบนขาซ้าย มือขวาวางบนมือซ้าย ตั้งกายให้ตรง ทำใจให้ดี อย่าเคร่งเครียด เพราะความดีนั่นแหละ ที่ทำให้จิตของเรามีความพยายาม มีความเพียรไม่ท้อถอย ทำให้จิตของเรามีศรัทธา เพราะความดี เรามีความพยายาม ความตั้งใจ ก็เพราะถือว่าการกระทำเป็นความดี ความสุขทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นด้วยอาศัยความดี

เพราะฉะนั้นเมื่อเรานั่งดีแล้ว ตรวจดูกายของเราเรียบร้อยแล้ว ขยับมาดู เข้ามาดูใจของเรา ใจเป็นนามธรรม เป็นสภาพที่ละเอียด เราไม่ทราบได้ด้วยอย่างอื่นนอกจากนามธรรมด้วยกัน คือ สติกับความรู้ กำหนดรู้เท่านั้น เพราะฉะนั้น เราจะต้องอาศัยสติ ระลึกเข้ามาหาตัวของเราด้วยอาศัยอารมณ์บริกรรมภาวนา พุทโธ พุทโธ ไว้ในใจ

ทีแรกก็ระลึกคุณพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งของเราเสียก่อน

พุทโธ ธัมโม สังโฆ

พุทโธ ธัมโม สังโฆ

พุทโธ ธัมโม สังโฆ

ต่อไปให้ระลึก พุทโธ พุทโธ คำเดียว การระลึกพุทโธ พุทโธคำเดียวนั้น เป็นงานของเราเรียกว่า กรรมฐาน คือการกระทำ เมื่อมีงานแล้วก็มีการกระทำ การปฏิบัติ เมื่อมีการปฏิบัติแล้วก็ต้องมีการรักษา กำกับดูแลไม่ให้งานของเราชะงักหยุด เลื่อนลอย เถลไถลไปที่อื่น เราจะต้องเพียรพยายามเพื่อให้งานของเราสำเร็จลุล่วง ถึงจุดหมายปลายทางไปด้วยดี

งานกรรมฐานการภาวนานี้เป็นงานชั้นละเอียด เพราะฉะนั้น เครื่องมือก็ต้องละเอียด สติของเราก็จะต้องละเอียด ความรู้ความระลึกจะต้องรักษาละเอียดไปด้วย เราจะคะนองไม่ได้

เหมือนกับงานที่เกี่ยวเนื่องด้วยน้ำ เราต้องการดูสิ่งของที่วางอยู่ในน้ำ ถ้าน้ำกระเพื่อมนิดเดียว สิ่งของก็มองไม่เห็น ถ้าน้ำนิ่งใสสะอาด ของที่อยู่ในนั้นเป็นสีเขียวก็เขียว ขาวก็ขาว แดงก็แดง ถ้าน้ำมันใสน้ำมันนิ่ง น้ำใสก็จริง ถ้าไม่นิ่งก็เห็นไม่ชัด ฉันใดก็ดี จิตใจของเราก็เหมือนกัน แม้แต่ลมหายใจเข้าออก ก็ไม่ให้กระเพื่อมแรง พยายามกำหนดปล่อยตามสบาย พยายามรู้ละเอียดไปตามลำดับ แม้แต่เส้นเลือดลมหมุนเวียน ถ้าจิตใจเข้าถึงสมาธิแล้วอวัยวะทุกส่วนทำงาน การสูบฉีดโลหิตหมุนเวียนทั่วร่างกายก็ค่อยละเอียดลงตามเช่นเดียวกัน

เพราะฉะนั้น ผู้ที่เข้าสมาธิถึงจิตละเอียดแล้ว เป็นการพักผ่อนสังขาร จะเป็นกายสังขาร ลมหายใจก็ค่อยละเอียดไม่รุนแรง แม้แต่การหมุนเวียนของสิ่งต่าง ๆ ในร่างกายค่อยชักช้าลง เพราะงานไม่หนัก งานเบา ท่านถือว่าเป็นการพักผ่อน ต่ออายุให้ยืนนานให้ทนทานต่อไป เพราะฉะนั้นพระอริยเจ้าท่านจึงชอบเข้าฌานเข้าสมาบัติ เพื่อเป็นเครื่องพักผ่อนและต่อกำลังทางประสาท และร่างกาย และจิตใจ

เมื่อเป็นเช่นนี้ เราทั้งหลายก็พยายามพักผ่อนด้วยวิธีผ่อนคลายความเคร่งเครียด แม้แต่ลมหายใจ แม้แต่การคิดนึกต่าง ๆ เราผ่อนคลายให้ละเอียดไปตามลำดับ ทำจิตของเราคอยสละละวางจากรูป จากเวทนา รูปมีอยู่ เราก็พิจารณารูปนี้สักแต่ว่ารูป กายนี้สักแต่ว่ากาย เหมือนกับรูปภาพ เหมือนกับหุ่นที่เขาตั้งไว้ กายนี้เต็มไปด้วยของต่าง ๆ มีผม มีขน มีเล็บ มีฟัน มีหนัง มีเนื้อ สิ่งเหล่านี้ก็มาประกอบกันก็เรียกว่ากาย เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา เราตรงไหน ไม่มีเรา

เมื่อเราแยกออกมาเป็นชิ้นส่วนแล้ว มันก็ไม่เป็นอะไร ก็ไม่มีความสุข ไม่มีความทุกข์อยู่ในสิ่งเหล่านั้น ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน ไม่มีหญิง ไม่มีชาย เป็นสิ่งนั้นอยู่สภาพอย่างนั้น เราก็พยายามดูให้ละเอียดไปให้ชัดให้แจ้ง เพื่อกำจัดความหลงที่เราถือเข้าใจผิด

เราทุกข์เพราะเราไม่รู้จักสิ่งเหล่านี้ เราจะได้ความสุขเพราะเรารู้จักสิ่งเหล่านี้ เห็นสิ่งเหล่านี้ตามความเป็นจริง ความไม่รู้เราเรียกว่าเป็นสมุทัยก็ได้ ความรู้จริงจะเป็นมรรคก็ได้ ก็เป็นสัมมาทิฏฐิความเห็นชอบ เพราะเหตุนั้น เราจะละสมุทัยได้เพราะเรามาเจริญความรู้ เพื่อกำจัดความไม่รู้ ความหลงเข้าใจผิด ความหมายผิด สัญญาผิด มาคิดมาปรุงแต่งผิด ยึดถือผิด เราจะได้ปรุงแต่งในทางที่ถูก ปรุงแต่งในทางที่ชอบ ปรุงแต่งให้ได้ประโยชน์ ให้ได้กำลังคือ ศรัทธา ความเพียร ได้สติ ได้สมาธิ ได้ปัญญาตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้น เราพยายามรู้ตามความเป็นจริง ให้ละเอียดไปตามลำดับ

เมื่อเราดูส่วนกายต่างๆ รู้ความจริงของร่างกายแล้ว กายนี้สักแต่ว่ากาย แล้วมาระลึกจิตผู้รู้กาย ผู้พิจารณากาย จิตนี้สักแต่ว่าจิต สักแต่ว่ารู้ จะเป็นตัวเป็นตน เป็นสัตว์เป็นบุคคลไม่ได้ ก็สักแต่ว่ารู้เฉยๆ เมื่อจิตผู้รู้นี้ละเอียด ปล่อยวางกาย รู้ตามความเป็นจริงแล้ว เวทนาอันหยาบคือทุกข์มันตั้งอยู่ไม่ได้ เพราะเหตุใด เพราะจิตก็ละเอียด ความรู้ก็ละเอียด เพราะฉะนั้นเวทนาหยาบมันก็เหลืออยู่ไม่ได้ ต้องตกไป

เหมือนกับน้ำที่เขากลั่น ถ้าน้ำที่หยาบที่สกปรกที่ผสมต่าง ๆ มันก็เหลืออยู่ไม่ได้ มันก็ถูกขับไล่ไปทางอื่น ไปที่อื่นติดตามด้วยไม่ได้ เพราะเครื่องกลั่นผ่านไปได้ก็เฉพาะของที่ละเอียดที่ใสบริสุทธิ์ ฉันใด สติกับความรู้ตัว กับสมาธิ เมื่อทำงานตั้งมั่นละเอียดไปตามลำดับแล้ว เวทนาอันหยาบ ๆ คือทุกข์มันค่อยหมดไป จางไป จางไป ความสุขย่อมเกิดขึ้น ความฟุ้งซ่านรำคาญ ความก่อกวน ความไม่สบาย ความหนักหน่วง แล้วก็อะไรที่ไม่สบายที่มีอยู่ในจิตใจในอารมณ์ ในจิตใจเหล่านั้นก็ดี ในกายก็ดี หมดไป หมดไป กายก็เบา จิตก็เบา กายปัสสัทธิ จิตปัสสัทธิ กายก็สงบ จิตก็สงบ กายมุทุตา จิตมุทุตา มีแต่เบาทั้งกายทั้งจิต เพราะอ่อนทั้งกายทั้งจิต จิตเริ่มสงบเริ่มละเอียดตามลำดับ เวทนาที่อยู่กับจิตก็ละเอียด มีแต่สุข มีแต่ความอิ่ม เพราะจิตละเอียด

เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายจะได้สัมผัสกับความสุขอันละเอียดที่ทางธรรม ศาสนธรรมที่เราทั้งหลายเลื่อมใสนับถือ เราก็ได้สัมผัสด้วยภาวนาวิธี การทำสมาธิภาวนาทำให้จิตใจของเราละเอียด ถ้าจิตของเราหยาบ ๆ แล้ว เราก็ไม่ได้สัมผัสกับสิ่งที่ธรรมชาติสะอาดบริสุทธิ์ เหมือนกับน้ำที่เราไม่ได้กลั่น เราไม่มีเครื่องกลั่น หรือเราไม่ได้กลั่น เราก็จะได้สัมผัสกับแต่น้ำที่ขุ่น ๆ น้ำที่ไม่สะอาด เราคลุกคลีใช้สอยแต่น้ำที่ไม่สะอาดนั้น เราไม่สามารถที่จะทำให้ละเอียดได้

เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายควรพยายามภาวนา เพื่อจิตใจของเราได้ชำระซักฟอก เรียกว่าทำจิตของตนให้ผ่องใส เอตํ พุทฺธสาสนํ นี่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า การทำจิตของเราให้สงบ ให้ผ่องใสสะอาด มีความสุข

เราระลึกพุทโธ พุทโธ พุทโธ พระพุทธเจ้านั้น พระองค์ที่จิตใจสะอาด เราก็ทำพุทโธของเราให้สะอาด ใจของเราให้สะอาด

ระลึกพุทโธ พุทโธ พระพุทธเจ้ามีจิตใจสงบ เราก็ทำจิตใจ พุทโธของเรานี้ ที่เราระลึกอยู่นี้ให้สงบ

พุทโธ พุทโธ พระพุทธเจ้ามีจิตใจเบิกบานในธรรม เราก็พุทโธ พุทโธ ก็ทำจิตใจของเรา พุทโธของเรา ให้เบิกบานในการรู้ธรรม ในการปฏิบัติธรรม เบิกบานในธรรม เราก็พุทโธ พุทโธ เพื่อให้เกิดความปลื้มปิติ เบิกบานในใจ เราจะได้พ้นทุกข์ เราจะได้ห่างจากทุกข์ เราจะได้ถึงความสงบ เพราะการมาอบรมจิตใจอย่างนี้

เราได้ทำอย่างนี้เป็นการทำถูกต้องเดินตามทางของพระพุทธเจ้าและพระอริยเจ้า ควรทำด้วยความเต็มอกเต็มใจ อย่าทำครึ่ง ๆ กลาง ๆ สักแต่ว่าทำ กำหนดปล่อยละปล่อยวาง ให้รู้ละเอียดไปตามลำดับจริง ๆ เมื่อเราอยากรู้ธรรมที่ละเอียดด้วย เราก็ควรปล่อยวางอารมณ์ปัจจุบันอันหยาบ ๆ แม้แต่ลมหายใจ พุทโธ พุทโธ ก็ละเอียดไปตามลำดับ ทำให้สงบไปตามลำดับ เหมือนกับเราจะนอนหลับอย่างนั้นแหละ

เตรียมนอนให้จิตเข้าที่อย่างนั้นแหละ แต่ต่างจากการนอนหลับอยู่นิดหนึ่ง คือเราไม่ปล่อยให้ลืม เป็นโมหะ คือไม่ขาดสติขาดความรู้ตัว เราให้ประสาททั้งหลาย มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ห้าอย่างนี้พักตามลำพัง ให้หลับประสาททั้งห้าอย่าง เหลือแต่ พุทโธธรรม มโนธรรม ประสาททำงานของพุทโธละเอียด ๆ โดยเฉพาะอย่างเดียว เหลือประตูเดียวเราเอาไว้ เหมือนบ้านเรือนของเรามีไฟหลายดวง เราก็ดับพักผ่อน ดับดวงนอก ๆ ออกเสีย เหลือแต่ในห้องของเราดวงเดียว ดวงทั้งห้าดวงอยู่บันได ดวงอยู่ในครัว ดวงอยู่ในห้องน้ำ ดวงอยู่ในห้องทำงาน ใด ๆ เราดับไว้ เหลือดวงเดียวที่เฉพาะเราอยู่ เราทำงานอยู่ จะอ่านหนังสือก็ตาม จะเขียนหนังสือก็ตาม เราก็เหลือดวงเดียวเท่านั้น ทำงานของเราโดยเฉพาะ ฉันใดก็ดี เราดับประสาททั้งห้า เหลือพุทโธดวงเดียว

เราก็ทำงานในพุทโธของเรานี้แหละ เราจะได้พบความสงบ ชมความวิเวก ชมความสุขที่เราปล่อยวาง ห้าสิ่งห้าอย่างที่เราเก็บปิดไว้ดีแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง ไม่ต้องเป็นภาระ ไม่มีภัยเกิดขึ้นจากสิ่งนั้นๆ เพราะเราปล่อยวางแล้ว ไม่มีอะไรมากระทบกระเทือน เหลือแต่อันเดียว สติเป็นเครื่องรักษา อยู่ก็ปลอดภัยเช่นเดียวกัน เราก็พยายามทำงานโดยเฉพาะไม่ลดละ ระลึกไป ระลึกไป อย่าเพิ่งอยากรู้อยากเห็น ถ้าอยากเกิดขึ้นแล้ว อารมณ์อยากที่เกิดขึ้นจะไปก่อกวน แล้วน้ำก็ไม่นิ่ง เงาก็หาย สิ่งที่อยู่ในนั้น ที่เราเห็นชัดก็หายไป

เพราะฉะนั้น อย่าอยากสงบ อย่าอยากรู้อยากเห็น เพราะมันธรรมชาติ พุทโธ รู้อยู่แล้ว เราไม่ต้องอยากรู้เราก็รู้ แต่ขอให้สงบขอให้ละ ขอให้รวมเป็นจุดอันเดียวแน่วแน่ ให้ตั้งมั่นรวมเล็กลงเท่าไหร่ ยิ่งมีพลังมาก

พลังของจิตเป็นอย่างนั้น มีกระแสแรงรวมมากเท่าไหร่ยิ่งดี เหมือนกับกระแสน้ำ เราสามารถบีบให้ช่องเล็กแล้วละยิ่งพุ่งแรง ถ้าเราปล่อยกว้างแล้ว กระแสมันไม่แรง จิตของเราก็เหมือนกัน เมื่อยิ่งให้ละเอียดไปเท่าไหร่ยิ่งดี เหมือนเขาใช้ระเบิดนิวเคลียร์ ทุกวันนี้เขาไม่ได้ใช้สิ่งใหญ่ ๆ เขาเอาสิ่งที่ละเอียดที่สุดเป็นพลังมหาศาล

พระพุทธเจ้าพระองค์ค้นพบเห็นก่อนใครในโลก จิตที่รวมลงละเอียดสามารถชนะมาร สามารถชนะกิเลส ส่วนไหน ส่วนไหนก็สู้พระองค์ไม่ได้ สามารถมีอิทธิฤทธิ์มีอานุภาพทุกอย่าง ในร่างกาย ในโลก ถ้าหากว่ามันมั่นคงได้ รวมตัวได้อย่างหนักแน่นมั่นคง แต่โดยมากมักจะแตกกระจายเป็นจุณเป็นจุณ ก็เลยไม่มีกำลัง ถึงละเอียดก็ละเอียดแตก ๆ อย่างนั้นไม่มีกำลัง ไม่ละเอียดรวม ถ้าละเอียดรวมล่ะมีกำลังมาก

เพราะฉะนั้น เรารวมพุทโธ รวมความรู้อยู่จุดเดียว หายใจให้สบาย ทำความสบาย รวม พุทโธ พุทโธ ระลึกไป ระลึกไป ระลึกไป ทำให้สบายอย่าไปคิดกลางวันกลางคืน คิดไปบ้านไปช่อง คิดง่วงหาวนอน อย่าคิดขี้เกียจขี้คร้าน ให้คิดพุทโธ พุทโธ ผู้ตื่นผู้เบิกบาน รู้ตัวโดยเฉพาะ ทำไป ทำไป เพ่งจิตมันตั้งมั่นแล้ว สติกับจิต กลับรักษาเราละทีนี้ เราปล่อยวางได้ คอยแสวงแต่ความรู้ ความเห็นโดยอัตโนมัติโดยธรรมชาติ มันเป็นธรรมชาติที่มีสภาวธรรมที่ปรากฏขึ้นมาโดยลำพังของเขาเอง โดยไม่ต้องหา เพราะฉะนั้น ขอให้เราทั้งหลายพยายามตามที่อธิบายนี้ ที่แสดงบรรยายมานี้ ก็จะยุติเพียงเท่านี้ก่อน พากันภาวนาจนกว่าจะถึงเวลาแล้วค่อยออก


คัดลอกจาก http://www.dharma-gateway.com/monk/p...p-suwat_13.htm




 

Create Date : 26 มิถุนายน 2556
0 comments
Last Update : 26 มิถุนายน 2556 20:51:07 น.
Counter : 783 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


ต้นกล้าต้นนี้
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




แม่แตนกับต้นกล้า ยินดีต้อนรับค่ะ
: Users Online
Friends' blogs
[Add ต้นกล้าต้นนี้'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.