Welcome To ทองหลาง Bloggang ว่างๆ ก็แวะเข้ามา...ยินดีต้อนรับจ้า
ตอนที่ 1

1.

ประตูอัลลอยด์ลวดลายคลาสสิกศิลปะโรมันประยุกต์ของคฤหาสน์หลังหนึ่งบนเนื้อที่กว่าห้าไร่แถบชานเมืองเปิดออกกว้างด้วยรีโหมดคอนโทลอนุญาตให้เบนซ์คันหรูสีดำเป็นเงาแล่นผ่านไปได้อย่างสะดวกกระทั่งมาจอดนิ่งสนิทหน้าตัวตึกที่ตั้งตระหง่านสถาปัตยกรรมร่วมสมัยไทยกึ่งปราสาทเก่าแก่ในแถบประเทศตะวันตกดูถมึงทึงน่าเกรงขามตามความนิยมของคหบดีผู้มั่งคั่งและมีหน้ามีตาในสังคม

“ถึงแล้วครับท่าน”

“อืม...ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปซักเท่าไหร่นะ”ชายหนุ่มที่นั่งอยู่เบาะหลังเอ่ยเมื่อละสายตาจากหนังสือเล่มเล็กในมือไปกวาดตามองรอบๆบริเวณ

“ครับ...คุณผู้หญิงท่านไม่ชอบความเปลี่ยนแปลง”คนขับรถวัยกลางคนเอ่ย

“ก็คงอย่างนั้น”

อย่างรู้หน้าที่...คนขับรถเก่าแก่ในเครื่องแบบเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวติดกระดุมทุกเม็ดจนปิดคอยัดชายเสื้อลงในกางเกงขายาวสีดำคาดทับด้วยเข็ดขัดหนังสีเดียวกันเรียบร้อย ก็รีบลงจากรถเพื่อมาเปิดประตูที่นั่งตอนหลังด้วยท่าทางพินอบพิเทา เขาโค้งคำนับอย่างงดงามเมื่อร่างสูงก้าวลงจากรถคันหรู ก่อนจะปลีกตัวไปเปิดท้ายขนกระเป๋าสัมภาระออกมาวางไว้บนพื้นบล็อกปูถนนเพื่อรอลำเลียงเข้าไปเก็บ

ชายหนุ่มเจ้าของรูปร่างสง่างามแหงนเงยมองตัวบ้านจนคอตั้งบ่าความยิ่งใหญ่อลังการยังคงประทับอยู่ไม่รู้ลืมรวมไปถึงห้องหับภายในที่ให้หลับตาเดิน เขาก็สามารถไปได้ในทุกๆที่ ถึงแม้จะจากไปนานนับปี จนกระทั่ง...ข่าวอุบัติเหตุครั้งสำคัญที่ทำให้ต้องสูญเสียบุคคลสำคัญที่สุดของชีวิตทำให้เขาต้องละทิ้งชีวิตในต่างแดนกลับมาเยือนแผ่นดินเกิดอีกครั้งพร้อมคำถามอีกมากมายที่ต้องการสอบถามผู้รู้ผู้เกี่ยวข้องทุกคนถึงการตายของทิพย์ราตรีป้าผู้ดูแลเขามาตั้งแต่เล็ก ไม่ต่างจากแม่บังเกิดเกล้า...

“คุณหนูกลับมาแล้ว...”

เสียงแหบพร่าสั่นเครือทักทายด้วยความยินดีสามารถถึงสายตาของชายหนุ่มให้หันมาสนใจได้ไม่ยากก่อนที่ร่างสูงจะก้าวเข้าไปใกล้หญิงวัยชราที่ยืนน้ำตาซึมด้วยรอยยิ้มจะมีสักกี่คนที่มีโอกาสได้รับจากนาง ในขณะที่ผู้อาศัยรับใช้อื่นๆต่างมองดูเจ้านายคนใหม่ที่ทั้งหล่อทั้งสมาร์ทด้วยแววตาทึ่งแกมชื่นชม

“สวัสดีครับ เอียด”ชายหนุ่มพนมมือไหว้ในฐานะผู้รู้ซึ้งถึงบุญคุณในการถูกอุ้มชูเลี้ยงดูมาทั้งแต่แบเบาะแม้เวลานี้เขาจะกลายเป็นประมุขของบ้านตามพินัยกรรมที่ระบุเอาไว้แล้วแต่ก็ไม่เคยลืมการเอาใจใส่ป้อนข้าวป้อนน้ำและการเอาอกเอาใจของคุณยายละเอียดคนนี้เลยสักครั้ง

“โถพ่อคุณ...คุณหนูโตเป็นหนุ่มใหญ่หล่อเหลาจนเอียดจำแทบไม่ได้”ร่างเล็กๆ ผละจากหญิงวัยรุ่นที่ยืนประครองอยู่ โผเข้าโอบประครองใบหน้าครามคมสากระคายด้วยไรหนวดเขียวครึ้มด้วยสองมือที่เหี่ยวย่นตามวัยไม้ใกล้ฝั่งสองตาฉายแววรักและชื่นชม “ทำไมไม่กลับมาเยี่ยมเอียดบ้าง...ไม่รู้หรือว่าเอียดคิดถึงคุณหนูแค่ไหน”

“งานเยอะครับ...หาเวลาไม่ได้เลยจริงๆ...”

“ใครๆ ก็อ้างงานยุ่ง แม้แต่คุณผู้หญิงก็ต้องมาจากไปเพราะงาน พอคุณหนูเสร็จธุระทางนี้คุณหนูก็ต้องจากไปอีกใช่ไหมคะ...มันน่าเศร้าจริงที่บริวารต้องถูกปล่อยให้อยู่กันอย่างโดดเดี่ยว”นางเอียดเอ่ยด้วยแววตาเศร้าสร้อย

“ไม่หรอกครับ...ผมกลับมาที่นี่ครั้งนี้ ผมมาเพื่อดูแลทุกคน ต้องห่วงนะครับนับจากวันนี้ผมจะมีเวลาดูแลเอียดไปอีกนานเชียว” ชายหนุ่มตอบ

“จริงเหรอคะ...ดีจริงๆ...เอียดดีใจค่ะที่จะมีโอกาสดูแลคุณหนูของอีกครั้งในชีวิต”นางยิ้มน้ำตาซึม

“บอกแล้วไงว่าผมจะเป็นคนดูแลเอียด”

“ค่ะ ยังไงก็ดีทั้งนั้นขอเพียงคุณหนูอยู่เป็นเสาหลักที่นี่...อ้อ...มัวแต่ดีใจ เกือบลืมไปเลย...มาค่ะเอียดจะแนะนำคนงานคนรับใช้ในบ้าน ให้รู้จักคุณหนู” แล้วนางก็หันไปทางบุคคลอื่นๆที่ยืนหน้าสลอนอยู่ใกล้ๆ“พวกเธอนี่คือคุณกริชนะ หลานชายคนเดียวของคุณผู้หญิงและต่อจากนี้ไปท่านก็จะเป็นเจ้านายคนเดียวของพวกเรา”

บรรดาคนรับใช้ต่างยกมือไหว้บางคนก็โค้งคำนับฝากเนื้อฝากตัวอย่างรู้หน้าที่แววตาของทุกคนที่มองเจ้านายคนใหม่เต็มไปด้วยความชื่นชมในช่วงท่าสง่างามและย่ำเกรงแววตาคมกล้าปนดุที่กวาดมองสำรวจไปทั่วทุกคน ทว่าต่างก็ยังมีความสงสัยซุกซ่อนอยู่ภายใน ทำไมเจ้าของบ้านผู้เป็นญาติสนิทเพียงหนึ่งเดียวเสียชีวิตไปนานกว่าเดือนจนพิธีศพผ่านพ้นแล้ว หลานชายถึงเพิ่งจะโผล่มารับสืบทอดมรดกมันเป็นเรื่องที่น่าแปลกอยู่ไม่น้อย

“พวกเธอช่วยกันขนกระเป๋าพวกนี้ไปเก็บไว้ห้องที่เตรียมเอาไว้นะ...แล้วก็หาอะไรเย็นๆมาต้อนรับคุณผู้ชายด้วย”นางละเอียดสั่งการอย่างคล่องแคล่ว

“ให้เรียกฉันว่าคุณกริชก็พอแล้วไม่ต้องเรียกคุณผู้ชาย” เสียงทุ้มๆเอ่ยขึ้นกับบรรดาคนรับใช้ในบ้านเป็นครั้งแรก

“คุณหนูเข้าไปนั่งพักข้างในบ้านก่อนเถอะค่ะมาเหนื่อยๆ ดื่มอะไรเย็นๆหน่อยจะได้หายเหนื่อย” หญิงชราเอ่ยชวน

“เอียดเลิกเรียกผมว่าคุณหนูได้แล้วผมอายุสามสิบกว่าแล้วนะ” กริชนะหันมาบอกแม่นด้วยสีหน้ายุ่งๆ

“ก็มันติดปากแล้วนี่คะ”

“เรียกผมว่ากริชเหมือนคนอื่นๆนะครับ” น้ำเสียงทุ้มๆปนออดอ้อนนั้นหากใครได้ฟังคงยากจะปฏิเสธ “อ้อ...ขอผมไปที่เรือนเล็กก่อนนะครับ”

“จะไปทำไมคะ”

“ผมก็แค่อยากเห็นที่ที่ป้าใช้ชีวิตอยู่มากที่สุด...แต่เอียดไม่ต้องตามไปนะครับผมนึกอยากกินกับข้าวฝีมือเอียด ทำไว้รอนะ เดี๋ยวจะกลับมากิน”

“เอาอย่างนั้นเหรอคะ”

ชายหนุ่มเจ้าของบ้านคนใหม่พยักหน้า เขาส่งยิ้มบางๆให้อย่างอบอุ่นก่อนจะปลีกตัวเดินอ้อมไปยังอีกด้านอันเป็นที่ตั้งของเรือนไม้หลังเล็กอีกหลัง

“ให้ไปบ้านเล็กคนเดียวอย่างนั้นจะดีหรือคะคุณยาย”เด็กสาววัยรุ่นผู้ทำหน้าที่ดูแลหญิงชราเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าหวาดหวั่น

“ทำไม...คุณกริชเธอเคยเล่นเคยคลุกคลีอยู่ที่บ้านหลังนั้นตั้งแต่เล็กจนโตแล้วจะมีปัญหาอะไร ถ้าเธอจะไปรำลึกย้อนความหลัง” คุณยายหันมาถามเสียงเข้ม

“แหะๆๆ...ไม่มีอะไรค่ะ”เด็กสาวปฏิเสธหน้าแหยเมื่อเห็นสีหน้าเอาเรื่องของหญิงชราที่ไม่ด้อยไปกว่าเจ้าของบ้านตัวจริง

ฝีเท้าหยุดนิ่งเมื่อเดินผ่านซุ้มประตูไม้เลื้อยเข้าสู่อาณาเขตที่ถูกแบ่งด้วยทิวไม้ประดับตัดแต่งจนกลายเป็นกำแพงเตี้ยๆอดีตบ้านหลังนี้เคยเป็นสถานที่เล่นของเขา แต่พอถูกส่งไปเรียนต่อที่ต่างประเทศเขาก็ไม่มีโอกาสได้มาเห็นที่นี่อีก ทั้งๆที่หวังว่าเรียนจบจะกลับมา แต่กลับถูกมอบหมายให้รับผิดชอบดูแลงานสาขาที่นั่น

ฉับพลัน...ท้องฟ้าที่สว่างสดใสกลับมืดครึ้มด้วยเมฆก้อนมหึมาที่แผ่ตัวบดบังครอบคลุมไปทั่วบริเวณเปลี่ยนบรรยากาศแห่งแสงสว่างในเวลากลางวันให้กลายเป็นยามโพล้เพล้...ความรู้สึกบ่งบอกดั่งมีหนึ่งคู่สายตาจับจ้องชายหนุ่มกวาดตามองไปรอบๆบริเวณที่ดูเหมือนจะถูกปล่อยให้อยู่ตามยถากรรม สายลมเย็นพัดพลิ้วกระทบผิวเพียงแผ่วเบารู้สึกได้ถึงความเย็นที่แม้ไม่ได้มากมายนักทว่าขนแขนที่ได้รับการสัมผัสกลับลุกซู่อย่างน่าประหลาดหรือนี่คือการตอบรับการมาเยือนของผู้เฝ้ารอคอยด้วยความคิดถึง

“ผมกลับมาแล้วครับป้า”ชายหนุ่มเอ่ยเบาเมื่อหลับตารำลึกถึงเจ้าของสถานที่บุคคลผู้ที่เขารักและเคารพสุดชีวิต เทียบเท่าผู้ให้กำเนิด

สายลมแผ่วหอบเอากลิ่นหอมจากดอกแก้วอันเป็นที่โปรดปรานของอดีตเจ้าของสถานที่โชยเข้าแตะจมูกชวนให้สูดกลิ่นหอมนั่นเข้าเต็มปอด ณเวลานี้ความรู้สึกอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ดั่งกำลังถูกโอบกอดไว้ด้วยบุคคลอันเป็นที่รัก

เปลือกตาที่ประดับด้วยแพขนตายาวหนาดั่งชนอาหรับเปิดขึ้นมองเรือนเล็กหลังตรงหน้างดงาม น่ารัก ราวกับบ้านตุ๊กตาในเทพนิยาย ไม่แปลกที่คุณป้าจะใช้ที่นี่สร้างสรรค์จินตนาการงานเขียนอันเป็นงานอดิเรกที่รักซะยิ่งกว่างานสร้างรายได้นับพันล้านในแต่ละปี

ที่นั่นบ้านเล็กๆหลังนั้นกำลังเรียกร้องให้ก้าวเข้าไปหา แต่ทว่ากริชนะผู้กำลังจะขยับขาก้าวต่อไปได้เพียงไม่กี่ก้าวกลับต้องหยุดชะงักอีกครั้ง เมื่อสายตาหันไปเห็นบางอย่างเข้าซะก่อน...บ้านสองชั้นขนาดกะทัดรัดอีกหลังที่อยู่นอกเขตรั้วกำแพงไม่ได้เป็นที่สนใจมากเท่าคนคนหนึ่งที่เพิ่งจะผลุบจากระเบียงเข้าประตูไปพ้นสายตาผู้หญิงคนนั้น ใช่...เขามั่นใจว่าเป็นผู้หญิง แม้มองเห็นเพียงกลุ่มผมยาวสลวยดำสนิทเท่านั้นก็ตาม

เมื่อคิดถึงความรู้สึกแรกที่เดินผ่านซุ้มประตูเข้าสู่อาณาเขตบ้านเล็ก...น่าจะเป็นคนนี้คนที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังถูกจับตามองอยู่ทุกฝีก้าว

เขมขวัญรู้สึกได้ถึงอาการเต้นระรัวของหัวใจเมื่อทาบฝ่ามือเข้าแนบอกข้างซ้าย...ทำไมเธอต้องรู้สึกตื่นเต้นดั่งว่ากำลังกระทำเรื่องผิดๆแล้วถูกจับได้อย่างนั้น ก็แค่การยืนดูบ้านน่ารักๆ หลังนั้นก็เท่านั้นไม่ได้ตั้งใจแอบมองผู้ชายคนนั้นสักหน่อย

เขมขวัญลูบอกไปมาพลางถอนหายใจเฮือกเมื่อหวนคิดไปถึงสิ่งที่เห็นเมื่อคู่...ผู้ชายคนหนึ่งที่แม้มองในระยะไกลยังบอกได้ว่าเขาดูดีสง่างามดั่งเจ้าชาย...แต่ดูเหมือนเขาจะเป็นเจ้าชายที่เย่อหยิ่ง เย็นชาเหลือเกินเพราะเมื่อ หญิงท่าทางภูมิฐานที่เดินออกมาจากบ้านตุ๊กตาหลังนั้นหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเขาเอื้อมโอบรอบลำคอทั้งเขย่งตัวขึ้นจุมพิตที่ข้างแก้มก่อนจะคลายวงแขนเข้าสวมกอดที่เอวอย่างรักใคร่กลับไม่ได้รับการตอบสนองจากชายหนุ่มรูปงามคนนั้นเลยแม้แต่น้อย

“ใจดำชะมัด”

พอสิ้นสุดคำอุทานเพียงเบาๆนั้น ผู้หญิงคนนั้นก็หันขวับมาจ้องมองเขม็งราวกลับได้ยินในสิ่งที่เธอเอื้อนเอ่ยจนต้องรีบผลุบจากระเบียงเข้าห้องมายืนหัวใจแกว่งอยู่อย่างนี้

“เป็นไปไม่ได้หรอก ไกลขนาดนั้นจะได้ยิน...ท่าจะเพี้ยนแล้วสิเรา”หญิงสาวบอกตัวเองพลางลูบอกไปมา ให้คลายอาการตื่นเต้น “แต่...ผู้หญิงคนนั้นหน้าคุ้นๆแฮะเหมือนเคยเจอที่ไหนมาก่อน...เจอที่ไหน...ทำไมนึกไม่ออกนะ...บรื๋อ... จู่ๆขนก็ลุกซู่ขึ้นมาซะงั้น”ว่าพลางยกแขนขึ้นมาดู แล้วลูบอกมาลูบขนที่ตั้งเด่ให้ลู่กลับล้มลงเหมือนเดิม

“ขวัญเอ๊ย...เสร็จหรือยังล่ะลูกพ่อกับแม่จะกลับแล้วนะ”

“จ๋า...จะลงไปเดี๋ยวนี้จ้ะแม่”หญิงสาวตะโกนตอบรับเสียงเรียกที่ดังแว่วมาจากชั้นล่าง ก่อนจะรีบรุดเร่งฝีเท้าตามลงไปสมทบ

“เป็นไงบ้างลูก...ห้องหับข้างบน”

“ดีจ้ะแม่ ขวัญชอบ...มีห้องน้ำมีระเบียง หน้าต่างอยู่ทิศทางลมพอดี อากาศไม่ร้อน”

“อยู่คนเดียวได้นะลูก”ผู้เป็นมารดาถามด้วยความห่วงใย

“ไม่มีปัญหาแน่นอนจ้ะ...ตอนขวัญเรียนขวัญก็พักอยู่คนเดียวที่ห้องในหอพักแม่ไม่ต้องห่วงนะ” เขมขวัญบอกทั้งโอบเอวมารดาอย่างประจบ

“มันไม่เหมือนกันที่หอพักอย่างน้อยก็มีเพื่อนร่วมบ้าน ถึงจะไม่ได้พักด้วยกันแต่ที่นี่บ้านหลังเดียว อยู่คนเดียว ยังไงแม่ก็ห่วง”

“ให้ฉันอยู่เป็นเพื่อนพี่ขวัญไหมป้า...ฉันอยู่ได้นะ”เด็กชายวัยรุ่นเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น

“ได้ยังไงไอ้พงศ์ แล้วโรงเรียนเองล่ะ”ผู้เป็นป้าหันมาตอบเสียงเข้ม

“ก็ลา หรือไม่ก็ขาดเรียนซะเลย...”

“แม่เอ็งคงได้ตามมาเพ่นกะบาลแยก...โง่แล้วยังไม่คิดอยากจะเรียนอีก”

“งั้น...ถ้าพี่ขวัญได้ทำงานที่กรุงเทพฯฉันขอมาเรียนที่นี่นะป้า...คนเยอะดี ฉันชอบ” พงศ์ยังไงม่วายต่อรอง

“ไม่ขอแม่เอ็งโน่น...แม่เอ็งคงให้มาหรอก...โรงเรียนที่กรุงเทพฯเข้าเรียนง่ายๆซะที่ไหน ไกลบ้านก็ไกล ค่าใช้จ่ายก็สูง”

“แล้วป้าให้พี่ขวัญมาเรียนที่นี่ทำไมล่ะแถมตอนนี้ยังให้พี่ขวัญมาทำงานอีก...ไม่รู้เหรอว่าฉันจะคิดถึงพี่ขวัญแค่ไหน”พงศ์บ่นพลางทำหน้าเศร้า

“ก็ถ้าที่บ้านไม่มีปัญหาไร่นาจะถูกยึดป้าก็คงเก็บพี่ขวัญของเอ็งเอาไว้ที่บ้านนอกโน่นแหล่ะ...ใครบ้างจะอยากให้ลูกอยู่ไกลตัว”ว่าพลางลูบไหล่ลูบหลังบุตรสาวด้วยความรักและห่วงใย “ไอ้บ้านหลังนี้ก็อยู่ซะก้นซอยทั้งไกลทั้งเปลี่ยว”

“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะแม่ขวัญเรียนจบมาก็ต้องทำงานตามสายงานที่เรียน ถึงเราจะโชคร้ายเป็นหนี้กำนัลทอง แต่คงไม่ร้ายถึงขนาดหางานดีๆทำไม่ได้ขวัญส่งใบสมัครไปหลายที่ ตอนนี้เขาก็เริ่มทยอยเรียกตัวไปสัมภาษณ์ งานออฟฟิศที่กรุงเทพฯเงินเดือนดี จ่ายตามวุฒิก็หลักหมื่น ถ้าได้ ขวัญส่งเงินไปตัดต้นตัดดอกไม่กี่ปีก็ใช้หนี้ได้หมด”

“แล้วจะกินจะอยู่ยังไง”ผู้เป็นมารดายังห่วง

“อันนี้แม่ยิ่งไม่ต้องห่วงขวัญอยู่คนเดียวสะดวกกับการควบคุมค่าใช้จ่าย...แถมบ้านของน้าขุนหลังนี้ขวัญก็อยู่แบบไม่ต้องเสียค่าเช่าเพียงแค่ดูแลบ้านให้มันกลับมามีสภาพเป็นบ้านคนไม่ใช่บ้านร้างก็เท่านั้น”

“อยู่ได้แน่นะ...แม่ว่าบ้านหลังนี้มันวังเวงยังไงไม่รู้”ว่าพลางมองไปรอบๆ ด้วยความรู้สึกหวาดๆ

“อยู่ได้จ้ะ...เราทำความสะอาดเรียบร้อยบ้านก็น่าอยู่ขึ้นตั้งเยอะ เดี๋ยวถ้าพอมีเวลาหน่อย ขวัญจะหาสีมาทาใหม่แค่นี้ก็กลายเป็นบ้านใหม่แล้ว”

“ข้างในล่ำลาเสร็จกันหรือยังเราต้องรีบกลับแล้วนะ ต้องขับรถให้พ้นกรุงเทพฯก่อนค่ำ...เบื่อรถติด”เสียงตะโกนถามจากภายนอกดังขึ้น

“จ้ะพ่อ...” เขมขวัญตะโกนตอบก่อนจะวกกลับมาสบตามารดา “ออกไปข้างนอกเถอะ...เจ้าพงศ์ด้วยพ่อรอนานแล้วเดี๋ยวหงุดหงิดขับรถเร็ว ขวัญยิ่งห่วงๆอยู่”

“อืม...” มารดารับคำอย่างเห็นด้วยก่อนจะหมุนตัวเดินนำบุตรสาวและหลานชายเดินพ้นประตูออกไปภายนอก

“อยู่คนเดียวก็ระวังเนื้อระวังตัวด้วยล่ะอย่าพาใครเข้าบ้าน ถึงจะเป็นเพื่อนหรือคนรู้จักก็อย่าพาเข้ามา คนกรุงเทพฯไว้ใจยาก”ผู้เป็นพ่อเปิดฉากสอนสั่ง

“จ้ะ...”

“กลับบ้าน ก็อย่ากลับค่ำมืด”

“จ้ะพ่อ”

“เวลานอนใส่กลอนปิดหน้าต่างให้เรียบร้อยอย่าเผอเรอเป็นอันขนาด”

“รู้แล้ว...”

“แล้ว...”

“ไหนพ่อบอกจะรีบกลับไงกว่าจะสั่งสอนจบมืดพอดี”

“เออๆ...จะไปเดี๋ยวนี้แหล่ะ...แล้วอย่าลืมส่งข่าวกลับบ้านทุกอาทิตย์ล่ะ”

“จ้ะพ่อ...ลูกขวัญขอน้อมรับคำสั่ง”อดไม่ได้ที่จะทำท่าล้อเลียน เมื่อมองไปเห็นแม่เริ่มมีน้ำตาซึมอย่างน้อยนั่นก็ทำให้แม่ยิ้มออก

ล่ำลา สั่งสอนตักเตือนกันเป็นที่พอใจแล้ว รถกระบะเก่าๆอายุการใช้งานกว่าสิบปีคันนั้นก็แล่นจากไปทิ้งไว้เพียงรอยอาลัยและความเหงาที่คืบคลานแทรกซึมเข้ามาในจิตใจทันทีที่มีช่องทางให้ผ่านเข้าไป

“เอาน่าขวัญ...พรุ่งนี้ต้องไปรายงานตัวที่บริษัท...แผนกบัญชีทีงานให้ทดสอบฝีมือและความรู้เพียบ...พอได้ทำงานก็หายเหงาแล้ว”เธอบอกตัวเองก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าบ้านไปด้วยความรู้สึกเดียวดายอย่างที่สลัดให้หลุดยังไงก็ไม่ยอมหลุดออกไปจากใจสักที

ยามค่ำคืน...

คืนแรกในบ้านพักเก่าๆ ที่ผู้อาศัยเพิ่งได้เข้ามาอยู่ยังไม่ทันข้ามคืน...ไฟฟ้าบางดวงดับสนิทเพื่อประหยัดพลังงานและค่าใช้จ่ายยกเว้นหลอดหน้าบ้านยังส่องสว่างเพื่อเฝ้าระวังภัยที่อาจกล้ำกลายเข้ามาในยามค่ำคืน

เขมขวัญมองไปยังบ้านเล็กๆ ผ่านทางหน้าต่างที่เธอตั้งชื่อให้มันว่าบ้านตุ๊กตา ณ เวลานี้ที่นั่นไม่ได้มีสิ่งที่ชวนให้สนใจเลยแม้แต่น้อยนอกจากแสงจันทร์กระจ่างฟ้าที่ลอยเด่นอยู่เหนือหลังคาบ้านไกลออกไปอีกหน่อยก็คือตัวตึกใหญ่ถมึงทึงราวกับปราสาทผีสิงในภาพยนตร์สยองขวัญ

“รีบเข้านอนดีกว่า พรุ่งนี้ต้องตื่นไปสอบสัมภาษณ์แต่เช้า”เธอบอกตัวเอง พลางเอื้อมมือไปเกี่ยวหูจับบานหน้าต่างจะดึงเข้าหากัน

“เอ๊ะ!...”

หญิงสาวเหลือบเข้าไปเห็นเงาตะคุ่มๆที่อยู่หน้าประตูบ้านตุ๊กตาหลังนั้น รูปร่างพอสังเกตได้ว่าเป็นมนุษย์เพศหญิง แต่เมื่อพยายามจ้องมองให้ชัดกลับไม่ปรากฏสิ่งใด นอกจากเงาไม้ที่ไหวเอนไปมา

“ตาฝาดไปได้...ที่แท้ก็เงาสนมังกรต้นนั้น”เธอโยนคำตอบเรื่องตาฝาดไปยังต้นไม้ใกล้ๆ ถอนหายใจเฮือกเรียกขวัญให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว จัดการลงกลอนหน้าต่างแน่นหนา ปิดกั้นสายลมเย็นที่กำลังโยกทิวไม้โอนเอนไปมาอยู่ภายนอก

ล้มตัวลงบนที่นอนขนาดห้าฟุตด้วยความรู้สึกแปลกๆ สายตาเหลือบมองเงาดำจากไม้ใหญ่ทาบผนังห้องวูบไหวสร้างบรรยากาศวังเวงให้เกิดขึ้นได้ไม่ยากเมื่อท่ามกลางความมืดอันเงียบสงัด

“เธอไม่ใช่คนกลัวผีนี่ขวัญแล้วจะกลัวอะไรกะอีแค่เงาต้นไม้...หลับตาลงก็ไม่เห็นอะไรแล้ว” หญิงสาวบอกตัวเองทั้งหลับตาลงตามคำสั่งของใจ





Create Date : 09 ธันวาคม 2557
Last Update : 10 ธันวาคม 2557 6:57:25 น. 2 comments
Counter : 642 Pageviews.

 
ว้าย เรื่องนี้น่าสนใจนะคะ แบบว่าเป็นคนชอบเรื่องเหนือธรรมชาติ


โดย: พี่หมูน้อย IP: 49.49.196.191 วันที่: 14 ธันวาคม 2557 เวลา:18:43:06 น.  

 
ค้างบนยอดกระบกอีกแล้วช้านนนนนนนนนนนนนนนนนนใครก็ได้ช่วยสอยลงมาที


โดย: panon IP: 203.158.141.5 วันที่: 20 ธันวาคม 2557 เวลา:15:48:07 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

นิยายฝันหวาน
Location :
มหาสารคาม Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




เชิญอ่านนิยายสนุกๆ สไตล์นิยายฝันหวาน



Writer By tonglang
: Copyright © 1999-2008
ข้อตกลง
1. กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะเป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาตจากผู้ลงผลงาน

2. กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลงผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

3. ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานที่ละเมิดลิขสิทธิ์ โปรดแจ้งเจ้าของบล็อกทันที


Smells like Christmas

Posted by Daniela Andrade on 23 ธันวาคม 2014
Group Blog
 
 
ธันวาคม 2557
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
9 ธันวาคม 2557
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add นิยายฝันหวาน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.