Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2558
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
18 ธันวาคม 2558
 
All Blogs
 
20130921 เลาะเลียบเจ้าพระยา .. จากท่าเตียนสู่ท่าพระอาทิตย์ ..

กลับมาเขียนเอนทรี่นี้ตามสัญญา หลังจากเอนทรี่ก่อนพาไปค้นหาตัวตนของคนไทยในมิวเซียมสยาม เป็นอย่างไรกันบ้างครับ ได้พบเจอตัวตนที่แท้จริงของเพื่อนๆ กันบ้างหรือเปล่า? หากใครยังไม่แน่ใจในตัวตนวันนี้ลองตามผมมาเดินเลาะเลียบริมฝั่งเจ้าพระยา ให้รองเท้าคู่เก่าพาสองเท้าออกย่ำไปบนเส้นทางสายอดีตของเกาะรัตนโกสินทร์กับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปเมื่อยุคสมัยได้เปลี่ยนแปลง แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนก็คือสายน้ำแห่งชีวิตเส้นนี้ก็ยังคงทำหน้าที่หล่อเลี้ยงชีวิตของคนทั้งสองฟากฝั่งอยู่มิรู้วาย แม่เจ้าพระยาคงได้แต่เฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงของชีวิตความเป็นอยู่ที่ถูกกลืนกินโดยลัทธิทุนนิยมจนหลงลืมวิถีดั้งเดิม เธอคงได้แต่เสียใจอยู่อย่างเงียบๆ ไร้หนทางต่อสู้ ไร้ซึ่งปากเสียงที่จะร้องขอ หรือจะได้แต่รอให้จิตสำนึกรักษ์น้ำรักษ์เจ้าพระยาค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมาในใจ หรือรอให้ใครสักคนสักกลุ่มที่จะออกมาปกป้อง อย่าให้ถึงวันที่แม่น้ำเจ้าพระยาตายจากเราไปเสียก่อนที่คนรุ่นหลังจะได้เห็นความงดงามอุดมสมบูรณ์ของแม่แห่งสายน้ำเส้นนี้เสียล่ะ

เอาล่ะ .. หลังจากบ่นๆๆๆ เรื่องความมักง่าย ไร้ระเบียบวินัย ไร้จืตสำนึกในการอนุรักษ์ไปเสียหนึ่งย่อหน้า ผมก็ขอพาเพื่อนๆ กลับมาสู่เรื่องราวที่จะนำเสนอในเอนทรี่นี้กันบ้าง

(ซ้าย)มัคคุเทศก์กิติมศักดิ์ของพวกเราครับ ..

เรื่องราวเล็กๆ ของชีวิตความเป็นอยู่และทำมาค้าขายตลอดสองฝั่งข้างทางทั้งเลียบแม่น้ำและริมแม่น้ำ เรื่องมันเริ่มจากตอนที่ออกมาจากมิวเซียมสยามในเอนทรี่ก่อน ก็ได้ลองเดินเรื่อยเปื่อยตามทาง ออกไปสู่บริเวณท่าเตียนโดยมีเพื่อนร่วมก๊วนที่เป็นเจ้าถิ่นย่านนี้เพราะเป็นศิษย์เก่าลูกแม่โดมอาสาเป็นมัคคุเทศก์กิติมศักดิ์ให้ เพราะถ้าปล่อยให้ผมเดินเองละก็ค่ำนี้ก็คงไม่ถึงจุดหมายปลายทางเป็นแน่ โดยเฉพาะอากาศตอนเที่ยงๆ ที่ร้อนเอาการเช่นนี้เลยต้องพากันหาอะไรที่โบราณๆ ดื่มแก้กระหายกันสักหน่อยให้สมกับที่ได้มาเดินทัศนาจรในเส้นทางสายประวัติศาสตร์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เชียวนะ ร้านรวงทั้งในตึกเก่าริมถนนรวมไปถึงร้านค้าริมทางเท้าก็เริ่มคึกคักขึ้นอีกครั้งเมื่อเวลาอาหารกลางวันมาถึง แต่พวกเรายังไม่หิวเท่าไรนักเลยยังคงเดินดุ่มๆ กันต่อไปอย่างไม่ย่อท้อพร้อมกับกาแฟโบราณคนละแก้วให้ดูดเล่นไปตลอดทาง


(ซ้าย) ร้านขายอาหารริมทาง .. / (ขวา) แมวน้อยของใครเดินมาคลอเคลียอยู่ใกล้ๆ .. เดี๋ยวก็แอบหิ้วกลับบ้านซะเลย ..

เพื่อนๆ เคยนึกสงสัยกันไหมว่าทำไมแถวนี้เค้าถึงเรียกกันว่า “ท่าเตียน” ..???

ตำนานเรื่องแรกที่ผมได้ยินตั้งแต่ตอนเด็กๆ มีคนเฒ่าคนแก่เค้าเล่าต่อๆ กันมาว่า เหตุมันเกิดจากยักษ์วัดแจ้ง(วัดอรุณฯ) ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามมาตีกับยักษ์วัดโพธิ์ (บร๊ะเจ้า ..  การยกพวกตีกันนี่มันมีมาตั้งแต่สมัยโน้นเลยแฮะ สงสัยยีนด้อยชอบความก้าวร้าวที่ถ่ายทอดต่อกันมาเพิ่งจะมาแสดงผลชัดเจนกันในเจเนอเรชั่นปัจจุบันนี้ ..) ทั้งสองฝ่ายเข้าตะลุมบอนกันจนฝุ่นตลบ บ้านเรือนแถบนั้นพังยับราบเป็นหน้ากลอง ชาวบ้านเลยเรียกว่า “ท่าเตียน” กันตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ซึ่งอันนั้นดูเหมือนจะเป็นเรื่องนิยายปรัมปราไปสักหน่อย ผมเลยต้องไปค้นประวัติความเป็นมาแบบเป็นทางการสักนิดจนได้ข้อสันนิษฐาน (อุ๊ย .. ใช้คำได้ทันสมัยซะด้วยสิเรา .. 555+) เป็นสองแนวทางดังนี้


(ซ้าย) อาหารทะเลตากแห้งมีขายเยอะจริงๆ .. / (ขวา) ร้านส้มตำอินเตอร์นะจ๊ะ .. เมนูภาษาอังกฤษซะด้วย ร้านค้าร้านอาหารแถวนี้แทบทุกร้านส่งภาษาอังกฤษฟุดฟิดฟอไฟกับชาวต่างชาติได้สบายๆ ..

ข้อสันนิษฐานแรก มีว่า ..

“ …เพลิงไหม้เมื่อวันศุกร์ ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 1 เวลายามเศษ ไฟไหม้เสียหายจำนวนมาก เป็นเรือนหม่อมเจ้าในกรมสุรินทร์รักษ์ (กรมหมื่นสุรินทรรักษ พระนามเดิม พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าฉัตร ต้นราชสกุล ฉัตรกุล ณ อยุธยา) 28 หลัง โรงพระองค์เจ้ามหาหงส์ (พระองค์เจ้ามหาหงษ พระนามเดิม พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ามหาหงษโสภาค ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นสุรินทรรักษ) 3 หลัง เรือน 13 หลัง เรือนข้าราชการและราษฎร 44 หลัง ศาลาวัดสองหลังครึ่ง โรงงานของในหลวง 1 โรง ประตูท่าช้างล่าง ตัวไม้ในโรงเรือนที่จะใช้สร้างวังและพระอารามหลวงกว่าร้อยต้น.. ”

          เพลิงไหม้ในครั้งนั้นกินเนื้อที่กว้างขวางมาก เป็นเหตุให้บริเวณนั้นราบเรียบเตียนโล่งผิดตาจากเดิม จนคนทั่วไปใช้เป็นที่หมายเรียกลักษณะเด่นของบริเวณนั้นว่า “ท่าเตียน”

อืมมม .. อันนี้ดูจะเข้าเค้าเหมือนกันแฮะ .. ลองมาดูอีกแนวทางหนึ่งกันบ้าง

…มีผู้สันนิษฐานว่ามาจากคำว่า “ฮาเตียน” ซึ่งเป็นชื่อหนึ่งในประเทศญวน ชาวญวนได้อพยพเข้ามาตั้งฐานพำนักในประเทศไทยหลายครั้งหลายหน และกระจายอยู่ทั่วไปทั้งในพระนครและธนบุรี มีชาวญวนบางคนซึ่งเห็นภูมิประเทศบริเวณนี้คล้ายคลึงกับภูมิประเทศส่วนหนึ่งของเมืองฮาเตียนที่เคยอยู่อาศัยจึงเรียกบริเวณนั้นว่า “ฮาเตียน” เพื่อให้คลายความคิดถึงถิ่นฐานที่เคยอยู่ ต่อมาจึงเพี้ยนเป็นสำเนียงไทยว่า “ท่าเตียน” อาจกล่าวได้ว่าบ้านญวนแห่งแรกบนเกาะรัตนโกสินทร์คือบ้านญวนในแถบท่าเตียนถึงพาหุรัด เรียกว่าญวนฮาเตียนหรือท่าเตียนในปัจจุบันนั่นเอง

นี่ก็มีความเป็นไปได้อยู่พอสมควร .. อันนี้ก็แล้วแต่เพื่อนๆ จะเลือกแนวทางไหนก็แล้วกันนะครับ

[ที่มาของข้อมูล : ศูนย์ข้อมูลเกาะรัตนโกสินทร์, ห้องสมุดดิจิทัลของมหาวิทยาลัยศิลปากร. ไม่ทราบปี. “ชุมชนท่าเตียน.” [ระบบออนไลน์]. http://www.lib.su.ac.th/rattanagosin_web/?q=node/241 (18ธันวาคม 2558). ]


(ซ้าย) ระหว่างทางลงไปท่าพระจันทร์ ..  / (ขวา) วัตถุมงคล ของที่ระลึก เสื้อผ้า ฯลฯ วางเรียงรายดูละลานตารอนักท่องเที่ยว ..


(ซ้าย) ถนนแห่งศรัทธา / (ขวา) พี่เค้ากำลังได้อารมณ์เลย ..

จากท่าเตียนคราวนี้ก็มาถึงท่าช้าง-วังหลังกันบ้าง ท่าเรือนี้อยู่สุดถนนที่คั่นกลางระหว่างวัดพระแก้วกับสนามหลวง(ถนนหน้าพระลาน) ย่านนี้ของกินเยอะแยะเป็นที่ฝากท้องของผมในอดีตเมื่อสิบห้าปีก่อนครั้งที่ยังมาเรียนเขียนเวบไซต์ที่ม.ศิลปากร(วังท่าพระ) ขอยืนยันตรงนี้เลยว่าอาหารอร่อยๆ มีให้เลือกกินกันไม่หวาดไม่ไหวชนิดที่ว่าตอนเข้ามาเรียนหุ่นเพรียวอยู่ดีๆ แต่พอจบออกไปอีกทีพุงปลิ้นหน้ากลายเป็นกะละมังซะหยั่งงั้น แต่ไม่ได้ไปซะนานไม่รู้ว่าร้านเก่าแก่ดั้งเดิมจะยังคงอยู่ดีกันหรือเปล่า หรือว่ามีล้มหายตายจากกันไปบ้างแล้ว วันนี้ไม่ได้แวะเยี่ยมเยือนท่าช้างฯ เพราะหัวหน้าก๊วนพาพวกเราเดินผ่านถนนมหาราชเลี้ยวทะลุไปข้างวัดมหาธาตุที่เป็นแหล่งรวมของอีกหนึ่งอาชีพที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้ด้วยความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของคนไทยที่มีมาแต่ดั้งเดิม พระพุทธรูป พระเครื่อง เครื่องราง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และวัตถุมงคลอื่นๆ ที่คุณจะหาเช่ากันได้ตลอดทั้งสองฝั่งของถนนแคบๆ เส้นนี้ ตาดีได้ตาร้ายเสียเพราะมีทั้งจริงที่มีตำนานเล่าขานมายาวนานรองรับหรือมีทั้งแบบจำลองขึ้นใหม่เพื่อจำหน่ายเป็นของที่ระลึกกับชาวต่างชาติก็เยอะ ซึ่งบางครั้งก็ทำเลียนแบบได้เหมือนมากและก็เหมือนมากเสียจนแทบจะแยกแยะกันไม่ออกอยู่แล้ว ผมก็ได้แต่เดินๆ ดูไปเรื่อยๆ กดชัตเตอร์ซ้ายทีขวาทีไปตลอดทาง


ศาสนา .. นำพาให้ได้มาเจอกัน .. ศรัทธาใช่ว่าจะดูกันแค่เปลือกนอก ..

แล้วก็มาถึงท่าพระจันทร์จนได้ ต้องขอบคุณมัคคุเทศก์กิติมศักดิ์ของพวกเราที่พาเดินเลาะเลี้ยวไปมาจนโผล่ที่หน้าประตูของม.ธรรมศาสตร์ วันนี้ก็เลยได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมสักครั้ง สิ่งแรกที่มองหาคือยอดโดมอันเป็นแลนด์มาร์กที่โด่งดังของที่นี่ มหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตบัณฑิตผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายและการเมืองที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศ โดยมีชื่อเรียกกันจนติดปากว่า “เสือเหลือง-สิงห์แดง” ซึ่งหมายถึงคณะนิติศาสตร์และคณะรัฐศาสตร์ของม.ธรรมศาสตร์นั่นเอง (ที่มา https://th.wikipedia.org/wiki/คณะนิติศาสตร์_มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ )


(ซ้าย) ยอดโดมที่เป็นสัญลักษณ์ของม.ธรรมศาสตร์ .. / (ขวา) มุมนี้มองจากแถวๆ ลานปรีดี พนมยงค์ ..

(ซ้าย) อนุสาวรีย์พ่อปรีดีของชาวธรรมศาสตร์ ตั้งอยู่ที่หน้าแม่โดม ..

เราลองมาอ่านประวัติความเป็นมาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กันพอสังเขปนะครับ

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถือกำเนิดขึ้นจากการจัดตั้งโรงเรียนกฎหมายใน พ.ศ. 2440 โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เสนาบดีกระทรวงยุติธรรม แต่ครั้งมีพระยศที่พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ฯ เพื่อให้การศึกษาอบรมด้านนิติศาสตร์โดยเฉพาะซึ่งไม่เคยมีมาก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ดี ถึงแม้ครั้งนั้นมีสถานะเป็นแต่โรงเรียนอันมิใช่ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ กระนั้นก็ได้มีแจ้งความของโรงเรียนเกี่ยวกับกำหนดการสอบไล่ของนักเรียนกฎหมายลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาอันเป็นหนังสือพิมพ์ข่าวราชการด้วย สำหรับที่ตั้งของโรงเรียนกฎหมายนั้นได้แก่ห้องเสวยของเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมซึ่งอยู่ถัดจากห้องทรงงาน โดยเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมทรงให้การศึกษาด้วยพระองค์เองเมื่อทรงเสร็จสิ้นการเสวยพระกระยาหารกลางวันแล้ว ครั้นมีนักเรียนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงมีการย้ายไปทำการเรียนการสอนยังตึกสัสดีหลังกลาง กระทรวงยุติธรรม (อ่านต่อ)

นั่งพักดื่มน้ำดื่มท่าสอดส่ายสายตาไปรอบๆ มิได้มีเจตนาแอบแฝงอันใดดอก เพียงเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ได้มาเยือนเลยต้องทำตัวเสมือนกล้องซีซีทีวีหมุนซ้ายทีขวาทีเพื่อเก็บบันทึกภาพสวยๆ ดีๆ เอามาเป็นวัตถุดิบใช้เล่าเรื่องในเอนทรีนี้ยังไงล่ะ(ดูๆๆ .. ข้ออ้างฟังขึ้นเชียวเนอะ ..ฮ่าๆๆ) ..


ฝั่งตรงข้ามลานปรีดีฯ เป็นโรงพยาบาลศิริราช ..

(ซ้าย) สาบานได้ว่าผมจะถ่ายร้านค้าข้างหลังโน่น ที่ผมนึกว่าเป็นร้านก๋วยจั๊บชื่อดังแห่งย่านถนนพระอาทิตย์ แต่กล้องมันโฟกัสพลาดเองน่ะครับ .. จริงจริ๊งงงง (เสียงสูงปรี๊ดดด) ..

หลังจากคลายร้อนจากอากาศอบอ้าวช่วงกลางวัน ก็ได้เวลากันสักที บ่ายๆ อย่างนี้ก็พากันเดินเลาะเรียบผ่านโรงเรียนนาฏศิลป์ที่เค้าร่ำลือว่าสาวๆ สวยยิ่งนักเพื่อใช้เป็นทางผ่านทะลุออกไปลอดใต้สะพานปิ่นเกล้าฝั่งพระนครเข้าสู่ถนนพระอาทิตย์ ไปปิดทริปนี้กันที่สวนสันติชัยปราการที่ตั้งอยู่บริเวณโค้งป้อมพระสุเมรุนั่นแหละครับ ระหว่างทางผ่านร้านก๋วยจั๊บญวนชื่อดังที่อร่อยจนหลายคนต้องมาจัดสักมื้อทั้งรายการทีวี เวบไซต์ บล็อกเกอร์ เฟซบุ๊คเพจพากันรีวิวไม่ขาด แม้กระทั่งเพจ/บล็อคส่วนตัวก็ยังยอมลงทุนเสียตังค์มากินเองเพื่อถ่ายรูปทำรีวิวเพราะมันอร่อยคุ้มจริงๆ พลาดไปล่ะเสียดายแย่ (ผมไม่ได้บอกชื่อร้านเพราะไม่ได้มาโฆษณา ถ้าใครอยากรู้ให้อากู๋ช่วยเสิร์ช รับรองเจอได้ไม่ยากไม่เย็นแน่นอน ..)


อ๋อ .. ร้านเค้าอยู่ตรงนี้นี่เอง ..


พระที่นั่งสันติชัยปราการ ศาลาไทยหลังคาจัตุรมุข เป็นเครื่องไม้ทั้งหมด ที่หน้าบันมีลวดลายแกะสลัก ประดับตราสัญลักษณ์พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ ..

สวนสันติชัยปราการในตอนบ่ายแก่ๆ แบบนี้ยังไม่มีใครมาใช้บริการสักเท่าไร คงมีแต่พวกเราและคู่รักวัยรุ่นอีกคู่ที่กำลังแอ็คท่าถ่ายรูปกันกระหนุงกระหนิง ส่วนพวกเรามีแต่ชายหนุ่มบึกบึนถึกแกร่งทนทุกสภาวะแบกกระเป๋ากล้องใบเบ้อเริ่มพร้อมกับขาตั้งกล้องยาวครึ่งเมตรอีกคนละอันดูพะรุงพะรังดีพิลึก จะถ่ายพวกเดียวกันเองให้เปลืองชัตเตอร์เค้าท์เล่นๆ ก็กระไรอยู่ กล้องคู่ใจคงจะทำหน้ายี้ไม่อยากเก็บภาพหนุ่มโฉดแต่ละนายไว้ในกล้องให้เสียเซลฟ์ เลยหันไปถ่ายศาลา ถ่ายต้นไม้ ถ่ายแม่น้ำ ถ่ายตึกรามบ้านช่องไร้สาระไปตามเรื่องจนสมควรแก่เวลาจึงพากันแยกย้าย ขากลับเลยได้มีโอกาสใช้บริการเรือด่วนเจ้าพระยาจากท่าพระอาทิตย์ไปลงท่าเตียน เพื่อต่อรถโดยสารประจำทางปรับอากาศกลับบ้าน นั่งหลับๆ ตื่นๆ ไปสี่ชั่วโมงกว่าจะถึงแถวๆ บ้าน ยังต้องต่อรถอีกสองต่อเล่นเอาสะบักสะบอมกว่าจะเข้าบ้านได้ก็มืดตึ๊อตื๋อ เปิดประตูเข้ามาก็เจอข่าวในพระราชสำนักกำลังออกอากาศอยู่พอดี


(ซ้าย) เส้นทางเดินเข้าสู่พระที่นั่ง .. / (กลาง) จากใต้ร่มเงาแห่งความความร่มเย็น .. / (ขวา) ตระหง่านง้ำค้ำฟ้าท้าทายแสงจ้าแห่งดวงตะวัน ..

สรุปทริปนี้ได้พารองเท้าคู่เก่าออกก้าวเดินย่ำไปในเส้นทางสายอดีตแห่งเกาะรัตนโกสินทร์สมใจอยาก ได้ทดสอบสมรรถภาพความอดทนของร่างกายไปในตัวอีกด้วย แต่สิ่งที่ได้กลับมาหาใช่ภาพถ่ายที่สวยงามเลิศเลออะไรไม่ ความรู้สึกและสำนึกตระหนักถึงเรื่องราวมากมายจากอดีตที่หลายคนหลงลืมไปต่างหากล่ะ ที่ยังตราตรึงฝังรากลึกลงไปในเซลล์สมอง บันทึกเอาความทรงจำอันน่าประทับใจไว้ให้ได้ซาบซึ้งถึงวิถีชีวิตดั้งเดิมแห่งสยามประเทศที่ถูกความเปลี่ยนแปลงแห่งทุนนิยมมาพรากชุมชนดั้งเดิมไปเลือนหายไปตามกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลง

เอนทรี่นี้ผมทำตัวเป็นเด็กดีมีสาระเผื่อจะได้เป็นประโยชน์กับผู้อ่านบ้าง ต้องขอขอบคุณที่ติดตามอ่านกันจนจบนะครับ ..

ภาพของทริปนี้

เขียนโดย : นายเมษา
เขียนเมื่อ : วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม 2558 เวลา 23:46 น. GMT+7 TH




Create Date : 18 ธันวาคม 2558
Last Update : 19 ธันวาคม 2558 0:46:26 น. 1 comments
Counter : 475 Pageviews.

 
thx u crab


โดย: Kavanich96 วันที่: 19 ธันวาคม 2558 เวลา:1:57:09 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

BlogGang Popular Award#13


 
tombass
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]






You're visitor No.
HTML Counter


Tombass's Bloggang Counter



Welcome to my HOMEPAGE




ไปเที่ยวชมบนเวบบอร์ดครับ ..


http://11maysa.eu5.org



คุณสามารถเข้าชมรูปภาพในบล็อคนี้ได้ที่
G+ Picasa
Photo Bucket



กี่โมงแล้วล่ะเนี่ยะ ..?





ราคาน้ำมันวันนี้ .. by PTT




About me :





Do you hear me? I'm talking to you
Across the water across the deep blue ocean
Under the open sky, oh my, baby I'm trying

Boy I hear you in my dreams
I feel your whisper across the sea
I keep you with me in my heart
You make it easier when life gets hard

I'm lucky I'm in love with my best friend
Lucky to have been where I have been
Lucky to be coming home again
Ooh ooh ooh

They don't know how long it takes
Waiting for a love like this
Every time we say goodbye
I wish we had one more kiss
I'll wait for you I promise you, I will

I'm lucky I'm in love with my best friend
Lucky to have been where I have been
Lucky to be coming home again

Lucky we're in love in every way
Lucky to have stayed where we have stayed
Lucky to be coming home someday

And so I'm sailing through the sea
To an island where we'll meet
You'll hear the music fill the air
I'll put a flower in your hair

Though the breezes through trees
Move so pretty you're all I see
As the world keeps spinning 'round
You hold me right here, right now

I'm lucky I'm in love with my best friend
Lucky to have been where I have been
Lucky to be coming home again

I'm lucky we're in love in every way
Lucky to have stayed where we have stayed
Lucky to be coming home someday

Ooh ooh ooh
Ooh ooh ooh, ooh

Title : Lucky
Artist : Jason Mraz & Colbie Caillat
Friends' blogs
[Add tombass's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.