มองทุกอย่างในด้านที่แตกต่าง ทุกอย่างในโลกย่อมมีเรื่องดีๆ เสมอ
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2555
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
28 มีนาคม 2555
 
All Blogs
 
คุณลืมถึงความรักที่ได้รับในวัยเด็ก ไปแล้วหรือยัง

ลองค่อยๆ นึกดูถึงสมัยตอนที่เรายังเป็นพ่อหนู แม่หนูในอ้อมกอดของพ่อแม่ เคยจำได้ไหมครับว่าตอนที่เราเป็นเด็กตัวเล็กๆ การที่เราได้นั่งตักนุ่มๆพนักพิงเป็นอกใหญ่ๆ อ้อมแขนที่ยืนยาวออกไปโอบล้อมรอบตัวของเรา พร้อมได้รับความรักความอบอุ่นจากการกอดด้วยความรักหยอกล้อสนุกสนาน ทั้งที่เป็นแค่การสวมกอดแล้วบิดไปมาเพียงเท่านี้ก็ทำให้เราหัวเราะและยิ้มได้ สมัยที่เราได้รับความสุขเหล่านั้นเมื่อตัวเล็กๆมันรู้สึกดีแต่แค่ไหนผมจำได้เสมอว่าทำไมอ้อมกอดของพ่อแม่ถึงได้ใหญ่โตขนาดนั้น อยากจะไปนั่งเล่นนอนเล่นทั้งวันไม่คิดที่จะเบื่อเลย แม้ทุกวันนี้ผมเองก็ตัวใหญ่จนไม่สามารถนั่งตักได้แล้วคงได้แต่นอนหนุนตักบ้างเป็นบางครั้งซึ่งก็น้อยลงเต็มที ทุกวันนี้การที่ผมได้กอดพ่อแม่ด้วยร่างกายที่ใหญ่โตของผมจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น ก็ยังอดนึกถึงสมัยที่เราเป็นเด็กตัวเล็กๆ ที่ได้นั่งและนอนหนุนตักเสมอพ่อแม่เสมอๆ ต่อด้วยการวิ่งเล่นไปมาอย่างสนุกสนานในบ้าน เรามีความรู้สึกว่าบ้านมันกว้างใหญ่มากทั้งที่มันเล็กนิดเดียวในสายตาเราเมื่อโตขึ้น มีที่ให้ทำนู้นทำนี่เยอะแยะเต็มไปหมดวิ่งเข้าห้องครัวก็ได้ทำกับข้าวช่วยพ่อแม่มีดเล่มเล็กๆก็ดูเหมือนจะใหญ่โตไปซะหมดหั่นผักหรือต้นหอมก็ดูว่าจะเป็นงานที่สนุกสนานท้าทายเราตลอดเวลา ออกไปนอกบ้านเพียงแค่สวนเล็กๆ หน้าบ้านก็กว้างใหญ่ซะจนวิ่งเล่นไปได้ทั้งวัน หนังสือที่อยู่ในบ้านที่มีไม่กี่เล่มในบ้านก็เปิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนดังกับว่าหน้าหนังสือไม่มีวันหมด อีกทั้งการขยันตั้งคำถามเดิมๆ ซ้ำๆวนไปวนมาเรื่องเดิมอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยกับคำถามที่เราเป็นคนตั้ง ส่วนคนที่ค่อยที่จะตอบคำถามที่เราถามซ้ำวนไปวนมาก็ยินดีที่จะตอบให้เราพอใจอยู่ทุกๆครั้ง ทุกอย่างที่เราได้สัมผัสมองเห็นได้ยินได้กลิ่นล้วนแล้วแต่เป็นความสุขที่เราได้รับจากคนที่รักเราคนแรกในชีวิต และยังคงจะรักเราเป็นห่วงไปเรื่อยๆจนกว่าท่านจะจากเราไป โดยเป็นความรักที่สุดแสนบริสุทธิ์ไม่มีอะไรมาเจือปนเลยแม้แต่น้อย เพราะนั่นคือความรักจากพ่อแม่ ที่คุณได้รับ

บางคนเมื่อโตขึ้นมาแล้วการที่จะวิ่งไปกอดไปหอมพ่อแม่กลับกลายเป็นเรื่องกระดากน่าอายไม่กล้าทำ เพราะคิดไปเองว่าพอเราโตแล้วพ่อแม่คงไม่ชอบให้เราวิ่งเข้าไปกอด คงจะที่คิดไปเองว่ามันคงดูไม่ดีไม่เหมาะคนอื่นเห็นเข้าก็อายเค้า ถ้าหากเพื่อนๆ ที่รู้จักมันผ่านมาเห็นเข้ามันคงเอาไปล้อกันทั้งห้องให้ได้อับอายกันชนิดที่ว่าโดนล้อตั้งแต่ มัธยมต้น จนจบมัธยมปลาย และอาจจะเก็บข้อมูลกันเอาไปล้อถึงตอนเลี้ยงรุ่นเลยก็ยังมีให้เห็นกัน ก็เลยอาจเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้ใครต่อใครหลายคนไม่กล้าที่จะเข้าไปแสดงความรักกับพ่อแม่ ทั้งที่ตอนเราเด็กๆ เราเองแท้ๆ ต่างหากที่ยังไม่ทันได้ก้าวขาออกจากบ้านกระโดดเข้าไปกอดอ้อนวอนให้ท่านอุ้ม ให้หอมแก้น้อยๆของเราก่อนออกจากบ้าน แถมถ้าวันไหนพอตัวเราคิดพออกพอใจพิเศษก็แถมหอมแถมกอดท่านอย่างไม่คิดมูลค่าไม่ได้คิดที่จะอับอายแตกต่างจากวันนี้ วันวานยามเราเด็กเที่ยวเล่นซุกซนทำกิจกรรมอะไรต่อมิอะไร ก็จะมีใครกันละที่ไม่ใช่สองคนเจ้าเก่าเวลาเดิมมาคอยนั่งเฝ้านอนเฝ้า เล่นขายของก็เป็นลูกค้าแกล้งกินดินกินทรายทั้งที่จริงๆแล้วก็กินไม่ได้ เล่นตำรวจจับผู้ร้ายก็ยอมเป็นโจรวิ่งหนีรอบบ้านให้เราไล่จับ แกล้งทำตัวเป็นคนป่วยนอนร้องโอดโอยให้คุณหมอตัวน้อยคอยรักษาให้ ยอมเป็นม้า เป็นช้าง เป็นวัว เป็นควาย เป็นยี่ราฟ เป็นเครื่องบิน เป็นเฮลิคอปเตอร์ แล้วแต่วันไหนจะนึกได้ให้เราได้ขับได้ขี่ แต่เมื่อเราโตขึ้นเรากลับลืมว่าเราเองก็เคยเล่นกับท่านเหมือนกับที่เราเล่นกับเพื่อนๆ ทำกิจกรรมกับเพื่อนเราทุกวันนี้ตัวเราเองทำทุกอย่างรวมกับคนสองคนนี้ตลอดเวลาจนกระทั่งเราโตขึ้นเหมือนมีบางอย่างค่อยๆเคลื่อนเข้ามากันเป็นกำแพงขวางความสัมพันธ์ที่เราเคยมีกับท่าน หันไปสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่นอย่างเพื่อน หรือแฟนแทน

อะไรคือกำแพงที่มาขวางทำให้เราไม่กล้าที่จะเข้าใกล้ท่านเหมือนเมื่อสมัยเราเป็นเด็ก ก็ตัวเราเองไม่ใช่หรือที่เป็นคนสร้างกำแพงนั้น เราเลือกที่ฟังแต่เสียงของตัวเองตลอดมา คอยฟังแต่เสียงที่เป็นความต้องการของตัวเอง คิดไปเองปิดกั้นไปเองจากการได้เห็น ได้ยิน ได้สัมผัส จากสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัว เห็นความรักของพ่อแม่เป็นเรื่องห่างตัว คิดว่าเราโตแล้วไม่จำเป็นจะต้องให้ใครมาดูแล ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาเอาใจใส่คอยหวงคอยห่วงเป็นเพราะเราเบื่อจากการถูกดูแลเอาใจใส่จากท่านหรือเปล่า ทำให้เราเริ่มถอยห่างจากความรักของพวกท่านไปเรื่อยๆ คำพูดคำสอนที่ท่านคอยพูดกลายเป็นสิ่งคุ้นหูชินชาซ้ำซากน่าเบื่อน่ารำคาญ เรากั้นกรอบก่อกำแพงจากการรับรู้รับฟังมาจากเพื่อนๆ เรียนรู้จดจำจากคนอื่นคิดว่าความใกล้ชิดกับพ่อแม่เป็นเรื่องน่าอาย ยิ่งเมื่อเราโตความคิดของเจ้าหนูจามัย(เด็กขึ้สงสัย) ก็ค่อยๆ เลือนหายไปแต่ตัวเราเองต่างหากที่ตั้งคำถามท่านน้อยลง แต่หันไปถามเพื่อนมากขึ้น หันไปถามคนอื่นซึ่งบางครั้งเค้าทั้งหลายก็ไม่ได้รู้นิสัย หรือเข้าใจในความเป็นตัวเรา เพียงแต่เพราะคิดว่าเพื่อนคือคนที่ดีที่สุดเข้าใจเราได้มากที่สุดเหมือนเรามากที่สุดวัยเดียวกับเรา ความฝันความต้องการเหมือนเราเราจึงอยากที่จะแลกเปลี่ยนความคิดการกระทำการทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนเรามากกว่า เพราะเพื่อนทำสามารถพอที่จะช่วยตอบสนองเราได้เพราะมีความต้องการเหมือนกันทางความรู้สึกและอารมณ์ เมื่อเราตั้งคำถามกับท่านน้อยลง ท่านก็จะมองว่าเราโตแล้วไม่รู้ว่าจะคุยอะไรกับเราเพราะตลอดชีวิตพ่อแม่ของเราคอยที่จะตอบคำถามและตอบสนองเรามากกว่าที่จะตั้งคำถามกับเรา เมื่อเราโตขึ้นเรามีความต้องการแตกต่างจากเมื่อก่อนมากขึ้น ท่านจึงคุยกับเราน้อยลง เป็นเพราะเราไม่เคยตั้งคำถามต่างหาก ไม่เคยปรึกษา เมื่อเราไม่ได้ปรึกษาพูดคุยกับท่านนานวันเข้าบ่อยเข้า เราจึงเกิดความเขินอาย เมื่อเรามีปัญหาที่อยากให้ท่านแก้จึงมักจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่บานปลายเพราะเราตัวเราไม่เคยที่จะเข้าหามานานซะจนไม่กล้าที่จะพูด ผิดกับเมื่อตอนยังเล็กปัญหาน้อยใหญ่เพียงเราเอยปาก ท่านจะคอยอยู่ใกล้ๆ คอยแก้ไขให้เสมอ เพียงแค่เราคอยถามตั้งคำถามบอกปัญหาให้ท่านบ่อยๆ ความรักความอบอุ่นก็ยังคงอยู่เหมือนเดิมเพียงแค่เราคอยที่จะถามบ่อยๆพูดบ่อยๆ

เพียงเพราะเราลืมความรักที่ท่านมอบให้ มองว่าเป็นสิ่งที่ซ้ำซากจำเจ เชื่อมั้ยว่าคำพูดที่มีประโยคคล้ายกัน แต่กลับให้ความรู้สึกต่างกัน ขอให้อ่านแล้วเปิดใจให้กว้างหากเราได้ยินคำพูดนี้ที่ออกมาจากปาก เมื่อก่อนเราคิดอย่างไร วันนี้เราคิดอย่างไร

พ่อและแม่              “กินข้าวหรือยังลูก” “เราเป็นห่วงลูกนะ” “เรารัก...ลูกเสมอ”

เพื่อนหรือแฟน       “กินข้าวหรือยังเธอ” “เราเป็นห่วงเธอนะ” “เรารัก...เธอเสมอ”

คำพูดคล้ายกันแต่ต่างเพียงใครเป็นคนพูดก็สร้างความรู้สึกที่แต่ต่างกันไปได้อย่างเหลือเชื่อ แต่ทั้งสองก็ยังแฝงไปด้วยความรักความห่วงใย เพียงแต่ว่าเรารู้สึกชอบพอกับสิ่งใดที่เราได้รับก็เท่านั้น

อย่าปล่อยเวลาที่มี่ค่ากับการที่จะได้อยู่ข้างๆพ่อแม่ครอบครัวที่ตนรักจนทำให้เราไม่กล้าที่จะแสดงออกถึงความรักที่เรามีให้เค้า เชื่อมั้ยครับว่าผมเคยไปยืนดูกิจกรรมวันพ่อ และวันแม่ที่โรงเรียนเพียงเพื่อที่จะมองหาภาพบรรยากาศที่เต็มไปด้วยหยดน้ำตาจากความยินดีของพ่อแม่เหล่านั้นที่เค้ารอให้ลูกๆมาบอกรักตัวเองในวันสำคัญสำหรับพ่อแม่หลายๆ คนวันนั้นคือวันที่จะได้ยินคำว่ารักจากลูก  ส่วนลูกๆบางก็คงจะมองว่าก็ทำตามคำสั่งครูไปเท่านั้นเหละไม่งั้นเดี๋ยวคะแนนจิตพิสัยจะตกเอา ด้วยความเป็นพ่อแม่เชื่อเหลือเกินว่าต่อให้คุณ(คนที่เข้ามาอ่าน)  จะอายุมากขนาดไหน ถ้าพ่อแม่คุณยังอยู่ท่านก็คงจะมองคุณคือเจ้าหนูน้อยตัวเล็กๆ  ที่สมัยก่อนเคยนั่งตัก  ให้พวกท่านได้กอดได้หอม  อยู่ตลอดกาลอย่าลืมเข้ากอดไปหอมท่านบ้างนะครับผมเชื่อจากหัวใจว่าท่านยังคงรอให้พวกคุณทั้งหลายไปหอมท่านเหมือนตอนที่พวกเรายังเป็นเด็กตัวเล็กๆ ก่อนที่พ่อผมจะเสียท่านจะชอบพูดกับผมและน้องชายอยู่บ่อยๆ ว่า “พ่อคิดถึง สมัยตอนที่แกยังตัวเล็กๆ ทุกครั้งที่พ่อได้กอดได้อุ้มได้หอมนั่นคือความสุขของพ่อ”  ผมเชื่อเสมอว่าพ่อแม่ของทุกคนยังรักยังห่วงพวกเราเสมอ  แต่พวกเราเองนั้นเหละที่เป็นฝ่ายที่ลืมซะเอง  

ปล.  รีบไปหาท่านนะครับเพราะท่านยังคอยเจ้าตัวน้อยกลับมาเล่นกับท่านเสมอ




Create Date : 28 มีนาคม 2555
Last Update : 28 มีนาคม 2555 9:23:11 น. 2 comments
Counter : 365 Pageviews.

 
อ่านแล้วถูกใจมาก ลูกบางคนกว่าจะรู้ว่าค่าความรักของพ่อแม่ ท่านก็จากไปแล้ว และไม่มีโอกาสบอกรักท่าน


โดย: ปาป้า IP: 58.9.79.229 วันที่: 28 มีนาคม 2555 เวลา:6:09:33 น.  

 
ดีใจครับที่คุณ ปาป้า ชอบ


โดย: eronthai วันที่: 28 มีนาคม 2555 เวลา:13:18:36 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

eronthai
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




ยินดีที่ได้รู้จักชาวบล็อคทุกท่านนะคร้าบ อยากเขียนอะไรผมก็จะเขียนจามความรู้สึกส่วนตัวค่อยเขียนค่อยทำคิดอะไรก็เขียนๆ พิมพ์ไป
Friends' blogs
[Add eronthai's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.