Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2551
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
24 ตุลาคม 2551
 
All Blogs
 

"น้ำตกทีลอซู" เมื่อครั้งละอ่อน

เป็นเรื่องราวสมัยเสือหลุมหลิมยังละอ่อน.. (10 ปีที่แล้วอ่ะคับ)

เป็นหนึ่งในหลายทริปที่ตระเวนโบกรถเที่ยวทั่วไทย

สมัยนั้นกล้องดิจิตอลยังเป็นสิ่งที่หาได้ยาก โดยเฉพาะพวกซำเหมาอย่างอยากกระผมและผองเพื่อน

แค่มีกล้องถ่ายรูปไปก็ด้วยก็สุดจะปลาบปลื้มแล้วครับกระผม

เวลาถ่ายแต่ละภาพทีพวกเราก็เลยจะเน้นกันมาก ไม่กล้าถ่ายพร่ำเพรื่อเพราะกลัวเปลืองฟิล์ม..

อันที่จริงเราก็กลัวเปลืองกะตังค์ค่าล้าง ค่าอัดภาพด้วยแหละคับ

ภาพที่เอามาให้ชมจึงเป็นภาพ Scan มาจากภาพถ่ายอีกทีคับ

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

การพเนจรของเราเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม ของปี 2542

เราเริ่มต้นโบกรถกันที่ ปั๊มน้ำมันเอสโซ่แถวๆ รังสิต
เรามักเรียกกันสั้นๆ ว่า ปั๊มใหญ่ เพราะปั๊มนั้นจะมีป้ายที่เขียนว่า "ปั๊มน้ำมันใหญ่ที่สุดในโลก"
จริงหรือป่าวผมก็ไม่เคยไปวัดซักกะที

รู้แต่ว่าปั๊มนี้จะเป็นจุด start ของเหล่าบรรดานักโบกรถทั้งหลายมารอโบกรถออกจาก กทม. ประจำ

Trip นั้นมีกันแค่ 4 คน ประกอบด้วย ไอ้ท้อน ไอ้จุ่น ไอ้อ๋อ และผม คับ...

ดังภาพที่เห็นครับ ผมซดเหล้า..ตั้งแต่ยังหารถไม่ได้เลย

กลุ่มผู้หญิงด้านหลังพวกเธอโบกรถไปแม่ฮ่องสอน คับ... ไม่มีผู้ชายไปด้วยเลยสักคน เห็นแล้วอยากตามไปอารักขาพวกเธอจัง

...คืนนั้น มีคนโบกรถกันหลายกลุ่ม เหลือเกิน กว่าเราจะโบกรถได้กันก็เกือบหกโมงเช้าของอีกวันแน่ะ...แต่ได้รถไป "สุพรรณ" นะคับ

"เอาว่ะ...สุพรรณ กรูก็ไป ดีกว่าอยู่ที่เดิม"


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
เราโบกต่อที่ 2 จากสุพรณ ไปถึง นครสวรรค์
ต่อที่3...จากนครสวรรค์ ไป ตาก...
ต่อที่4...จากตาก ไป แม่สอด..
ต่อที่5...จากแม่สอด ไป อ.อุ้มผาง ซึ่งต่อสุดท้ายนี้เราได้เป็นรถสิบล้อที่กำลังจะไปอุ้มผาง
แต่บังเอิญไปมืดระหว่างทาง อ.แม่สอด กะ อ.อุ้มผาง คับ..
พี่คนขับสิบล้อใจดีก็เลยพาแวะไปนอนบ้านแก...
ตอนกลางคืนก็เลยมีดื่มเหล้าต้อนรับพวกเรากันใหญ่..

จำได้ว่าระหว่างนั่งซดเหล้ากันอยู่..มีพี่คนนึงแกถาม เพื่อนท้อน กับ เพื่อนจุ่น สองสาวประจำทริปว่า...
"น้อง..มีแฟนกันหรือยังจ๊ะ"

เพื่อนท้อน มันกลัวโดนจีบ คับ มันเลยรีบบอก
"คนนี้งัย..แฟนหนู" มือชี้มาทางผม (นั่นงัยซวยแล้วกรู -_-!)

"ส่วน..คนนี้ก็แฟนจุ่น ค่ะ" มือชี้ไปทางเพื่อนอ๋อ (555..เพื่อนอ๋อ ก็โดนเหมือนกัน)

"แฟนน้องหน้าตาก็ดีนะ..ใช้ได้" เสียงพี่ผู้ชายคนที่ถามพูดกับเพื่อนท้อน หลังจากนั้นก็หันไปทางเพื่อนจุ่น

"แต่น้องคนนี้ พี่ว่าหาใหม่เหอะ"
...ห้า ฮ่า 5 พวกเราหัวเราะกันกลิ้ง

มีก็แต่เพื่อนอ๋อที่หน้าเสีย อารมณ์บ่จอย อยู่คนเดียว
"กรู..เซ็งว่ะ...กรูมันเปงงัยว่ะ พี่แมร่งพูดซะกรูเสียเลย"

...ในภาพ เป็นบรรยากาศยามเช้า อากาศหนาวมาก เลยลุกขึ้นมาก่อไฟกินเหล้าแก้หนาวกันต่อ

เพิ่งสังเกตเห็นว่ามีน้องหมานอนยกขาโชว์ไข่ด้วยอ่ะ


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เพื่อนจุ่น กับ เพื่อนท้อน คับ..
ไม่รู้ว่ามันไปล๊อคคอลูกชาวบ้านที่ไหนมาถ่ายกะมันด้วย..
จิงๆ น้องเขาคงไม่อยากถ่ายกะมันหรอกคับ...กลัวตาย ก็มันเล่นไปยืนถ่ายซะกลางถนนอย่างงั้น...

ประมาณปี 45 มั้งครับ...
เพื่อนท้อนหายไปนานมากไม่ติดต่อใครเลย พร้อมกระแสข่าวว่าที่ว่า "มันมีลูกแล้ว !" ผมเลยเอารูปนี้ไปให้เพื่อนๆ ดู..
จากนั้นก็เป็นข่าว กระหึ่มไปเลยยย..ว่า "ไอ้ท้อนมีลูกแล้วโว้ยยยย!"

เย้..สมน้ำหน้า ดันหายไปนาน...


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เชื่อหรือไม่ว่า trip นี้เราเก็บตังค์กันคนละ 300 บ. รวมสี่คน ก็เป็นเงิน 1,200 บาท

แต่พอลองดูบัญชี ค่าใช้จ่ายเงินที่เพื่อนท้อน จดเอาไว้ตลอด trip ก็พบว่า..

ตลอด 5 วัน 4 คืน เราหมดค่าอาหารแค่ 300 บ. คับ (รวมแล้ว 4 คนนะคับ) ที่เหลือลงขวดสุราหมดเลยคับ

ด่านตรวจแรกก่อนที่จะเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง ครับ

ต้องทำใบ สป.7 ซึ่งเป็นใบขออนุญาตเข้าพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ากันก่อน

ก็เลยเก็บภาพเป็นที่ระทึกสาหน่อย

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เจอป้ายแล้วคร้าบบบบ.. ดีใจจังฮู้

แต่หารู้ไม่ ต้องเดินเข้าจากตรงที่เห็นนี่อีกร่วม ยี่สิบกิโล

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เดินไป...
กิโลแรก "กระเป๋ากรู..ทำมันหนักจังว่ะ"

กิโลที่สอง "รำคาญกีตาร์ ชิบเป๋ง"

กิโลที่สาม "ไม่น่าเอากีตาร์มาเลย...หนักก็หนัก แถมกลางคืนต้องมานั่งเล่นเองอีก"

กิโลที่สี่ "เหล้าโลงที่ซื้อมามันเยอะไปมั้ง...ต้องหาทางกำจัด"

...กิโลที่ห้า ล้อมวงกินเหล้าเลยคับ....555


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

...โชคยังดีคับ..ที่มีรถสองแถวเข้ามารับนักท่องเที่ยวฝาหรั่ง ในทีลอซู เราเลยขออาศัยรถมาด้วยซะเลย

"ขึ้นมาเลยๆ ครับ...ไปด้วยกัน พี่ไม่คิดตังค์หรอกครับ"
....เป็นที่ให้ปลาบปลื้มในน้ำใจของคนไทยเหลือเกินครับ แต่ก็อดนึกแปลกใจไม่ได้ครับ ยังไม่ทันเอ่ยปากอะไรก็ชวนขึ้นรถเสียละ...

....รถเคลื่อนไปได้สักระยะ ก็ถึงบางอ้อครับ ทางมันเป็นดินเละๆ บางจุดครับ..รถไปไม่ได้

พวกเราจึงต้องช่วยกัน ทั้งขย่ม(จนไส้แทบทะลักออกตรูด)...

ทั้งดัน (จนดินเข้าปากไปหลายก้อน หน้าก็ดำเป็นท่านเปาไปเลย)...เฮ้อ!

กว่าจะถึงก็สี่โมงเย็นครับ (เล่นเอาเหนื่อย)

...ไปถึงก็หาจุดกางเต็นท์ กันก่อนเลยครับ เพราะกลัวมืด..
หลังจากเดินสำรวจแล้วเราก็หมายมั่นว่าจะกลางเต้นท์กันตรงลานใกล้ลำห้วย..ทำเลกำลังเหมาะสวยงามเชียว

พอกางเต็นท์เสร็จก็มีพี่ จนท.ป่าไม้ เดินเข้ามาถามว่า
"น้อง...นี่เต็นท์ น้องเหรอ"

"ครับ..." เราตอบ

"ตรงนี้เนี่ย...ดึกๆ เขาจะเอาช้างมาผูกนะ"

ไม่ต้องรอประโยคต่อไปครับ..พวกเรารื้อกันแทบไม่ทัน
"มิน่าล่ะกรู..ถึงได้กลิ่นขี้ช้าง" เสียงเพื่อนอ๋อ

"เออ..กรูเหมือนกัน" ผมตอบ


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

....เรากางเต็นท์ ห่างจากที่เดิมประมาณ 50 เมตร เห็นจะได้

เพื่อนอ๋อหาฟืน ผมหุงข้าว ทำอาหาร..

จำได้ว่าคราวนั้นผมเอาโปรตีนเกษตร ไปด้วยครับ

ไม่เคยลองทำอาหารด้วยโปรตีนเกษตรมาก่อนเลยคับ ก็ต้องวัดดวงกันล่ะ

...ส่วนเพื่อนท้อน เพื่อนจุ่น ไปอาบน้ำริมห้วย...(สงสารสัตว์ที่บังเอิญเดินผ่านมาเจอจัง)


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

"อ่ะจ๊ากกก!..มีชะนี...มาแอบกินกับข้าวด้วยคับ"

ตามภาพที่เห็นครับ..สองหนุ่มหน้าดำเมี่ยม ส่วนเพื่อนจุ่นอาบน้ำปะแป้งหน้าขาววอก เป็นชะนีเลย...มานั่งหยิบ กับข้าวที่ทำด้วยโปรตีนเกษตร(ฝีมือผมเอง) กินเล่นๆ..

เพื่อนจุ่น :"อืม..ใช้ได้ แต่เยอะไปป่าวว่ะหลิม"

"กรูไม่รู้เว้ย...เพิ่งเคยทำโปรตีนเกษตรหนแรก"..ผมตอบ

เพื่อนอ๋อ:"ช่างแมร่งเหอะ...เด๋วก็หมด"

...เวลาประมาณทุ่มเศษเห็นจะได้...บรรยากาศรอบตัวมืดสนิท เสียงหรีดหริ่งเรไร พากันขับขานประสานเสียง ทำหน้าที่บรรเลงบทเพลงแห่งพงไพร

พวกเราก็ก้มหน้าก้มตาช่วยกันทำอาหารกันไป ก็บังเอิญมีเสียงสมาชิกใหม่กลุ่มหนึ่งเพิ่งเดินทางมาถึง แล้วทะลึ่งมากางเต็นท์ใกล้ๆ กะพวกเรา..

...สมาชิกใหม่ของเราค่อนข้างจะมีอุปกรณ์แคมปิ้งที่เพรียบพร้อม สังเกตได้จากเสียงทำอาหารดัง.."ฉู่ๆ...ฉ่า ๆ"
..เขามีเตาแก๊สสนามมาด้วยครับ เสียงการทำอาหารของเขา ได้ใจจริงๆ

เพื่อนท้อน :"เฮ้ยหลิม...กรูอยาก ได้เสียงอย่างั้นบ้างอ่ะ"

"จะไหวหรือว่ะ...ไฟก็ไม่ค่อยแรง กะทะก็ไม่มี น้ำมันก็ไม่มี" ผมตอบ

เพื่อนท้อน :"มรึงก็ใส่ฟืนเข้าไปอีกเด่ะ...กะทะ เราก็ใช้ฝาหม้อสนามแทน...น้ำมันเด๋วกรูไปซื้อให้"

"ตามใจเมิง"...ผมตอบเพื่อนท้อนพลางพยักหน้า

...เพื่อนท้อน..เดินส่องไฟฉายไปร้านค้าที่ทำการฯ เพื่อซื้อน้ำมัน ท่ามกลางเสียง "ฉู่..ฉ่า..ก๊องแก๊งๆ" ของเสียงกะทะ กับตะหลิวกระทบกัน

"วงข้างๆ แมร่ง..ทำอะไรไม่เกรงใจกันเลยว่ะ" เพื่อนอ๋อยิ้มพร่างส่ายหน้าแบบเซร็งๆ

"ใจเย็นนน..เด๋วไอ้ท้อนมา เราก็มีเสียงอย่างเขาแล้ว โว้ย..ฉู่ฉ่าๆ" เพื่อนจุ่นพูดพลางทำหน้ากระหยิ่มยิ้มย่อง


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
...เวลาผ่านไปประมาณ 5 นาที กลุ่มข้างๆ เงียบไปแล้ว ได้ยินแต่เสียงช้อนกระทบกะชามข้าว เสียงเพื่อนท้อนก็เดินมา พร้อมกับในมือถือขวดรูปทรงคุ้นตามาด้วย...

เพื่อนท้อน :"เฮ้ย...น้ำมันขวดเล็กไม่มีว่ะ...มีแต่ขวดใหญ่ กรูเลยไม่ซื้อ เสียดายตังค์ เดี๋ยวขอเขาเอาดีกว่า 555"

"อ้าว..แล้วมรึงซื้อรัยมาเนี่ย" ผมถามพลางโบ้ยปากไปยังขวดที่เพื่อนท้อนถืออยู่ในมือ

เพื่อนท้อน :"แหะ..แหะ..แหะ..เหล้า"

"โอ๊ย...อะไรมรึงเนี่ย..เชี้ยยย! เสียดายตังค์ซื้อน้ำมัน เลยซื้อเหล้ามาแทน" เพื่อนอ๋อบ่นเสียงดัง ยิ้มพรางส่ายหน้า

เพื่อนจุ่น หัวเราะ :"..ไอ้ท้อน..กรูว่าเหล้ามันแพงกว่าน้ำมันเกือบสองเท่าเลยนะ"...

"พรวกกกก..มรึงงง..ไม่กินใช่มะ" เพื่อนท้อนพูดเสียงแข็งทำหน้าเคืองๆ

"กินนนนนนน" ผม เพื่อนอ๋อ เพื่อนจุ่น ตอบพร้อมกันโดยมิต้องนัดหมาย

...สรุปคือ เราต้องไปขอน้ำมันจากกลุ่มข้างๆ มาทำกับข้าวกินคับ


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

....ตกกลางคืนเราหนุกหนานกันมาก..กินข้าวกันจนพุงกาง..

ก็เล่นกีตาร์ ร้องเพลง ซดน้ำมันที่เพื่อนท้อนเสกให้เป็นเหล้ากันจนหมดขวด

กับแกล้มก็โปรตีนเกษตรนั่นแหละคับ มันอืดจนเต็มหม้อสนามเลย..

"เฮ้ย!...เอางัยกับมันดีว่ะเนี่ย มันอืดจนเต็มหม้ออีกแล้ว" เสียงเพื่อนท้อนพูดพลางชี้ไปที่โปรตีนเกษตรฯ มหัศจรรย์กินเท่าไหร่ก็เหลือเท่าเดิม -_-!

เพื่อนจุ่น:"พวกมรึงก็ช่วยกันกินสิเด๋วก็หมด...แต่กรูอิ่มแล้ว 555"

เพื่อนอ๋อ :"กรูว่า..มาเล่นต่อเพลงกันดีกว่า..ใครต่อไม่ได้ต้องกินหนึ่งคำ"

...ตกลงพวกเราเลยต้องเล่นเกมส์สยองต่อเพลงนี่กัน กว่าโปรตีนเกษตร มหัศจรรย์จะหมด ก็ฮากแตกกันเป็นแถวเลยคับ

ต่างกันก็แต่ว่าฮากแตกกันคนละกี่รอบเท่านั้น..

เช้าวันใหม่.. บริเวณที่พวกเรากางเต็นท์หมอกลงจัดมากเลย


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ลำธารใกล้ๆ ที่พวกเรากางเต็นท์เป็น ธารน้ำที่ไหลมาจาก น้ำตกทีลอซู ครับ..

น้ำสีเขียวใส เย็น น่าเล่นมาก...

ตอนกลางคืน ผมกับเพื่อนอ๋อ มาอาบน้ำ แล้วเอาเหล้ามาแช่ลำธารที่นี่ด้วย..

อาบไป จิบเหล้าเย็นๆ ไป... สุดยอดบรรยากาศในการร่ำสุราเลยค้าบบบ



+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

น้ำตกทีลอซู อยู่ห่างจากที่ทำการฯ ประมาณ 2 กม.

รถไม่สามารถเข้าถึงต้องเดินเท้า (หรือใครจะเดินด้วยมือก็ได้คับ) เท่านั้น..จึงจะเข้าถึง


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

น้ำตกขนาดย่อย ระหว่างทางเดินไป "น้ำตกทีลอซู" ครับ

ความจริงแค่นี้ก็น่าลงไปแหวกว่ายแล้วล่ะคับ... แต่เมื่อเทียบกับน้ำตกทีลอซูแล้ว "ลูกกระจ๊อก!" ไปเลยครับ


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

แล้วการเดินทางของพวกเราก็ถึงจุดหมายซะที

"น้ำตกทีลอซู" สุดยอดน้ำตก


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เมาแล้วเมาอีกไม่รู้กี่รอบกว่าจะมาถึง 55555


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ระหว่างทางขึ้นไปบนน้ำตกชั้นที่ 1 ครับ จะต้องมุดลอดกอไผ่ที่ขึ้นอยู่ข้างทาง

คนเดินมุดขึ้น-มุดลง ประจำจนเป็นซุ้มอย่างที่เห็นไปเลยคับ

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

"น้ำตกทีลอซู" เกิดจากลำห้วยกร้อท้อซึ่งเป็นต้นน้ำแม่กลอง
ถูกค้นพบราวๆ ยี่สิบกว่าปีก่อนโดยกระเหรี่ยง คนหนึ่ง

"ทีลอซู" แปลว่า น้ำตกใหญ่ หรือน้ำตกดำ

เดิมที "น้ำตกทีลอซู" มีความสูง ประมาณ 300 เมตร และมีความกว้างของหน้าผาประมาณ 500 เมตร หรือครึ่งกิโลเมตรเชียวแหละครับ...

โดย ทีลอซู ติดอันดับ 6 ของน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียด้วย ในสมัยนั้นนะ ตอนนี้ไม่แน่ใจแล้ว

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

กว่าจะถึงน้ำตกชั้นที่ 1 ก็ได้หอบกันหลายรอบครับ..


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ประมาณปี 2536 มั้งครับ (ถ้าจำไม่ผิด)

เกิดฝนตกกระหน่ำติดต่อกันเป็นเวลา 7 วัน 7 คืน

ทำให้หน้าผาน้ำตกทีลอซู ที่เคยยาวติดต่อกันถึง 500 เมตร พังทะลายลงมา

ทำให้ผาของน้ำตกทีลอซู ไม่กว้างใหญ่เท่าในอดีต..

แล้วก็มา ปี 254... (ไม่ทราบปีที่แน่นอน) ผาของน้ำตกทีลอซู ก็พังทะลายลงมาอีกเป็นครั้งที่ 2

จนมีสภาพที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน....


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ภาพนี้เราวานให้นักท่องเที่ยวแถวนั้นถ่ายให้...
ท่าทางเขาจะไม่ชอบเพื่อนอ๋อ สักเท่าไร เลยถ่ายให้เห็นมันแค่ครึ่งหัว เหมือนวิญญาณในภาพถ่ายอย่างนี้....


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

มุมนี้เป็นมุมยอดฮิต... เพราะเป็นมุมที่เห็นภาพผาน้ำตกช่วงที่กว้างที่สุดของทีลอซูได้อย่างชัดเจน

แต่สมัยนี้มีเลนส์ดีๆ แล้วอาจจะไม่จำเป็นต้องถ่ายที่มุมนี้แล้วก็ได้คับ


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เพื่อนอ๋อ : "กรูขอมั่งดิ"

ผม+เพื่อนจุ่น : "ตามบายเพื่อนแต่ กรูไม่ลุก"


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เสียงจากเพื่อนท้อน..."เฮ้ย!.. หลิ๊มมมมม ถ่ายรูปพวกกรูตอนกำลังเดินบนท่อนไม้ด้วย"

เสียงจากท่อนไม้... "ทำมาย..ไม่รีบข้ามไปซะทีฟ่ะ รู้มั้ยว่าตรูหนัก"



++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

บังเอิญพวกพี่ๆ กลุ่มเมื่อคืนที่มาทีหลัง (โดนเราไถน้ำมันด้วย) เขาจะกลับออกไปวันนี้พอดีครับ

พวกเราเลยขออาศัยติดรถเขาออกไปด้วย...

ระหว่างที่รอพวกพี่เขายังไม่ออกมาจากเที่ยวน้ำตก

เราก็เลยตระเวณเก็บภาพกับป้ายเสียแทบทุกป้าย ดีนะหา "ป้ายสุขา" ไม่เจอ


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เพื่อนอ๋อ บ้างครับ...

กว่าเราจะออกจากที่ทำการฯ ได้ก็เกือบเที่ยงครับ พวกเราสี่คนต้องนั่งอยู่ในหลังรถกระบะติด cab นั่งปนกันไปกับกระเป๋า

อุปกรณ์แคมปิ้งของพี่ๆ เจ้าของรถ ที่ก็เหลือแค่พอต่อ "จิ๊กซอว์" กันพอดีเป๊ะ...ระหว่างทางที่รถเคลื่อนตัวผ่านป่าไปอย่างช้าๆ

พวกเราต่างก็กระดอนไป กระเด็นมา จนเวียนหัว..

"เฮ้ย..ไอ้หลิม มรึงเล่นเลยเหรอ" เพื่อนอ๋อพ่นลมออกมาจากรูปากเป็นคำถาม ทันทีที่เห็นผมล้วงเหล้าที่เหลือเมื่อคืนออกมากิน

"เออ..ไหนๆ มันก็โยกเยกไปมาน่าเวียนหัวอยู่แล้วนี่" ผมตอบ

"งั้น..กรูมั่งเด่ะ" เพื่อนอ๋อพูดพลางเอื้อมมือมาขอมีส่วนร่วม

...เวลาผ่านไปพอสมควร ผมกับเพื่อนอ๋อเริ่มได้ที่ ปฏิบัติการป่วนจึงเริ่มขึ้น

...เพื่อนอ๋อ เห็นเพื่อนท้อน นั่งเขียนอะไรอยู่ ขยุกขยิกๆ จึงชะโงกเข้าไปดูว่ามันทำอะไร

"โอ..โฮ..ไอ้ท้อน"
เสียงเพื่อนอ๋อโวยเพื่อนท้อนทันทีที่มันได้แอบอ่านข้อความที่เพื่อนท้อนเขียน

"มรึงเขียนอะไรเนี่ย...มรึงเป็นนางเอกอยู่คนเดียวเลยนะ"

"ก็เออนะเซ่ะ..ทำมะ..บันทึกกรูนี่ กรูจะเขียนยังงัยก็มันเรื่องของกรู" เสียงเพื่อนท้อนย้อนเพื่อนอ๋อกลับ

"รัยว่ะ" ผมถามเพื่อนอ๋อโดยมีเพื่อนจุ่นทำหน้าเป็นหมาสงสัยอยู่ข้างๆ

"ก็แมร่งอ่ะดิ...เขียนบันทึก กรูอ่านดูแล้วแมร่งดีอยู่คนเดียว ไอ้จุ่นน่ะไม่เท่าไหร่หรอก แต่มรึงกะกรูแมร่ง เป็นผู้ร้ายไปเลย....จะเขียนให้ตัวเองดีเลิศเป็นนางฟ้านางสวรรค์บนวิมานอะไรกรูไม่ว่าหรอก แต่มรึงให้ความเป็นธรรมกับพวกกรูหน่อยเด่ะ...พวกกรูอ่ะ...พวกกรู"
ประโยคหลังเพื่อนอ๋อชี้มาทางตัวเองแล้วทำน้ำเสียงยียวนกวนประสาทมาก

"เออ!..งั้นกรูจะเขียนให้มรึงดีเลิศ ประเสริฐอยู่คนเดียวก็ได้" เพื่อนท้อนพูดประชดเสียงดังลั่น...

"เฮ้อ! เมื่อไหร่ถึงสักทีว่ะ รำคาญพวกแมร่งเจงๆ" ผมบ่นในใจ


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

คณะของพวกเรา (รวมพวกพี่ๆ ที่เราอาศัยเขาออกมาด้วยนะครับ) ไปเที่ยวกันต่อที่ "ดอยหัวหมด"

ความจริง... พวกกระผมไม่มีโปรแกรมไปที่ไหนกันต่ออยู่แล้วครับ

แต่พวกพี่เขาจะไปที่นั่นกันต่อเลยโดนพวกเราเกาะแน่นหนึบเป็นเห็บหมาเลยครับ...คราวซวยของพี่เขาจริงๆ


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

"เลี้ยงผา" ครับพี่-น้อง ตัวอ้วนใส่หมวกด้วย

ภาพนี้ผมถ่ายให้เพื่อนท้อนเองคับ...ผมชอบคับ "คลาสิคดี"

แต่เพื่อนท้อนไม่ชอบคับ..มันบอกเหมือนมีเกี๊ยวโผล่ขึ้นมาบังหน้ามันครับ...ฮ่าห้า5 กร๊ากกก คิดได้ไงว่ะ


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ไร้คำบรรยายครับภาพนี้.... (เท่ห์เจงๆ กรู)


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

"เพื่ออ๋อ..โชว์ไข่" ครับ

คือช่วงนั้นมันฟังเพลงของ "วงซีเปีย" ซึ่งเป็นเพลงใต้ดินออกแนวรุนแรงหน่อยอ่ะคับ

มันเลยชอบโพสท่าถ่ายรูปบ้าๆ บอๆ เหมือน "วงซีเปีย"


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

คืนนั้นเรากางเต็นท์นอนกันบนดอยหัวหมดเลยครับ...

โดยมีพี่ที่เราอาศัยรถเขาออกมากางเต็นท์นอนด้วย..

แล้วก็มาทราบภายหลังในวงสนทนาว่า พวกพี่เขาเป็นอาจารย์ของมหาลัยมหิดล

คืนนั้นมีเรื่องราวมากมาย ทุกคนสร้างวีรกรรมให้พวกพี่ๆ เขาได้ชื่นชมกันครบสูตร..เริ่มจาก

........เพื่อนท้อน...คิดอยากจะทำถั่วเขียว ให้พี่เขากิน ก็เลยยืมเตาแก๊สสนามของพี่เขามาต้มถั่วเขียว...แต่ เพื่อนท้อนไม่ได้แช่น้ำก่อนครับ...เปิดแก๊สต้มอยู่เป็นชั่วโมงๆ จนแก๊สหมด ถั่วก็ยังไม่แตกเม็ดเลยครับ...ดูหน้าพวกพี่เขาออกอาการเจเลยแหละคับ..(เล่นแก๊สกรูจนหมด )

.......คนต่อไป เพื่อนอ๋อครับ....มันเมามากและอยากให้พี่เขารู้สึกสนุกด้วย ระหว่างผมนั่งเล่นกีตาร์อยู่ มันลุกขึ้นเต้นอะโกโก้ถอดเสื้อออกเหวี่ยงหวอยๆ ตามด้วยปลดกระดุมกางเกง แล้วถอดครับ...สุดยอดดด อุบาทว์ จริงๆ.. จนผม ไอ้ท้อน ไอ้จุ่น ต้องตะครุบตัวเอาไว้แล้วลากให้มันไปนอนในเต็นท์

........จากนั้นก็ เพื่อนจุ่นครับ....พวกพี่เขาอบรมพวกเราว่า ไม่ควรโบกรถมาเที่ยวกันแบบนี้ เพราะมันอันตราย..ยิ่งผู้หญิงด้วยยิ่งอันตรายใหญ่ ส่วนเพื่อนไอ้จุ่นตอนนั้นก็เมาได้ที่ครับ..

"ใช่สิ..เค้ามันจน เค้ามันอยากเที่ยวนี่ ก็ต้องทำแบบนี้แหละ ถึงจะได้เที่ยว"
มันพูดด้วยน้ำเสียงกระแทกกระทั้น หน้าตาขึงขังแล้วหนีเข้าเต็นท์ไปเลย..เล่นเอาพวกพี่ๆ จากมหิดล อึ้งกิมกี่ไปเลย...

.......สุดท้าย ผมเองครับ...ปิดฟลอร์ ด้วยการไปยืนฉี่ตรงริมหน้าผา พี่เขาก็เห็นว่าผมเมาแล้ว ยังไปยืนฉี่ริมหน้าผาอีก กลัวผมจะตกไปตายซะก่อนเด๋วจะหมดอารมณ์เที่ยว ก็เลยให้เพื่อนท้อนไปเรียกให้เข้ามาในๆ หน่อย ไอ้ผมพอเห็นเพื่อนท้อนเดินเข้ามา ผมก็เดินหนีสิครับ..เด๋วมันเห็น..
พอเพื่อนท้อนมันเห็นผมเดินหนี มันก็ยังเสือกตามมาอีก..
ผมก็วิ่งสิครับ...มันก็เลยเกิดภาพวิ่งไปวิ่งมาริมหน้าผา...เล่นเอาพี่เขาหน้าซีด หัวใจจะวายตาย..


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

และแล้วก็เช้าจนได้ครับท่าน...

ผมมารู้สึกตัวอีกครั้งตอนนอนอยู่ในเต็นท์ยามเช้าแต่เพียงผู้เดียว
"อ้าว!...แล้วไอ้อ๋อไปไหนว่ะ"

..ผมเลยโผล่หัวออกมาจากเต็นท์ดู ก็พบเพื่อนอ๋อมันนอนไม่ใส่เสื้ออยู่ริมกองไฟที่มอดไปแล้วเหลือแต่ขี้เถ้า ในมือมีเชือกขาวๆ พันอยู่
ส่วนอีกข้างของกองไฟ มีเพื่อนจุ่นนอนขดอยู่ (ไม่ใช่งูนะครับ)

...ผมมุดออกมาจากเต็นท์เอาเท้าเขี่ยมันดูว่าตายยัง..ก็อากาศหนาวอย่างงั้นเจือกนอนถอดเสื้อ
อ้อ!..ผมลืมไปเมื่อคืนมันเต้นอะโกโก้แล้วโยนเสื้อไปทางไหนก็ไม่รู้เลยไม่มีเสื้อใส่นอน

(ทะเลหมอกยามเช้าบนยอดดอยหัวหมด)


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

"เสื้อก็ไม่ใส่แล้วออกมานอนข้างนอกทำไมว่ะ" ผมถามเพื่อนอ๋อทันทีที่มันโงหัวขึ้นมา

...สภาพสลึมสะลือของมันดูเหมือนยังไม่พร้อมจะตอบมากนัก..แต่มันก็ยังอุตส่าห์เผยอริมฝีปากตอบ

"ก้อ...กรูหาเสื้อไม่เจอนี่หว่า...หนาวก็หนาว กรูเลยออกมานอนข้างกองไฟข้างนอก"

"แล้วเอาเชือกไปมัดมือตัวเองทำไมน่ะ" ผมซักมันอีก

"ก็กรูนอนข้างกองไฟใช่ม่ะ...แล้วตีเท่าไหร่ไม่รู้ ไอ้จุ่นมันมาปลุกให้กรูไปเป็นเพื่อน มันปวดฉี่ พอไปยืนเฝ้าแมร่งเยี่ยวที่หน้าห้องน้ำเสร็จ กลับมามันก็ไม่ยอมเข้าไปนอนในเต็นท์ มันบอกหนาวเลยจะนอนผิงไฟ กรูก็แหม แมร่งเป็นผู้หญิง มานอนข้างนอก เกิดดึกๆ มีใครผ่านมาลากมันไปจะทำงัยล่ะ กรูก็เลยเอามีดมามัดกับมือตัวเองไว้ด้วย ตอนนอนจะได้ไม่หลุดหายเผื่อเวลาฉุกเฉินอะไรขึ้นมาจะได้ทันการณ์ ใช่ม่ะ....."

...เพื่อนอ๋อ มันอธิบายเสียยืดยาวเลยครับ..

"อ้าว...แล้วนี่..มีดกรูหายไปไหนว่ะ..."
มันเพิ่งรู้ตัวครับ...ว่ามีดที่มันมัดติดมือหายไปแล้วเหลือแต่เชือก

"ก็เมิงนอนทับอยู่นั่นงัย...ดีนะที่มันไม่บาดหลังเมิง" ผมช่วยแก้ข้อสงสัยให้มัน

เพื่อนอ๋อแหงนหน้ามองผมหัวเราะ แหะ ๆ

(ป่าดิบเขาและทะเลหมอกตอนสายๆ ณ ดอยหัวหมด)


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เมื่อคืนเมากันขนาดไหน ดูสภาพผมกะเพื่อนอ๋อละกันครับ...


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

แล้วก็ได้เวลาเก็บของเดินทางกลับกันแล้ว

พวกพี่ๆ ที่เป็นอาจารย์จากมหิดลฯ ตัดสินใจกลับบ้านก่อนกำหนดครับ (สงสัยเพราะพวกเรา)...

พวกเราก็เลย...กลับด้วยครับ

"ฮ่าๆๆๆ... " (เสียงพวกเรา)

"ฮือๆๆๆ.... เมื่อไหร่มันจะไปจากชีวิตตรูซักทีว่ะ" (เสียงพวกพี่เขา)


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

แล้วพวกพี่เขาก็รอดจากหายนะจนได้..

เมื่อพวกเราแวะเที่ยวกันต่อที่ อช. น้ำตกลานสาง พวกพี่ๆ มหิดลเขาเลยบริการมาส่งจนถึงที่ คงจะด้วยกลัวว่าพวกเราจะเปลี่ยนใจ

ซ้ำยังฝากฝังไว้กับ จนท.อุทยานฯ ที่พวกพี่ๆ เขารู้จัก

มีชื่อว่า "พี่ชัยเดช" คอยบริการพวกเราอย่างดีเลยเชียวครับ ดีขนาดไหนต้องตามไปดูตอนต่อไป

สังเกตว่าพี่เขาจะดีใจกันมากที่สะบัดเห็บอย่างพวกเราจนหลุดได้


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เรากางเต็นท์นอนกันริมน้ำตกเลยบรรยากาศดีมักมาก.

พี่ชัยเดช ดูแลเราอย่างดี เอาเตาอั้งโล่มาให้เราทำอาหารด้วย

ตอนที่พวกสาวๆ ไปอาบน้ำ พี่ชัยเดชก็ช่วยดูแลเรื่องหุงหาอาหาร...

พอสาวๆ อาบน้ำเสร็จก็เป็นคิวของหนุ่มๆ อย่างผมกะเพื่อนอ๋ออาบน้ำ..

พี่ชัยเดชแกชวนไปอาบน้ำที่น้ำตกครับ..แกพาเดินทวนน้ำขึ้นไปประมาณ100เมตร ก็เจอแอ่งน้ำกว้างประมาณสิบกว่าเมตร
น้ำเย็นน่าอาบมาก ตรงกลางลึกสุดประมาณต้นขาของผมเท่านั้น..

คืนนั้นพระจันทร์เต็มดวงพอดี..
แสงจันทร์สาดส่องเป็นประกายหน้าแปลงร่างมาก

.....พวกเราสามชายชาญ มิอายใครอยู่แล้ว เปลื้องผ้าจนเหลือแต่กุงเกงในตัวเดียวลุยกันเลยครับ
พี่ชัยเดชกับเพื่อนอ๋อ นั่งแช่สายน้ำเอามือวักน้ำขึ้นมาล้างหน้าและขัดถูส่วนต่างๆ ของร่างกายอย่างกระชุ่มกระชวย..

"ตั้งแต่พี่มาอยู่ที่นี่ก็ห้าปีแล้ว" เสียงทุ้มๆ ของพี่ชัยเดช ดังแทรกเสียงน้ำตกขึ้นมา

"เชื่อมั้ย..พี่ไม่เคยมาอาบน้ำตกอย่างนี้เลยสักที....เพราะยังงัยน้ำประปาที่อาบที่บ้านพักก็มาจากน้ำตกนี่แหละ" ได้ฟังเหตุผลของพี่ชัยเดช

"มาหันหลังมา...พี่ถูหลังให้" พี่ชัยเดชพูดพลางเอาสบู่มาถูหลังเพื่อนอ๋อ..

"ไม่เป็นไร...ครับพี่!.." เสียงเพื่อนอ๋อ ร้องห้าม แต่...ไม่ทันเสียแล้ว เพื่อนอ๋อ เสียแผ่นหลังให้พี่ชัยเดช เสียแล้วครับ

..ช่วงนั้นเพื่อนอ๋อ รู้สึกยังงัย และที่ชัยเดช มีอารมณ์ ขนาดไหน ผมไม่ทราบครับ รู้อย่างเดียว กรูรีบถูสบู่ดีกว่า..เดี๋ยวซวย..!

"เอ้า...ตาคนนี้บ้าง"
เป็นไปตามคาดครับ..แกหันมาทางผม ในมือถือสบู่เตรียมพร้อมจะถูหลังให้ผม..

แต่ผมรู้ทันคับเลยย่อตัวลงแช่ในน้ำ ยิ้มแหย ๆ.....

"ผมถูเสร็จแล้วครับ...ไม่เป็นไร ขอบคุณมากครับพี่"

ผมหันไปมองทางเพื่อนอ๋อ แล้วนึกในใจ (กรู.รอดว่ะเพื่อน....555)


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

....กิจกรรมยามค่ำคืนของเราก็เหมือนเคยครับ..

กินข้าว..

ดื่มเหล้า...

ขับกล่อมบรรเลงกีตาร์เบาๆ เคล้าเสียงน้ำตก....

คืนนั้น "เพื่อนอ๋อนอนดิ้นทั้งคืน"

สงสัยฝันถึงพี่ชัยเดช 555


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เก็บหลักฐานกับ "น้ำตกลานสาง" ซักหน่อย


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ก่อนกลับเราเก็บภาพกะป้ายใหญ่อีกครั้งครับระหว่างรอโบกรถ...

ภาพนี้สี่สหายอยู่กันครบเชียว

"ทายสิใครถ่ายให้..."


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ภาพสุดท้ายแล้วครับ...

พี่เสื้อแดงในภาพครับ ถ่ายภาพข้างบนให้เรา เขาคือ...

พี่ผู้เอื้ออารีย์..

พี่ผู้ขัดหลังให้เพื่อนอ๋อ ซะเงาวับ..

พี่ชัยเดชน่ะเอง...ฮ่าๆๆๆๆ

....เพื่อนจุ่น ฉันรู้สึกว่าเลียงผาที่ป้ายมันไม่ชอบขี้หน้าแกเลยว่ะ ดูเหมือนมันอยากจะงับมือแกเต็มที...



++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


ปล. สี่ปีที่แล้ว ผมได้มีโอกาสไปทำแผนแม่บทของอุทยานแห่งชาติลานสาง ยังได้พบกับพี่ชัยเดชอยู่เลยครับ...
เดี๋ยวนี้แกเป็นหัวหน้างานปราบปราม ผมเข้าไปทักทายแกเหมือนกันแต่แกจำผมไม่ได้ครับ...

ลากันตรงนี้ล่ะคับ "บ๊ายบาย"




 

Create Date : 24 ตุลาคม 2551
5 comments
Last Update : 28 ตุลาคม 2551 15:58:37 น.
Counter : 1599 Pageviews.

 



ได้บรรยกาศน่าดูเลยนะคะ

 

โดย: Sweety-around-the-world 30 ตุลาคม 2551 5:08:23 น.  

 

ได้บรรยากาศอะไรหรือคับคุณสวีทตี้

บรรยากาศในการผจญภัย..

บรรยากาศในการร่ำสุรา..

หรือ บรรยากาศแบบเพื่อนอ๋อ ของผมคับ

 

โดย: เสือหลุมหลิม 30 ตุลาคม 2551 20:34:46 น.  

 

อ่านแล้วสมบุกสมบันดีค่ะ เมื่อ 10 ปีก่อน ป่านนี้คงโตๆเป็นหนุ่มเป็นสาวกันแล้ว 55555

 

โดย: jammai IP: 203.144.130.176 5 พฤศจิกายน 2551 7:40:47 น.  

 

^
^
^
โตเป็นหนุ่มเป็นสาว

ใช่คับ..

เพื่อนท้อน เพื่อนอ๋อมีลูกไปแล้วคับ

ส่วนเพื่อนจุ่นก็เกือบมีลุกไปอีกคนถ้าแฟนมันไม่เสียชีวิตไปซะก่อน..

ส่วนป๋ม รอเนื้อคู่อยู่คับ ไม่รู้ตอนนี้เธอปฏิสนธิหรือยัง

 

โดย: เสือหลุมหลิม 5 พฤศจิกายน 2551 21:42:34 น.  

 

โห สวดยอดเลยพี่ผมอยากทำมั้งวะแต่สมัยนี่ไม่รู้ว่าถ้าเราไปโบกรถจะมีคนใจดีให้เราไปด้วยรึป่าวเพราะสมัยนี่รู้หน้าไม่รู้ใจโจรก็เยอะขึ้น แต่ถ้าผมมีโอกาสอยากทำอย่างพี่สักครั้งคงสนุกน่าดู คลาสิกมาก

 

โดย: lenon IP: 58.10.64.182 25 เมษายน 2554 11:49:53 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


เสือหลุมหลิม
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add เสือหลุมหลิม's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.