จิตดวงเดียว ท่องเที่ยวไป
Group Blog
 
 
กันยายน 2551
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
15 กันยายน 2551
 
All Blogs
 
ทิดเต๋าเผาพระอาจารย์ ตอน อภิญญามีจริงหรือ..?(๑.)

ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจในคอลัมน์ “ทิดเต๋า” เผาพระอาจารย์ ก่อนอื่นขอชี้แจงไว้ก่อนนะครับว่า ที่พิมพ์มาทั้งหมด ผมไม่ได้มีเจตนาอวดอ้าง หรือจาบจ้วงครูบาอาจารย์แต่ประการใด

เพียงแต่อยากจะนำประสบการณ์ ที่ได้รับการสั่งสอนจากครูบาอาจารย์ ซึ่งพบเจอมากับตัวเอง ให้พี่ ๆ น้อง ๆ ได้เห็นถึงความเมตตา และปฏิปทาในการสอนสั่งลูกศิษย์ของท่าน โดยเฉพาะในมุมส่วนตัวของกระผมเอง

หากผิดพลั้งประการใด ผมขอน้อมรับไว้แต่เพียงผู้เดียว หากจะพึงมีอานิสงส์อันใดบ้าง ก็ขอน้อมถวายแด่คุณพระศรีรัตนตรัย คุณครูบาอาจารย์ อันมีหลวงพี่เล็ก สุธมฺมปญฺโญ เป็นที่สุด (ขออีกนิดหนึ่งนะครับ) ธรรมใดที่ท่านเห็นแล้ว ขอให้ข้าพเจ้าได้เห็นธรรมนั้นในชาติปัจจุบันนี้ด้วยเทอญ

เอาละครับ ตอนนี้เอาเป็นเรื่องของอภิญญาก็แล้วกันครับ คือเมื่อก่อน(สมัยหนุ่ม ๆ)นะครับ ผมเองก็มีความสงสัย คงจะเหมือนกับหลาย ๆ ท่านในที่นี้ ก็คือว่า อภิญญาที่ว่าแสดงฤทธิ์แสดงเดชได้นั้น ในสมัยนี้จะมีโอกาสแบบได้เห็นแบบจะ ๆ สักครั้งบ้างมั้ย..?

ไอ้เชื่อมันก็เชื่อนะครับ แต่อยากเห็น..! ครั้นจะไปรบเร้าครูบาอาจารย์ “ได้โปรดแสดงให้ดูหน่อยสิครับ..” ก็เกรงว่าจะเจออภิญญาบาทาเหินหาวเข้าให้ จึงต้องเก็บความอยากไว้ในใจตลอดมา ทำเองก็ทำไม่ได้ ไปถามหลวงพี่ ท่านก็ว่า “พระพุทธเจ้าท่านห้าม..!” เจออีหรอบนี้ก็เสร็จ..อดดูกันพอดี

จนกระทั่งมาวันหนึ่งครับ ฝันที่เป็นจริงก็ปรากฏ หลังจากที่ฉันเช้าเสร็จ ก็มีบัญชาจากพระอาจารย์ลงมาโดยมิได้นัดหมายว่า..
"ทุกคน...เก็บของ"

ผมเองก็งง ๆ ถามท่านว่า “เก็บอะไรครับหลวงพี่..” ท่านก็มองหน้าแล้วบอกว่า “เก็บข้าวของส่วนตัวคุณนั่นแหละ เราจะไปนอนในบึงลับแลกัน..”

ผมก็..โห..ยังไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย บวชมาได้ไม่ถึงเดือนเลยด้วยซ้ำ นี่หลวงพี่ท่านจะเมตตาให้ไปเป็นอาหารเสือซะละมั้ง..? แต่นี่เป็นคำสั่งไม่ได้เป็นคำขอ ว่าอย่างไรก็ว่าตามกันละครับ

ก็เดินทางไปกัน มีหลวงพี่เล็ก หลวงพี่ปรีชา หลวงพี่จิตร (ตอนนี้เป็นทิดแล้วครับ)พี่มุกดา พี่แสงชัย(ตอนนี้เป็นหลวงพี่แสงชัยไปแล้วครับ กลับกันชอบกล) แล้วก็ผมซึ่งตอนนั้นยังเป็นเณรอยู่เลยครับ โดยมีคุณลุง...แหะ ๆ (จำชื่อไม่ได้ครับ ขออภัย ไว้ไปถามหลวงพี่ดูแล้วกันนะครับ)นำทางให้...

ในระหว่างเดินทางไปนั้น ทางก็แบบ..โห..หนามก็เยอะ คันก็คัน เหนื่อยก็เหนื่อย ร้อนก็ร้อน เขาก็สูง ไอ้ผมว่าถึก ๆ ลุย ๆ ถึงไหนถึงกันแล้ว ยังลิ้นห้อยเลยครับ ส่วนหลวงพี่เหรอครับ ปู๊น..ไปปู๊นแล้ว ไปไวมาก ๆ เหมือนเหาะไปเลยครับ ไม่มีใครเดินตามทันหรอกครับ

จนได้จังหวะหลวงพี่หยุดชะลอความเร็ว จึงได้โอกาสถามท่านว่า “หลวงพี่ครับ การมาธุดงค์เข้าป่าแบบนี้ ผมควรจะทำกำลังใจอย่างไรดีครับ” หลวงพี่ท่านก็ตอบแบบยิ้มแย้มแจ่มใส หน้าชื่นตาบานมาทันทีเลยครับว่า... “ตายแน่..!”

พร้อมกับรอยยิ้มและเดินจากไป เล่นเอาผมอึ้งไปเลยครับ คิดว่า "นี่จะเป็นคำพยากรณ์ หรือให้นึกถึงมรณานุสติกันแน่วะ..?"

เอาวะ..ตายเป็นตาย..เพราะถ้าไม่ไปก็กลับไม่ถูกอยู่แล้ว ก็อยู่กลางป่าซะขนาดนั้น อยู่ใกล้ครูบาอาจารย์ไว้ มีอะไรท่านไม่ปล่อยให้เราตายง่าย ๆ หรอกมั้ง..? ก็เดินทางต่อไป จนผมแบบ..“โอย..หลวงพี่..ไม่ไหวแล้วครับ หลวงพี่เดินไวเหลือเกิน ขอพักสักหน่อยได้ไหมครับ..?”

หลวงพี่ท่านหันมายิ้มแล้วก็ตอบว่า “ได้..รออยู่ตรงนี้แหละ อีก ๓ วันจะกลับมารับ..!” อะจ๊ากกกก..!

เท่านั้นแหละผมโดดผึงเลย “ไปต่อดีกว่าครับ..ผมไหว..แหะ ๆ” ในขณะที่เดินหลวงพี่ท่านก็เมตตาแนะนำเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ผมว่า

“เวลาเดินอย่าเดินเปล่า..ให้เอาจิตจับอยู่ที่ลมหายใจและคำภาวนา นึกถึงความตายหรือพระนิพพานไว้ จะได้ไม่เหนื่อย..”

ผมก็คิดในใจว่า “ได้มันก็ได้ครับ แต่มันเดินไม่ไวอย่างหลวงพี่นี่ครับ ไปอย่างกับลมเลย..” เหมือนท่านจะทราบวาระจิต เพราะพูดขึ้นมาทันทีเลยครับว่า

“เอาอย่างนี้...ถ้าคุณอยากจะเดินไว ให้ภาวนาว่า “วาโยกสิณัง” หรือ “ลม ๆ ๆ” ก็ได้ แล้วเดินไป หรือใช้คาถาว่า “มัคคะ มัคคา ขิปปาภิญญา” ซึ่งเป็นคาถาย่นระยะทาง จะทำให้การเดินทางไปได้ไวขึ้น ลองดู...”

เอ้า..ครูบาอาจารย์เมตตาถ่ายทอดเคล็ดวิชามา ก็ต้องลองดู โดยเริ่มจากภาวนาว่าวาโยกสิณังก่อน รู้สึกว่าคำภาวนามันยาวไป เหลือแต่ ลม ๆๆ ภาวนาไปรู้สึกว่าตัวมันเบา ๆ อย่างไรชอบกล เหมือนมีลมมาหนุนอยู่ข้างหลังให้ลอยไปข้างหน้า..!

อุปาทานไปเองหรือเปล่าก็ไม่ทราบ..? แต่ที่แน่ ๆ คราวนี้เดินติดชิดหลวงพี่ชนิดก้าวต่อก้าวเลยครับ คนอื่นนี่ถูกทิ้งอยู่ข้างหลังชนิดที่ไม่เห็นตัวกันเลย เดินไปจนไม่รู้สึกถึงคำภาวนา มาเห็นอีกที อ้าว..หลวงพี่ไปอยู่บนยอดเขาซะแล้ว ไปเมื่อไรหว่า..? ก็เดินติด ๆ กันมา..!

แอบกระซิบถามท่านว่า “หลวงพี่มาอย่างไรครับ..? เมื่อกี้ผมยังเดินตามมาติด ๆ” ท่านเมตตาบอกว่า “คาถาย่นระยะทางมันใช้อย่างนี้ ถ้าคุณภาวนาจนจิตใจตั้งมั่นดีแล้ว อธิษฐานว่าจะเดินทางไปไหน สมมุติว่าระยะทางสัก ๑๐๐ กิโลเมตร มันจะย่นระยะทางให้คุณเหลือสัก ๑๐ กิโลเมตรหรือครึ่งกิโลเมตรก็ได้ แล้วแต่คุณจะอธิษฐานเอา”

ท่านก็เลยเล่าให้ฟังว่า ท่านเคยเดินทางไปที่ ๆ หนึ่งซึ่งปกติเคยใช้เวลาประมาณ ๖ ชั่วโมง พอท่องคาถานี้ไปเรื่อยสบาย ๆ มันเหลือแค่สองชั่วโมงครึ่งก็ถึงแล้ว ท่านว่าคาถานี้มันก็ดีอย่างนี้แหละ(ไปลองใช้กันดูนะครับ ได้ผลอย่างไรมาเล่าสู่กันฟังบ้าง) นี่ยังไม่สิ้นสุดการเดินทางทริปนี้นะครับ ยังมีอีก รออ่านกันนะครับ

๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๒ (ปางพเนจร อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี)



Create Date : 15 กันยายน 2551
Last Update : 25 กรกฎาคม 2552 14:00:30 น. 1 comments
Counter : 469 Pageviews.

 
เรื่องนี้ กระโถนข้างธรรมมาสน์ไม่ได้ลงแน่ๆ เลย
ใช่มั้ยครับ


เช็คหลังไมค์ด้วยนะครับ


โดย: โก้ (เซโก้4 ) วันที่: 16 กันยายน 2551 เวลา:22:54:15 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

tidtou
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




จิตดวงเดียว
Friends' blogs
[Add tidtou's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.