Group Blog
 
 
พฤษภาคม 2549
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
9 พฤษภาคม 2549
 
All Blogs
 

Sleepless in Chiangmai (3)

วันคืนที่เชียงใหม่ (3)


ผมไม่ใช่นักเรียนและไม่ใช่คนทำงานทำให้ไม่รู้ว่าวันนี้เป็นวันหยุดราชการ สำนักงานต่างๆ และธนาคารถือเป็นวันหยุดด้วย สำหรับผมทุกวันจึงเปรียบเสมือนวันหยุด ทันทีที่รถเคลื่อนผ่านเข้าบริเวณบ้าน ใบหน้าของเดียร์ยืนยิ้มแย้มสดใสสวยกว่าทุกวันที่เคยเห็น เดียร์เดินมาเปิดประตูรถให้ ถ้าไม่ติดว่าเพราะเห็นคุณพ่อของเดียร์ในชุดกางเกงขาสั้นกับเสื้อยืดสีขาวกำลังลงมือพรวนดินต้นไม้ด้วยตัวเองห่างออกไปไม่ไกลเท่าไร ผมคงดึงเดียร์เข้ามาในอ้อมกอดแน่ สายตาผมคงบอกแบบนั้น เดียร์คงอ่านออกและยิ้มแบบล้อๆ ดึงมือผมไปที่สนามหญ้าหน้าบ้าน ตรงที่คุณพ่อกำลังนั่งดายหญ้าพรวนดินอยู่

คุณพ่อลุกขึ้นยืนตัวตรง ใบหน้าเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อพราว ยิ้มต้อนรับผมอย่างกว้างขวาง รับไหว้จากผมแล้วพาเดินไปที่ที่นั่งเล่นในเรือนที่เต็มไปด้วยพรรณไม้ดอก โดยเฉพาะกล้วยไม้หลากสีสัน หลากชนิดดอกใหญ่บ้างเล็กบ้าง บ้างเป็นช่อระย้าสวยงามแขวนห้อยเป็นแนวขนานไปกับผนังซึ่งปลูกด้วยแนวระแนงไม้เป็นช่องตารางทาสีขาวทั้งสามด้าน อีกด้านหนึ่งติดกับตัวบ้านกั้นไว้ด้วยบานเลื่อนเป็นกระจก หลังคาเป็นระแนงไม้เช่นกันมีต้นกระดังงาเลื้อยแผ่กิ่งก้านสาขาคลุมไปทั่ว ช่วยบดบังแสงอาทิตย์ไว้ให้ร่มเงาเป็นอย่างดี

มุมหนึ่งเป็นที่นั่งเล่น มีเก้าอี้หินขัดสีขาวนวลตัวเตี้ยๆ สองตัววางขนาบโต๊ะหินขัดสีเดียวกัน คุณพ่อเดียร์นั่งลงที่ฟากหนึ่ง ใบหน้าเปื้อนเหงื่อยิ้มแย้มแจ่มใส ผมนั่งลงที่ฟากตรงข้าม เดียร์เดินหายเข้าไปในบ้านและกลับออกมาพร้อมด้วยแก้วน้ำเย็นสองที่ เมื่อเห็นว่าคุณพ่อกำลังชวนผมสนทนา เธอเลี่ยงเดินจากมาด้วยรู้ว่าคุณพ่อมีเรื่องที่จะคุยด้วยกับผม

คุณพ่อถามขึ้นก่อนว่า
“เป็นอย่างไรบ้างล่ะ คุณพ่อคุณแม่สบายดีนะ”
“ครับ ขอบพระคุณครับ” ผมไม่รู้จะพูดอะไร เวลาอยู่ใกล้ผู้ใหญ่ผมมักจะหนาวๆ ร้อนๆ อยู่เสมอ ไม่รู้ว่าท่านจะคุยเรื่องอะไร ยิ่งอยู่ต่อหน้าผู้บังเกิดเกล้าของสาวที่ผมจีบอยู่ ยิ่งสั่น และถ้าจะคุยเรื่องการเรียนหรือการทำงาน ผมคงตอบไม่ได้อย่างน่าภาคภูมิใจนักหรอก
“อืม....คือพ่ออยากจะขอบใจด้วยตัวเองที่ช่วยคลี่คลายปัญหาต่างๆ ให้เดียร์และครอบครัวของเรา เดียร์เขาเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังหมดแล้วและรู้สึกว่า ถ้าไม่มีเธอจะมีวันนี้อยู่ได้อย่างไร”

ผมรีบประนมมือไหว้ บอกว่า
“คุณพ่อกล่าวหนักเกินไปครับ ผมแค่เห็นว่าเดียร์เป็นคนดี น่ารัก แต่อาจหลงผิดไปบ้างจึงได้ชี้แนะสิ่งที่ควรให้เท่านั้น ทางที่เดียร์เลือกเป็นสิทธิของเดียร์เอง แต่อย่างที่บอกแหละครับว่าเดียร์เป็นคนดีคนหนึ่ง เธอจึงเข้าใจและรู้ว่าสิ่งใดถูกหรือผิด ถ้าเดียร์ไม่ต้องการ ผมคงบังคับเธอไม่ได้ ผมมีส่วนแค่เล็กน้อยเท่านั้นแหละครับ”
“อืม.....แต่ก็เป็นเพราะเธอแหละที่ชี้ทางสว่างให้ลูกเดียร์เห็น คนอื่นๆ ที่เดียร์รู้จักและคบหามาไม่มีใครสนใจ....” คุณพ่อยกน้ำขึ้นจิบ ใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กซับเหงื่อที่ใบหน้า พูดต่อว่า “.....ความจริงเรื่องราวที่เกิดขึ้นแต่หนหลัง พ่อก็มีส่วนผิดอยู่ไม่น้อย พ่อและแม่ไม่เข้าใจลูก ไม่รู้ว่าลูกต้องการอะไร และให้ในสิ่งที่ลูกไม่ต้องการและดันคิดเองว่านั่นคือสิ่งที่สามารถชดเชยกันได้ มันเลยเป็นเรื่องราวขึ้น มาตอนนี้เราต่างค่อยถนอมรักษาใจกันให้มากขึ้น เดียร์เองคงยังรู้สึกผิดจึงยังไม่ได้บอกความรู้สึกที่แท้จริงออกมา คงเป็นเพราะจะเกรงๆ อยู่ก็ได้ พ่อเองก็ไม่ค่อยจะเข้าใจดีนักเพราะสมัยที่พ่อเป็นเด็กกับเด็กสมัยนี้มันต่างกัน พ่อก็เลยอยากรู้ว่าเด็กสมัยนี้เป็นยังไงกันบ้าง” คุณพ่อมองผมเหมือนต้องการให้ผมตอบแทนเด็กทั้งประเทศ

ผมพูดอ้อมแอ้มว่า
“ความจริง ไม่มีอะไรมากหรอกครับ แค่ฟังอย่างตั้งใจนั่นก็คือการให้เวลากับลูกอย่างหนึ่งที่ลูกรู้สึกได้ ถ้าลูกมีความรู้สึกว่าพ่อหรือแม่ไม่ได้ใส่ใจ เป็นผมๆ ก็คงต้องหาคนที่ฟัง นั่นก็คือเพื่อน แล้วเพื่อนที่ไหน จะมีสักกี่คนที่จะให้คำแนะนำที่ดีได้เพราะต่างก็อ่อนหัดและทำไปตามที่อยากทำเสียมากกว่า มันก็เลยถูกบ้าง ผิดบ้างเป็นธรรมดาแหละครับ”
“อืม....ก็จริงนะ พ่อไม่ค่อยจะได้ฟังเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องเด็กๆ ไม่น่าจะมีอะไร มัวแต่คิดเรื่องงานของตัวเอง จนลืมคิดถึงเรื่องใกล้ตัว” คุณพ่อพูดเหมือนสารภาพความคิดเห็นของตัวเองว่าไม่ถูกต้อง

ผมพูดต่อว่า
“บังเอิญผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งเกี่ยวกับประเทศจีนสมัยที่ฝิ่นกำลังระบาดหนัก ผู้เขียนกล่าวถึงลักษณะครอบครัวของคนจีนชนชั้นร่ำรวยบางครอบครัวว่า ผู้เป็นประมุขของครอบครัวที่สู้อุตส่าห์สร้างเนื้อสร้างตัวมาจนร่ำรวยมหาศาลก็ดี หรือครอบครัวที่มีมากมายมหาศาลมาแต่ไหนแต่ไรมาแล้วก็ดี เมื่อเห็นว่าลูกๆ โดยเฉพาะลูกชายที่ต้องสืบสายสกุลต่อไปไม่ค่อยจะเอาถ่าน จะเป็นด้วยเหตุใดก็แล้วแต่ และเกรงว่าลูกๆ จะผลาญทรัพย์สินเงินทองของตระกูลหมด เลยให้ลูกๆ สูบฝิ่น เมื่อติดฝิ่น วันหนึ่งๆ ก็เอาแต่นอนและสูบฝิ่นจนร่างกายผ่ายผอม ตัวเหลือง ทำอะไรไม่เป็นเพราะติดฝิ่นซึ่งสิ้นเปลืองทรัพย์เพียงเล็กน้อย แม้จะสูบจนตายก็เสียเงินทองแค่นิดหน่อย มันเลยเป็นคำถามในใจผมขึ้นมาว่า เขารักสมบัติมากกว่าลูกขนาดนั้นเชียวหรือ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็หมายความว่าบุคคลคนนั้นจะต้องมัวเมาในทรัพย์จนไม่รู้ผิดชอบ ไม่รู้ตัวเลยว่า ที่ทำให้ลูกเป็นเช่นนั้นก็เพราะตัวเลี้ยงเอง แล้วดันไปโทษว่าลูกไม่รักดี.....” ผมยกมือขึ้นไหว้เป็นเชิงขออภัยที่พูดจาก้าวล่วงเกินไป และบอกต่อว่า

“.....ผมต้องกราบขออภัยด้วยที่พูดจาจาบจ้วงเช่นนี้ แต่ผมคิดว่ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ เหมือนผ้าขาวๆ หนึ่งผืนที่ตัวเองต้องระบายสีลงไป ถ้าตั้งใจวาดรูปให้ดีก็ออกมาสวย ถ้าไม่ตั้งใจวาดรูปก็ออกมาไม่สวย เลอะเทอะ จะไปโทษว่าผ้าผืนนั้นมันเลอะของมันเองได้อย่างไร.....”

ไหนๆ ผมก็พูดออกมาแล้ว เลยถือโอกาสพูดออกมาเสียให้หมด เพราะมันไม่ง่ายนักที่จะมีโอกาสพูดกับผู้ใหญ่ขนาดนี้โดยเฉพาะกับบุคคลผู้มีอิทฑิพลต่อคนที่ผมรัก และไม่อยากให้มีปัญหาเกิดขึ้นอีกต่อไป ผมพูดต่อว่า
“.....ผมเคยสังเกตคุณพ่อและคุณแม่ของผม ไม่ว่าผมหรือน้องสาวจะพูดอะไร ท่านจะฟังอย่างตั้งใจเสมอ และจะวางงานทุกอย่างที่ทำอยู่ทันที ไม่เคยผัดผ่อน และเข้ามีส่วนร่วมโดยเสนอความคิดเห็นตามแนวความคิดของท่าน และชี้ให้เห็นข้อดีข้อเสียและผลลัพธ์ที่จะตามมาอย่างเป็นเหตุเป็นผลนะครับ แล้วให้ผมพิจารณาเอาเอง เพราะคุณพ่อฟังผมตลอดนี่เองทำให้ผมต้องฟังคุณพ่อด้วย มันเป็นผลซึ่งกันและกัน จะมีอยู่บ้างเหมือนกันที่ผมตัดสินใจผิดพลาดไป คุณพ่อก็ไม่ได้ว่ากล่าวอะไรเพียงบอกให้ระมัดระวังมากกว่านี้”

คุณพ่อของเดียร์นั่งฟังนิ่งเฉย ไม่ได้กล่าวว่าอะไร ไม่รู้ว่าในใจจะตำหนิผมบ้างหรือเปล่าที่บังอาจกล่าววาจาล่วงเกินไปมากน้อยขนาดไหนก็ไม่รู้ แถมยังพูดอยู่คนเดียว เรานิ่งกันไปพักใหญ่ ผมขยับตัวเมื่อเห็นเดียร์ทำท่าบุ้ยใบ้คล้ายกับจะถามว่า คุยกันเสร็จหรือยัง ผมพยักหน้า อยากให้เดียร์เข้ามาเปลี่ยนบรรยากาศให้ด้วย

เดียร์บอกขึ้นว่า
“คุณพ่อขา ทานอาหารกลางวันได้แล้วนะคะ คุณแม่เตรียมไว้เรียบร้อยแล้วค่ะ”

คุณพ่อขยับลุกขึ้น ผมลุกขึ้นตาม เมื่อออกก้าวเดิน คุณพ่อโอบไหล่ผมและเดียร์ไว้คนละฟากบอกว่า
“พ่อนึกและเข้าใจไปเองว่า ตัวเองถูกอยู่เสมอ ความจริงแล้วผิดหมด”
“ไม่ถึงกับผิดหมดหรอกครับ เพียงแต่มีความรัก ความปรารถนาดีและความห่วงใยมาบดบังไว้ก็ได้มังครับ คุณพ่อผมเคยถึงกับเอ่ยปากว่า ปกครองลูกน้องได้เป็นพันคน แต่ลูกสองคนนั้นลำบากเสียเหลือเกิน ตอนแรกผมก็ไม่เข้าใจหรอกนะครับ จนกระทั่งเพื่อนผมที่ชื่ออ๊อด ที่อยู่เชียงใหม่ซึ่งปฏิบัติธรรมมาระยะหนึ่งแล้วได้อธิบายให้ผมฟังว่า อะไรก็แล้วแต่ที่เราใส่ใจลงไปด้วย และจะต้องตัดใจ เป็นเรื่องที่ทำยากมากเพราะความไม่เข้าใจนั่นเอง”

คุณแม่ของเดียร์ตรงเข้ามากอดผม ลูบหน้าลูบหลัง ถามไถ่ทุกข์สุข แล้วให้เรานั่งลงที่โต๊ะอาหาร เดียร์กับผมนั่งอยู่เคียงกัน

คุณแม่ถามขึ้นก่อนว่า
“ใครจะรับอะไรบ้างจ๊ะ วันนี้มีก๋วยเตี๋ยวสารพัดเส้น หมูและลูกชิ้นปลา แห้งหรือน้ำได้ทั้งนั้น แม่น่ะได้สูตรการต้มน้ำซุปมาจากคุณนายผันมาหมาดๆ ก็เลยลองทำให้ทานกัน แม่ชิมแล้ว อร่อยเชียวล่ะ”

เราต่างกินกันคนละแบบและเป็นครั้งแรกที่ผมมีโอกาสได้พบน้องสาวของเดียร์ชื่อโดฟซึ่งมีวัยใกล้เคียงกับทับทิม แต่ใบหน้านั้นต่างจากเดียร์โดยสิ้นเชิง เดียร์มีส่วนละม้ายคุณแม่มากกว่าเพราะออกไปแนวยุโรปผสมไทย ส่วนโดฟคล้ายไปทางคุณพ่อ ออกแนวไทยปนจีนมากกว่า สวยงาม น่ารักไปอีกแบบหนึ่ง และมีท่าทางกวนประสาทเหมือนๆ กับทับทิม เพราะครั้งแรกที่เจอกัน

โดฟ ทักผมว่า
“อ๋อ นี่น่ะเหรอ พี่ทองผู้แสนดีของพี่เดียร์”


ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ต่างหันไปมองโดฟทำตาดุ ร้องขึ้นมาพร้อมกันว่า
“ยัยโดฟ”

ผมรู้สึกว่าใบหน้าร้อนผ่าวที่ถูกล้อเอาซึ่งหน้า ส่วนเดียร์หน้าแดงด้วยความขวยใจ ได้แต่ก้มหน้ากินก๋วยเตี๋ยวทำเป็นไม่ได้ยิน

ผมหัวเราะเบาๆ พูดล้อๆ สายตามองไปที่โดฟ
“ผมมีน้องสาวอยู่คนหนึ่งชื่อ ทับทิมครับ อายุคงประมาณน้องโดฟ นี่แหละครับ แกชอบกวนใจผมตั้งแต่เด็กจนโต เวลาผมไม่สบอารมณ์ขึ้นมา ผมจะจับแกมัดติดกับเก้าอี้ แล้วเอาผ้าอุดปากไว้ด้วย รับรองว่าทีเดียวเข็ด” ความจริงผมพูดเล่นไม่เคยทำอย่างนั้นจริงๆหรอก

คุณพ่อ คุณแม่และเดียร์หัวเราะขึ้นพร้อมกัน โดฟร้องบอกว่า
“ก็ลองมาทำกับโดฟ แบบนั้นดูสิ โดฟจะอาละวาดให้บ้านแตกเชียว”

ผมหัวเราะเบาๆ ยิ้มกว้างขวาง บอกว่า
“พี่แค่พูดให้ฟังเท่านั้น ไม่ได้บอกว่าจะทำแบบนั้นกับน้องโดฟสักหน่อย เพราะพี่เห็นว่าโดฟน่ารัก ท่าทางจะคุยกันรู้เรื่องมากกว่า ไม่รั้นมากเท่า สายตาบอกว่าฉลาดพอที่จะเข้าใจอะไรได้ง่ายๆ น้องโดฟนี่คงจะต้องเรียนเก่งมากเลยใช่ไหม?”

ผมรู้อยู่อย่างหนึ่งว่าเป็นธรรมชาติของคนที่ชอบลูกยอ ชอบคำชม อย่างนายแหวนทั้งที่ไม่ชอบผู้ชายยังโดนผมกล่อมด้วยลูกยอจนหลับ ยอมเดินตามเล่นกอล์ฟด้วยครบ 18 หลุม แต่ก็แปลกที่ไม่ค่อยจะมีใครพูดกัน ยกเว้นแต่เมื่อจำเป็นจะต้องขอความช่วยเหลืออะไร ผมไม่ได้หมายความว่าให้คนเราพัฒนาลูกยอขึ้นมาบรรจุกล่องขายสำเร็จรูป อยากใช้เมื่อไหร่ก็เอาออกมาใช้ ทำแบบนั้นคนฟังจะดูออกว่าเราจริงใจหรือไม่ ผมเพียงแต่บอกให้พูดในเรื่องที่น่าฟัง ขุดจุดดีน่าชมเชยของคนอื่นมาพูด ที่ไม่ดีก็ไม่ต้องพูด แค่นั้นแหละ รับรองว่าคุณจะเป็นที่รักของทุกคน - ต่อให้ขายโลงศพยังขายได้เลย

อย่างว่า ธรรมชาติของคนโดยทั่วไปมีจุดด้อยปนอยู่ด้วยเสมอไปเป็นธรรมดา ไม่มีใครที่ดีสมบูรณ์แบบ ดังนั้น แม้จะรู้ว่าจะต้องพูดยังไงก็ยังไม่พูด ปล่อยให้ปากเอื้อนไปตามใจให้มันสะใจเสียมากกว่า เขาเรียกคนแบบนั้นว่า “คน” คือควายและหนูปนกัน หากต่อไปมีใครมาด่าคุณไม่ว่าเรื่องอะไร คุณก็บอกไปตรงๆ เลยว่า “ก็ผมเป็นคนนี่หว่า” ที่ยังต้องการการพัฒนาจิตใจไปเรื่อยๆ ที่เลวก็เลวน้อยลง ที่ดีมันก็เพิ่มขึ้นเอง

ความดีกับความเลว หากบรรจุใส่ในแก้วทรงกระบอก ตั้งอยู่บนตาชั่ง โดยมีหลอดแก้วเชื่อมติดต่อกัน ด้านใดที่เพิ่มขึ้น อีกด้านหนึ่งก็จะลดลง

ผมรู้อยู่แล้วว่าโดฟเรียนหนังสือเก่งจากคำบอกเล่าของเดียร์ ทำให้ผมจู่โจมได้ถูกจุด โดฟถึงกับสะอึก หน้าแดงขึ้นมาบ้างที่โดนชมซึ่งหน้าแบบนี้ ยิ้มอย่างเขินๆ บอกว่า
“ก็สูงสุดมีแค่เกรด 4 ไม่มีเกรด 5 แล้วนี่คะ”
“งั้นปีนี้ก็จะเข้ามหาวิทยาลัยแล้วสินะ?” ผมถาม
“ว้าย ดูถูก โดฟจะขึ้นปีสองแล้วนะคะ” โดฟโวยวาย




หลังอาหาร เดียร์ชวนผมไปเดินเล่นที่สวนหลังบ้าน แทนที่ผมจะได้พูดจาภาษาใจกับเดียร์ตามลำพัง โดฟเดินตามมาขอไปเดินเล่นด้วย เกาะมือเกาะแขนผมราวกับสนิทสนมมาสักสิบปี ที่สำคัญคือโดฟเป็นสาวเต็มตัวแล้ว ไม่ใช่เด็กอายุสิบกว่าขวบ ทำให้ผมกระอักกระอ่วนเอาการ วางหน้าไม่ค่อยจะถูก พูดอะไรไม่ออก ต้องหาโอกาสดึงตัวให้ออกห่าง ผมสังเกตเห็นว่าเดียร์ก็เห็นอยู่ แต่วางเฉย

บริเวณสวนหลังบ้านพื้นสนามปูด้วยหญ้าตัดเรียบ ต้นไม้ใหญ่ๆ มีอยู่กระจัดกระจายวางเป็นตำแหน่งสลับกับต้นไม้ขนาดย่อมๆ ลงมา มีทั้งพรรณไม้ดอกสารพัดสีสัน บริเวณกลางสนามเป็นสระน้ำขนาดไม่กว้างใหญ่นัก มีกอบัวดอกเล็กๆ หลากสีขึ้นเป็นกอๆ ที่กลางน้ำเป็นน้ำพุปล่อยน้ำพุ่งขึ้นเป็นสายเล็กๆ หลายสายแล้วย้อยตกกลับลงมาพาให้ผิวน้ำกระเซ็นกระสายเป็นทิวคลื่นเล็กๆ กระจายไปรอบทิศ

ท้องฟ้าหม่นปกคลุมด้วยเมฆฝนบดบังแสงอาทิตย์ให้อ่อนล้าลง บรรยากาศจึงดูเศร้าสร้อย สายลมอ่อนเบาโชยไปไม่ขาดระยะช่วยแกว่งหางแมลงปอสีแดงยาวและปีกใสมีลวดลายหยักๆ ให้ขยับไปขยับมา บางคราวมันโผบินขึ้นแล้วกลับลงเกาะที่ใบหญ้าเดิม เสียงนกเอี้ยงร้องแหลมเรียกหาคู่ของมันแสบแก้วหูจับอยู่ที่ชายหลังคาบ้านสูงขึ้นไป มันเป็นธรรมชาติของวันๆ หนึ่ง แต่เป็นวันที่พิเศษสดใสสำหรับคนบางคน และอาจเป็นวันที่แสนโศกศัลย์สำหรับบางคน โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอนเลย

การณ์กลับกลายเป็นว่า การมีเด็กสาววัยรุ่นอย่างโดฟมาร่วมสนทนาด้วยเป็นความสนุกสนานอีกอย่างหนึ่ง เพราะทำให้ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับครอบครัวนี้อีกมาก และเห็นว่าเป็นครอบครัวที่มีความสุขดีหากไม่มีเรื่องทิษฐิเข้ามาขวางกั้นซี่งเป็นเรื่องที่ทำไมถึงตัดได้อย่างยากเย็นเช่นนั้น หวังว่าหนึ่งปีเศษที่จมอยู่ในความทุกข์จะเป็นบทเรียนให้ทุกคนได้บ้าง

โดฟพูดเสียงใสว่า
“พี่ทองพาทับทิมมาเที่ยวบ้านบ้างสิคะ โดฟอยากรู้จักจังเลย”

ผมสะอึกเบาๆ หันไปบอกหัวเราะๆ ว่า
“ถ้าเธอสองคนเข้าขากัน ทุกอย่างในบ้านจะยุ่งมาก รับรองว่าจะต้องมีเรื่องโต้วาทีไม่เว้นวันแน่”

เดียร์หัวเราะคิก บอกว่า
“เห็นจะจริงค่ะ เดียร์คุยกับทับทิมคืนที่เดียร์ไปพักที่บ้าน ทับทิมเป็นผู้นำในการโต้วาทีได้ดีเลยค่ะ ไม่รู้ว่าติดมาจากใครนะคะ”
“น่าจะเป็นคุณแม่นะครับ หรือไม่ก็ ผู้หญิงคงเป็นแบบนี้เหมือนกันทุกคน” ผมให้ความเห็น วางหน้าให้เฉยที่สุด ให้ฟังดูแล้วเป็นธรรมดา แต่มันไม่ธรรมดาเพราะ

เดียร์โวยขึ้นว่า
“แน้! ไปกล่าวหาคุณแม่ ทำไมไม่คิดว่าเป็นเพราะพี่บ้าง”
“ถูกต้อง” โดฟสนุบสนุนทันที
“พี่น่ะเรอะ?.....” ผมทำตาโต แกล้งทำไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน แล้วแก้ตัวว่า “.....พี่ไม่เคยคิดอยากชวนใครทะเลาะด้วยนะ เวลาคนอื่นมีปัญหากัน พี่ไม่เคยเข้าข้างใครเมื่อไร มันเรื่องของคนสองคน พอมีคนที่สาม มันมักจะบานปลายไม่รู้จบรู้หรือเปล่า”
“พูดอย่างนี้ก็แปลว่าเดียร์หาเรื่องหรือคะ?” เดียร์โวยเสียงหลง ถลึงตามองผมอย่างเสน่หา
“นั่นสิคะ พี่ทองจะหาเรื่องหรือไง” โดฟช่วยยุส่ง

พอโดนสองรุมหนึ่ง ผมชักรู้สึกว่าจะสิ้นท่า พูดไม่ค่อยจะออก แต่กล้อมแกล้มไปว่า
“พี่ไม่ได้หมายความอย่างนั้นสักหน่อย อยากรับไปเองก็ช่วยไม่ได้”
“ก็ที่พี่บอกว่า ผู้หญิงเป็นแบบนี้กันหมดทุกคนน่ะ มันหมายความยังไง?” เดียร์ถาม
“จะหมายความว่ายังไง ก็หมายความว่า พี่ทองกำลังด่าเราไงคะ” โดฟกระพือไฟให้แรงเข้าจนผมหมั่นไส้ นึกในใจว่า ‘เด็กอะไรวะ ช่างยุเสียเหลือเกิน’นี่ถ้าเป็นยัยทับทิมจะต้องโดนเตะก้นแน่

ผมพูดเน้นช้าและชัดว่า
“สิ่งที่ทำให้ผู้หญิงเป็นผู้หญิงคือใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง แยกแยะไม่เป็น ไม่มีหลักการ และแน่นอน ไม่มีเหตุผล”
“โห่......นี่ขนาดพี่รู้ทั้งรู้นะว่าผู้หญิงเป็นแบบนี้พี่ยังมาต่อปากต่อคำอีก หน้าไม่อาย” เดียร์หัวเราะเสียงใส เอามือห่อปาก ส่งสียงโห่ออกมา

โดฟทำเลียนแบบพี่สาว แล้ววิ่งหนีเมื่อผมตั้งท่าจะจับตัว


บ่ายจัด มีรถกระบะคันหนึ่งและพนักงานหลายคนเข้ามาช่วยเตรียมสถานที่ ติดตั้งไฟแรงสูงรอบสนาม โต๊ะยาวขนาดสิบกว่าคนสามโต๊ะและเก้าอี้วางขนานกัน ทั้งหมดสำหรับงานค่ำนี้

อาหารค่ำคืนนั้นมีแขกมาร่วมวงด้วยอีกหลายคน ทั้งหมดคือเครือญาติทั้งลุงป้า น้า อา ผมได้รับการแนะนำให้รู้จักกับทุกคนแต่จำไม่หวาดไม่ไหวเพราะบรรยากาศดูวุ่นวายเมื่อมีเด็กวัยรุ่น วัยซนหลายคน กลายเป็นว่า ผมเป็นคนนอกเพียงคนเดียว ต่างพูดคุยและรับประทานอาหารกันอย่างเพลิดเพลินสนุกสนาน

หลังอาหาร คุณพ่อชวนทุกคนเข้าไปที่ห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่เพียบพร้อมไปด้วยเครื่องเสียง มีเพียงเด็กๆ เท่านั้นที่ยังวิ่งเล่นที่สนาม

ผมและเดียร์นั่งเบียดกันที่โซฟาเล็กตัวหนึ่ง ฟังเพลงที่ต่างแย่งกันร้องเป็นคาราโอเกะ เท่าที่ฟังดูเหมือนคุณแม่ของเดียร์เท่านั้นที่ร้องได้เข้าขั้นทีเดียว นอกนั้นก็พอไปวัดไปวาได้ มันมาวุ่นก็ตอนที่น้องโดฟประกาศออกไมค์ให้ผมออกไปร้องเพลงด้วย ต้องสารภาพกันตามตรงว่า ผมร้องเพลงไม่เป็น เพลงเดียวที่ผมพอจะร้องได้คือ เพลงชาติไทย

ผมบอกเดยร์ที่นั่งอยู่เคียงข้างว่า
“เดียร์ช่วยพี่หน่อยเหอะ ช่วยออกไปร้องเพลงแทนหน่อยนะ”
“พี่อยากฟังเพลงอะไรล่ะ?” เดียร์ถาม
“อะไรก็ได้” ผมบอก

เดียร์ลุกจากที่นั่ง เดินไปที่ด้านหน้า ประกาศออกไมค์ว่า
“พี่ทองร้องได้เพลงเดียวค่ะคือเพลงชาติไทย งั้นให้เดียร์ร้องสักเพลงแทนพี่เขานะคะ”

เสียงปรบมือลั่น เดียร์หันไปบอกลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่งที่ควบคุมเครื่องคอมพ์ เสียงเพลงดังขึ้น เสียงเอะอะโวยวายเงียบสนิทลง เสียงใสๆ ของเดียร์ดังเจื้อยแจ้วขึ้น

“ The first time ever I saw your face
I thought the sun rose in your eyes
And the moon and the stars were the gifts you gave
To the night and the empty skies my love
To the night and the empty skies.

The first time ever I kissed your mouth
I felt the earth turn in my hand
Like the trembling heart of a captive bird
That was there at my command my love
That was there at my command.”

เป็นเพลงแรกที่เดียร์ร้องให้ผมฟัง เป็นเพลงแรกที่ผมขอให้เธอร้องที่ซ่อนความหมายตามเนื้อเพลงนั้น แต่คราวนี้เธอร้องให้ผมฟังโดยที่ผมไม่ได้ขอ ต่างสื่อความหมายของเพลงให้กันและกัน มีแต่เราเท่านั้นที่เข้าใจ เสียงปรบมือลั่นเมื่อเดียร์ร้องจบ และประกาศออกไมค์ว่า
“แม้พี่ทองจะร้องได้แต่เพลงชาติไทย เดียร์ก็อยากฟังค่ะ”

เสียงเฮดังลั่นทำให้ผมต้องออกไปด้านหน้าอย่าเสียไม่ได้ เดียร์ยื่นไมค์ให้ผม แล้วเสียงเพลงชาติไทยก็ดังกระหึ่มขึ้น ผมรีบโบกมือให้ทุกคนในห้องลุกขึ้นยืนและร้องพร้อมกันโดยมีผมเป็นต้นเสียง
“ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย
เป็นประชารัฐ ไผทของไทยทุกส่วน
อยู่ดำรงคงไว้ได้ทั้งมวล
ด้วยไทยล้วนหมาย รักสามัคคี
ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด
เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่
สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี
เถลิงประเทศชาติไทยทวี มีชัย ชโย”

หลังจากที่ผมร้องจบ ประกาศบอกว่า
“เป็นเพลงเดียวนะครับที่ทุกท่านต้องลุกขึ้น และร้องได้พร้อมกันที่สุด”

เดียร์ถามขึ้นเมื่อผมกลับนั่งลงว่า
“ถามหน่อยสิคะว่าเพลงที่พี่ขอให้เดียร์ร้อง พี่ตั้งใจจะสื่อความหมายอะไรหรือเปล่าคะ?”
“แน่นอนสิ พี่น่ะรู้สึกประทับใจเดียร์มากตั้งแต่แรกเห็น เลยขอเพลงนั้นไป แต่ก็ไม่คิดว่าเดียร์จะร้องได้หรอกนะ ยิ่งเห็นว่าเดียร์ร้องได้และร้องได้ดีเสียด้วยยิ่งประทับใจมากขึ้น เลยสอบถามเรื่องราวของเดียร์จากอ๊อดมากมาย อ๊อดน่ะเขาเคยเพียรจีบเดียร์อยู่เหมือนกันนะ?”
“อ๋อหรือคะ? เดียร์ก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าจะเป็นพี่อ๊อดเดียวกันหรือเปล่า แต่ไม่ได้ถามเพราะคิดว่าคนชื่ออ๊อดมีเป็นแสน มันคงไม่บังเอิญขนาดนั้นหรอก” เดียร์บอก
“ก็ช่างบังเอิญจริง แต่ที่บังเอิญกว่าคือ ไม่นึกเลยจริงๆ ว่าพี่แหวนกับเดียร์จะเป็นเพื่อนกัน” ผมบอก
“นั่นสิคะ พี่ก็เลยวางแผนให้เราแตกกัน?” เดียร์พูดหัวเราะๆ
“อืม....ใช่.....แล้วสำเร็จเสียด้วยนะ” ผมสวมรอยไปเลย เราต่างหัวเราะในความบังเอิญนั้น

เมื่อรดน้ำพรวนดินใส่ปุ๋ย ต้นรักเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว โดฟรู้จักกับทับทิมในกาลต่อมาและเป็นอย่างที่ผมคิดคือ หากมีเรื่องต้องโต้เถียงกัน ผมจะโดนรุมจนตั้งตัวไม่ติด ต้องใช้วิธีดื้อแพ่งอย่างเดียว

ครอบครัวสองครอบครัวได้รับประทานอาหารร่วมกันในบางโอกาส และเพราะความหนุ่มสาวที่อยากออกไปสู่โลกกว้าง เราทั้งสี่จึงเปรียบเสมือนเงาของกันและกัน

แต่แล้ววันหนึ่งก็มาถึง วันที่เรานั่งดูทีวีที่ห้องนั่งเล่นเพียงลำพัง คุณพ่อและคุณแม่ต่างไปทำงาน ส่วนทับทิมไปเรียนหนังสือ ผมรู้สึกเหมือนฟ้าผ่าลงที่กลางใจ เมื่อเดียร์บอกผมไม่เต็มเสียงว่า
“เดียร์จะไปเรียนต่อนะคะ”
“เรียนอะไรหรือ?” ผมถาม ยังไม่รู้ตัวว่าจะถูกประหาร
“ดนตรีค่ะ” เดียร์บอก สายตาบอกว่าเศร้า
“ที่ไหน?” ผมถามต่อ
“เมืองนอกค่ะ” เดียร์บอก น้ำเสียงเริ่มสั่นจนผมรู้สึกเอะใจ
“ปริญญาโทหรือ?” ผมถามต่อ
“ค่ะ” เดียร์บอก
“นานแค่ไหน?” ผมถาม ใจเริ่มเสีย
“ไม่แน่ใจค่ะ” เดียร์ไม่ได้ให้ความกระจ่างอะไรเลย
“คิดว่าจะไปเมื่อไรล่ะ?” ผมถามต่อ ใจเริ่มเซ็งเสียแล้ว
“รอ ไอ – 20 อยู่ค่ะ” เดียร์บอก
“แสดงว่าเดียร์ติดต่อไปนานแล้วสิ?” อารมณ์เริ่มกรุ่น เพราะเดียร์ไม่ได้บอกอะไรให้ระแคะระคายเลยสักนิด
“เดียร์คุยกับคุณพ่อเมื่อประมาณสองสามอาทิตย์ก่อน เดียร์เตรียมเอกสารให้คุณพ่อ แต่คุณพ่อเป็นคนติดต่อให้ค่ะ” เดียร์บอก
“ผมก็น่าจะรู้ตั้งแต่สองสามอาทิตย์ก่อนนี้แล้วไม่ใช่หรือ?” ไม่รู้ว่าตัวเองเกิดน้อยใจขึ้นมาง่ายๆ ได้อย่างไร หรือจะเป็นเพราะอารมณ์ที่เริ่มเซ็งเมื่อรู้ว่าเธอกำลังจะจากไป
“แต่ตอนนั้น เดียร์ยังไม่แน่ใจเลยนี่คะ เดียร์คิดแล้วคิดอีก ใจหนึ่งไม่อยากไป อีกใจหนึ่งก็บอกว่าถ้าไม่ไปก็ต้องหาอะไรทำสักอย่าง แต่คงไม่ใช่เล่นดนตรีอย่างที่เคยทำ” เดียร์บอกพลางเอนศีรษะพิงที่ไหล่ของผม
“ถ้างั้นก็หาอะไรทำสิ” ผมบอกน้ำเสียงไม่ค่อยดี
“ยังทำตอนนี้ไม่ได้หรอกค่ะเพราะเดียร์ไม่มีความสามารถพอ ถ้าเดียร์เรียนจบกลับมา เดียร์จะมั่นใจกว่านี้ และมีอะไรกว้างขวางกว่าให้ทำ ไม่ว่าจะในด้านไหน บริษัทดนตรีใหญ่ๆ เขาต้องการคนที่รู้จริงและสามารถสร้างสรรค์ผลงานออกมาได้ ไม่อย่างนั้นก็จะย่ำอยู่กับที่และเฉาตายไปในที่สุด อย่างที่เห็นๆ กันอยู่ บริษัทพวกนี้ถึงคิดอะไรออกมาให้มากกว่าดนตรีและการขับร้อง นั่นก็คือการแสดงบนเวที.....

......แต่ไม่ได้หมายความว่าจะปล่อยให้ดนตรีมันพัฒนาด้วยตัวของมันเอง คนเป็นสร้างสรรค์ขึ้น ก็ด้วยจินตนาการ ถ้าอยู่ในโลกแคบๆ มันก็คิดได้เท่านั้นแหละค่ะ กบยังไม่เห็นทะเลก็เลยนึกว่าสระใหญ่แล้ว พี่ทองเข้าใจไหมคะ?” เดียร์อธิบายยาว

ผมฟังแล้วเงียบ พูดอะไรไม่ออก ตอบสั้นๆ ว่า
“เข้าใจ”
“เดียร์มีความฝันของเดียร์ และอยากไปถึงความฝันนั้น ถ้าได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ตอนนี้เดียร์มีโอกาสแล้ว เดียร์อยากจะลองดู และหากความฝันของเดียร์เป็นความจริง เราจะได้ยินดีด้วยกัน” เดียร์บอกด้วยสายตาที่บอกว่า ฉันหมายความตามนั้นจริงๆ
“เรา....?” ผมไม่เข้าใจความหมาย
“ฟังนะคะ.....ถ้าพี่บอกเพียงคำเดียวว่า “อย่าไป” เดียร์จะไม่ไปค่ะ เพราะเดียร์ไม่อยากให้พี่มีความทุกข์กับการจากไปของเดียร์ เพราะเดียร์ก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน เดียร์ยินดีที่จะทำในสิ่งที่คนรักต้องการ ทำไมเดียร์จะสละไม่ได้ ยังไงเสียเดียร์ก็รู้ว่าพี่เลี้ยงเดียร์ได้อยู่แล้ว แต่ถ้าพี่ให้เดียร์ไปแค่สองสามปี หากเดียร์ประสบความสำเร็จ ณ ระดับหนึ่งไม่ว่าระดับใดก็ตาม ทำไมจะไม่ใช่พี่ล่ะคะที่เป็นคนสนับสนุนทางใจแก่เดียร์โดยตรง เราก็ควรยินดีด้วยกัน ถูกต้องไหมคะ?” เดียร์อธิบาย

ผมฟังแล้วพูดไม่ออก กลายเป็นว่าเดียร์โยนการตัดสินใจทั้งมวลมาให้ผมเพียงคนเดียว แล้วใครจะตอบเป็นอย่างอื่น นอกจาก
“พี่เข้าใจแล้ว” ผมจูบที่แก้มนวลครั้งหนึ่ง

เดียร์กอดรัดด้วยความซึ้งใจ กระซิบบอกว่า
“เดียร์รักคุณค่ะ”

ผมนั่งโอบไหล่เดียร์อยู่อย่างนั้น และใช้วันคืนที่ผ่านไปอย่างมีความสุขที่สุดจนกระทั่งถึงวันที่เดียร์ออกเดินทาง เดียร์ก้มลงกราบเท้าคุณพ่อและคุณแม่ หันไปกอดโดฟและทับทิม และหันมากอดผมแน่นกว่าที่เคย แล้วปล่อยให้น้ำตาไหลรินลงอาบแก้ม พูดเสียงสะอึกสะอื้นว่า
“เดียร์จะตั้งใจเรียน จะรีบกลับมา รอเดียร์ด้วยนะคะ”
“ผมจะคิดถึงเดียร์ทุกวัน จนกระทั่งวันที่เดียร์กลับมา”







 

Create Date : 09 พฤษภาคม 2549
2 comments
Last Update : 9 พฤษภาคม 2549 10:40:56 น.
Counter : 383 Pageviews.

 

จบหรือยังครับ
สนุกมาก

 

โดย: Lenghoochong IP: 125.24.236.150 5 กันยายน 2549 9:51:30 น.  

 

..

ขอบคุงมากเจ้าค๊ะ

 

โดย: เจ้าหญิงยิ้ม IP: 125.24.38.94 22 พฤษภาคม 2550 18:28:25 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


thongprakai
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




" ถ้าเข้าใจจะไม่เสียใจ ที่เสียใจเพราะไม่เข้าใจ " thongprakai
Friends' blogs
[Add thongprakai's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.