Group Blog
 
 
เมษายน 2553
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
7 เมษายน 2553
 
All Blogs
 
โรคเรื้อรัง (เฉพาะเพศที่สาม)







"ได้บุญนะโว้ย เป็นผู้ชายแล้วช่วยให้ทอมหายได้เนี่ย..."

เอาแล้วไง! ทั้งๆ ที่นั่งกินข้าวอยู่เฉยๆ แล้วก็ไม่ได้อยากสะเอือกเรื่องของใคร แต่ลมปากของคนอื่นดันพัดมากระแทกหูชั้นเข้าซะเอง

แล้วถ้าจำไม่ผิด ก่อนชั้นจะหย่อนก้นลงนั่ง คนโต๊ะข้างๆ ยังพูดเรื่องอื่นกันอยู่เลยนี่นา แต่หลังจากกินข้าวไปได้แค่สามคำ ประเด็นก็ดันเปลี่ยน แถมเสียงยังดังขึ้นๆ ด้วย (หรือเพราะความเป็นเพศที่สามของชั้นจะเจิดจรัสเกินไป)

เงยหน้าขึ้นดูเจ้าของเสียงเป็นคุณน้าผู้ชายตัวโต ส่วนคนร่วมโต๊ะอีก 4-5 คนเป็นเพื่อนร่วมออฟฟิศทั้งชายหญิงที่เอาแต่อือออไปตามเรื่อง

ไม่รู้เพราะเห็นด้วยหรือเพราะอะไร แต่ดูเหมือนน้าคนนั้นจะอาวุโสที่สุดในวง ว่าแล้วน้าแกก็อธิบายต่ออย่างพยายามมีเหตุมีผล
"เป็นทอมเป็นดี้ยังไม่น่ากลัวเท่าเป็นเกย์ จริงๆ นะ มันมีเปอร์เซ็นต์หายมากกว่า เห็นพวก(ทอมดี้)ที่เป็นแล้วหายมีเยอะจะตายไป"

เพศที่สามทั้งหลายฟังแล้วรู้สึกยังไงบ้าง? แล้วคุณผู้ชายจริงผู้หญิงแท้ล่ะ เห็นด้วยรึเปล่า?

ส่วนชั้นในตอนนั้นก็ไม่มีอะไรมาก แค่กระเดือกข้าวไม่ค่อยจะลง แถมรู้สึกเหมือนถูกนินทาซึ่งหน้ายังไงก็ไม่รู้
แต่จริงๆ แล้ว ก็ไม่ได้ตื่นเต้นหรือโกรธอะไรหรอกนะ เพราะครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้ยินทฤษฎี "เป็นทอมหายได้" หรืออะไรทำนองนี้

คนอ่านที่เป็นแบบเดียวกันคงเคยถูกพาดพิงแบบนี้มาบ้างแล้วแน่ๆ อย่างเพื่อนเพศชายของชั้นคนนึง (ขอเน้น แค่เพศเท่านั้นที่เป็นชาย) ก็เคยมาบ่นๆ อยู่เหมือนกัน
"แม่กรูชอบบอกว่า เดี๋ยวก็หายๆ กรูเป็นเกย์นะเว่ย ไม่ได้เป็นโรค"

ชั้นได้แต่บอกมันไปว่ากรูเข้าใจ นาทีนั้นไม่ได้คิดจะปลอบอะไร แต่รู้สึกเข้าใจจริงๆ ก็จะไม่ให้เข้าใจได้ไงล่ะ ในเมื่อชั้นเองก็เคยโดนกับตัวมาแล้วเหมือนกัน

ย้อนอดีตไปนิดนึง ตอนนั้นเป็นช่วงยังอยู่มหาวิทยาลัย ได้กลับไปเยี่ยมบ้านเพราะปิดเทอม

ห่างบ้านไปนาน ชั้นดูเปลี่ยนไปมากในสายตาของพ่อแม่ โดยเฉพาะความจริงที่ว่าลูกสาวคนสุดท้องของบ้านส่อแววชอบลูกสาวบ้านอื่น (แต่ไม่ใช่ The girl next door หรอกนะ)

ชั้นเองก็ไม่เคยสาธยายว่าตัวเองเป็นอะไร มีแฟนชื่ออะไร คบกันมานานรึยัง แต่ก็เป็นที่รู้กันเพราะถึงไม่บอกแต่ชั้นก็ไม่คิดจะปิด

ถึงเวลาอาหารก็คุยกันไปกินกันไปเรื่อยเปื่อย แล้วอยู่ๆ คุณแม่ก็เปิดเรื่องเด่นประเด็นร้อนขึ้นมา (ฉายก่อนรายการเรื่องเล่าเย็นนี้ตั้งหลายชั่วโมง)

"ปล่อยมันไป มันอยากเป็นอะไรก็ให้มันเป็น เดี๋ยวพอมีแฟนเป็นผู้ชายก็หายเอง" แล้วแม่ก็ตัดพ้อพยายามจะปิดประเด็น แต่ชั้นดันไม่ยอมให้เรื่องหยุดอยู่แค่นั้น

ก็ไม่รู้จะแกว่งเท่าหาเสี้ยนไปทำไม แต่พอได้ยินคำว่า "หาย" (อีกแล้ว) อารมณ์มันเลยพุ่งปรี๊ดดด!

"หายยังไง ใช้อะไรรักษา แล้วทำไมต้องหายด้วยฟระ" คิดในใจได้พักนึง หายใจหนึ่งเฮือก แล้วชั้นก็ระเบิดความอึดอัดออกมาทันที

"ผู้หญิงที่ชอบผู้หญิงมันมีอยู่หลายประเภท ประเภทแรกคือผู้หญิงที่ชอบได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง หรือที่เค้าเรียกกันว่าไบ (Bi-sexual) ประเภทที่สองคือผู้หญิงที่คบได้แค่ผู้หญิงเหมือนกัน คนที่ม๊าเห็นว่าเค้าเคยเป็นทอมแล้วเปลี่ยนมาเป็นผู้หญิงน่ะ ไม่ได้หมายความว่าเค้าเลิกชอบผู้หญิงหรือว่าหายเป็นทอมหรอกนะ เพียงแต่เค้าชอบได้สองอย่าง แค่นั้นเอง..."

อยากจะพูดต่ออีกซักนิดว่า "แล้วลูกม๊าก็เป็นประเภทหลัง" แต่พอมองเห็นว่าแววตาเคืองๆ ของแม่ซ่อนน้ำใสๆ ไว้ไม่อยู่ซะแล้ว ก็ทำให้รู้ทันทีว่า "ชั้นไม่ได้เจ็บอยู่คนเดียว"

จากวันนั้นก็ผ่านมานานพอสมควรแล้ว ถึงตอนนี้ต้องขอขอบคุณคุณแม่ที่พยายามเข้าใจสิ่งที่ชั้นเป็น ทำให้ไม่ต้องมานั่งเถียงเรื่องอะไรกันแบบนี้อีก

แต่ถึงอย่างนั้นท่านก็ยังแอบหวังอยู่ตลอดว่า ซักวันลูกจะหันมาชอบผู้ชาย แต่งงาน มีลูก มีชีวิตที่มั่นคง ท่านจะได้นอนตายตาหลับ
(ขอโทษด้วยนะคะม๊า ตั้งแต่เกิดมาจนถึงวินาทีนี้ ลูกยังนึกภาพตัวเองคลอดลูกไม่ออกเลย)

คงต้องปล่อยให้ท่านหวังต่อไป เพราะการมีความหวังไม่ใช่เรื่องผิดอะไรแถมยังห้ามกันไม่ได้อีกต่างหาก
และถึงความหวังของเราสองคนจะไม่ค่อยตรงกัน แต่อย่างน้อยชั้นก็รู้ว่าความหวังของแม่คือ "ความหวังดี"

คราวนี้เรามาลองคิดกันเล่นๆ กันต่อว่า อะไรทำให้คนบางกลุ่มตัดสินไปว่า เป็นเพศที่สาม "เดี๋ยวก็หาย"

ถ้าเทียบกับความรู้สึกที่แม่อยากให้ชั้นเปลี่ยนเพราะหวังดีกับชั้น งั้นก็ตัดสินได้ว่าคนอื่นๆ คงคิดคล้ายๆ กัน (งั้นสิ?)

คงมีคนส่วนหนึ่งมองว่าการเป็นทอม-ดี้-ตุ๊ด-เกย์-เลสเบี้ยน เป็นเรื่องผิดปกติ และด้วยความหวังดี เลยคิดว่าควรรักษาให้ "หาย" จะได้ไม่ต้องทุกข์ทรมาน
(นั่นสินะ จะมีอะไรทุกข์ทรมานไปกว่าการรักเพศเดียวกัน ได้ใกล้ชิดกับเพศเดียวกัน ควงแขน ไปเที่ยว กินข้าวด้วยกัน ดูแลกันและกัน ฯลฯ)

ส่วนเรื่องที่อยากจะช่วยรักษาให้หายนี่ ฟังแล้วคุ้นๆ มะ สำหรับชั้น มันชวนให้นึกถึงอาการป่วย หรือโรคอะไรซักอย่างที่ต้องตัด-ทำลายทิ้ง แถมคนบางส่วนยังกลัวว่ามันจะเป็น "โรคติดต่อ" ด้วย

ไม่รู้เคยได้ยินกันรึเปล่า แต่ชั้นได้ยินจากปากผู้ใหญ่บ่อยๆ ว่าการชอบเพศเดียวกันเป็น "แฟชั่น" อย่างนึงที่กำลังได้รับความนิยมและขยายวงกว้างในหมู่วัยรุ่น (แปลกเนอะ ไม่เห็นแฟชั่นนี้จะเปลี่ยนคอลเลคชั่นกับเค้าบ้างเลย)

จะว่าไปชั้นเองก็คิดอยู่เหมือนกันว่าเพศที่สามอาจเป็นโรคติดต่อจริงๆ ก็ได้ แต่เจ้าตัวแพร่เชื้อตัวนี้คงเป็นตัวที่ฉลาดมากๆ เพราะเชื้อตัวนี้เลือกติดต่อเฉพาะกับคนที่มีเชื้ออยู่ในตัวอยู่แล้ว แถมอาการของโรคจะแสดงก็ต่อเมื่อคนๆ นั้นต้องการอีกต่างหาก

เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่รู้ตัวว่าพี่-น้อง-เพื่อน-ญาติ หรือบุตรหลานของตัวเองมีภูมิต้านทานไม่แข็งแรงพอ ก็ควรต้องระวังเอาไว้ให้ดี ระวัง! ว่าจะเบี่ยงเบน ระวัง! จะเป็น... (เป็นไปตามสิ่งที่เค้าต้องการ)

วกกลับมาที่ต้นเหตุของเรื่องเล่าทั้งหมดนี้กันดีกว่า จำได้ไหมคุณน้าโต๊ะข้างๆ เค้าพูดว่าอะไร

เค้าบอกว่าเป็นผู้ชายสามารถช่วยทำให้ทอมหายได้
อืม...เราต่างก็รู้ว่าหมายถึงอะไร แล้วดูเหมือนจะไม่ใช่แค่คนเดียวด้วยที่คิดแบบนี้

ความเชื่อว่าหญิงที่รักหญิงจะหันไปคบผู้ชาย ถ้าได้ลองจุดจุดจุด ถูกมองเป็นเรื่องปกติตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แล้วก็ไม่รู้อีกนั่นแหละว่า อะไรทำให้คนบางกลุ่มมั่นใจว่า "เชื้อความเป็นชาย" จะสามารถฉีดรักษาแทนวัคซีนได้

อาจเป็นเพราะความคิดเรื่องเพศชายเป็นใหญ่ในสังคมตั้งแต่อดีตมันหยั่งรากลึกเอามากๆ (อันนี้คงต้องลองไปถามนักวิชาการกันดู)

หลายคนคงกำลังคิดว่า ในเมื่อให้คำตอบไม่ได้ แล้วหยิบมาพูดทำไมฟระ
ชั้นอยากให้คนที่อ่านลองเสิร์ชกูเกิ้ลด้วยคำว่า "ข่มขืนทอม" ดู แล้วจะรู้ว่าผลที่ปรากฏมันสะท้อนอะไรได้ดีกว่าคำตอบไหนๆ ที่ชั้นให้ได้ซะอีก...ลองดูนะ

อ่านมาถึงย่อหน้าสุดท้าย ทุกคนคงคิดต่างกันไปหลากหลายเหตุผล ส่วนจะมองยังไงขอปล่อยให้เป็นสิทธิส่วนบุคคล

ที่เขียนมาจนเกือบจบก็ไม่ได้ต้องการเรียกร้องให้ใครมาเข้าใจเพศที่สามอย่างลึกซึ้ง แค่อยากขอร้องว่าถ้ายังไม่เข้าใจ ก็อย่าตัดสินแบบขอไปที เท่านั้นเอง
ส่วนใครจะยังมองว่าการเป็นทอม-ดี้-ตุ๊ด-เกย์-เลสเบี้ยน เป็น "โรค" ที่ต้องรักษา ชั้นก็ไม่ได้ว่าอะไรอีกเหมือนกัน (จะว่าอะไรได้ล่ะ?)

แค่อยากเพิ่มมุมมองความคิดไว้ว่า ถ้าเพศที่สามจะถูกจัดเป็นโรคอะไรซักอย่างหนึ่ง คงเหมาะจะเป็น "โรคเรื้อรัง" ที่รักษาไม่หาย คนที่เป็นก็มีทั้งเชื้อแฝง เก็บอาการ และแบบที่ยอมเผยอาการออกมา (อย่างภาคภูมิใจ)

แล้วที่กลัวๆ กันว่าจะติดเชื้อ ก็ขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่า เชื้อเพศที่สามจะไม่คุกคามใครง่ายๆ หรอก เพราะเชื้ออย่างเราแพร่กระจายอยู่ในสังคมอย่างสันติและมีวิจารณญาณเพียงพอ

บทความนี้เป็นเพียงหนึ่งมุมมองจากเพศที่สามในสังคม อย่างที่เราเรียกตัวเองว่า "มุมมองที่สาม (Third EyeS View)"
Create Date : 07 เมษายน 2553
Last Update : 17 เมษายน 2553 17:45:10 น. 4 comments
Counter : 246 Pageviews.

 


โดย: thanitsita วันที่: 8 เมษายน 2553 เวลา:21:10:37 น.  

 
มาทักทายค่ะ










โดย: puy_naka63 วันที่: 9 เมษายน 2553 เวลา:16:00:42 น.  

 
เขียนมาเถอะ จะรออ่าน หนุกดีอ่ะ ได้มุมมองชีวิต


โดย: คนชอบอ่าน IP: 119.31.42.201 วันที่: 13 เมษายน 2553 เวลา:17:27:34 น.  

 
ป่วย ชีวิตวุ่นวาย เพิ่งเขียนได้ไม่กี่บล็อกแล้วก็หายไปนาน
ไว้จะพยายามอัพบ่อยๆ นะ
ขอบคุณคนชอบอ่าน แล้วก็เพื่อนๆ ที่แวะมาทักทาย


โดย: มุมมองที่สาม - Third EyeS VieW วันที่: 26 เมษายน 2553 เวลา:17:24:08 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

มุมมองที่สาม - Third EyeS VieW
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ถามเอง: ทำไมถึงตั้งนามปากกาว่า "มุมมองที่สาม"
ตอบเอง: ก็ชื่อตัวเองมันไม่เท่เท่าไหร่ (เล็ก)

ถามเอง: ถามจริง
ตอบเอง: อยากพูดถึงมุมมองเรื่องต่างๆ ในฐานะเพศที่สามคนนึง

ถามเอง: นึกว่าจะพูดเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับเพศที่สาม
ตอบเอง: ก็ส่วนนึง แต่อยากเขียนเรื่องอื่นด้วย เป็นเพศที่สามก็ไม่ได้หมายความว่าต้องมีความคิดด้านนั้นด้านเดียวนี่นา หรือว่าไง

ถามเอง: แล้วเป็นอะไรในเพศที่สาม
ตอบเอง: คนทั่วไปคิดว่าเป็น "ทอม" แต่เพื่อนๆ เรียกว่า "ตุ๊ด" เพราะแมนไม่พอ บางครั้งก็เรียกตัวเองว่า "ไส้เดือน" เพราะมีคนบอกว่ามันมีหลายเพศในตัวเดียว (ซึ่งไม่รู้จริงรึเปล่า)

ถามเอง: คิดว่าจะเขียนไปถึงเมื่อไหร่
ตอบเอง: ถามว่าจะเขียนได้บ่อยแค่ไหนน่าจะได้คำตอบเร็วกว่ามั้ง ห้าๆ

ถามเอง: อยากบอกอะไรกับคนที่อ่านอยู่
ตอบเอง: ขยันจัง
Friends' blogs
[Add มุมมองที่สาม - Third EyeS VieW's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.