What if จงค้นหา และ คุณจะค้นพบ


การซื้อ ขายหุ้น จะดีขึ้นได้อย่างไร ถ้า.......




1 เรียนรู้วิเคราะห์เทคนิค แจ่มชัดแต่ไม่นำไปใช้ ทุกอย่างยังเหมือนเดิม

2 เรียนรู้วิเคราะห์เทคนิคมาแล้ว

• ขาดการฝึกฝนเพิ่มเติม

• ไม่มั่นใจในทิศทางและแนวโน้ม ที่เห็น

• มีความเชื่อผิดๆๆ และไม่ยอมรับว่าผิด

• ไม่คิดแก้ไข หรือแม้แต่จะทำความเข้าใจ





การซื้อ ขายหุ้น จะดีขึ้นได้ ถ้า........

1. เปิดใจให้กว้าง พยายาม หาวิธีปรับปรุง การซื้อ ขาย หุ้นของตนเอง

2. ด้วยตนเอง โดยตนเอง และเพื่อตนเอง ในการเรียนรู้และหาข้อมูล

3. ตัดสินใจได้เด็ดขาด

• เมื่อวิเคราะห์หุ้นจะขึ้น
ซื้อครั้งละมากๆๆ

• เมื่อวิเคราะห์ว่า หุ้นอยู่ในช่วงเวลา และราคากำลังปรับตัว

ค่อยๆๆเก็บตามจำนวนที่ต้องการ

• แต่....เมื่อวิเคราะห์ว่าหุ้นจะลง

ขายทันที

• ถ้าไม่แน่ใจ ก็ไม่ควรถือหุ้นตัวนี้ หรือ นั้น ไว้






ประโยชน์ของการวิเคราะห์หุ้นด้วยตนเอง






:: เมื่อวิเคราะห์ว่าหุ้นจะขึ้น.......ต้องหยุดขาย เปลี่ยนเป็นซื้อให้มากๆๆๆ

:: เมื่อวิเคราะห์ว่าหุ้นจะลง.....ต้องหยุดซื้อ เปลี่ยนเป็นขายให้มากๆๆๆๆ

:: เมื่อขายแล้ว ไม่ควรรีบซื้อกลับคืน หรือเร่งรีบหาหุ้นตัวใหม่ ทดแทน

:: ภาวะตลาดขาขึ้น สัญญาณซื้อจะมีน้ำหนักมากกว่าสัญญาณขาย

ควรซื้อโดยไม่ลังเลในจังหวะราคาที่เหมาะสม มิใช่ไล่ราคา

ราคาปรับตัว ย่อหล่นลงมา มีแน่นอน

:: สัญญาณขายในสภาวะตลาดขึ้นนั้น มีน้อยมาก

ควรมีความมั่นใจ ตลาดเป็นขาขึ้น ขายหมูทำไม

:: อย่าซื้อ / ขายหุ้นโดยไม่ผ่านการวิเคราะห์ด้วยตนเอง










ให้ยึดคติที่ว่า “ น้ำลายไหล ดีกว่า น้ำตาตก “

:: ไม่ควรยึดติดต้นทุนที่ซื้อหุ้น

เพราะจะทำให้การตัดสินใจ ซื้อหรือขาย ยากลำบาก

หรือไม่ได้ในจังหวะและราคาอันเหมาะสม

ติดดอย ขายหมูเกิดขึ้นเพราะเหตุนี้ นั่นเอง

:: อย่าซื้อขายหุ้นมากตัวเกินไป ควบคุมดูแลไม่ทั่วถึง

จะสับสนและยากลำบากต่อการตัดสินใจ

:: ซื้อบ้างไม่ซื้อบ้าง เฉยๆๆซะบ้าง

ดีกว่าตัดสินใจผิดๆๆพลาดๆๆ







:: Stop loss cut loss let profit run

เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำ

เมื่อตลาดมีการผันผวนอย่างรุนแรงเหนือการควบคุม

:: ไม่เสียงทุ่มเทหุ้นเพียงตัวเดียว

ควรมีไว้ 3 – 5 ตัวในแต่ละกลุ่ม

จะช่วยลดความเสี่ยงการขาดทุนมากบ้างน้อยบ้างได้ดีกว่า

:: อย่ากำหนดซื้อ ขายหุ้นตายตัว

ควรซื้อ ขายตามภาวะของตลาด ในเวลานั้นๆๆ

:: หุ้นทุกตัวมีสิทธิ์วิ่งขึ้น หรือลง ตามเวลาของมัน

อย่าผูกพันหรือมีอคติต่อหุ้นที่เคยเป็นหรือเกิดขึ้น






:: การเฉลี่ยซื้อหุ้นที่กำลังลง

จะยิ่งเพิ่มพอร์ตหุ้นให้ขาดทุนมากยิ่งขึ้น

จึงเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

เพราะเป็นกับดักทุนให้ติดกัก อย่างไม่ควรจะให้เกิดขึ้น

:: เมื่อหุ้นในพอร์ตมีแนวโน้มวิเคราะห์แล้วว่า ราคาจะลดลง

ควรขายทิ้งทันที

รอจังหวะหรือเวลาเมื่อหุ้นนั้นมีแนวโน้มแข็งแกร่งขึ้น

จึงจะเข้าซื้ออีกครั้ง






Trading without fear and tear

จะเป็นความสุขของนักลงทุน

ที่พอใจในสิ่งที่ ไม่คาดหวังการลงทุน

เกินความเป็นจริง












ด้วยความขอบคุณ :: มหัศจรรย์แห่งเทคนิด วิเคราะห์หุ้น
เพื่อให้เข้าถึงหัวใจของการเทรดหุ้น ทางเทคนิด ::















Create Date : 22 สิงหาคม 2553
Last Update : 21 เมษายน 2555 7:40:26 น.
Counter : 701 Pageviews.

5 comments
  
อ่านเข้าใจง่ายดีนะคะ แต่เวลาทำ ทำไม่ได้ซักที เลยขายหมูติดดอยอยู่เป็นประจำ
โดย: hellojaae (hellojaae ) วันที่: 22 สิงหาคม 2553 เวลา:13:41:05 น.
  
ติดดอย
(ซื้อผิดจังหวะ)
โดย: jejeeppe วันที่: 22 สิงหาคม 2553 เวลา:21:03:35 น.
  
สู้ ๆ พี่
โดย: แอบดู IP: 110.168.38.52 วันที่: 22 สิงหาคม 2553 เวลา:22:48:43 น.
  
วันนี้ได้อารมณ์กะตลาดหุ้นไทยอย่างไม่เคยพบเคยเห็นเร้ยยย

Jas พ่อดอกมะลิ ของแม่นู๋อังศุมาลิน
ป๋าเบริ๊ดกะน้ากมลชนก คู่พระนางรุ่นปู่SET ม๊างงง

หรือร่วมสมัยก้อแจ๊สรถป๊อบๆๆน่าเอ็นดู๊ เอ็นดู ต้องแดง แด๊ง แดงโด้ยยนะ

ยกล้อเกินพอดี

โอย โอ๊ย โอย แจกตั๋วเครื่องบินรอบเช้าแล้วเรียกกลับคืน ภาคบ่าย

มิหนำยึดโรเล๊กซ์ของพี่ๆๆเค้าไปอีกอะดิ

สงสารเป็นยิ่งนัก

กั๊ฟก้อกั๊ฟเหอะ เจอจ้าวอย่างอภิมหาเสี่ยพิชญ์ อินดี้คะมำทุกเส้นเร้ยยย

ปุจฉาที่ว่า... ระดับแจ๊สพิชญ์กลัว cash balance ของตลท. มะน่าจะช่าย

วิสัชนา....ระทำมัยต้องดิ่งพสุธาโหม่งภูเขายังกะ ฮ.เก๋ากึ๊กของท่านปลัดทส. นิ

The show must go on !!!
ที่สุดแล้วก้อแอบเก็บไม้ปลายเวลา หอบปิ่นโตกลับบ้าน 1 ไม้

เม่าฟินิกส์จึงต้องสวดมนต์บนบานจ้าวสัวพิชญ์

เพิ่งเจ๊อะเจอกันวันเดียว มะทันขย่ำตะปบเกียร์

ยึดประแจนู๋ไปซะแร้ววว

โดย: ผัดหมี่ (ThePhenix ) วันที่: 25 สิงหาคม 2553 เวลา:21:48:09 น.
  
คนรุ่นใหม่ จะเป็นพลังยิ่งใหญ่ที่ขับเคลื่อนระบบทุนนิยม ได้หรือไม่

wait&see


'เครือจัสมิน' ของอดีต รมว.ศึกษาธิการ อดิศัย โพธารามิก กำลังเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเมื่อ "พ่อ" เลือก "ลูกไม้" เพียงหน่อเดียว ขึ้นตำแหน่ง "แม่ทัพใหญ่" ของเครือ "Artist "

หนุ่ม วัย 36 ปี เจ้าของกลุ่มโมโน กรุ๊ป ต้องพิสูจน์ฝีมือจะเดินตามรอยเท้าพ่อ หรือสร้างเส้นทางใหม่ที่ต่างไปจากเดิม

คนภายนอกที่รู้จักกลุ่มบริษัท โมโน เจนเนอเรชั่น (มโน กรุ๊ป) ย่อมต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า พิชญ์ โพธารามิก คือลูกไม้ไกลต้น ของอดีตนักการเมืองใหญ่ ดร.อดิศัย โพธารามิก เขาไม่ต่างไปจากศิลปิน (Artist) หนุ่ม ที่ตามล่าความฝันที่ซ่อนอยู่ภายใน

ในขณะที่ พิชญ์ กำลังเพลิดเพลินไปกันอาณาจักรบันเทิงครบวงจรในโลกไซเบอร์ สเปซ เป็นเจ้าของเวบไซต์หลายแห่งทำหนังสือแนวปาปาราซซี่ ชื่อดัง Gossip Star ปลุกปั้นบริษัทผลิตภาพยนต์ขนาดเล็ก โมโน-ฟิลม์ และเปิดค่ายเพลงถึง 2 ค่าย บัชช์ มิวสิค และสตูดิโอโตโม่ ในสังกัด โมโน-มิวสิค


เมื่อไม่นานมานี้ พิชญ์ถูกเรียกตัวให้เข้ามาบริหาร "เครือจัสมิน" ในตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริการ บมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) แทน ทรงฤทธิ์ กุสุมรสนานันท์ พร้อมควบตำแหน่ง ประธานกรรมการ บมจ.จัสมิน เทเลคอม ซิสเต็มส์ (JTS) กรรมการ บมจ.ทีทีแอนด์ที (TT&T) และกรรมการ บมจ.ทริเปิลที บรอดแบนด์ (TTT)

การเปิดเกมของ พิชญ์ ในตำแหน่งใหม่ ก็เรียกเสียงฮือฮาไปทั้งตลาดหุ้น เมื่อเขาลงมือเก็บ หุ้น JAS แบบชกเก็บคะแนนไปเรื่อยๆ กระชากวิญญาณจากหุ้นที่ไร้อนาคต กลายเป็นหุ้นที่เจ้ามือขึงขึงเอาจริงเอาจัง พร้อมทั้งการเปิดตัวให้สัมภาษณ์สื่อแบบปูพรม

นักลงทุนหลายคนต่างทิ้งรอยความสงสัยว่า หุ้น "เครือจัสมิน" กำลังจะมาจริงๆ หรือเป็นแต่ "เกมการเงิน" เหมือนทุกๆ ครั้ง

ระหว่างวันที่ 21 มีนาคม - 7 กรกฏาคม 2551 พิชญ์ เข้าไปเก็บหุ้น JAS แล้วจำนวน 208.32 ล้านหุ้น ที่ราคาเฉลี่ย 0.42 บาท เป็นเงินกว่า 88 ล้านบาท และยังไม่มีทีท่าว่าจะ "หยุด" เก็บหุ้นของตัวเอง และเป็นปรากฎการณ์เดียวกันกับที่กลุ่มจัสมินเข้าไปเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นใน บมจ.จัสมิน เทเลคอม ซิสเต็มส์ (JTS) จากเดิม 65.44% เพิ่มเป็น 74.55%

ห้องรับแขกบนชั้น 30 อาคารจัสมินอินเตอร์เนชั่นแนล ถนนแจ้งวัฒนะ จ.นนทบุรี เปิดต้อนรับผู้สื่อข่าว เขาเล่าให้กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ฟังด้วยมุกตลาดว่า ที่ตัดสินใจเข้ามาสานงานต่อสงสัยจะเป็นเพราะพิษสุรา เรื่องของเรื่องเพราชาญ บูลกุล (มชานลี) เจ้าของ บมจ.บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป เพื่อนคุณพ่อ หลอกให้กินไวน์ตั้งหลายแก้ว ก่อนจะโน้มน้าวจิตใจให้มาทำงานที่จัสมิน

พิชญ์ เล่าว่า ครอบครัวทั้งสอง (โพธารามิก-บูลกุล) รู้กันกันมานานแล้ว และชาญก็เป็นคนปรับโครงสร้างหนี้ให้กับเครือจัสมิน และให้คำปรึกษาในหลายๆ เรื่องจนกระทั่งถึงทุกวันนี้

"พ่อเรียกตัวผมกลับมาจากฮ่องกงอย่างเร่งด่วน ให้เข้ามาศึกษางานเครือจัสมิน พ่อเห็นว่าผมมีความถนัดเรื่องบรอดแบนด์ อีกประเด็นต้องการให้เข้ามาดูแลเรื่องการเงินของ บมจ.ทีทีแอนด์ที (TT&T) ด้วย"

ศิลปินนักธุรกิจ บอกว่า เครือจัสมินยุคใหม่ จะไม่เหมือนเมื่อ 10 ปีก่อนที่พ่อบริหารงานอยู่ จากนี้ไปจัสมิน จะห้นมารุกงานโครงข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) อย่างจริงจัง จากเดิมที่เป็นเพียง "เสือนอนกิน" งานสัมปทานของภาครัฐบาล

สาเหตุที่จัสมินต้องการรุกธุรกิจบรอดแบนด์ เพราะต้องการลบ "จุดด้วย" และเสริม "จุดแข็ง" ในแง่ของอัตรากำไรขั้นต้น ที่ต้องการให้ขยับจาก 40% มาอยู่ที่ 50% และมีจุดประสงค์จะผลักดันอัตรากำไรสุทธิ จาก 16.06% มาอยู่ 20-305 เนื่องจากธุรกิจสัมปทานมีอัตรากำไรขึ้นต้นตำเพียง 10% เท่านั้น แต่บรอดแบนด์ มีอัตรากำไรขั้นต้นสูง เพราะได้ผ่านจุดคุ้มทุนมาแล้ว เมื่อ 2 ปีก่อน

พิชญ์ ได้เข็นบริหารเสริมต่างๆ ออกมาอย่างครบวงจร เช่นบริการเกมออนไลน์ ดูดวงออนไลน์ ดาวน์โหลดเพลง และดาวน์โหลดคลิปวีดีโอในราคาพิเศษ ฯลฯ ธุรกิจเชิงพาณิชย์เหล่านี้จะชัดเจนขึ้นตั้งแต่กลางปีนี้เป็นต้นไป

เป้าหมายของผู้บริหารหนุ่มนั้น จัสมินต้องขึ้นแท่นเป็น Become Number 1 ในกลุ่มผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ภายในปี 2553 จะต้องมีผู้ใช้หบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงทั้งในแบบ Fixed line Wireless ภายใต้แบรนด์ Maxnet ประมาณ 1 ล้านราย จาก ปัจจุบัน 3 แสนราย ที่ผ่านมาได้ออกแคมเปญ ความเร็ว 2 เมกะไบต์ ในราคา 590 บาท ซึ่งโปรโมชั่นนี้จะทำให้จัสมิน และทีทีแอนด์ที ได้ประโยชน์ทั้งคู่

พิชญ์ ชี้ว่า ทีทีแอนด์ที จะรับเงิน 2 เด้ง นอกจากมีรายได้จากโทรศัพท์พื้นฐานมากขึ้นแล้ว ยังมีรายได้จากค่าเช่าโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่ทางจัสมินต้องจ่ายให้ทุกปี ทั้งนี้ ทีทีแอนด์ทีได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2551 เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ของบริษัท จำนวน 21,135 ล้านบาท (ณ 31 ธันวาคม 2550) โดยศาลล้มละลายกลางได้นัดไต่สวน ตาดว่าจะมีคำวินิจฉัยชี้ขาดภายในสิ้นปี 2551 นี้

สำหรับทิศทางผลประกอบการของจัสมิน ในปี 2551 นี้ ได้รับคำชี้แจงว่า จะพลิกจากขาดทุน 41.43 ล้านบาทเป็น "กำไร" ได้แน่นอนข้อมูลในเบื้องต้นหากไม่ต้องนำงบของบมจ.ทีทีแอนด์ที มารวมจัสมินอาจมีกำไรสุทธิสูงถึง 800 ล้านบาท แต่เนื่องจากต้องรับผลขาดทุนเข้ามา (JAS ถือหุ้น TT&T ประมาณ 30%) อาจมีกำไร 400-500 ล้านบาท เท่านั้น

พิชญ์ คาดว่า ปีนี้ จัสมินจะมีรายได้ประมาณ 6,000 ล้านาท (ปี 2550 จำนวน 4,633 ล้านบาท) โดยจะมาจากธุรกิจบรอดแบนด์ประมาณ 1,500 ล้านบาท มาจาก บมจ.จัสมิน เทเลคอม ประมาณ 1,600 ล้านบาท และมาจากโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำประมาณ 1,200 ล้านบาท ส่วนที่เหลือมาจากธุรกิจอื่นๆ

ส่วนผลประกอบการในปี 2552 เขามองอย่างสวยหรูมาก โดยเชื่อว่าทั้งรายได้ และกำไรสุทธิจะ ก้าวกระโดด" โดยมีรายได้มาจากธุรกิจบรอดแบรนด์ มากที่สุดประมาณ 3,000 ล้านบาท รับรู้จาก บมจ.จัสมิน เทเลคอม ประมาณ 1,500-2,000 ล้านบาท โครงข่ายเคเบิลใต้น้ำประมาณ 1,200 ล้านบาท ส่วนที่เหลือมาจากธุรกิจอื่นๆ

"ในอนาคต จัสมิน เทเลคอม อาจมีรายได้มากกว่า 2,000 ล้านบาท (ปี 2550 ทำไว้ 1,607 ล้านบาท) และกำไรมากกว่า 300 ล้านบาท (ปี 2550 ทำไว้ 104 ล้านบาท) ยังคงเดินหน้าประมูลงานภาครัฐต่อเนื่อง และเร็วๆ นี้จะทำธุรกิจใหม่งานระบบบรอดแบรนด์จะช่วยเสริมให้อัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้นอย่างมาก"

ซีอีโอหนุ่มเครือจัสมิน หมายมั่นว่า ภายในช่วง 3 ปีข้างหน้า (2551-2553) จะลงมือปรับเปลี่ยน บุคลิกภาพทั้งเครือใหม่ยกแผงเปลี่ยนลุคจาก "คนแก่" ที่ทำงานเชื่องช้ามาเป็น "คนสมัยใหม่" เพื่อมุ่งหน้าไปสู่ตัวเลขกำไร 1,000 ล้านบาท และรายได้ 10,000 ล้านบาท จะพยายามทำให้ได้

ปัญหาตอนนี้อยู่ บมจ. ทีทีแอนด์ที เขาบอกว่า การยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง จะทำให้ฐานะการเงินดีขึ้นมีแนวโน้มที่เจ้าหนี้จะยึดการผ่อนชำระหนี้ 1.8 หมื่นล้านบาท ออกไป 10 ปี หรือแฮร์คัดหนี้ให้จะทำให้ภาระลดลงอย่างมาก

พร้อมกันนี้ก็ยืนยันว่า จัสมินมองว่าทีทีแอนด์ทียังทำประโยชน์ให้ได้อย่างมาก จึงไม่มีนโยบายลดสัดส่วนการถือเป็นหุ้นลง และก็ยังไม่มีแผนจะเพิ่มหุ้นในมือ (ที่มีอยู่แล้ว 30%) การตัดสินใจใดๆ จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อรอให้ออกจากกระบวนการฟื้นฟูกิจการเสียก่อนซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อใด

เมื่อสอบถามทิศทางทางราคาหุ้น JAS และ JTS ที่เป็นประเภทสาละวันเตี้ยลง พิชญ์ ตอบว่า คงเป็นเพราะที่ผ่านมาเราเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านเงียบ โดยไม่ออกไปสูดอากาศภายนอก (ซะบ้าง) ขณะที่งบการเงินในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา (2549-2550) ก็ออกมาไม่สวยเลยไม่มีใครสนใจเราเท่าที่ควร

"จากนี้ไปห้น JAS และ JTS คงจะเคลื่อนไหวไปตามปัจจัยพื้นฐานที่กำลังดีขึ้น และในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ผมใช้เวลาส่วนใหญ่ประกาศ "จุดยืน" ครั้งใหม่เพื่อสื่อว่าเครือจัสมินจะดีขึ้นอย่างไร"

เขายอมรับว่า การเข้าไปเก็บหุ้น JAS อย่างต่อเนื่อง ก็เพื่อต้องการสื่อว่าอนาคตของจัสมินกำลังดีขึ้นจริงๆ และหุ้น JAS-W2 ที่ถืออยู่ (ข้อมูล ณ 9 กุมภาพันธ์ 2547 ถืออยู่ 2,568.05 ล้านหน่วย หรือ 37.77% ต้นทุน 0.005 บาทต่อหน่วย) ถ้าหากว่าราคาหุ้นแม่ JAS สูงกว่าราคาแปลงสภาพ 0.50 บาทต่อหุ้น ก็จะใช้สิทธิแปลง สภาพทั้งจำนวน แต่ถ้าหากราคา JAS ไม่เหนือกว่าราคาแปลงสภาพก็คงไม่แปลงสภาพเป็นหุ้นแม่ (หมดอายุ 8 กุมภาพันธ์ 2552)

Artist หนุ่ม พิชญ์ โพธารามิก ผู้ที่ถูก ดร.อดิศัย กำลังปั้นให้สืบชะตา "เครือจัสมิน" พูดทิ้งท้ายว่า "การเห็นบริษัทที่พ่อเป็นคนก่อตั้งรุ่งเรืองในยุคของผม ถือเป็นความภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต" แต่นักลงทุนอย่าเพิ่งภาคภูมิใจหุ้น JAS JTS และ TT&T จนเพลินไปก่อนล่วงหน้า จนลืมอิงผลประกอบการ ที่ต้องรอการพิสูจน์ ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ


วันนี้ jas ได้พิสุจน์ตัวเองแล้วว่า

น่าทึ่ง เพียงไร ฮึ
โดย: ผัดหมี่ (ThePhenix ) วันที่: 25 สิงหาคม 2553 เวลา:22:09:04 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

ThePhenix
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]














: Users Online


Color Codes ป้ามด

สิงหาคม 2553

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
23
24
25
26
27
28
29
30
31