พื้นที่ของผู้ชายคนสุดท้าย...Where Knowledge, Nonsense, and Simplicity Converge
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2550
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
13 ธันวาคม 2550
 
All Blogs
 

สอบ TOEFL iBT เอิ๊กๆ

เจาะลึก TOEFL iBT (เพิ่งไปสอบมาครับ เหอๆ)

วันนี้ไปสอบโทเฟิล iBT มาแล้วครับ หลังจากเตรียมตัว 2 อาทิตย์ไม่เต็มเนื่องด้วยอะไรหลายๆ อย่าง เหอๆ วันนี้เลยขอ "แฉ" ข้อสอบโทเฟิลนะครับ หลังจากเมื่อ 3 อาทิตย์ก่อนแฉ GRE ไปแล้ว (คะแนนยังไม่ออกนะครับ เหอๆ ดังนั้นความเห็นต่างๆ เป็นความคิดของคนๆ หนึ่งเท่านั้น ไม่มีข้อพิสูจน์ว่าจะมีผลดีแค่ไหน)

ก่อนอื่นผมต้องบอกว่าผมเคยสอบโทเฟิล CBT เมื่อหลายปีก่อน ดังนั้นตอนแรกๆ เลยไม่คุ้นเคยกับ iBT และคิดว่ามันน่าเบื่อและยากมากๆ เนื่องด้วยเวลาที่จำกัด ในที่นี้หมายถึงเวลาในการทำข้อสอบนะครับ โดยเฉพาะในส่วน speaking และ integrated writing บวกกับความเครียดในห้องสอบ แต่พอเตรียมตัวไปอาทิตย์กว่าๆ เริ่มรู้สึกว่ามันไม่น่าเบื่ออย่างทีคิด -- แต่ยังยากเหมือนเดิม ... วันนี้ผมเลยอยากจะมาบอกเทคนิคการทำข้อสอบโทเฟิล และอีกหลายๆ อย่างที่ผมคิดว่าน่าจะมีประโยชน์ต่อเพื่อนๆ ที่จะสอบต่อไปครับ


ก่อนอื่นเลยผมต้องบอกข่าวร้ายว่า การสอบ iBT นั้น ถ้าคุณไม่ได้คลุกคลีกับภาษาอังกฤษจนชิน (และเอียน) ในชีวิตประจำวัน หรือว่าถ้าคุณไม่ได้เตรียมตัวสอบอย่างเอาเป็นเอาตาย คุณมีโอกาสน้อยมากที่จะได้คะแนนสูงนะครับ (เช่น 100/120) เพราะว่า

1. reading ของ iBT ยาวและน่าเบื่อ และอาจจะยากด้วยเพราะว่าเป็นเนื้อหาทางวิชาการล้วนๆ อย่างผมให้ไปอ่านพวกวิทย์ผมก็มึนๆ เหมือนกัน แบบว่าเป็นโรคกลัววิทยาศาสตร์โดยกำเนิด เห็นหัวข้อ Ecology หรือ Science พวกนี้ก็ใจหายไป 1/2 นึงแล้ว

2. listening ของ iBT นั้นพูดเร็วระดับปานกลาง แต่ว่ามันยาวมาก และเนื้อหาเยอะ ยิ่งเจอหัวข้อที่ไม่ชิน ยิ่งหินเข้าไปใหญ่

3. speaking หลายๆ คนได้ยินชื่อก็กลัวแล้วใช่เปล่า จริงๆ มันไม่น่ากลัวว่านะครับในส่วน independent speaking tasks (2 ข้อแรก) และข้อที่เหลือเป็น dependent speaking tasks นั้น ถือว่าหินเอาการ เพราะว่าคุณต้องอ่านเร็ว ฟังเร็ว จดโน้ตเร็ว -- และต้องอ่านลายมือตัวเองให้ออก ฮ่าๆๆ -- ประมวลความคิดเร็ว และนำความคิดเหล่านั้นออกมาเป็นคำพูดที่เป็นภาษาอังกฤษที่มี focus ไม่เลื่อนลอย ... เห้อ ฟังก็เหนื่อยแล้ว

4. writing iBT นั้นหลายๆ คนคงเอียนอีกตามเดิมใช่ป่ะครับ เพราะว่า writing แบบเก่า(สำหรับบางคน)ก็ยากแล้ว แล้วนี่ยังจะมีอีกข้อที่เป็นแบบ อ่านเนื้อเรื่อง ฟังเลคเชอร์ และเอาสองอย่างมารวมกันเพื่อเขียน essay อีก!!! เรียกว่าต้องดีทั้ง reading, listening, และ writing

5. นอกจาก reading, speaking, listening และ writing แล้ว คุณต้องมี notetaking, paraphrasing, summarizing skills ด้วย!!! ขณะที่ฟังคุณต้องรู้ว่าตรงไหนควรจด ตรงไหนต้องจดละเอียดแค่นั้น หรือว่าผ่านๆ พอ


เริ่มต้นที่ข่าวร้ายไปเยอะ ตอนนี้มาข่าวดีมั้งครับ ผมเชื่อว่าแม้แต่ native ก็ทำข้อสอบ iBT ไม่ได้เต็ม ถ้าไม่ได้เตรียมตัวมาอย่างดี นั่นแสดงว่าข้อสอบนั้นมันไม่ได้ทดสอบความสามารถทางด้านภาษาเราอย่างเดียว แต่มันทดสอบทักษะอีกหลายๆ ด้าน นี่หมายความว่าแม้ว่าบางคนจะไม่เก่งภาษาและคิด(แบบผิดๆ)ว่าตัวเองไม่สามารถพัฒนาได้ แต่คุณอาจจะมีทักษะอื่นๆ เล่านั้นที่ดี ซึ่งจะทำให้คุณได้คะแนนดีได้


แหมมีข้อเสียหลายข้อ แต่ข้อดีข้อเดียว ... พูดแบบนี้ไม่ได้ต้องการให้หมดกำลังใจนะครับ เพราะว่าอย่างที่บอกตอนแรกผมเบื่อและไม่เห็นด้วยกับโทเฟิล iBT เพราะว่าดูมันยากเกินไป แต่จริงๆ แล้วผมคิดว่ามันเป็นการเตรียมตัวเราให้ดีที่สุดในการเรียนต่อต่างประเทศระดับหนึ่งเลยครับ!! นอกจากนั้นทักษะหลายๆ อย่างที่คุณเรียนรู้จาก iBT นำไปใช้ได้ในชีวิตจริง เช่นถ้าคุณกำลังฝึก speaking คุณจะได้ฝึกการพูดที่มี focus ไปด้วย ไม่ใช่แค่ฝึกให้พูดได้อย่างเดียว (เอาง่ายๆ ครับ เราพูดภาษาไทยบางทียังไม่มี focus เลย อย่างผมเป็นต้น ฮ่าๆ แต่ผมหลังจากผมเตรียมตัวสำหรับ iBT เริ่มฝึกการบริหารความคิดให้เป็นระบบไปด้วย)


ทีนี้มาถึงเทคนิกการเตรียมตัวสอบนะครับ เทกนิคพวกนี้เหมาะสำหรับคนสอบที่มีพื้นฐานมาพอสมควร แต่ไม่ถึงขั้น advanced นะครับ แต่สำหรับกลุ่มผู้เตรียมสอบอื่นๆ ก็สามารถนำไปใช้ได้เช่นกันครับ

เทคนิกกว้างๆ

1. นับแต่วันนี้ต้องฟัง และพูดทุกวัน!!!!! ฟังอะไรก็ได้ครับที่เป็นภาษาอังกฤษ ฟังเสร็จแล้วพยายามพูดสรุปว่าสิ่งที่เพิ่งฟังไปมีอะไรบ้าง สรุปให้สั้นที่สุด

2. อ่านภาษาอังกฤษทุกวัน วันละนิดละหน่อยก็ยังดี แล้วพยายามสรุปในใจหรือว่าพูดออกมาว่าสิ่งที่อ่านไปต้องการสื่ออะไร

3. เขียนทุกวัน อาจจะเลือกกว่าฟังเสร็จแล้วเขียนสรุป หรืออ่านเสร็จแล้วเขียนสรุปก็ไม่ว่ากันครับ


เทคนิกในในแต่ละ part

ใจความหลัก
1. ตั้งสติ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! อย่าลุกลี้ลุกลน
2. ให้คิดว่า คำตอบอยู่ตรงหน้าแล้วทุกอย่างในส่วนของ reading และ listening รอให้เราหาให้เจอเท่านั้นเอง มันไม่อะไรพลิกแพลงเลย เรียกว่าเจอปุ๊บกาปั๊บ ปัญหาอยู่ที่ว่าเราจะหาเจอหรือเปล่าเท่านั้นเองครับ
3. ทำข้อสอบเยอะๆ ครับ อย่ามัวแต่อ่านเทคนิก เพราะว่าอย่างที่บอก ข้อสอบ iBT นั้นทดสอบทักษะ เป็นสิ่งที่ไม่มีเทกนิคอะไรช่วยได้มาก เหมือนกับว่าฝรั่งเรียนอ่านภาษาไทย มันจะมีเทคนิคอะไร นอกจากอ่านเยอะๆ ให้ชิน จริงไหมครับ คงไม่มีหนังสือเล่มไหนบอกว่า อ่านตรงนี้ อ่านแบบนี้ อ่านแบบนั้นนะ ... แต่มันก็มีเทคนิกในการทำข้อสอบเล็กๆ ที่ผมค้นพบจากการเตรียมตัวสอบด้วยตัวเอง


READING
1. อย่าอ่านหมด!!!!!!!!!!!!! (จากประสบการณ์นะครับ สำหรับ GRE ผมแนะนำว่าต้องอ่านหมด แต่สำหรับโทเฟิลแล้วต้องอ่านไม่หมด) ให้อ่านแค่ย่อหน้าแรก แต่ละ 2 บรรทัดของย่อหน้า และย่อหน้าสุดท้าย แล้วตอบคำถาม

1.1 เรื่องอะไร ตอบสั้นๆ เช่น ระบบสุริยะจักรวาลเกิดได้ยังไง
1.2 แต่ละย่อหน้าพูดเรื่องอะไร สั้นๆ เหมือนเดิมครับ เช่น ย่อหน้า 1 - นิยาม ย่อหน้า 2 - แนวความคิดแบบ 1 ที่บอกว่า ...... เป็นต้น

2. เริ่มตอบคำถาม อ่านไปทีละคำถาม

2.1 ถ้าคำถามถามเกี่ยวกับย่อหน้า 1 ก็อ่านย่อหน้า 1
2.2 ถ้าถามเกี่ยวกับคำๆ หนึ่ง หรือว่า "ทำไมนักเขียนพูดเกี่ยวกับ xxxx" ให้คำนั้นและประโยคด้านหน้า 2 ประโยค (คำตอบมักจะไม่อยู่ประโยคหลัง แต่อ่านได้ก็ดี)
2.3 คำถามที่บอกว่า "ผู้เขียนต้องการสื่ออะไรในการเขียน passage ทั้งหมด" (คำถามนี้จะไม่มีลูกศรชี้ไปที่ย่อหน้าใดย่อหน้าหนึ่ง) คำตอบจะอยู่ย่อหน้าสุดท้าย!! โดยเฉพาะ 2 ประโยคสุดท้าย
2.4 สำหรับคำถามว่า ประโยคนี้ควรใส่ตรงไหน (ตอนแรกผมทำผิดบ่อยจนกระทั่งจับทางได้) ให้มองที่ "cue" เช่น โจทย์คือ This material ....... ให้ลองเอาประโยคนี้ไปใส่ที่ช่อง 4 เหลี่ยมแล้วถามตัวเองว่าประโยคก่อนช่องนี้มีอะไรที่จะแทน "this" (ซึ่งเป็น cue) ได้หรือเปล่า หรือถ้าโจทย์คือ As a result, xxxxx แสดงว่าประโยคหน้ามันควรจะมีอะไรเกิดขึ้นก่อน ... สรุป มอง cue ให้ออก

3. อย่าเพิ่งมองคำตอบ!!!!!!!!!!!!!!!!!! อ่านโจทย์แล้ว ให้ไปอ่านที่ลูกศรชี้ ตอบคำถามในใจ -- ก่อน -- มอง choice!!!

LISTENING
1. จดโน้ตให้ทันอย่างเดียวเลยครับ (ถ้าฟังออกแล้ว) จดให้เป็นระเบียบ จากบนลงล่าง หรือซ้ายไปขาว ก็ว่ากันไป แต่อย่าจดแบบว่า กระดาษจะหมดเลยจดด้านท้ายๆ ของ lecture ไว้ด้านบนปนกับส่วนแรกของ Lecture เพราะว่าถ้าจดมั่วแบบนี้คุณจะมีปัญหาเวลาเจอคำถามประเภท "ทำไมอาจารย์พูดถึง xxxx" เพราะว่าสิ่งที่คุณเขียนมันจะไปปนกับข้างบน ทำให้ไปตอบคำตอบที่มีเนื้อหาข้างบนสะ (คือตอบไม่ตรงจุดของ Lecture)

2. ถ้าจะฟังออกต้องฟังเยอะๆ

3. แต่ในระหว่างฟังถ้าเจออาจารย์พูดว่า "Important" ต้องจดเลยครับ 90% จะถามแน่นอน

4. เวลามีการยกตัวอย่าง ต้องจดลง (แม้จะฟังไม่ออก สะกดไม่ถูก แต่เอาการออกเสียงไว้ก่อนครับ จดเป็นไทยก็ได้) เพราะว่าข้อสอบชอบถามว่า "ตัวอย่างนี้พูดเพื่อ?"

5. กระดาษ 1 หน้าจดได้ 2 lecture เท่านั้น (จากประสบการณ์นะครับ) เพราะว่าถ้าจดน้อยมากๆ คุณจะตอบคำถามไม่ได้


SPEAKINGสำหรับ speaking ข้อ 1 และ 2 -- ตอบง่ายๆ โม้ๆ มั่วๆ ไปเลยครับ ไม่ต้องคิดมาก เช่น ถามว่าหนังสือที่ชอบอ่านคืออะไร ทำไม ไม่ต้องคิดถึงเหตุผลยากๆ อย่างหนังสืออธิบายเรื่องความเป็นมาของบัลเล่ต์ในยุคค. ศ. 19 ที่ไม่มีหนังสือเล่มไหนเขียนมาก่อน โดยอธิบายว่า..... มันยากไปครับ! ตอบสั้นๆ ง่ายๆ เช่น หนังสืออ่านง่ายเทียบกับเล่มอื่นๆ นักเขียนมีชื่อเสียง เขียนมาหลายเล่มแล้ว เป็นต้น ต้องจำไว้ว่า 2 ข้อนี้เป็นข้อที่เราจะฟันคะแนนได้มากที่สุด!! ต้องให้ผิดน้อยที่สุด


สำหรับ speaking ข้อ 3 และ 4 -- ไม่ต้องจดโน้ตตอนอ่าน แต่จดตอนฟังพอ ตอนอ่านแค่อ่านว่ามันเป็นอะไร ยังไงพอครับ โดยเฉพาะประโยค 2 แรก (ที่ผมคิดว่าสำคัญมาก) เนื่องจากเราต้องเอา reading + lecture ในการตอบ ผมเน้นว่าควรสนใจแค่ 2 ประโยคแรก (แต่ต้องอ่านหมดนะครับ!!!!!) แล้วส่วนที่เหลือ ไปเอาเนื้อหาจาก lecture แทน


สำหรับ speaking ข้อ 5 -- ทำโน้ตเตรียมไว้เลยครับ

5.1 ปัญหา คือ ..........................
5.2 ทางแก้ที่ 1 คือ .........................
5.3 ทางแก้ที่ 2 คือ ...........................

ตอนตอบนั้น ใช้ประโยคง่ายๆ เช่น The problem is [the woman can't do her report because of her roommate.] Her friends then suggests that [she moves out] or [find a new roommate.] I would choose [the first] option because (ตรงนี้เราก็มั่วๆ ไปได้แล้วครับ เหมือน ข้อ speaking 1 และ 2)

สำหรับ speaking ข้อ 6 --- ผมจนใจ ฮ่าๆ เพราะว่าผมก็จะตายเหมือนกัน เน้นแต่ว่าจดโน้ตไว้ครับ จดๆๆๆ


WRITING

Dependent

1. อ่านย่อสัก 5 ประโยคของย่อหน้าแรก และ 5 ประโยคย่อหน้าสุดท้าย แล้วค่อยอ่านที่เหลือ เพราะว่าเราต้องการรู้ก่อนว่า "lecture" จะพูดเรื่องอะไร 10 ประโยคนี้จะบอกได้ครับ

2. อย่าจบแล้ว จดโน้ตสั้นๆ แต่ถ้าอ่านไม่เข้าใจ อย่าเพิ่งจดโน้ต ใช้เวลาอ่านเข้าใจ -- ความเข้าใจสำหรับกว่าโน้ต

3. ทำโน้ตเตรียมไว้เลยครับ

3.1 ปัญหา คือ ..........................
3.2 ไม่เห็นด้วย 1 เพราะ .........................
3.3 ไม่เห็นด้วย 1 เพราะ .........................
3.4 ไม่เห็นด้วย 1 เพราะ .........................

(บางทีอาจจะเห็นด้วยนะครับ แต่เท่าที่ทำข้อสอบมา เจอไม่เห็นด้วยเยอะกว่า)

4. ตอนเขียน เริ่มด้วย thesis ง่ายๆ เช่น
Introduction: The reading says that ________ but the professor disagrees because __________. แค่นี้พอครับสำหรับ Introduction
Body: The reading claims that _____. But the professor says that ___________. จำนวน Body ขึ้นอยู่กับว่ามีกี่จุดที่แย้งกัน
Conclusion: In conclusion, the professor does not agree with the reading. He believes that ______________.

Independent
ไม่ขอพูดนะครับ เพราะว่าคงชินกันแล้ว แบบ CBT ก็มี task นี้


หนังสือเตรียมสอบ
ผมใช้ 2 เล่ม + 1 เวบไซท์
1. Cambridge 4th edition ไม่ได้อ่านนะครับ เอาแค่ CD Rom


ภาพจาก amazon.com


2. Barron's --- แนะนำให้ซื้อแบบ CR-ROM (1 แผ่น) ... หลายคนคงเห็นแบบมี 10 cd กับ 1 cd-rom แนะนำให้ซื้อแบบ 1 cd-rom ครับ เพราะว่าแบบฝึกหัด 1-7 ที่อยู่ในหนังสืออยู่ใน cd (แต่ข้อสอบเล็กๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ในหนังสือที่ไม่ใช่ model tests ไม่มี) อีกอย่างคุณจะได้ฝึกจากหน้าคอมจริงๆ


ภาพจาก amazon.com


3. web ETS -- ซึ่งห่วยแตกมาก แต่ว่าก็เป็นแนวทาง "เล็กๆ" จริงๆ ว่าระดับความยากเป็นยังไง

ถ้าทำ Barron's รอด ข้อสอบจริงรอดครับ รับประกัน เพราะว่า Barron's ยากมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกถึงมากที่สุด ดังนั้นใครที่ยังเริ่มต้น อย่าเพิ่งใช้เล่มนี้นะครับ


ไหนๆ ก็พูดเรื่องความยากแล้ว ขออีกนิด

1. reading - cambridge ยากกว่า barron's

2. ส่วนอื่นๆ barron's ยากกว่า cambridge มาก

3. ผมไม่ชอบ barron's ตรงที่ยากเกินไป listening มีอ. ผู้ชายคนนึงพูดเร็วมาก ผมจดแทบไม่ทัน แล้วพูดเหมือนไม่หายใจจริงๆ ครับ ส่วน speaking + writing นั้นยากเหมือนกัน หัวข้อและ lecture แล้วตัวอย่างการตอบ speaking + writing นั้นเป็นอุดมคติมากๆๆๆๆ ให้ native speaker มาพูดตามสคริป แม้จะมี ummm. uhhh แต่มัน "fake" มากๆ ครับ นักเรียน TOEFL ไม่มีทางพูดได้ ทำให้เราหมดกำลังใจได้ง่ายมากกกกกกกกกกกกกก!! ส่วน cambridge นั้นให้นักเรียนต่างชาติจริงๆ มาพูดทำให้ เรารู้สึกว่าเออ เป็นธรรมชาติ และรู้สึกว่า "เค้าก็เป็นนักเรียนต่างชาติเหมือนกัน เค้าทำได้ เราก็ต้องได้"

4. อีกอย่าง cd-rom ของ cambridge และการจัด format ข้อสอบเหมือนการสอบจริงๆ คิดคะแนนส่วน reading + listening ให้เลย ส่วน cd-rom ของ barron's งง สับสน ทำข้อสอบแล้วคะแนนหายไป ไม่มีการบันทึกไว้ แล้วคะแนนก็ต้องมาคิดเอง format ก็ไม่เหมือนจริง เช่น ตอนฟังเลคเชอร์เวลาจะต้องหยุด (ตามข้อสอบจริงๆ) แต่ barron's ก็ไม่หยุด แต่ใส่เวลาทดไปแทน

5.ระดับความยาก-ง่ายของข้อสอบจริง ... ผมว่า cambridge ตรงกว่า barron's แม้ว่า cambridge อาจจะยากกว่าข้อสอบจริงไปหน่อยด้วยซ้ำครับ

เอาหละครับ เขียนมาเยอะมากๆ แล้ว ขอให้โชคดีครับ ผมก็รอคะแนนก่อน แต่อย่างที่บอกนะครับ ผมไม่รู้ว่าคะแนนจะเป็นยังไง ดังนั้นทุกอย่างที่เขียนเป็นความคิดส่วนตัวครับ




 

Create Date : 13 ธันวาคม 2550
9 comments
Last Update : 13 ธันวาคม 2550 6:55:35 น.
Counter : 4161 Pageviews.

 

ต้องอย่างนี้ซิ ... แบ่งปัน ๆ ๆ ๆ สุดยอด น้องรัก

 

โดย: POL_US 13 ธันวาคม 2550 15:53:12 น.  

 

เสียดายจัง น่าจะสอบหลังจากนี้ จะได้เทคนิคเยอะแยะ

โทษค่ะ มีคำถามโง่ๆ ไม่ทราบว่า ผลสอบ TOEFL และ GRE ประกาศผลยังไงคะ

 

โดย: chocomania 14 ธันวาคม 2550 18:54:03 น.  

 

GRE- ตอนสอบเสร็จ หน้าจอจะบอกคะแนนเลขและอังกฤษเลยครับ ส่วน writing จะส่งมาทางเมลล์สักประมาณ 1/2 เดือนให้หลังทางจดหมายครับ

TOEFL iBT - ต้องรอดูทางอินเทอร์เนต เวปเดียวกับที่คุณสมัครครับ ใช้ระยะเวลารอคะแนนเท่าๆ กันกับ GRE (ตามที่ bullentin บอกนะครับ) และรู้สึกว่าจะมีคะแนนส่งมาจดหมายให้เช่นกัน

 

โดย: เมื่อลมแรง...ใบไม้ก็ร่วง 14 ธันวาคม 2550 21:26:24 น.  

 

ขอบคุณหลายค่ะ อ้อ ได้อ่านหนังสือ ที่ น้องเขียนด้วยนะ ได้ไอเดียไว้ใช้ด้วย แต่พอตอนสอบดันไม่ยอมเอามาใช้อะดิ เซ็งโคตร

 

โดย: chocomania 16 ธันวาคม 2550 2:40:59 น.  

 

Merry Christmas and Happy New Year to you and all of your loved ones krub.

Best wishes,
A.T.

 

โดย: amatuer translator 23 ธันวาคม 2550 22:01:30 น.  

 

Merry Christmas!!

 

โดย: Rive Gauche 25 ธันวาคม 2550 23:40:25 น.  

 

Thank you very much for sharing very useful information. May you share how many scores you got from Toefl? Thank you, I will come back to see. Have a good day.

 

โดย: tanyasa 10 กุมภาพันธ์ 2551 18:42:02 น.  

 

Thank you for all of your comments, krub.

My iBT score: 117/120 krub.

 

โดย: เมื่อลมแรง...ใบไม้ก็ร่วง 14 กุมภาพันธ์ 2551 3:32:52 น.  

 

ตามมาอ่านเทคนิคค่ะ ขอบคุณมาก ๆ ที่เอามาแชร์ค่ะ เพราะกำลังเตรียมตัวอยู่พอดี กำลังมึน ส่วนพูดนี้ ตายไปเลย เพราะสมองขึ้นสนิมไปแล้วน่ะค่ะ ไม่รู้จะเคาะสนิมออกยังไงดี

มีหนังสือของ barron (ซีดีแผ่นเดียว) กับ kaplan ค่ะ สงสัยคงต้องหัดทำแต่ในซีดีอย่างเดียวเลยนะเนี่ย เพราะเวลาก็มีไม่เยอะแล้ว

(อ่านแล้วงงนิดหน่อย สรุปว่า ของ cambridge ยากกว่า barron ใช่ไหมค่ะ ...แค่นี้ก็งงซะแล่ว )

 

โดย: gw (gw ) 12 เมษายน 2551 17:36:25 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


เมื่อลมแรง...ใบไม้ก็ร่วง
Location :
Citizen of the World---who lives in the United States

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add เมื่อลมแรง...ใบไม้ก็ร่วง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.