Group Blog
 
 
มิถุนายน 2551
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
22 มิถุนายน 2551
 
All Blogs
 

หมอ 5 บาท - รศ.นพ.สภา ลิมพาณิชย์การ



ในตอนเย็นเวลาประมาณ 18.30-20.00 น. ของทุกวัน ยกเว้นวันเสาร์ รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สภา ลิมพาณิชย์การ จะขับรถจากโรงพยาบาลศิริราชไปยัง “คลินิกแพทย์สภา” เพื่อให้การรักษาพยาบาลชาวบ้านในซอยระนอง 1 ย่านราชวัตร เป็นเวลาต่อเนื่องกันมากว่า 44 ปีแล้ว

และอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้คลินิกห้องแถวเรือนไม้เล็กๆ แห่งนี้เป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง ก็เนื่องมาจากคุณหมอสภาจะไม่คิดค่ารักษา คิดเพียงค่ายาในราคาถูกแสนถูกก็คือ 5-70 บาท จนเป็นที่มาของฉายา “หมอ 5 บาท”

คุณหมอบอกว่า “ผมไม่ได้เลือกจะสร้างเงินจากอาชีพนี้ ไม่ได้คิดเลย พอเปิดร้านแล้วก็ทำอย่างนี้มาเรื่อย อาจจะนึกอยู่ตอนเปิดว่า 1. เราจะใช้ความรู้รักษาคนไข้ 2. เราเองก็เจ็บมาเยอะ เล็กๆ ผมเป็นโรคคอตีบ ถ้ามาหาหมอช้าไปสักชั่วโมงก็ตายแล้ว พอหายอีกปีสองปีก็เป็นปอดบวมเกือบตายเหมือนกัน ต่อมาเป็นไทฟอยด์ ตอนที่รักษาหาย จำได้ว่าแม่ต้องมาจับสองมือหัดให้เดิน พอมาเป็นนักเรียนแพทย์ก็เป็นรูมาติค ปวดข้อต้องกินยา เลยทำให้นึกเห็นใจคนไข้ว่า เขาป่วยแล้วไม่อยากให้เสียเงินมาก เลยทำอย่างนี้มาเรื่อย แล้วมันเคย อย่างคิดค่ายา 30 บาทจะมาคิด 50บาทก็ทำไม่ได้ ก็ต้อง 30 บาทอยู่อย่างนี้”



เส้นทางของหมอ


"ในชีวิตผมไม่เคยคิดอยากเป็นหมอเลยแม้แต่นิดเดียว ตอนนั้นจบม.แปด แล้วอยากเรียนคอมเมิร์สที่อัสสัมชัญบางรัก แต่อยู่ไกลมากเพราะบ้านอยู่ท่าพระจันทร์ ก็เลยอยากเรียนตำรวจ แต่ที่บ้านพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย อยากให้เรียนหมอหมด เราก็เอา เรียนก็เรียน ผมมาสอบที่ศิริราชปีแรกสอบไม่ได้เพราะไม่สบาย ปีที่ว่างเลยไปเรียนพิเศษแล้วมาสอบใหม่จนได้

พอเรียนแล้วก็ยังเฉยๆ นะ แต่เวลามีงานจะไปถ่ายรูปเพราะชอบ คนอื่นเรียน 4 ปี ผมเรียน 7 ปี คือไม่ค่อยขยัน เรียนบ้างเล่นบ้างเลยสอบตก พอจบจะเข้าทำงานไปถามที่ไหนก็ยังไม่เปิดรับ เพราะสมัยนั้นถ้าไม่มีตำแหน่งเขาจะไม่รับ

ผมมาเจออาจารย์หมอสุด แสงวิเชียร ที่ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ ชวนมาทำงานด้วยกันเพราะผมถ่ายรูปอยู่ก็อยากจะให้มาถ่ายรูปคนไข้ กับสอนชำแหละศพให้นักเรียนแพทย์ ต่อมาได้ตั้งขึ้นเป็น ‘หน่วยภาพการแพทย์’ ทำได้ปีสองปีผมได้ทุนไปเมืองนอก กลับมาก็มาเปิดโรงเรียนช่างภาพการแพทย์ หลักสูตร 2 ปี ต่อมาได้ปรับปรุงหลักสูตรใหม่ให้ได้ปริญญาตรี สาขาเวชนิทัศน์ จนมาถึงปีนี้เป็นรุ่นที่ 41 มหาวิทยาลัยก็เปิดหลักสูตรใหม่เรียกว่า เทคโนโลยีการศึกษาแพทยศาสตร์ ซึ่งผมสอนมาจนกระทั่งกันยายนปีที่แล้วจึงลาออก”



คลินิกคนจน


“พอกลับจากเมืองนอกเพื่อนก็ชวนเปิดคลินิกเมื่อปี 2507 เพราะเขาปลูกบ้านหลังเล็กๆไว้สามห้อง เขาทำเตียง ตู้ โต๊ะไว้ให้ ผมหาแต่ยากับเครื่องมือแพทย์ แล้วกะว่ากำไรจะแบ่งครึ่งกัน

ทีนี้มันลำบาก เพราะต้องทำบัญชีว่าเดือนหนึ่งใช้ยาอะไรบ้าง กี่เม็ด แล้วยังต้องคิดต้นทุนกำไรอีก พอทำเสร็จกำไรมันไม่เหลือ เพราะว่าเอาไปซื้อยาหมด แล้วคนไข้ก็ไม่เยอะ เพราะไม่ค่อยมีคน มีแต่ป่า ค่ายาก็เก็บถูกเพราะคนแถวนั้นอย่างดีก็นายสิบ เป็นลูกจ้างเขาบ้าง เป็นคนจนเสียเยอะ บางทีก็รักษาไม่เสียเงิน ผ่านไปสัก 3-4 เดือนไม่ได้กำไรเพื่อนเลยขอถอนตัวแล้วให้ผมเช่าเป็นรายเดือนแทน พอเป็นของผมปั๊ปผมก็ไม่ทำบัญชีอะไรเลย

ค่ายาเมื่อก่อนกับตอนนี้เก็บต่างกันไม่มาก ผมจะมีป้ายติดไว้ว่า “ค่ายา 5-70 บาท” คือ 70 บาทนี่กันไว้ ส่วนมากค่ายาจะประมาณ 40บาท ที่ต้องกันเพราะจะมีคนที่ต่อมทอนซิลอักเสบต้องกินยาฆ่าเชื้อ แล้วตาเป็นฝีอีกก็ต้องให้ยาหยอดตาด้วย ขวดหนึ่งสี่สิบกว่าบาท แต่ผมจะจ่าย 25 บาท ซึ่งเป็นราคาเกือบจะเท่าทุน เวลาจ่ายยาผมจะไม่แกะราคาออกให้ไปทั้งอย่างนั้น ราคาก็บอกอยู่แต่ผมเก็บไม่ถึงเพราะเราซื้อได้ถูกก็เก็บเขาถูก ถ้าเขาไปซื้อเองไม่ได้ราคานี้แน่ และถ้าใครยาหมดจะมาเอาอีกขวดก็ต้องดูก่อนว่าหายหรือยัง เพราะยาหยอดตาหลายชนิดที่เขาซื้อเองแล้วเอามาหยอดไม่เลิก ทำให้กลายเป็นต้อหินได้ ผมจึงกันไม่ให้เขาไปซื้อเองด้วยการจ่ายยาราคาถูกกว่าให้

อีกอย่างคือกันพวกที่ชอบไปซื้อยากินก่อน ประเภทขี้เกียจหาหมอเลยไปซื้อยาตามร้าน พอไม่หายถึงมาหา พวกนี้โดนผมด่าทุกคน ผมถาม...รวยนักเหรอไปซื้อยาชุดละ 5 บาทมากิน 3 มื้อแล้วก็ไม่หาย แต่มาเสียที่ผม 40 บาทกินได้ตั้งสองวัน

ปกติผมจะใช้ยาทะเบียนนอกที่มาทำในนี้ จะไม่ซื้อยาจากเมืองนอก เพราะฉะนั้นยาที่ร้านจะไม่มีเม็ดละ 10 บาท มีอย่างแพงก็ 3 บาท คือเป็นยาฆ่าเชื้อที่ตอนแรกเม็กละ 30 บาท พอหมดลิขสิทธิ์เขาผลิตในนี้ราคาลดลงเหลือ 3 บาทผมถึงจะใช้

สมัยก่อนเขยคนเล็กเป็นหมอเหมือนกันเขาสร้างบ้านหลังเบ้อเริ่ม แต่ผมยังอยู่ห้องแถวที่นี่อยู่เลย ภรรยาก็สงสัยว่าผมไปมีเมียอีกคนหรือเปล่าถึงไม่มีเงินมาซื้อบ้านซื้อรถ (หัวเราะ) เป็นสิบกว่าปีเขาถึงรู้ความจริง เพราะลูกชายมาเข้าที่โรงเรียนเวชนิทัศน์ แล้วสมัยก่อนผมจะเก็บยาทั้งหมดที่ซื้อไว้ในห้องพัก ลูกชายมาเห็นเขาก็ไปบอกแม่ ถึงได้ว่าเราเอาเงินไปซื้อยา เพราะต้องซื้อเยอะถึงจะได้ราคาถูก ยิ่งซื้อเงินสดยิ่งถูก คือผมจะทำวิธีใดก็ได้ให้มันได้ยาถูกก็แล้วกัน

แต่ผมไม่เคยมีปัญหาเรื่องการเงินนะ มันไปเรื่อยๆ อย่างนี้ พอดีๆ แต่ตอนนี้พอไม่ได้สอนหนังสือแล้วเหลือแต่เงินบำนาญก็ต้องระวังการใช้จ่ายบ้าง ปกติผมจะเก็บเงินใส่กล่องไว้ ถ้าหมดก็ไปถอนเงินบำนาญจากธนาคารมาใส่กล่องไว้ ซื้อยาก็หยิบออกมาจ่าย ได้ค่ายามาก็แบ่งจากกระเป๋าใส่กล่องไว้ จะใช้ส่วนตัวก็ใช้ในกระเป๋าสลับกันอย่างนี้ เพราะยาตอนหลังผมไม่สั่งเยอะแล้ว จะสั่งแค่ทีละสามขวด กลัวเดี๋ยวตายแล้วไม่มีใครใช้”



เฮฮาประสาคนไข้

“บางคนพ่อแม่พามาหาตั้งแต่ยังแก้ผ้าอยู่เลย จนกระทั่งโต ไปเรียนเมืองนอก แต่งงาน มีลูกกลับมาเมืองไทยก็เอาลูกมาหาอีก จะมีอย่างนี้หลายคน บางคนย้ายไปที่อื่นไปรักษาหมอคนอื่นไม่หายก็กลับมาหา ผมจะรักษาโรคพื้นฐานทั่วไป แต่มันก็บอกไม่ถูกนะ อย่างเขาไปรักษาที่ไหนไม่หายพอมาที่ร้านบังเอิญหาย ผมบอกเขาบังเอิญหาย เลยรักษากันมาประจำ ไปอยู่ที่ไหนๆ ก็ต้องกลับมาเพราะรักษาหายแล้วค่ายาถูกด้วย

คลินิกผมมีแต่ชาวบ้านมารักษา แต่คนไข้รายได้น้อยพวกนี้เขาจะซื่อสัตย์ บางทีเราบอกเอาไว้ก่อนยังไม่ต้องให้ จนลืมๆ ไปเขาก็เอามาให้ บางทีคิดค่ายาได้สิบแปดบาท แต่เราจะเก็บแค่สิบห้าบาทเขาก็ไม่ยอม ต้องคิดสิบแปดบาท ถ้าเขามีแค่สิบห้าบาทก็วางไว้ก่อน แล้วหลายๆ วันพอมีถึงเอามาวางให้อีกสามบาท แล้วบอก...หมอติดหนู 3 บาท...คือเขาจะพูดว่าเขาติดหมอ แต่มีหลายคนเหมือนกันที่บอกหมอจดไว้นะแล้วเขาก็หายไปเลย

มีอยู่คนหนึ่งใสนาฬิกาโอเมก้าทองมารักษาอาการปวดข้อ เขาคงไม่คิดว่าผมจะมองหรอก ผมจ่ายยาไปยี่สิบบาท เขาบอกไม่มีเงินเลยผมก็ให้ไป เขาหายไปพักหนึ่งจนปวดอีกก็มาหาใหม่ นาฬิกาเรือนนี้ยังอยู่ เขาก็บอกไม่มีเงินเหมือนเดิมผมเลยบอกไม่เป็นไร เอานาฬิกาเรือนนี้ไว้ให้ผมแล้วกัน สุดท้ายเขายอมควักให้ยี่สิบบาทแล้วไม่มาอีกเลย(หัวเราะ) คือเราต้องดูหมด ใครหลอกนี่ผมรู้

บางทีไม่ได้มาเองวานคนอื่นมาแล้วมาบอก...เคยกินแล้วค่ะสีนี้... ผมก็ให้ไป แต่ที่จริงมันผิด ผมจะเขียนป้ายไว้เลยว่า “ผู้ป่วยไม่มารักษาเองผิดกฎหมาย” กฎหมายอาญาด้วย เราต้องกันพวกนี้เอาไว้...ต้องไล่ให้ทัน อย่างยาฆ่าเชื้อที่เรียกยาแก้อักเสบ ถ้าคนไข้ไม่มาผมจะไม่จ่ายเลย ต้องตรวจก่อนถึงจะให้ บางคนมาบอกหมอขอซื้อยาแก้อักเสบ ตอนหลังจะเอาเยอะ ผมก็จ่ายเตตราไซคลิน (Tetracycline) ที่เคยใช้กันสมัยก่อนนู้น เป็นยาฆ่าเชื้อที่ถูกที่สุดซึ่งผมเอามาใช้อีกครั้งก็แปลกนะที่มันหาย อย่างมาขอซื้อ 10 บาท ผมก็จะให้ยาตัวนี้ไปตัดรำคาญพวกที่ชอบมาขอซื้อยาแก้อักเสบเพราะมันไม่มีพิษ นอกจากจะหมดอายุที่ทำให้เป็นโรคตับได้”



ทำต่อเพราะยังมีแรง


“เดี๋ยวนี้จะมีคนข้างบ้านที่เขาอยู่ว่างๆ มาช่วยเปิดร้านให้ วันหนึ่งผมมีคนไข้ไม่ถึงสิบคน ถ้าเป็นคนแถวนั้นผมจะไม่คิดเงินเลย แต่นานๆ ฝนตกหนักอาจจะเพิ่มเป็นสามสิบคน ก็เหนื่อยนะแต่ก็ยังไป เพราะเหมือนชีวิตประจำวันทำอย่างนี้เราก็ต้องทำของเราไปเรื่อยๆ ถ้าไม่เปิดร้านมันเหมือนวันนี้ยังทำอะไรไม่ครบ การเปิดร้านเหมือนไปเจอเพื่อนจะมีคนมาคุย บางทีไม่ป่วยหรอกแต่เขาอยู่บ้านไม่รู้จะคุยกับใครก็แวะมาคุยกับหมอหน่อยหนึ่ง หรือมาเอายาเป็นประจำเลยถือโอกาสคุยต่อ

ส่วนมากจะเป็นอย่างนี้...ความสุขของเรามันอยู่ตรงนี้ ถ้าไม่ได้ทำคงเหงาๆ อีกอันคือเพลิน หมายความว่าจะมีเด็กๆ ลูกของคนไข้ที่ผมเคยรักษานี่เหละมาเกาะโต๊ะคุย มาเรียกคุณหมอคะ คุณหมอขา เพราะเวลาเขาไม่สบายจะบอกแม่ว่า...มาหาหมอสภา ปวดหัว แม่ก็ต้องพามาที่ร้าน เขาจะวิ่งมาเลยถ้าเป็นคนที่เคยมา แต่ถ้ายังไม่เคยจะร้องจ๊ากก่อน ผมก็จะแกล้งหยอกพอออกจากร้านก็บ๊ายบายได้ คนไข้ผมมีหมดทุกวัยตั้งแต่ เก้าสิบกว่าไปจนถึงเด็กอ่อนหกเดือน แต่ถ้าเด็กมากแล้วไอมาผมจะไม่ใช้ยาเลยให้ใช้มะนาวแทน

คิดว่าถ้าเมื่อไหร่ขับรถเองไม่ไหวผมคงจะปิดร้านเพราะค่าแท็กซี่มันแพง ตอนนี้ถ้าผมทนได้ก็จะมีเด็กที่จะเข้าเรียนแพทย์ปีหนึ่งปีนี้ เขาสนใจอยากจะทำอย่างผมมาดูๆ สองรายแล้ว ผมก็บอกเขาว่า...ถ้าเผื่อเรียนสำเร็จแล้วผมยังอยู่ให้มาแต่ตัวมาทำร้านต่อ ผมเองจะเลิกทำ เขาไม่ต้องซื้ออะไรเลย อาแต่ความรู้มาใช้เท่านั้นและต้องเก็บค่ายาถูกอย่างที่เราทำ แต่ตอนนี้ผมก็จะทำของผมไปเรื่อยๆ ก่อน”





วันนี้มีเรื่องดีๆ เกี่ยวกับคุณหมอท่านหนึ่งมาบอกต่อค่ะ
เนื้อหาทั้งหมดในตอนนี้ นำมาจากหนังสือสกุลไทย
แต่จำไม่ได้แล้วว่าเล่มที่เท่าไหร่ ยังไงเดี๋ยวจะมาเพิ่มให้ทีหลังนะคะ






 

Create Date : 22 มิถุนายน 2551
6 comments
Last Update : 22 มิถุนายน 2551 2:40:02 น.
Counter : 1705 Pageviews.

 

คุณหมอเป็นคนดีจริงๆ นะค๊ะ เคยได้อ่านเรื่องราวของคุณหมอท่านนี้มานานแล้ว ยังนึกว่าท่านเป็นที่พึ่งให้กับคนยากจนได้จริงๆ

 

โดย: วิสกี้โซดา 22 มิถุนายน 2551 5:12:23 น.  

 

ขอบคุณสำหรับเรื่องดีๆ นะคะ

คุณหมอช่างดำเนินชีวิตอย่างสมถะ และทำบุญแก่คนจำนวนมากมายจริงๆ

 

โดย: ศรีสุรางค์ 22 มิถุนายน 2551 9:28:51 น.  

 

เป็นคุนหมอที่หายากจริงจริงเลยนะค่ะ

ปรกติใครใครก้อยากได้เงิน


น่าชื่นชมจิงจิงเลยค่ะ

 

โดย: pink IP: 124.122.154.83 22 มิถุนายน 2551 12:00:19 น.  

 

ดีจังเลย อ่านแล้วชื่นใจ อิ่มบุญตามไปด้วย น่าเอาเยี่ยงอย่าง

 

โดย: redclick 25 กรกฎาคม 2551 7:37:06 น.  

 

ขอให้คุณหมอมีสุขภาพแข็งเเรง
มีความสุขกับงานที่ได้ทำนะค่ะ
เป็งกำลังใจให้ตลอดไปค่ะ

 

โดย: เป็นบุคคลที่น่ายกย่องเชิดชูที่สุด IP: 115.67.150.190 28 ธันวาคม 2552 12:08:35 น.  

 

ด้วยอำนาจแห่งความดีนี้ขอให้คุณลุงหมอ มีสุขภาพที่แข็งแรงครับ

 

โดย: กานต์ IP: 58.9.207.85 10 พฤษภาคม 2553 19:03:23 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


ธาร นาวา
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




จากสายธารลำเล็กๆ
หลอมรวมเป็นกระแสธาราอันกว้างใหญ่
หลั่งริน...ไหลระเรื่อย...
นำพาเอาความชุ่มชื้นฉ่ำเย็นมาสู่หัวใจผู้คน

ลายปากกา
Friends' blogs
[Add ธาร นาวา's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.