ธันวาคม 2558

 
 
1
3
4
5
7
8
10
11
12
13
14
16
17
18
19
20
22
23
24
25
26
28
29
30
31
 
 
All Blog
เกวียนทมิฬ (หวายดง) ตอนที่ 8 กลุ่มคนบนหลังม้า




เกวียนทมิฬ (หวายดง) โดย ทักษภณ

บทที่ 8 กลุ่มคนบนหลังม้า

เป็นเสียงร้องดัง สุดเสียง อีกเสียงหนึ่งฝ่าความมืดมาด้วยความตกใจสร้างความสนใจแก่บุคคลทั้งสาม และผู้สังเกตุการณ์อยู่ในขณะนี้เป็นยิ่งนักแสดงว่าแอบฟัง การสนทนาในครั้งนี้นานพอสมควรแล้ว ตามด้วยเสียงเหมือนสิ่งหนึ่งเคลื่อนไหวอย่างเร่งรีบมาทางนี้เมื่อมาถึงบริเวณแสงไฟปรากฏชัดแก่สายตา จะเป็นใครไปไม่ได้เจ้าลวกนั่นเอง

“นายทำตามที่น้ำใสเสนอไม่ได้นะขอรับในชั่วชีวิตนี้กระผมจะอยู่รับใช้หัวหน้าไม่ห่างหายจากกันอีกแล้วผิว่ากระผมมิได้อยู่รับใช้นายใกล้ชิดกระผมต้องสูญสิ้นชีวิตแน่”

ไอ้ลวกพูดพร้อมกับคลานเข้าไปหาหวายจนแทบจะถึงตัว ด้วยอาการตกใจ พร้อมกับทำสีหน้าดูละห้อยดูน่าสงสารยิ่งนัก รู้สึกซาบซึ้งในการแสดงออกของมันอย่างยิ่งจนทำให้หวายอดคิดไม่ได้ว่ามันทำเกินไปหรือเปล่า

“เฮ้ยเอ็งจะพูดเกินไปแล้ว ข้ากับเอ็งตัวไม่ได้ติดกันนี่หว่า แม้ว่าบางครั้งมึงก็ไม่ได้ความแต่ว่ากันตามความเป็นจริงแล้วข้าก็ยอมรับว่าเอ็งเป็นคนที่รู้ใจข้ามากที่สุด”

หวาย พยายามพูดให้ดูดีตอบแทนในความในการแสดงออกของมัน หยุดคิดสักครู่ก็เอ่ย สืบไปว่า

“ข้าจะทอดทิ้งเอ็งไปได้ง่ายๆได้เยี่ยงไร “

“ดีแล้วขอรับข้ากระผมขอรับรองว่านายท่านเลือกคนไม่ผิด ผิว่านายท่านเปลี่ยนองครักษ์ประจำตัวหรือทิ้งลูกน้องสุดแสนจะน่ารัก มีความซื่อสัตย์หาไม่ได้อีกแล้วคนนี้เป็นการผิดพลาดอย่างมหันต์ นายท่านต้องเสียใจร้องไห้ฟูมฟายในภายหลังแน่นอน”

เจ้าลวกกล่าวบรรยายคุณภาพในตัวมันเองด้วยสีหน้ายิ้มแย้มดีใจที่ใครได้ยินแล้วแทบจะอ้วก

“เฮ้ย...เอ็งมันจะพูดยกหางตัวเองมากไปแล้วที่ข้าทิ้งเอ็งไม่ได้เพราะเอ็งยังติดหนี้ข้าต่างหากโว้ย”

หวายมีความรู้สึกว่ามันจะยกย่องตนเองมากเกินความจริงไปมากๆ แล้ว

“นายยังจำได้อีกเงินไม่กี่เฟื้อง ก็ยังจำได้”

เจ้าลวกกล่าวด้วยน้ำเสียงตัดพ้อจากนั้นกล่าวด้วยแย้งคำพูดของหวายต่อไปว่า

“นายท่านขอรับคำว่ายกหางน่ะไม่น่าจะใช้กันคนนะขอรับเพราะว่ากระผมไม่มีหาง ที่มีหางมันก็มีแต่หมา แมว นะขอรับกระผมไม่ใช่หมาและไม่มีหางนะขอรับ”

“มึงว่าไม่มีทำไมข้าเห็นว่ะสั่นไงอยู่ด้านหลังเอ็ง แหม...ดูซิกระดกส่ายไหวๆเชียว”

หวายพูดด้วยสีหน้ายิ้มนิดๆ พร้อมกับทำท่าชี้มือไปที่ด้านหลังไอ้ลวกท่ามกลางความงุนงงของบุคคลที่เหลือรวมทั้งไอ้ลวกด้วย

บางคนชะเง้อมองตามแต่ก็มิเห็นมีสิ่งใดก็ทราบได้ทันทีว่าเป็นการล้อเล่นของหวาย บางคนนิ่งอยู่เพราะคิดว่าไม่เกี่ยวกับตนส่วนผู้ที่ถูกกล่าวถึงอดมิได้ที่จะกล่าวแย้ง

“ไหนๆๆ อยู่ไหนมิห็นมี แฮ่ๆๆๆนายล้อกระผมเล่นใช่ไหมขอรับ”

ส่วนลวกเกิดความสงสัยหันหลังมองหาตามมือที่นายชี้มาทางด้านหลังของตนพร้อมกับมือก็คลำไปทางด้านหลัง บริเวณสะโพกอันงามงอนของมัน มันลูบคลำอยู่นานนอกจากแล้วมันยังล้วงเข้าไปในผ้าอีก แต่ก็ไม่เห็นอะไรตามที่ลูกพี่ของตนกล่าว

“เฮ้ย...ข้ามิได้ล้อเล่นแต่ประการใดไหนเอ็งลองมาใกล้ๆซิแล้วข้าจะบอกให้เห็นชัดๆมาม่ะ”

หวายย้ำคำพูดที่ได้กล่าวเมื่อสักครู่พร้อมกับกวักมือดีดนิ้วเรียกให้เข้ามาใกล้ ลวกทำหน้างงนิดหน่อยด้วยรู้สึกว่ามันแปลกๆไม่น่าเชื่อถือ แต่ก็ยังพาซื่อเดินเข้ามา ก็มันสงสัยนี่นา

“มาแล้วขอรับนายบอกได้เลยขอรับแฮ่ๆ ”

ลวกกล่าวทำหน้าทะเล้นตามความเคยชินพร้อมกับยื่นใบหน้าถาม เต็มด้วยความงุนงง เพราะไม่เชื่อตามที่หวายกล่าว

“ร้องแฮ่ๆเหมือนนะมึง ไหนลองหันหลังมาซิจะบอก”

“ทำไมต้องหันหลังถึงจะบอกอื่ย...อย่าคิดทำแบบนั้นนะ ลวกรับไม่ได้”

ลวกทำท่าจะไม่หันหลังพร้อมทำหน้าแหยเอามือปิดก้นอันเหี่ยวๆ โดยทันทีทันใด ซึ่งก็สร้างความหมั่นใส้ให้กับหวายยิ่งนัก

“เออน่าเอ็งอย่าสงสัยมาก เมื่อข้าบอกเอ็งก็จะหายสงสัย เร็วๆ กลับหลังหันบัดเดี๋ยวนี้”

หลังที่ลวกพาซื่อบวกความกลัว ค่อยๆ หันหลังโชว์ก้นอันผอมลีบแล้วก็นิ่งเพื่อฟังในสิ่งที่ตนต้องการรู้ ด้วยอาการระทึกมือก็ยังปิดที่ก้นของมัน

สักครู่ก็รู้สึกได้ว่าเหมือนมีอะไรมาสัมผัสทางด้านหลังบริเวณก้นงามๆของมัน เป็นเหตุทำให้ตัวมันลอยปลิวไปข้างหน้าล้มหน้าคะมำกับพื้นแต่ยังก่อนถึงมันจะล้มก็ยังล้มได้อย่างสวยงาม หน้าไม่จูบพื้นดิน

“ข้าหมั่นไส้เอ็งอยากถีบมีอะไรหรือเปล่า”

เสียงหวายตะโกนตามหลังมาหลังจากได้ถีบคนหัวคะมำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“นายเล่นอย่างนี้หรือขอรับแต่ไม่เป็นไรลวกทนได้เพื่อลูกพี่”

เสียงไอ้ลวกโอดครวญมาแต่ยังไม่ทิ้งนิสัยเดิมที่มีความทะเล้นไม่เลือกเวลา และสถานที่หวายจึงกล่าวกับผู้อาวุโสกว่าว่า

“คงมิเป็นไรผิว่าให้น้ำใสให้อยู่ในความดูแลของน้าพร้าวเหมือนเดิมทำตัวให้เหมือนเดิม เพื่อจะได้ลดเภทภัยที่จะเกิดขึ้นมีปัญหาอะไรก็คุยกันตอนเช้าอีกที”

แล้วหวายก็บอกให้ทุกคนแยกย้ายกันเข้านอนรวมทั้งชาวเกวียนที่เริ่มลุกขึ้นมาดูเหตุการณ์ ทุกคนก็กลับไปประจำหน้าที่ของตนหวายรู้สึกได้ว่าเพลาผ่านไปไม่นานบริเวณที่พักขบวนเกวียนก็เข้าสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง แสดงว่าผู้คนส่วนมากเข้านอนแล้วผู้ใดใครเล่าที่ยังไม่เข้าสู่นิทราในยามค่ำคืน น่าจะมีอย่างแน่นอน...

รุ่งเช้าทุกคนทำภารกิจส่วนตัวเสร็จสิ้น ขบวนเกวียนก็เริ่มต้นเดินทางอีกครั้ง การเดินทางเป็นไปตามปกติเหตุการณ์ในคืนที่ผ่านดูเหมือนว่าจะปกติดี สร้างความแปลกใจให้หวายเล็กน้อย เนื่องจากพวกกระแตดงที่โผล่มารบกวนเมื่อวันก่อนเงียบหายไปแม้แต่คนของเขาก็คิดเช่นนั้น พวกมันทำอะไรอยู่ การโจมตีครั้งที่ 3 จะมาเมื่อใด

การเดินทางเป็นไปตามปกติตามเส้นทางที่กำหนดไว้ แต่กลุ่มขบวนเกวียน ก็มีการเตรียมพร้อมอยู่ตลอดขบวนเกวียนเดินทางไปเส้นช่วงนี้เป็นเนินดินสูงต่ำ ขบวนที่ยาวเหยียดทำให้บางครั้งไม่สามารถมองเห็นท้ายขบวนได้

หวายนั่งบนเกวียนได้สักพักนึกอะไรได้บางอย่าง จึงบิดบิดกายบรรเทาความเมื่อยขบคว้าย่ามส่วนตัวมาสะพาย ตามด้วยดาบเอาผ้าขาวม้าคาดเอว จัดเจงเสื้อผ้า ดูการแต่งกายเห็นว่าเรียบร้อย

ยกมือขึ้นจบระลึกถึงครูบาอาจารย์บริกรรมคาถา ตามที่ได้รับคำสั่งสอนมา หลังจากนั้นกระโดดลงจากเกวียนเขามองไปเบื้องหน้า สายตาก็สะดุดที่คนๆ หนึ่ง กำลังเดินอยู่ไม่ไกลนักการแต่งกายยังเป็นเช่นดังเมื่อวานที่เขาเห็น

เขายิ้มเล็กน้อยอย่างอารมณ์ดี ในขณะนี้เขารู้สึกอย่างนั้นจริงๆด้วยความที่อยากรู้ว่าผู้ที่อยู่เบื้องหน้าในขณะนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง

หลังที่จากกันเมื่อคืนนี้ก็ไม่ได้เจอกันอีกใจลึกๆ เกิดความเป็นห่วง และอยากรู้ขึ้นมาพร้อมกันจึงเร่งความเร็วเดินผ่านขบวนเกวียนไปเรื่อยๆ เมื่อผ่านน้ำใสซึ่งตอนนี้เดินไปกับขบวนเกวียนหวายหันไป มองบังเอิญสบตา กับใสแสดงอาการค้อนใสเขาเล็กน้อย แล้วก็ทำท่าไม่สนใจ

หวายเหลือบมองดูใสเห็นเสื้อผ้าที่ใส่ดูทะมัดทะแมงเอาผ้าโพกหัวปิดเส้นผมที่งามสลวยเสียมิดชิด และพันปิดใบหน้าเห็นเพียงดวงตาเท่านั้นนอกจากนี้ยังมีการพรางตัวด้วยสีผิวที่ค่อนข้างคล้ำไป

เขายอมรับว่าการพรางตัวเป็นที่ใช้ได้ถ้าไม่สังเกตุจริงๆ จะมองดูกลมกลืนกับคนในในขบวนแต่หวายเห็นแล้วก็อดขำมิได้ ใบหน้าที่ปิดเห็นเพียงดวงตาดูแล้ว

รู้สึกว่ามันบ๊องแบ้วแตกต่างจากที่เขาเห็นเมื่อคืนอย่างลิบลับ จึงยิ้มหัวเราะเบาๆในท่ามกลางเสียงการเคลื่อนไหวเอี้ยดอาดของเกวียนและสัตว์พาหนะที่กำลังเคลื่อนไหวจึงมีเสียงถามมาไม่ดังนัก แทบจะไม่ได้ยิน

“นายท่านขำอะไรเจ้าค่ะ

เป็นเสียงของน้ำใสถามมาด้วยน้ำเสียงไม่ดังนักพร้อมกับค้อนหนึ่งขวับ เชิดคางขึ้น เหมือนว่าอาการเกเรจะเริ่มอีกครั้ง

“มันก็ตลกดีนะ มองดูแล้วเหมือน...มันตลกโอ้ย..”

หวายพยายามหันหน้าไม่มองน้ำใสแต่อดเอามือกุมท้องกลั้นหัวเราะไม่ได้ ด้วยความรู้สึกที่อยากจะหัวเราะออกมาแต่พยายามกลั้นไว้

“มันตลกด้วยเหตุอันใดทำไมต้องเอามือกุมท้องด้วย หรือว่าท้องเสีย?

น้ำใสถามด้วยอาการ และสีหน้าที่งุนงง หวายก็เร่งฝีเท้าเคลื่อนที่เร็วไปข้างหน้าขบวนเกวียนโดยไม่หันมามองถ้าเขาหันมามองสักนิดคงจะเห็นท่าทางหัวฟัดหัวเหวี่ยงผสมกับการค้อน ของน้ำใสคงจะอดหัวเราะไม่ได้แน่นอน

เส้นทางการเดินเกวียนโดยทั่วไปแล้วจะเป็นเส้นที่คดเคี้ยวลดเลี้ยวไปมายากที่จะเห็นเส้นทางของการเดินเกวียนเป็นเส้นตรง บางครั้งก็ขึ้นเนินลงเนินดิน

ในการเดินทางที่ค่อนข้างเปลี่ยวห่างไกลจากบ้านเรือน แต่ละโค้ง แต่เนินดินที่จะปรากฎข้างหน้าไม่มีใครทราบได้ว่ามันซ่อนสิ่งที่น่าสะพึงกลัวอะไรไว้ ไม่แน่ว่าจะมีสิ่งไรที่ไม่คาดฝันปรากฏขึ้น

ดังนั้นแล้วแต่ละเส้นทางโค้งแต่ละเนินที่ผ่านไปคนในขบวนการเดินทาง มักจะนึกภาวนาเสมอว่าสิ่งที่ปรากฎข้างหน้าขอให้เป็นสิ่งที่ดีๆ แต่บางครั้งมันไม่เป็นไปตามนั้น

ในโลกนี้มีสิ่งต่างๆ อยู่มากมายที่ทำให้ไม่สมหวังเกิดขึ้นได้ ในห้วงชีวิตของคนเรามีสิ่งที่สมหวังและผิดหวังอยู่มากมาย บางครั้งสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดสามารถพลิกผันชีวิตให้เป็นไปในสิ่งที่ไม่คาดฝันและในวันนี้ขบวนเกวียนของหวายก็ได้สิ่งนั้น

วันนี้ในเวลาใกล้เพลาเที่ยงขบวนเกวียนของหวายซึ่งอยู่ในเส้นทางของนักเดินทาง ก็ได้ยินเสียงม้าควบมาทางด้านหลังขบวนอย่างรีบเร่งเมื่อใกล้เข้ามาก็มองเห็นชายฉกรรจ์ท่าทางน่าเกรงขามสี่ห้าคนขี่ม้ามุ่งหน้ามาคนนำหน้า อยู่ในวัยกลางคน พอมาทันขบวนเกวียนก็ชะลอม้า

แม้ว่าจะชะลอม้าแต่ความเร็วของม้าก็ยังเร็วกว่าขบวนเกวียนม้าและคนผ่านขบวนเกวียนโดยขนาบผ่านทางด้านซ้ายขวาคนที่นั่งบนม้าใช้สายตาชอนไชไปในขบวนเกวียนชนิดที่เรียกว่าไม่ให้มีสิ่งใดหลุดรอดสายตาไปได้

คนเหล่านั้นมีการส่งสัญญาณแก่กันและกันเป็นระยะเหมือนกับว่าไม่เห็นคนในขบวนเกวียนของหวายอยู่ในสายตาการกระทำเช่นนี้สร้างความขัดเคืองใจให้แก่หวายอยู่มิใช่น้อย

ตามปกติแล้วการที่มีผู้สวนทางกับขบวนเกวียน หรือผู้ที่ขี่ม้าผ่านเลยขบวนเกวียนก็มิใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใดแต่กลุ่มคนชุดนี้กลับไม่ขี่ผ่านเลยไป อาการเหมือนว่ามุ่งประสงค์บางสิ่งบางประการ

แต่ก็เขานิ่งเสียด้วยคิดรอดูว่าคนกลุ่มนี้จะทำประการใดต่อไปสักครู่คนในขบวนเกวียนก็มาบอกว่า คนที่เหมือนเป็นหัวหน้ากลุ่มขี่ม้าถามหาหัวหน้าขบวนเกวียน

“เออไปบอกมันไปว่าข้านี่แหละหัวหน้าขบวนเกวียนถ้าอยากเจอก็ให้มา”

หวายพูดจบคนของเขาไปแจ้งกลุ่มคนเหล่านั้นไม่นานก็ขี่ม้ามาที่เขาล้อมเอาไว้ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดอาการนี้สร้างความสงสัยให้แก่หวายยิ่งนัก เขายังนึกไม่ออกเลยว่าคนพวกนี้เป็นใคร เขามองไปยังผู้ที่คาดว่าเป็นหัวหน้าโดยสังเกตุจากการแต่งกาย ที่นิ้วมือสวมแหวนทองคำ

“ขอตรวจค้นขบวนเกวียนหน่อย”

คนที่เป็นหัวหน้าวัยเลยกลางคนไว้หนวดยาว พูดขึ้นมา แต่สายตายังกวาดมองไปทั่วบริเวณของขบวนเกวียนซึ่งในขณะนี้ได้หยุดการเคลื่อนไหวแล้ว

ทุกสายตาในขบวนเกวียนต่างจับจ้องมายังผู้ที่มาเยือนในขณะนี้ พยามติดตามเหตุการณ์ด้วยอาการจดจ่อเพื่อให้ได้ทราบสถานการณ์ ว่าน่าจะเป็นไปในทางใด

“กลุ่มคุ้มกันกองเกวียนมีหน้าที่คุ้มกันกองคาราวานเกวียน ด้วยชีวิต การตรวจค้น มิใช่จะทำได้ง่ายๆท่านเป็นผู้ใด ข้าใคร่รู้ จะค้นเกวียนด้วยมีความมุ่งหมายอันใดผิว่ามีเหตุอันควรก็จะให้ค้น หากว่ามิมีเหตุอันควร ก็ค้นมิได้แม้แต่จะคิด“

หวายกล่าวแล้วนิ่งดูว่าฝ่ายตรงข้ามจะทำประการใด เขาไม่แน่ใจว่ากลุ่มคนพวกนี้จะมาปล้นหรือเปล่าถ้าจะมาปล้นก็กล้าเกินไปละ ด้วยคนในขบวนเกวียนก็มียอดฝีมือที่มีประสบการณ์ในการต่อสู้มิใช่น้อย คนที่อยู่บนหลังม้ามีจำนวนแค่นี้ไม่น่าจะมีชีวิตรอดกลับออกไปจากขบวนเกียนนี้ได้

“ผิว่าเป็นคนของทางการทำได้หรือไม่”

เสียงคนที่อยู่บนหลังม้าดูจากลักษณะท่าทาง ดูเหมือนน่าจะมีฝีมือพอสมควร กล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด

“ใครก็พูดได้ว่าเป็นคนของทางการเราจะรู้ได้อย่างไรว่าพวกท่านเป็นคนของทางการ”

เสียงของหวายกล่าวขึ้นด้วยลักษณะไม่ยอมเช่นกันเนื่องจากเขาไม่แน่ใจว่าคนกลุ่มนี้เป็นใคร เพราะการแต่งกายก็ดูเหมือนชาวบ้านทั่วไปและก็มั่นใจว่าขณะนี้คนในขบวนเกวียนของเขาก็เตรียมพร้อมแล้วในสถานการณ์ท่ามกลางป่าเขาเช่นนี้ไม่มีการไว้วางใจใครได้ง่ายๆแต่ก่อนที่เหตุการณ์จะเลวร้ายไปกว่านี้

“นายท่านข้าคิดว่าพวกเขาคงจะไม่ใช่คนร้ายหรอก”

เป็นเสียงหนึ่งที่แทรกขึ้นมาในขณะสถานการณ์ตึงเครียดหวายมองไปตามเสียงก็พบว่า เป็นเจ้าพอกนั่นเอง

“ข้าก็ว่าเช่นนั้นดูจากการแต่งกายแม้จะไม่ต่างจากคนทั่วไป แต่พวกเราอย่าเพิ่งวู่วามดีกว่าถึงแม้ว่าเป็นคนของทางการก็จริง บางครั้งก็อาจกลับกลายเป็นคนร้ายได้เช่นกัน”

เสียงจากพร้าวที่แทรกเข้ามากลางวงช่วยรับรองแสดงความคิดเห็น ซึ่งก็ทำให้หวายได้ทางออกสำหรับเรื่องนี้

“ถ้าอย่างนั้นเอาตามที่น้าพูดแล้วกัน ลองถามพวกเขาดูว่าต้องการค้นหาสิ่งของอันใด”

หวายได้ยินทั้งสองรับรองแข็งขันเขาก็รู้สึกงงๆ เกิดความคิดขึ้นในใจว่าทำไมทั้งสองคนนี้ถึงได้รับรองอย่างแข็งขันแต่ไม่มีเวลาคิดมาก จึงถือโอกาสนี้มอบให้พร้าวเป็นคนเจรจาความส่วนเขาจะคอยคุมเชิง พร้าวจึงเขาไปสอบถาม

“พวกท่านต้องการค้นหาสิ่งใด”

“ต้องการค้นหาผู้ที่สูญหาย”

“เป็นใครละท่าน”

“คนที่หัวหน้าขบวนเกวียนนี้รู้จักดี”

คนที่ดูเหมือนเป็นหัวหน้าในกลุ่มคนที่อยู่บนหลังม้ากล่าว

“คนที่รู้จักคุ้นเคยหัวหน้าขบวนมีอยู่มากมาย จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นใครบอกมาเลยดีกว่า”

พร้าวกล่าวด้วยไม่อยากให้การเจรจายืดเยื้อ

“เป็นลูกสาวของเศรษฐีอ่ำ”

“หมายถึงผู้ใดชื่อกระไร”

“แก้ว ลูกสาวเศรษฐีอ่ำหายตัวไป”

คนบนหลังม้ากล่าวด้วยน้ำเสียงค่อนข้างเครียด

“แก้วนะรึ”

หวายอดไม่ได้ที่จะแทรกขึ้นไปเพราะมีความคุ้นเคยกับแก้วอยู่บ้าง เอาละสิความยุ่งยากมาเยือนแล้ว




Create Date : 09 ธันวาคม 2558
Last Update : 12 พฤษภาคม 2560 23:39:33 น.
Counter : 264 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

thampitak 33
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



New Comments