พฤศจิกายน 2558

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
23
25
27
29
 
 
All Blog
เกวียนทมิฬ (หวายดง) ตอนที่ 5 เด็กดื้อที่น่าสงสาร




เกวียนทมิฬ (หวายดง) โดย ทักษภณ

บทที่  5 เด็กดื้อที่น่าสงสาร

คนที่โดนฝ่ามือตอบด้วยน้ำเสียงคล้ายกับน้อยใจนิดๆ

“เจ็บแหละดีจะได้หูตาสว่างบ้าง ดูพูดเข้าสิมิรู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ซะเลย”

พร้าวพยายามกล่าวเตือนสติ

“หูตาของข้ามันก็สว่างดีอยู่หรอกมันจะมืดมิดก็ตอนโดนลุงตบนี่แหละ อูยย...สว่างเห็นดาวระยิบระยับเลย”

ผู้ที่มีผ้าโพกหัวยังมีการเถียงมิลดละพร้อมกับเอามือลูบไปที่บริเวณศีรษะสำแดงอาการสำออยประดุจว่าเจ็บปวดเหลือเกินทั้งที่เมื่อครู่สีหน้าท่าทางดุจจะเอาเรื่องให้ได้

แต่ตอนนี้สีหน้าคล้ายกับว่าจะสำออยนิดๆส่วนผู้ที่ยืนมุงดูเหตุการณ์รอบๆ ทั้งหลายต่างก็เงียบกริบทำหน้าแหยแก ลุ้นระทึกบางคนพอจะคาดเดาเข้าใจในเรื่องราว เหตุการณ์

เหมือนกับว่าพบเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความรู้สึกที่หวาดเสียวสุดขีดมีแต่เจ้าคนตัวเล็กผอมบาง แต่ใจใหญ่เท่านั้นที่ทำสีหน้า มิเข้าใจกระไร มันมีสีหน้าแตกต่างจากคนอื่นทั้งหมด

“เอ็งรู้ไหมเขาเป็นใคร”

พร้าวถามเจ้าตัวเล็กที่อยู่ตรงหน้าด้วยน้ำเสียงเครียด ส่วนหวายนั้นยืนนิ่งเฉย มีสีหน้าฉาบรอยยิ้มนิดๆ มองเจ้าตัวเล็กว่าจะทำเยี่ยงไรต่อไปกับเหตุการณ์ที่จะประสบหลังจากนี้หวายมิอยากจะคิดเลยมันคงจะพิลึกน่าดู แต่มันก็น่าสนใจ

“ทำไมต้องมีการถามว่ามันเป็นใครเป็นคำถามที่น่าเบื่อมากที่สุด ฉันได้ได้ยินแล้วอยากจะอ๊วกจริงๆ”

หลังจากพูดจบก็ทำท่าขย้อนโอกอ้ากเหมือนกับว่าจะอ๊วกจริงๆเจ้าตัวเล็กมันทำได้เหมือนจริงๆ หวายคิด

“เฮ้ยข้าถามเพื่อเตือนสติและเป็นการช่วยเหลือเอ็งนะเว๊ย เอ็งรู้ไหมความโชคร้ายกำลังจะมาเยือน”

“คงมิเป็นไรดอกลุงข้าเป็นคนดวงดี เป็นคนดี เทวดาคุ้มครอง ตกน้ำมิไหม้ ตกไฟมิไหล”

“เฮ้ยเอ็งพูดผิดแล้วต้องบอกว่าตกน้ำมิไหล ตกไฟมิไหม้ต่างหากโว๊ย ใครสั่งสอนให้พูดผิดๆ เยี่ยงนี้วะ”

คำพูดโต้ตอบของทั้งสองคนให้ผู้ที่ยืนมุงอยู่รอบข้างหัวเราะครืนนับว่าเป็นการผ่อนคลายลดความตึงเครียดได้มิน้อย ยกเว้นหวายเท่านั้นที่หัวเราะมิออกเพราะโดนคนพูดกระทบต่อหน้าคนของเขา แต่ก็อดยิ้มมิได้ พร้าวพูดมิทันขาดคำเจ้าตัวเล็กจอมแก่นก็รีบพูดว่า

“ นั่นแหละลุงข้ารู้แล้วแต่แกล้งพูดให้ฮา ได้ยินว่าก่อนที่ขบวนเกวียนจะออกเดินทางก็มีการดูฤกษ์ยามถ้วนถี่ดีมิใช่ฤาความซวยจะมาเยือนได้เยี่ยงไรโดยเฉพาะการดูฤกษ์ยามก็การทำโดยผู้ชำนาญการเฉกเช่นลุงอีก

การเซ่นไหว้ก็ทำพิธีใหญ่โต ของเซ่นก็มีมากมายสมกับการปล่อยขบวนเกวียนอันยิ่งใหญ่ ของกลุ่มพ่อค้าอันยิ่งใหญ่ แห่งเมืองโคราชแถมยังได้ยินมาว่าขบวนเกวียนนี้ ที่มาครั้งนี้ควบคุมโดยว่าที่ลูกเขยของเศรษฐีของเจ้าของขบวนสินค้าผู้คุมขบวนคราวนี้คงต้องการแสดงฝีมือเต็มที่ในการคุมขบวนเกวียน

แต่ดูท่าจะมิได้เรื่องซะมากกว่าดูสิขบวนเกวียนเดินทางมามิทันไรเลย ขบวนเกวียนก็วุ่นวายซะแล้ว ขบวนเกวียนโดนโจมตีถึงสองครั้งซ้อนๆในเพลาที่ผู้นำขบวนเกวียนหลบไปนอนแผ่สันหลังยาว จะนอนกันกระไรนักหนากลัวจะมิได้นอนหรือไร พอโดนโจมตีก็กลัวจนขี้หดตดหายจนมิกล้าเดินทางต่อไป”

เป็นการพูดที่เร็วรัว ในลักษณะ กลัวใครจะมาแย่งพูดแทบจะลืมหายใจ แต่ยังดีที่หยุดหายใจ สุดท้ายกลับไปแขวะหัวหน้าขบวนเกวียนซะอีกทำให้พร้าวได้แต่ส่ายหัวไปมาจนคอแทบเคล็ด เฉกเช่นคนมิรู้จะทำกระไรได้อีก

“เอ็งอย่าไปพูดเยี่ยงนั้นนะหัวหน้าได้ยินเข้ามันจะมิดี”

เสียงหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มคนของขบวนเกวียนกำลังยืนมุงดูอยู่รอบๆตะโกนสอดเข้ามา เหมือนจะเดาเหตุการณ์ออกว่าคนพูด ยังมิรู้เรื่องว่ากำลังพูดอยู่กับผู้ใดหรือกำลังทะเลาะกับผู้ใด

“ข้าว่ามิมีทางได้ยินหรอกป่านนี้มิใช่ไปหลบนอนแถวไหนสักแห่งเป็นแน่ ชอบหลบชอบอู้แบบนี้ มิน่าเชื่อว่าท่านเศรษฐีอ่ำจะมอบหมายหน้าที่สำคัญให้กับคนขี้เกียจสันหลังยาวเช่นนี้ละฤา”

คำพูดแต่ละคำสร้างความสะดุ้งให้กับหวายไปหลายสะอึก

มันพูดพลางทำท่าส่ายหัว ด้วยสำเสียงตั้งใจให้เป็นที่สุดแสนจะสลดสังเวชแถมท้ายยังทำปากจุ๊ๆ จู๋ๆเสียอีก ดูมันทำ

“ข้าว่าบัดนี้หัวหน้าคงรู้แล้วละว่าเอ็งกำลังว่าเขาเสียๆหายๆ จริงๆ นะ และความโชคร้ายกำลังมาเยือนเอ็งด้วย”

คนรูปร่างอ้วนเตี้ยตะโกนออกมาจากด้านหนึ่งของกลุ่มคนมุง

“รู้ได้เยี่ยงไรมีใครนำเรื่องไปแจ้งหัวหน้า อย่าน่าเรามันก็พวกเดียวกัน เป็นขี้ข้าเขาเหมือนกัน”

เสียงของมันชักจะอ่อนลงด้วยรู้สึกว่ามีคนย้ำน้ำเสียงหนักแน่นเช่นนี้ มันน่าจะเป็นจริงดังว่ามันจึ่งเริ่มมองหาหัวหน้าผู้คุมขบวนเกวียน ที่ชื่อว่าหวาย เพราะมิแน่ใจว่าจะอยู่แถวนี้และมาได้ยินคำพูดของตนหรือเปล่า

เพราะเริ่มรู้ว่าตนกล่าวแรงไปเหมือนว่าสติสตังทั้งหลาย และความกลัวกำลังจะคืบคลานเข้ามาหาอีกครั้ง หลังจากเมื่อครู่ความโกรธทำให้หน้ามืดตามัวไป

เมื่อสักครู่ด้วยเหตุที่ติดเตาไฟมิค่อยติดเมื่อมีคนมาสะกิดนิดหน่อย ก็เกิดอารมณ์โมโหเกิดอาการขาดสติยั้งคิดไปแล้วหันไปพาลทะเลาะกับคนอื่น

เข้าทำนองปากพาจน แถมยังดื้อด้านมิฟังคำทักท้วงของใครๆ ตอนนี้หน้าตาของเจ้านักเลงโตออกอาการตื่นๆกลัว สีหน้าเริ่มซีดเผือด ต่างจากเมื่อครู่นี้ที่มีอาการถมึงตึงเหมือนมิเกรงกลัวใคร

“ทำไมท่านหัวหน้าจะมิรู้ก็ในเมื่ออยู่ที่นี่ด้วย”

ไอ้เขียวตอบมาท่ามกลางเสียงฮาหัวเราะของคนรอบๆ หลังจากที่มันได้ยืนดูนานแล้ว

“เฮ้ยจริงรึ”

คนตัวเล็กนักเลงโตบัดนี้ร้องเสียงหลง สีหน้าเปลี่ยนไปกลายเป็นซีดเหมือนไก่ต้ม ทำหน้าตื่น หันหน้ามองหาคนที่น่าจะชื่อหวายลอกแลกในใจร่ำร้องขออย่าให้เป็นเช่นที่ว่าเลย

“จริงซิวะ ยืนอยู่นานแล้วด้วยหัวหน้ามาก่อนข้าซะอีก เอ็งมิเห็นฤาคนที่มีรูปร่างสูงใหญ่กว่าเอ็งยืนอยู่ตรงหน้าเอ็ง นั่นเหละหัวหน้าตัวจริงเสียงจริงเลย โน่นๆ”

ไอ้เขียวพูดพร้อมกับทำปากเบี้ยวชี้แทนมือมาทางคนที่อยู่ตรงหน้าของใส ตอนนี้ใสเริ่มรู้แล้วว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าน่าจะเป็นหัวหน้าคนคุมขบวนเกวียน เพราะใสได้ใช้หางตากวาดค่อยๆไปในทิศทางที่ไอ้เขียวบอกมา

ก็มิมีใครมีลักษณะที่จะเป็นนายเลยซักคนใสได้แต่นึกในใจว่าอย่าให้คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเป็นนายหวายเลย

“คงมิได้หมายความว่าคนๆคนนี้จะเป็นหัวหน้านะ”

ใสกล่าวเหมือนคนหมดแรง พร้อมกับทำมือค่อยๆชี้นิ้วงอนิดๆ ไปตรงหน้า ที่ค่อนข้างสั่น ด้วยสีหน้าแหยๆ

“เออนั่นแหละใช่เลย”

พร้าวอดมิได้ที่จะพูดหลังจากอัดอั้นมานานส่วนหวายยิ้มเล็กน้อยด้วยรู้สึกว่าคนที่เมื่อสักครู่เก่งเกินตัวแต่ตอนนี้เกิดอาการกลัวหงอจนดูน่าสงสาร

“ตอนนี้เจ้ารู้ฤายังว่าข้าเป็นใครคงมิต้องถามอีกนะ ฮ่าๆ”

สิ้นคำพูดของหวายเจ้าใสมิกล้ามองไปทางด้านตรงกันข้ามซึ่งต่างกับเมื่อสักครู่ที่จ้องตาเขม็งแทบมิกระพริบเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ

ใสได้แต่ลองชำเลืองมองไปรอบข้างก็พบว่าทุกคนที่ยืนล้อมวงอยู่ในเพลานี้ ต่างก็มองใสด้วยสายตาที่ยืนยันบ่งบอกว่า คนที่อยู่ตรงหน้าเอ็งนี่แหละเป็นหัวหน้าคนคุมขบวนเกวียนตัวจริงเอ็งมันช่างโง่เง่าจริงๆ มีตาหาแต่หามีแววตาไม่ กระไรประมาณนี้

ในเพลานี้ ใสคิดว่าควรทำประการใดดีในการที่จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าในเพลานี้ใสรู้สึกเกิดความอับอายระคนความเกรงกลัวและรู้สึกโกรธตนเองที่มิรู้จักยับยั้งอารมณ์ของตนแอง

ด้วยรู้ดีว่าตราบใดที่ยังอยู่ในขบวนเกวียนก็ต้องเดินทางร่วมขบวนเกวียนโดยมีหวายเป็นหัวหน้ายังอยู่ใสได้แต่นึกในว่าควรจะทำประการใดดี เพลานี้ใจมันรุ่มร้อนปานดังว่ามีพระอาทิตย์หลายดวงกลั่นแกล้งฉายแสงมาที่น้ำใสเพียงคนเดียวเท่านั้น

ฉับพลันเอง เกินกว่าที่ใครจะดาดคิด น้ำใสก็ทรุดล้มลงกับพื้นลงทันทีทันใด

“โอ้ย”

เป็นเสียงร้องค่อนข้างดังของน้ำใส ในขณะที่ทรุดตัวล้มลงนอนลงกับพื้นที่มีสภาพไม่น่าล้มลงเท่าใดนักแต่ความเป็นความตาม กำลังจะมาเยือนทำให้น้ำใสตัดสินใจอย่างรวดเร็วเกินกว่าใครจะคาดคิด

“เป็นกระไรหรือ ไอ้ใส”

พร้าวถามด้วยความตกใจ และเป็นห่วง พร้อมกับมองไปรอบๆด้วยคิดว่าจะมีใครมาลอบทำร้าย แต่ก็มิพบว่าด้านรอบข้างมีสิ่งผิดปกติอันใดกลุ่มขบวนเกวียนมุงก็ยังยืนด้วยอาการปกติ

แต่ก็พบว่าทุกคนมองกันไปมาที่ใสด้วยอาการงุนงงว่าเกิดกระไรขึ้นบางคนมองไปรอบข้างเหมือนมองหาว่ามีผู้ใดมาแอบโจมตีลอบทำร้าย แต่ก็มิพบสิ่งผิดปกติอันใดๆ

“ข้อมือมิรู้เป็นอันใดปวดจนเกินทนโอ้ยๆๆ สงสัยแขนจะหักซะแล้ว ขาด้วยโอ๊ยๆๆๆ”

น้ำใสร้องปานจะขาดใจพร้อมกับเอามืออีกข้างทำท่าประคองแขนเอาไว้ ดูแล้วอาการน่าจะเป็นหนักจริงๆ

“ไหนขอดูหน่อยสิ”

หวายรีบเดินเข้ามาดูด้วยตกใจเป็นห่วงปนสงสัยด้วยนึกได้ว่าเมื่อสักครู่ เขาได้เตะไปที่ข้อมือ และขาของน้ำใส ส่วนตาก็จ้องที่ข้อมือสลับกับพยายามจ้องตาของใส เพื่อจะสังเกตว่าอาการดังกล่าวเป็นจริงหรือเท็จ

เขาเคยรู้มาว่าผิว่าคนที่พูดมิจริงมักจะมิกล้าสบตาแล้วเขาก็พบว่าใสเอาแต่ก้มหน้างุด ขดตัวร้องครวญคราง เอามือซ้ายกุมบริเวณข้อมือขวาไว้สลับกับการลูบคลำที่ขา พร้อมกับแสดงสีหน้าเจ็บปวดอย่างแสนสุดจะทน

หวายมีความรู้สึกว่าอาการไม่น่าจะหนักหนาเพราะเขาก็มิได้ออกแรงเตะมากนัก แค่ต้องการให้ท่อนไม้หลุดมือเท่านั้น เอ..หรือว่าเขากะความแรงผิดพลาดไป แต่มิน่าเป็นเช่นนั้น

เขาคว้าท่อนแขนของใสมาดูพบว่าเจ้าตัวมีอาการสะดุ้งตกใจพยายามจะกระชากกลับแต่หวายก็เร็วพอที่จะยั้งท่อนแขนขาวผ่องเอาไว้ และทำสีหน้าเคร่งเครียดจ้องหน้าถมึง

ด้วยแรงของเขาทำให้ผู้ที่ถูกยึดแขนไว้มิอาจดึงมือกลับไปได้แล้วเขาตรวจดูที่ข้อมือที่ใสอ้างว่าได้รับบาดเจ็บจนร้องโอดโอยก็พบว่าข้อมือมีลักษณะขาวเนียนผ่องกลมกลึง ผิวค่อนข้างละเอียดนั้นมิมีกระไรผิดปกติเนื่องจากเขาก็พอมีความรู้ทางการรักษาบ้าง

“พร้าวดูอีกที น่าจะดีกระมัง”

หวายกล่าวหลังจากดูอาการแล้วเห็นว่ามิมีร่องรอยที่น่าจะเป็นกระไรและมองออกว่าคู่กรณีของเขากำลังแสดงละครแกล้งเจ็บด้วยกลัวความผิดที่ตนก่อขึ้นมากกว่า

เมื่อพร้าวซึ่งมีความรู้เกี่ยวกับการบาดเจ็บมาบ้างเพราะมีประสบการณ์มานานปี จึงพยักหน้าให้พร้าวตรวจดูอาการอีกครั้ง เมื่อพร้าวตรวจดูสักครู่ก็พบว่ามิเป็นไรจึ่งกล่าวว่า

“เอ็งมิได้เป็นกระไรหรอก อย่าสำออยอ้อยอิ่งไปเลยลุกขึ้นดีกว่า ข้ารู้นะว่าเอ็งกลัวความผิดที่เอ็งก่อขึ้น”

พร้าวกล่าวอย่างรู้ทันในความคิดของน้ำใส

“มิเป็นไรแน่นะ แต่ยังรู้สึกว่าเจ็บอยู่เลยผิว่าข้อมือข้าหัก หรือเป็นกระไรไปผู้ใดรับผิดชอบ”

คนเจ็บปลอมๆ ยังทำท่าอิดออดเสียงเหมือนอู้อี้ในลำคอ ทำกิริยาบีบนวด ข้อมือข้อเท้าด้วยสีหน้าที่เหมือนกับคนเจ็บ ด้วยเจตนามิปรารถนาจะลุกขึ้น

หวายหันไปบอกคนอื่นๆให้แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตน และสั่งพร้าวให้อยู่ก่อนแล้วก็หันมากล่าวกับจอมแสบอีกครั้ง

“มิเป็นไรดอกเจ้าคนเก่งมิต้องกลัวว่าผู้ใดจะทำอันใดเอ็ง ลุกขึ้นเถอะ เดี๋ยวจะให้น้าพร้าว หายาทาให้อีกครั้งข้ามีเหตุพูดด้วย ฟังดีๆ นะ และหวังว่าจะเข้าใจที่ข้าพูด”

หวายพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆแต่ค่อนข้างจริงจัง แต่ผู้ที่ฟังนั้นรู้สึกเย็นยะเยียบไปทั้งกายใสยังมิมีทีท่าว่าจะลุกขึ้น ยังทำท่าทาง แสดงสีหน้าเรียกร้องความเห็นใจ ความสงสารอย่างสุดๆ หวายมีความรู้สึกว่าจะเกินไปแล้วจึ่งนิ่งคิดสักครู่ แล้วกล่าวว่า

“เอาอย่างนี้ก็แล้วกันเมื่อเจ้าลุกมิไหวข้าจะช่วยอุ้มพยุงขึ้นแล้วกัน”

พอสิ้นคำเขาก็ทำท่าทางขยับจะเข้าไปอุ้มเหมือนดังคำที่กล่าว พร้าว รวมทั้งคนเจ็บปลอมถึงกับตกใจอ้าปากค้าง ด้วยคิดมิถึงว่าหวายจะกล่าวและทำดังนี้แต่ก็เพียงชั่วกระพริบตาเท่านั้น ใสก็ได้สติกล่าวคัดค้าน ยกมือห้ามสิ่งที่หวายจะทำด้วยสีหน้าตกใจ พูดเสียงระรัว

“อย่านะ ..โอ้ย....มิต้องดอกข้าพอจะไหวได้พักชั่วครู่คงจะหาย”




Create Date : 30 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 12 พฤษภาคม 2560 23:40:27 น.
Counter : 425 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

thampitak 33
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



New Comments