พฤษภาคม 2560

 
1
2
3
5
6
7
8
9
11
12
13
14
15
17
18
19
20
21
22
23
25
26
27
28
29
31
 
 
All Blog
เกวียนทมิฬ (หวายดง) ตอนที่ 37 ภายในด่าน


เกวียนทมิฬ (หวายดง) โดย ทักษภณ

ตอนที่ ๓๗ ภายในด่าน

จากนั้นทั้งสาม ช่วยกันหันเกวียนมาขวางทางไว้ทันพอดีที่ขบวนม้ามาถึง จากการมองด้วยสายตา ผู้ที่อยู่บนหลังม้าทั้งห้ารูปร่างสูงใหญ่ กำยำ สะพายดาบที่หลังดูแล้วน่าเกรงขามยิ่งนัก

“พวกเจ้าเป็นใครมาทำกระไรแถวนี้ เอาเกวียนมาขวางทำไม เอาออก พวกข้าจะไป”

“พวกข้าขวางไว้ด้วยหวังดีเพื่อจะได้ไม่เสียเวลาเปล่าๆ พวกท่านกลับไปเถอะ ประตูด่านไม่ยอมเปิดพวกท่านไปก็เข้าไม่ได้ พวกข้าก็จะถอยกลับเหมือนกัน อีกอย่างหนึ่งพวกข้าเป็นผู้คุ้มกันขบวนเกวียนนี้ จากเมืองโคราช กำลังจะเข้าไปพักในด่านนี้ ”

เขียดกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังขึงขัง เด็ดขาด

“พวกข้าเป็นคนของด่านจันทึกทำไมจะเข้าไม่ได้มันเป็นบ้านของข้า”

หนึ่งในห้าของผู้อยู่บนหลังม้าตั้งคำถาม

“ข้าไม่เชื่อ มีสิ่งใดมายืนยันว่าเป็นคนของด่านพวกเองอาจจะเป็นโจรปลอมตัวมาก็ได้”

“ดูรอยสักที่แขนของพวกข้าหรือไม่ก็ไปถามพวกที่อยู่บนเชิงเทินสิ”

ผู้ที่กล่าวยกท่อนแขนที่มีรอยสักให้ดูพบว่ามีรอยสักจริงๆ แต่เจ้าเขียด ก็ยังไม่ยอม

“รอยสักใครก็มีได้ของข้าก็มี มีเยอะกว่าพวกเองอีก ฮ่าๆๆ”

พูดจบมันก็ถอดเสื้อเก่าๆขาดๆ และหมุนตัวไปรอบเพื่อให้เห็นรอยสัก การกระทำของไอ้เขียดสร้างความเดือดดาลให้กับผู้ที่อยู่บนหลังม้ายิ่งนัก บางคนดูเหมือนคิดจะบุกฝ่าเข้ามาทำให้เขียวต้องสะกิดที่แขนเบาๆ

“ข้าว่าลางทีพวกเขาอาจจะเป็นคนของด่านจริงๆก็ได้ ใจเย็นไว้ ไอ้เขียด ลางทีคนกลุ่มนี้อาจช่วยให้พวกเราเข้าไปพักผ่อนในด่านได้ วันนี้ข้ารู้สึกเหนื่อยมากแล้วส่งสัญญาณถึงหัวหน้าดีกว่า”

“ถ้าคนพวกนี้เป็นคนของด่านจริงข้าก็แพ้พนันเองนะสิ ข้าไม่ยอมแพ้ง่ายดอก”

เขียดกล่าวด้วยเสียงเกือบจะกระซิบ

“เออน่า ถึงแพ้ก็มิเป็นไรดอกนึกถึงส่วนรวมไว้ ข้าไม่เขกเข่าเองแรงก็ได้”

เขียวพยายามเตือนสติเขียดให้เย็นลงเสียงม้าและเสียงคุยกันเสียงดัง ทำให้กลุ่มคนที่อยู่ด้านหน้าขบวนเกวียนต้องรีบมาดู

“ท่านหัวหน้าด่านใช่ฤาไม่พวกข้าดีใจที่ได้พบท่าน”

เป็นเสียงคนของจมื่นตะโกนขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแสดงถึงความดีใจ จากนั้นขี่ม้าไปจนถึงผู้ที่ถูกทักว่าเป็นหัวหน้า

“ท่านจำข้าได้ฤาไม่ข้าเป็นคนของนายท่านจมื่นศักดิ์”

เจ้าผมยาวชี้มาที่ตัวเองด้วยคิดว่ามันมีรูปร่างหน้าตา แตกต่างจากผู้อื่น น่าจะจำได้ง่าย

“จำไม่ค่อยได้นึกไม่ออกว่าเคยเห็นเองที่ไหน แต่จมื่นศักดิ์ข้าจำได้ เขาไม่ได้มาด้วยรึ”

“มาขอรับเขาอยู่ในกระโจมเกวียน ลำโน้น”

“มาช่วยเจรจากับพวกนี้กันหน่อยสิข้ารู้สึกรำคาญพวกนี้จริงๆ”

“เขามาเจอท่านมิได้ดอก”

หนึ่งในคนของจมื่นตอบสร้างความหงุดหงิดให้กับ หัวหน้าด่านยิ่งนัก

“บ๊ะแต่ละคนพิลึกจริง ดูสิเจ้าพวกนี้ก็มาขวางทางพวกข้ากลับบ้านจมื่นศักดิ์ก็ไม่ยอมมาพบข้า จะให้ข้าทำเยี่ยงใด ตะวันก็เย็นลงทุกที เหตุใดจมื่นถึงมาพบข้าไม่ได้

เอ้อคงคิดว่ามีตำแหน่งสูงกว่าข้าสินะถ้าเยี่ยงนั้นข้าไปพบก็ได้ แต่ไอ้พวกนี้มันขวางข้าไว้ จะให้ข้าทำเยี่ยงไร”

หวายและพร้าวมาถึงหลังคนของจมื่นรีบส่งสัญญาณให้ทั้งสามรีบหลบไป จากนั้นพร้าวรีบกล่าวแก้ตัวให้กับคนของขบวนเกวียน

“พวกเขาเป็นคนของพวกข้าเองพวกมันมีตา แต่หามีแววไม่ มาหาเจ้าของบ้านแต่มิรู้จักเจ้าของบ้าน อีกทั้งยังทำสิ่งที่น่าหัวเราะกับเจ้าของบ้านอีกด้วยเพลานี้มิมีผู้ใดกล้าขวางทางหัวหน้าด่านดอก

พวกข้าคิดจะมาขออาศัยท่านสักสองสามมื้อ ไม่ให้เจ้าบ้านเข้าบ้าน ผู้ใดจะให้แขกผู้มาเยือนเข้าบ้านได้เฮ้ยพวกเองรีบขอโทษ หัวหน้าด่านเร็วๆ”

หลังจากทั้งสามไหว้ขอโทษหัวด่านแล้วหวายและพร้าว รีบนำหัวหน้าด่านไปดูอาการของจมื่นศักดิ์ หลังจากทักทายกันตามธรรมเนียมพูดคุย ถามถึงอาการของจมื่นเรียบร้อยแล้ว

หัวหน้าด่านและผู้ติดตาม ก็มุ่งหน้าไปยังหน้าประตูค่ายพูดคุย โต้ตอบกับผู้ที่อยู่บนเชิงเทินชั่วครู่ ประตูค่ายก็เปิดออกผู้อยู่บนหลังม้าทั้งห้า และขบวนเกวียนทั้งหมดจึงได้เคลื่อนผ่านประตูท่ามกลางความโล่งอกของทุกคน สีหน้าชาวขบวนเกวียนทุกคนต่างยิ้มแย้มแจ่มใส ผู้คนในขบวนเกวียนเพลานี้มีความรู้สึกเหมือนกับว่า กำลังย่างกรายเข้าสู่แดนแห่งสรวงสวรรค์ เจ้าอึ่งขี่ม้ากล่าวพร้อมกับโบกธงประจำขบวนเกวียนเรียกผู้ที่อยู่ด้านหลัง

“ข้าได้เขกเข่าไอ้เขียดแล้วโว๊ยสิบที”

“เมื่อสักครู่ข้าได้ยินว่าเองไม่เขกแล้วนี่น่า”

เขียดโวยวายเดินหนีไป เขียววิ่งตามด้วยท่าทางอารมณ์ดี

“ลุงได้แก้มือไอ้เมื้อมแล้วหนูมุก”

ลวกหันมากล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มกับผู้ที่อยู่ด้านหลังของเกวียน ในขณะที่ขบวนเกวียน ผ่านประตูค่าย

ทันใดนั้นมีเรื่องที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นในขณะที่แขกผู้มาเยือนชุดสุดท้าย และอยู่ท้ายสุดของขบวนเกวียนแสดงความดีใจ ในการได้มาเยือนด่านจันทึกด้วยการยืนฉี่ใส่ประตูด่านอย่างสบายอารมณ์นั้น

แม้ว่าหัวหน้าด่านจันทึกจะยินดีให้ผู้ที่มากับขบวนเกวียนทั้งเข้ามาในด่านได้แต่มีเจ้าถิ่นกลุ่มหนึ่ง ปฏิเสธแขกผู้มาเยือนที่อยู่ด้านท้ายสุดของขบวนเกวียนเจ้าถิ่นมีจำนวนไม่ต่ำกว่าสิบ กรูกันเข้ามาหาแขกมาเยือนในความรวดเร็ว อย่างพร้อมเพรียงกัน ซึ่งเกินกำลังที่ผู้มาเยือนหนึ่งเดียวจะต่อกรได้จึงมีความจำเป็นต้องวิ่งหนีออกนอกประตูด่านอย่างไม่คิดชีวิต

ส่วนเจ้าถิ่นที่วิ่งไล่นั้น หลังจากผู้มาเยือนได้วิ่งหนีพ้นเขตประตูค่ายก็ได้หยุดคุมเชิงอยู่แค่นั้น ส่วนผู้วิ่งหนี เมื่อผู้ไล่หยุดผู้ถูกไล่ก็หยุดนั่งลงมองประตูด่าน ที่กำลังปิดลงด้วยด้วยตาละห้อย ดูแล้วเป็นที่น่าสงสารยิ่งนัก ส่วนเจ้าถิ่นทั้งหลายนับสิบยังยืนเดิน นั่ง นอน เรียงเป็นแถว มองไปที่แขกผู้มาเยือนด้วยสายตาอันน่ากลัวยิ่งนัก

ทันทีเกวียนลำสุดท้าย และผู้มากับเกวียนชุดสุดท้ายผ่านพ้นประตูบานใหญ่ กำลังจะปิดลง

“เดี๋ยวก่อน อย่าด่วนปิดประตูนะขอรับ พองลูกของข้าน้อยยังไม่เข้ามานายท่านทำเยี่ยงไรมันจะเข้ามาได้ นายท่านรอสักครู่ได้ฤาไม่ เพลานี้ไอ้พวกหมาหมู่มันขวางไว้ทำให้เข้ามาไม่ได้ หลีกไปเลยพวกเอง ชิ้วๆๆ”

จ้อนเงยหน้าไปด้านบน ร้องตะโกนอย่างสุดเสียงด้วยหวังว่าสุนัขของตนจะได้เข้ามาได้ แต่สุนัขที่ยืนขวางประประตูด่านก็มิใส่ใจบางตัวเห่า บางตัวทำท่าจะไล่กัดจ้อนได้ซ้ำ ส่วนประตูด่านก็ยังคงปิดลงช้าๆ ภาพที่เจ้าพองนั่งมองมายังเจ้าของค่อยๆหายไปจากสายตา พร้อมกับประตูด่านที่ปิดลง จ้อนจำเป็นต้องเดินไปกับขบวนเกวียน ด้วยอาการคล้ายคนไม่มีแรง

“พองเอ้ย ข้าสงสารเองจริง ๆเองต้องอยู่กลางป่าตัวเดียว”

“มิเป็นไรดอกข้าเชื่อว่าเจ้าพองหาทางเอาตัวรอดได้ อย่ากังวลไปเลยหายไปคราก่อนมันก็ยังกลับมาหาเองได้ เองมาจากเมืองโคราชโดยมิได้เอามันมาด้วยมันก็ยังมาหาเองได้”

เขียวและเขียดช่วยกันปลอบและพูดให้จ้อนคลายทุกข์ใจด้วยรู้ว่าเจ้าจอนกำลังอยู่อาการคิดถึงเจ้าพอง

ผู้คน สัตว์พาหนะ และขบวนเกวียนได้เข้าไปพักที่ลานศาลาประชาคมของหมู่บ้านจากนั้นได้จัดสถานที่พัก ตามความเหมาะสม บางคนรีบไปอาบน้ำ บางคนรีบเตรียมอาหารมื้อค่ำ

หัวหน้าด่านได้นำจมื่นศักดิ์ไปรักษาตัวที่บ้านพักอีกทั้งได้ให้หมอมารักษา หวายและพร้าวได้เข้าไปเยี่ยม ดูอาการของจมื่นศักดิ์ และได้พูดคุยกับหัวหน้าด่าน

“อาการของจมื่นและลูกน้อง ไม่น่าจะเป็นอะไรมาก อาการเกี่ยวกับขาที่ได้รับบาดเจ็บ เห็นว่ารักษาได้ไม่ยากหมอทายาให้ ประคบ นวดจับเส้นไม่กี่เพลาก็น่าจะหาย ส่วนคนบาดเจ็บในขบวนเกวียนพามาให้ไปหมอดูก็ได้หรือจะให้หมอไปตรวจที่ปางพักนั้นก็ได้ทั้งนั้น”

นายด่านกล่าวด้วยน้ำเสียงแสดงถึงความเอื้อเฟื้อห่างจากที่นายด่านนั่งอยู่ไม่ไกลนัก มีมีชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง นั่งติดกับตัวของจมื่นทายา และและนวดจับเส้นอยู่ มีเสียงร้องโอดโอย ซี๊ดซ๊าด จากผู้ที่ถูกจับเส้นเป็นระยะ

“ท่านจมื่นเป็นเยี่ยงไรจับเส้นเจ็บมากรึ”

พร้าวตะโกนถามไป

“ไม่เจ็บดอกแต่มันรู้เสียวซ่านเยี่ยงไรไม่รู้ ข้ารู้สึกเบาตัว เส้นสายที่เคยยึดหายไปหมอเขาเก่งจริง ถึงว่าใครๆ ก็ชอบนวด พวกเจ้ามาลองให้หมอนวดบ้างก็ดี”

จมื่นกล่าวด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี ท่ามกลางเปลวแสงจากลำใต้ที่สองแสงวับแวมบรรยากาศที่ด่านเพลานี้ดูสงบสุขและอบอุ่น เสียงร้องเป็นระยะของผู้ถูกนวดสร้างรอยยิ้มให้กับผู้ที่นั่งอยู่ใกล้ๆ

“มิเป็นไรขอรับ พี่พร้าวชอบนวดกับแม่หญิงมากกว่า”

หวายหันไปทางพร้าว กล่าวยิ้มๆเป็นเชิงล้อเล่น ซึ่งก็สร้างความครื้นเครงให้กับวงสนทนาเป็นอย่างดี จากนั้นหวายและพร้าวหันมาทางนายด่าน กล่าวขอบคุณ

“ขอขอบพระคุณท่านมาก ที่ให้ที่พักกับพวกเราทางขบวนเกวียนมีของที่ส่งมาจากเมืองโคราช มาให้ท่านด้วย เป็นของใช้ที่จำเป็นหลายสิ่งท่านมีของฝากส่งไปเมืองหลวงบ้างฤาไม่”

“ข้าคิดว่า มีส่วยที่จะต้องส่งไปกับขบวนเกวียนอยู่บ้างลางทีจะมีผู้ต้องการจะเดินทางไปกับขบวนเกวียนด้วยสักสองสามคน พวกเขามีเกวียนของพวกเขาและเตรียมเสบียงไปเอง เพียงแค่ขออาศัยเป็นผู้ร่วมขบวนเท่านั้น

ในเส้นทางผ่านช่องลำพญากลาง และดงพญาไฟเป็นช่วงที่อันตราย ยากลำบากมาก ทั้งโจร ผู้ร้าย ไข้ป่า จำเป็นต้องเดินทาง กับขบวนเดินทางที่คิดว่าปลอดภัยมิทราบว่าพวกท่านจะขัดข้องฤาไม่”

“มิมีปัญหาใดๆ ขอรับนายด่านเอ่ยปากทั้งทีผู้ใดจะกล้าขัดข้อง”

“หัวหน้าหวายก็พูดเกินไปว่าแต่พวกท่านจะเดินทางต่อเมื่อใด”

“คิดว่าขอว่าเตรียมตัวหนึ่งวัน เพื่อจัดเตรียมเสบียงเดินในเส้นทางที่ยากลำบากอย่างแท้จริงให้คนในขบวนเกวียนได้พักผ่อนด้วย”

หวายพูดพร้อมกับหันหน้าไปทางพร้าว เหมือนเป็นการยืนยันสิ่งที่ได้ปรึกษาหารือกันมาก่อน

“คราที่พวกท่านผ่านมาคราก่อน ผู้ที่มากับขบวนเกวียนบางคนท้าแข่งฝีมือเดิมพันกับคนที่ด่านด้วย ข้าก็ไปดู สนุกสนานดี ครานี้จะมีจะมีแข่งอีกฤาไม่”

“ฮ่าๆๆ ไอ้ลวกมันบ่นตั้งแต่ออกจากโคราช ว่าจะขอแก้มือกับไอ้เมื้อมมาตลอดทาง เพลานี้ไอ้เมื้อมยังอยู่ที่ด่านฤาไม่”

“ข้าก็ไม่แน่ใจ ต้องให้คนไปถามดูได้ยินว่า พวกท่านมาครานี้ต่างจากคราก่อน มีผู้หญิงและเด็กมาด้วยดูเหมือนพวกท่านไปท่องเที่ยวกันรึ”

หัวหน้าด่านกล่าวยิ้มๆ เป็นการหยอกล้อ ทำให้หวายต้องรีบกล่าวอธิบายแก้ตัวอย่างรวดเร็ว

“เรื่องมันยาว ขอเล่าสั้นๆ นะขอรับผู้ที่มาด้วย เป็นลูกของเศรษฐีอ่ำขอรับ หนีติดตามขบวนเกวียนมา แต่ถูกไอ้หลอลูกเศรษฐีแดงจับตัวได้จากนั้นก็ถูกกลุ่มกระแตดงจับตัวอีกที นำมาที่ขบวนเกวียนอีกคราหนึ่ง ได้ยินข่าวจากคนของจมื่นว่าเศรษฐีอ่ำเพลานี้กำลังป่วยหนักบ่นเพ้อหาแต่ลูก คาดว่า พรุ่งนี้ หรือมะรืนนี้ลูกของเศรษฐีทั้งสอง คงต้องกลับเมืองโคราช เพื่อไปดูอาการป่วยของเศรษฐี คงต้องให้คนของทางการหรือคนของขบวนเกวียนช่วยไปส่ง คงต้องรบกวนพี่พร้าวอีกครั้ง

อีกคนเป็นเด็กหญิงมุกอายุประมาณ 7-8ปี มีคนนำมาส่งที่ขบวนเกวียนโดยส่งจดหมายมาพร้อมกับเด็กบอกว่า กระผมเป็นพ่อของเด็ก กระผมก็งง จนมึนไปหมดและเด็กเข้าใจเล่น เรียกเป็นพ่อ อย่างจริงจัง ถามถึงผู้ที่ส่งตัวเด็กมาที่ขบวนเกวียน ก็มิได้ความ จะทิ้งกลางป่าก็สงสารเด็ก

คนที่สามชื่อน้ำใสติดตามมาโดยปลอมตัวเป็นชายมากับขบวนเกวียน มารู้เรื่องระหว่างทาง บอกว่ามาตามหาพ่อที่พลัดพรากในคราวสงคราม คนนี้มีความรู้เรื่องการแพทย์บ้าง”

หัวหน้าด่านมองไปที่หมอผู้กำลังเก็บของเหมือนจะเตรียมตัวกลับที่พักแล้วกล่าวว่า

“หมอยิ้มก็ตามหาลูกเหมือนกัน ได้ยินว่าพลัดหลงกับครอบครัวในคราวสงคราม”




Create Date : 24 พฤษภาคม 2560
Last Update : 24 พฤษภาคม 2560 6:15:26 น.
Counter : 243 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

thampitak 33
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



New Comments