กุมภาพันธ์ 2559

 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
26
27
28
29
 
 
All Blog
เกวียนทมิฬ (หวายดง) ตอนที่ 17 เสียงประหลาดยามค่ำคืน








เกวียนทมิฬ (หวายดง) โดย ทักษภณ

บทที่ 17 เสียงประหลาดยามค่ำคืน


หวายยืนนิ่งฟังเสียง นานพอสมควร เสียงนี้ดังอยู่เป็นระยะ ยิ่งตั้งใจฟังเสียงยิ่งทำให้เกิดอาการขนลุกเกรียวมิได้

ในบางขณะความคิดมีความรู้สึกว่าจะมีเหตุร้ายหรือเปล่า บัดนี้เขาคิดอยู่ว่าจะทำเยี่ยงไร ฉับพลันมีเสียงดังมาจากเบื้องหลังทำให้เขาสะดุ้งเล็กน้อยรีบหันกลับไปมอง

“ทำอยู่อะไรพี่”

พอกนั่นเองที่เดินมาทักทายอย่างเงียบกริบ หวายหันไปมอง กล่าวว่า

“ข้ากำลังนั่งฟังเสียงบางอย่างเพลินๆ บางครั้งยิ่งตั้งใจฟัง แม้จะพอรู้บ้างว่าเป็นเสียงอะไรแต่ก็ทำให้เกิดความรู้สึกฟุ้งซ่านได้เหมือนกัน

เสียงมันแปลกพิกล บางเพลาก็เหมือนเป็นการให้สัญญาณอะไรบางอย่างของผู้ที่จะบุกรุก บางเพลาก็มีความรู้สึกวังเวงสยดสยองเหลือเกิน ตามความเป็นจริงแล้วน่าจะเป็นเสียงสัตว์กลางคืนเอ็งละคิดเยี่ยงไร”

พอกหยุดยืนไม่ห่างจากหวายมากนักมองไปในความมืดเบื้องหน้า ท่ามกลางความมืดมิดเบื้องหน้า ท่ามกลางเสียงสัตว์ร้องในตอนกลางคืนยังคงดังไม่ขาดระยะกล่าวว่า

“เสียงสัตว์ตอนกลางคืนในบรรยากาศเงียบสงัด บางครั้งยากที่จะแยกแยะว่าเป็นเสียงสัตว์ร้องตามธรรมชาติหรือเป็นการให้สัญญาณของผู้คน หรือสัตว์ใดๆ

ถ้าเป็นคนเดินทางทั่วไป ก็คงมิต้องมีความรู้สึกหวาดระแวงสิ่งใดๆมากนัก แต่ถ้ามากับขบวนเกวียนการค้าเยี่ยงนี้ ใครๆ ก็คงอดคิดหวาดระแวงมิได้”

หวายผงกหัว เป็นเชิงเห็นด้วยอันที่จริงเขาก็รู้สึกเช่นนั้น แต่ที่กล่าวไปเป็นการเปิดการสนทนาตามปกติเท่านั้นเอง

“ข้าก็คิดเยี่ยงนั้นว่าแต่เอ็งจะไปที่ใด”

หวายหายใจหายยาวๆ ท่าทีผ่อนคลาย

“เข้าเวรขอรับพี่ก็เดินตรวจไปเรื่อยๆ มาเจอพี่ยืนคนเดียวที่แหละ เลยเดินแวะมาดู”

“วันนี้คงเหนื่อยมากไปหน่อย ก็เลยเกิดอาการรู้สึกเพี้ยนๆ ข้าขอไปพักผ่อนดีกว่า”

หวายกล่าวจบ ก็เดินกลับไปที่พัก

รุ่งเช้า เสียงนกร้องในยามเช้าทำให้รู้สึกสดชื่นซึ่งต่างจากเสียงสัตว์ร้องในยามค่ำคืน ที่ทำให้เกิดความรู้สึกน่ากลัว สองสิ่งนี้มีความแตกต่างอย่างชัดเจน

ทุกคนลุกขึ้นทำกิจธุระส่วนตัวและเตรียมการออกเดินทาง แต่มีบางคนยังคงนอนอย่างมีความสุขมิสนใจสิ่งใด อีกทั้งท่าทางการนอน ลักษณะการนอนเป็นที่น่าขัดใจแก่ผู้ที่พบเห็นเป็นอย่างมาก

สภาพที่เห็นเป็นผู้ชายสองคนนอนกอดก่ายกันแม้ว่าจะมีผู้คนมาสะกิด แต่คนทั้งสองก็มิสนใจเอามือปัดแล้วก็กอดกันแนบแน่นยิ่งขึ้นแล้วก็นอนต่อไป

บางขณะได้ยินเสียงพูดอู้อี้ในลำคอ หอมกอดกันนัวเนียแล้วก็ทำท่าประดุจว่าคนที่ตนเองกอดอยู่บัดนี้เป็นที่รักเหลือประมาณ

บัดนี้เริ่มมีชาวเกวียนมายืนมุงเริ่มมีการวิจารณ์

“เมื่อวานไอ้เขียวกับไอ้อึ่งเพิ่งจะต่อยตีกัน เพราะเล่นโบก เหตุใดจึงได้มานอนกอดกันว่ะ”

เสียงหนึ่งกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงค่อนข้างบอกความรู้สึกไม่ถูก

“ข้าว่ามันทั้งสองคงมาปรับความเข้าใจกันแล้วก็กลับมาคุยถูกคอ คุยกันไปเรื่อยๆ รู้สึกรู้สึกสนุก ถูกคอ จากนั้นนอนคุยกันเผลอหลับไปตกดึกอากาศหนาวเย็น

หลังจากนั้นก็เกิดความรู้สึกว่า ต้องแสวงหาความอบอุ่นเกิดความรู้สึกว่า ผู้ที่อยู่ข้างๆมีความอบอุ่นแฝงอยู่ หลังจากนั้น เนื่องจากผสมกับความคิดถึงเรือนมีอยู่เดิมแล้วก็เกิดการฝันหวานน่าจะเป็นประมาณนี้”

อีกเสียงหนึ่งให้ความเห็น

“ข้าก็ว่าน่าจะเป็นเช่นนั้น ฮ่าๆๆ ตอนนี้มันคงนอนฝันหวานอยู่มันสองคนตื่นขึ้นมา มันจะกินข้าวลงไหมนี่ มีคนเห็นเยอะแยะ”

ลวกเห็นคนมุงเดินเข้ามาดูอดหัวเราะจนท้องแข็งมิได้

“ช่างเป็นภาพที่น่าอุบาทว์ยิ่งนักข้าคิดว่าพวกเราถอยไปห่างๆ ดีกว่า เฮ้ย พวกเรา ระวังจะโดนฟ้าผ่า”

ไอ้เขียดแสดงความเห็นด้วยเสียงดังฟังชัดจากนั้นมีเสียงสาดน้ำเสียงดังโครมไปที่คนทั้งสอง ซึ่งก็ได้ผลคนทั้งสองตื่นขึ้นอย่างรวดเร็วแทบจะกระโดดลุกขึ้นมา

“แม่มัน...ฝกตกๆๆ บ้านเรารั่ว..ฝกนิดเดียวก็เปียกแล้ว..เฮ้ยมิใช่นี่หว่า”

ไอ้เขียวร้องด้วยความตกใจ สะดุ้งตื่นจากความฝันว่าได้นอนอยู่บ้านกอดเมียอย่างอบอุ่นพอลืมตาตื่นขึ้นมา มองไปรอบข้าง พบว่ามีคนรุมล้อมยืนมองมันอยู่ จึงได้สติกลับมาจึงได้รู้ว่าเหตุการณ์ที่อยู่ในความสุขเมื่อสักครู่เป็นเพียงความฝัน

“นายหวาย”

ไอ้อึ่งร้องเสียงหลงเมื่อเห็นหวายยืนต่อหน้ามัน มีคุ สีค่อนข้างคล้ำอยู่ในมือซึ่งยาแนวด้วยชันผสมน้ำมันยางทำให้สีค่อนข้างคล้ำก็พอจะรู้แล้วว่าน้ำเมื่อสักครู่มาจากที่ใด เป็นฝีมือของผู้ใด

“เออเป็นฝีมือของข้าเอง พวกเอ็งทำอะไรกันวะตอนหัวค่ำต่อยตีกัน ตกดึกนอนกอดกัน รุ่งเช้าจูบปากกันดูซิข้าแค่พูดถึงยังขนลุกมิหาย ระวังจะฟ้าผ่าจะเว้ยเห้ย”

หวายพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“พวกเอ็งรีบลุกขึ้นมาล้างหน้า ล้างตาล้างปากได้แล้ว หรือยังจะนอนจูบกอดกันอีก”

หวายถามพร้อมกับมองไปที่คนทั้งสอง

“ไม่ละครับหัวหน้า ลุกแล้วขอรับไปแล้วๆๆ “

ไอ้พูดจบรีบกระโดดลุกไปอย่างว่องไวตามด้วยไอ้อึ่งว่าแหวกชาวเกวียนมุงไปเช่นกัน

หวายหลังจากทำธุระเสร็จเรียบร้อย ก่อนเดินทางคนของขบวนเกวียนเข้ามาบอกว่ากลุ่มคนขบวนม้าได้ออกเดินทางไปแล้ว ยังไม่แน่ใจว่าไปทางใด

เมื่อกลุ่มขบวนเกวียนเริ่มเดินทางในเส้นทางของตามปกติ ในเพลาบ่ายผู้ที่อยู่ด้านหน้าขบวนเกวียนได้ยินเสียงข้างหน้ามีเสียงโครมคราม

จึงมีการส่งสัญญาณให้ขบวนเกวียนหยุดชั่วคราวส่งคนไปดูก็พบแต่ร่องรอยกิ่งไม้โดนหักลงมา กองระเกะระกะจึงได้ช่วยกันนำออก

“น่าจะเป็นช้างกระมัง”

หวายหันไปคุยกับพร้าว

“คงเป็นเช่นนั้น เพลาได้กลิ่นและเสียงคนน่าจะหนีไปแล้วเอะ..แต่ดูเหมือนยังมีเสียงอันใดอยู่ข้างหน้า อีกลองฟังดูดีๆ สิ”

หวายนิ่งฟังสักครู่

“น่าจะเป็นขบวนอะไรสักอย่างเป็นเสียงเดินเท้าของหลายผู้คน ควรจะให้สัญญาณเตรียมพร้อม”

หวายพูดเหมือนกับจะปรึกษากับคนข้างๆแล้วหันไปส่งสัญญาณ ให้ขบวนเกวียนระวังตัว

“ฟังดูเหมือนมีเสียงม้าด้วยนะ”

พอกเอาหูแนบกับพื้นฟังดู

“หวังว่าจะไม่ใช่กองทัพของใครผ่านมาแถวนี้ถ้าเป็นของข้าศึกความซวยมาเยือนแน่”

พร้าวแสดงความเห็น

“อืม...ของกลุ่มไหนกันแน่เพลานี้เป็นไปได้ว่าของกลุ่มไหนกันแน่ แผลเมื่อคืนยังไม่หายจะได้อีกแล้วรึอูย...หวังว่าคงมิใช่กองลาดตระเวนของข้าศึกนะ”

เขียวพูดไปลูบคลำบริเวณที่ช้ำไป สุดท้ายหันไปมองพอกด้วยอาการประมาณว่าเป็นต้นเหตุให้มันเจ็บตัว




Create Date : 25 กุมภาพันธ์ 2559
Last Update : 12 พฤษภาคม 2560 23:35:18 น.
Counter : 322 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

thampitak 33
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



New Comments