Don't just me because I sin differently from you.
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2557
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
17 มิถุนายน 2557
 
All Blogs
 
ผู้ปฏิเสธการเป็นทหารเพราะขัดกับมโนสำนึก 4

แปล เรียบเรียง ตัดต่อจากหนังสือเรื่อง 
Conscientious objection: resisting militarized society 
บรรณาธิการ โดย özgür heval çınar และ coşkun üstercİ

ภาพรวม

รัฐชาติสมัยใหม่ (modernnation-state) ผูกขาดการใช้ความรุนแรง และการผูกขาดการใช้ความรุนแรงนี้ต้องมีองค์กรที่ผ่านการฝึกวินัยมาแล้วมาช่วย  รัฐสมัยใหม่สร้างวินัยด้วยการทำให้รัฐกลายเป็นสถาบันโดยอาศัยแนวคิดการสร้างความเป็นองค์กรของลัทธิทุนนิยม  นี่คือระบบการควบคุมที่สถานที่และหน้าที่ของแต่ละองค์ประกอบถูกกำหนดไว้แล้วและสมาชิกในสังคมแต่ละคนถูกสร้างมาเพื่อทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม  ระบบนี้ตั้งอยู่บนความสัมพันธ์แบบสยบยอมที่ก่อตัวขึ้นมาในข่ายใยของคำว่าหน้าที่และความรับผิดชอบ 

ดังนั้น รัฐสมัยใหม่จึงผ่านกระบวนการทำให้เป็นสถาบันจนกลายเป็นอำนาจที่ถูกจัดตั้ง  กล่าวได้ว่ารัฐบังคับใช้เครื่องมือต่าง ๆ หล่อหลอมมนุษย์ให้อยู่อย่างสอดคล้องกับหลักการขององค์กร และอีกนัยรัฐใช้เครื่องมือเพื่อพิทักษ์องค์กรที่เป็นจุดสำคัญในการสร้างความเป็นสถาบันให้รัฐ  และสุดท้าย กองทัพที่อาศัยการเกณฑ์ทหารมีบทบาทสำคัญในการกำหนดกรอบชีวิตประจำวันของประชากรทั้งมวลให้เป็นแบบเดียวกัน  ทั้งในช่วงเวลา "สันติ" หรือช่วงเวลาสงคราม

จากการสถาปนาของรัฐชาติการเกณฑ์ทหารจึงกลายเป็นทั้งสิทธิและหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ของพลเมืองทุกคนแต่เพราะสิทธิและหน้าที่นี้ไม่ได้รับประกันว่าประชาชนจะได้รับประโยชน์โดยตรง  กองทัพจึงต้องนำอุดมการณ์อย่างหนึ่งมาใช้เหมือนเมื่อครั้งอยู่ในยุคก่อนเกิดรัฐชาติ  โดยทั่วไปอุดมการณ์ของรัฐชาติคือ ชาตินิยมและพื้นฐานของอุดมการณ์นี้คือแนวคิด "มาตุภูมิ (homeland)"

สำหรับประเทศตุรกี ในปลายศตวรรษที่ 19 ยุคจักรวรรดิอ็อตโตมัน แนวคิด"มาตุภูมิ" ยังไม่พอที่จะทำให้ประชาชนของจักรพรรดิที่มีหลากหลายศาสนาและเชื้อชาติรวมกันได้  จึงต้องทำให้ผู้คนกลายเป็นพลเมือง  ในสภาวะที่จักรวรรดิกำลังแตกแยกและล่มสลายนั้น  กลุ่มชนชั้นนำที่เป็นทั้งพลเรือนและทหารจึงค้นหาวิธีการที่จะคงความเป็นรัฐไว้ให้ได้ด้วยแนวคิดต่างๆ เช่น "ความเป็นเติร์ก" และ "ชาติทหาร" ซึ่งแนวคิดหลังยืมมาจากเยอรมัน (ปรัสเซีย) ในช่วงเริ่มต้นของสาธารณรัฐ 


แนวคิดเหล่านี้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนโครงสร้างลัทธิชาตินิยมที่ตั้งอยู่กับแนวคิดความเป็นพลเมืองให้กลายเป็นโครงสร้างของแนวคิดชาตินิยมแบบเหยียดชนชาติอื่นจนเป็นเอกลักษณ์ของเผ่าพันธุ์  จากแนวคิดนี้ กองทัพจึงถูกขับเคลื่อนอย่างภาคภูมิผ่านลักษณะทางวัฒนธรรมของชาวเติร์ก  เหนือสิ่งอื่นใด ลัทธิทหารนิยมได้กลายเป็นลักษณะทางชีววิทยาและบุคลิกของเผ่าพันธุ์นี้ไปเสียแล้วดังที่สะท้อนอยู่ในประโยคที่ว่า "ชาวเติร์กทุกคนเกิดมาเป็นทหาร"

กองทัพไม่เพียงแต่สร้างพลเมือง (ทหาร) ที่เชื่อง ว่าง่าย กล้าหาญ ไม่เห็นแก่ตัวเท่านั้น แต่ยังสร้างผู้หลบหนีผู้รักสันติภาพ ขบถ ผู้ทำร้ายตนเอง และผู้ได้รับผลกระทบจากสงคราม ในแง่นี้ แม้คนเหล่านี้อาจเคย "เกิดมาเป็นทหาร" แต่ยังมีและจะมีชาวเติร์กอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่ช้าจะเปลี่ยนความคิดตัดสินใจหนีทหารหรือหลบซ่อนตัว  แม้จักรวรรดิอ็อตโตมันในยุคนั้นจะอ้างว่าความเป็นทหาร คือ "ลักษณะ" ของชาวเติร์ก แต่ก็ยังมีผู้หนีทหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งถึง 12%

การหนีทหารจึงกลายเป็นรูปแบบการขัดขืนต่อระบบการเกณฑ์ทหารและสงครามภายหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง จึงเกิดศาลทหารขึ้นเพื่อจัดการกับคนกลุ่มนี้ ช่วงปี 1920-1923 เมื่อศาลตัดสินำให้ประหารชีวิตผู้หนีทหาร 1,500 คน และอีก 2,827คนถูกตัดสินว่าถ้าหนีทหารอีกเป็นครั้งที่สองจะถูกประหารชีวิต รวมถึงอีกนับพันๆ คน ที่ถูกลงโทษให้ทำงานหนัก จำคุก ประจานต่อหน้าธารกำนัล

การปฏิเสธการเป็นทหารเพราะขัดกับมโนสำนึกจะกลายเป็นประเด็นขึ้นมาก็ในกรณีที่กองทัพไม่มีทหารอาสาหรือทหารรับจ้างแต่บุคลลากรมาจากการเกณฑ์ทหารทั่วไปหรือถูกบังคับเลือกเข้ามา การที่หลายประเทศ เช่น ตุรกียังยืนกรานให้มีการเกณฑ์ทหาร -หรือหนักกว่านั้นคือทำให้การปฏิเสธการเป็นทหารเพราะขัดกับมโนสำนึกเป็นสิ่งผิดกฎหมาย –ทั้งที่ปัจจุบัน แนวคิดของสงครามอิงกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอาวุธมากกว่าพลทหารก็ตาม-ไม่ใช่เพราะว่าทหารในกองทัพไม่พอ แต่เป็นเพราะว่าผู้ปฏิเสธการเป็นทหารฯ กำลังตั้งคำถามกับรัฐว่ามีสิทธิ์อะไรที่จะใช้อำนาจเหนือชีวิตและความตายของพลเมืองต่างหาก

ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับผู้ปฏิเสธการเป็นทหารเพราะขัดกับมโนสำนึกในสังคมสมัยใหม่ทำให้เห็นลักษณะทหารนิยมของรัฐชาติที่ต้องอาศัยการสยบยอมต่อรัฐและการลบล้างเจตย์จำนงค์ของพลเมือง  ด้วยเหตุนี้ ผู้ปฏิเสธการเป็นทหารเพราะขัดกับมโนสำนึก-ที่อาจเป็นเหตุผลด้านจริยธรรมหรือทัศนคติที่ต่อต้านระบบทหาร- จึงผูกการขัดขืนของตนเข้ากับเนื้อหาสาระทางการเมืองได้

การให้ความหมายทางการเมืองและการให้คุณค่าต่อการปฏิเสธการเป็นทหารเพราะขัดกับมโนสำนึกคือการแสดง "อารยะขัดขืน" ความเชื่อมโยงระหว่างผู้ปฏิเสธการเป็นทหารฯ  กับอารยะขัดขืนเพราะไม่ต้องการเห็นผู้อื่นเจ็บปวด อาจชี้ให้เห็นว่า การปฏิเสธการเป็นทหารฯ นั้นสัมพันธ์กับแนวคิดต่อต้านลัทธิทหารนิยมด้วย

การปฏิเสธการเป็นทหารฯ ไม่ใช่แค่เป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานเท่านั้นแต่อีกด้าน มันคือความรับผิดชอบต่อศีลธรรมและการเมือง และหน้าที่ต่อสังคม ประชาชนมนุษยชาติ และบุคคลอื่น

ที่จริงแล้ว ผู้ปฏิเสธการเป็นทหารฯ สามารถนิยามการเป็นมนุษย์ว่าคือสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาและเจตย์จำนงค์ที่จะแสดงออกถึงเสรีภาพของตนจึงมีหน้าที่ประท้วงตรรกะการสร้างความเป็นองค์กรที่ลัทธิทหารพร่ำสอน ซึ่งบังคับให้คนต้องกลายเป็นเครื่องแบบ สยบยอม และเชื่อฟัง

ลัทธิทหารนิยม อาจนิยามได้ง่ายๆ คือการทำให้ชีวิตทางสังคมกลายเป็นแบบเดียวกันกับลักษณะการใช้อำนาจเผด็จการเบ็ดเสร็จ และแบ่งลำดับชนชั้นของกองทัพทหาร มีบทบาทสำคัญในการผลิตซ้ำความคิดและทัศนคติที่สืบทอดอุดมกาณ์และกีดกันแบ่งแยกซึ่งเห็นได้ในองค์กรทางสังคมสมัยนี้


แล้วผู้หญิงอยู่ตรงไหนในขบวนการปฏิเสธการเป็นทหารเพราะขัดกับมโนสำนึก? การใช้คำถามแบบเฟมินิสต์เพื่อทำความเข้าใจการปฏิเสธการเป็นทหารเพราะขัดกับมโนสำนึกอย่างถี่ถ้วนนี้ เป็นการค้นหาอย่างเต็มรูปแบบว่าโดยทั่วไปผู้หญิงมีความสัมพันธ์กับผู้ชายกับแนวคิดความเป็นชาย กับความเป็นทหาร และวัฒนธรรมทหารนิยมอย่างไร  นี่นับเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญในแง่การเมือง 

เมื่อผู้หญิงที่มีความสงสัยแบบเฟมินิสต์เช่นนี้และตั้งคำถามต่อรูปแบบต่างๆ ของลัทธิทหารนิยมทั้งที่ซ่อนเร้นและที่ปรากฎชัดว่าส่งผลกับชีวิตของพวกเธออย่างไร  พร้อมทั้งประกาศว่าผู้หญิงคือผู้ปฏิเสธการเป็นทหารเพราะขัดกับมโนสำนึก แม้พวกเธอไม่ต้องเกณฑ์ทหาร นี่จึงเป็นการวิพากษ์การให้ความหมายทางการเมืองเป็นแค่เรื่องของเพศชายเท่านั้นด้วย


ผู้หญิงในตุรกีต้องมีบทบาทในฐานะ "ภรรยาของทหาร" แม่ผู้ประเสริฐและอาจมีบทบาท "นักรบหญิง" อยู่ในการสร้างตำนานของ "ชาติทหารซึ่งทำให้ทหารกลายเป็นลักษณะทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมของชาวเติร์ก ผู้หญิงสามารถท้าทาย "รูปแบบที่ทำตามๆ กันมา" นี้ได้ เมื่อผู้หญิงปฏิเสธบทบาทเดิมๆ ที่ทำมานานนับปีอย่างไม่เคยมีคำถาม ในด้านหนึ่ง ทัศนคติเช่นนี้ของผู้หญิงที่ปฏิเสธการเป็นทหารเพราะขัดกับมโนสำนึกทำให้เราเห็นลัทธิทหารนิยมได้ชัดขึ้นและอีกด้าน นี่คือแนวทางใหม่ในการแสวงหาภาษาและการเมืองที่ต่อต้านลัทธิทหารนิยม

การปฏิเสธการเป็นทหารเพราะขัดกับมโนสำนึกไม่ใช่แค่เรื่องของผู้ชายที่ไม่ยอมเกณฑ์ทหารเท่านั้นแต่ยังสัมพันธ์กับการบังคับให้ผู้ชายใช้ความรุนแรงเพื่อแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อสังคม "ความรุนแรงของเพศชาย" และคุณค่าของความเป็นชายที่ทำให้ผู้ชายพร้อมจะใช้ความรุนแรงเสมอ


กฎที่ใช้ในระบบเกณฑ์ทหารของตุรกีก็เป็นกฎที่ใช้กันทั่วไปคือ ทหารเกณฑ์ต้องมีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง ดังนั้น ผู้ที่มีอายุตามเกณฑ์ทหารและยอมรับอำนาจจึงต้องรับการตรวจสุขภาพอย่างถ้วนถี่ตามกฎข้อบังคับ  เมื่อชายรักร่วมเพศถูกปฏิบัติอย่างลดทอนศักดิ์ศรีมนุษย์ขณะผ่านการประเมินด้านสุขภาพจึงเป็นการผลิตซ้ำความเป็นชายที่ครอบงำสังคมที่ผูกกับการจงใจใช้ความรุนแรง

แม้ว่าแต่ละประเทศมีบริบททางการเมือง สังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรมแตกต่างกัน แต่บทเรียนเกี่ยวกับการปฏิเสธการเป็นทหารเพราะขัดกับมโนสำนึกและขบวนการต่อต้านลัทธิทหารนิยมที่เกิดขึ้นในแต่ละประเทศสามารถนำไปปรับใช้ในการพัฒนายุทธศาสตร์ที่เหมาะสมของประเทศอื่นได้


มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับขบวนการปฏิเสธการเกณฑ์ทหารเพราะขัดกับมโนสำนึกและปัญหาอุปสรรคในหลายประเทศ  เช่น  แอฟริกาใต้ กรีซ ปารากวัย แต่ละประเทศมีเงื่อนไขทางการเมืองเฉพาะตัวต่างจากประเทศอื่นและมีบทเรียนที่มีคุณค่าในเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศปารากวัย เพราะปารากวัยเป็นประเทศแรกประเทศเดียวในโลกที่สิทธิในการปฏิเสธการเป็นทหารเพราะขัดกับมโนสำนึกได้รับการอนุมัติโดยไม่มีเงื่อนไขและไม่จำเป็นต้องทำงานบริการสังคมเพื่อทดแทนงานรับใช้กองทัพ

 สถานการณ์ดังกล่าวนี้เป็นผลโดยตรงจากมุมมองต่อต้านลัทธิทหารนิยมที่ชัดเจนของขบวนการปฏิเสธการเกณฑ์ทหารเพราะขัดกับมโนสำนึกในปารากวัยซึ่งไม่สนับสนุนกระทั่งการเลือกทำงานบริการสังคมอื่น ๆ เพื่อทดแทนการเกณฑ์ทหาร


ส่วนประเทศสหรัฐอเมริกาและเม็กซิโก กองทัพเป็นเหมือนระบบวรรณะซึ่งสะท้อนการแบ่งสังคมออกเป็นชั้น ๆ อย่างสุดโต่ง ทั้งแบ่งตามชนชั้น เพศสภาพ เชื้อชาติเนื่องจากทุกวันนี้ อเมริกาไม่มีการเกณฑ์ทหารอีกต่อไปแล้ว การปฏิเสธการเป็นทหารเพราะขัดกับมโนสำนึกจึงเป็นทางเลือกสำหรับคนที่เข้าทำงานในกองทัพแล้ว และไม่ขอปฏิบัติหน้าที่ทหารต่อหรือขอเปลี่ยนสถานที่ทำงานเนื่องจากแนวคิดต่อสงครามของคนเหล่านั้นเปลี่ยนไป 

ส่วนในเม็กซิโกยังไม่มีการปฏิเสธการเป็นทหารเพราะขัดกับมโนสำนึกแม้แต่กรณีเดียว และไม่มีแม้แต่กฎหมายที่เกี่ยวพันกับประเด็นนี้ด้วยในกรณีของอเมริกาและเม็กซิโกมีความน่าสนใจอีกอย่างคือ ผู้อพยพชาวเม็กซิกันหรือเชื้อชาติอื่นๆ มีโอกาสได้รับการพิจารณาให้เป็นพลเมืองอเมริกันเร็วขึ้น ถ้าสมัครเข้ากองทัพอเมริกันจึงอาจกล่าวได้ว่านี่คือความสัมพันธ์ระหว่างความเป็นพลเมืองและการเกณฑ์ทหารในบริบทของโลกาภิวัฒน์


ส่วนในชิลี ตุรกี และอิสราเอล ประเทศเหล่านี้มีประวัติศาสตร์ว่าด้วยเรื่องการปฏิเสธการเป็นทหารเพราะขัดกับมโนสำนึกและขบวนการต่อต้านลัทธิทหารนิยมที่คล้ายคลึงหลายประการความเหมือนที่น่าสะพรึงที่สุดก็คือ บทบาทในการก่อรัฐประหารโดยทหารในสังคมที่ถูกทำให้มีความเป็นทหาร (ชิลีและตุรกี) กองทัพมีอภิสิทธิ์และสถานะพิเศษในการจัดการสังคมผ่านสถานบันต่าง ๆ เช่น โรงเรียนโรงพยาบาล สมาคม องค์กรการค้า ต่าง ๆ ที่มีกองทัพเป็นเจ้าของ (ชิลี ตุรกี และอิสราเอล) มุมมองของสังคมต่อทหารว่าเป็นสถาบันที่มีเกียรติและพึ่งพาได้ (อิสราเอลและตุรกี) และประเทศกำลังอยู่ในภาวะสงคราม (อิสราเอลและตุรกี)

ในสเปน การต่อสู้ของขบวนการปฏิเสธการเป็นทหารฯ สร้างผลกระทบเป็นอย่างมาก เพราะสเปนเป็นสังคมที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูงและไม่มีลักษณะอย่างทหารอาจกล่าวได้ว่า สเปนมีขบวนการปฏิเสธการเป็นทหารฯ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และปัจจุบันนี้ระบบการเกณฑ์ทหารยุติลงแล้ว หลังจากการต่อสู้มายาวนานหลายปี ขบวนการต่อต้านกองทัพที่เข้มแข็งได้รับการหล่อหลอมผ่านการรณรงค์ต่อต้านสงครามปฏิบัติการสันติวิธี เช่น การไม่จ่ายภาษีสงครามและการเข้ายึดครองพื้นที่ทางทหาร เป็นต้นเหล่านี้คือตัวอย่างสำหรับขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมอื่น ๆ ด้วย

ส่วนในประเทศกรีซ แม้จะมีการจัดการด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิเสธการเป็นทหารฯตั้งแต่ปี 1997 แต่เจ้าหน้าที่รัฐยังปฏิบัติต่อผู้ปฏิเสธการเป็นทหารฯราวกับเป็นอาชญากร ดำเนินคดีเหมือนเป็นคดีอาญาโดยละเมิดสิทธิการปฏิเสธการเป็นทหารฯและจำกัดสิทธิในการเดินทางออกนอกประเทศ ยึดหนังสือเดินทางและบัตรประจำตัวและไม่ให้สิทธิ์เลือกตั้ง 


นอกจากนี้ ยังจำกัดสิทธิ์การปฏิเสธการเป็นทหารฯ ให้มีใช้เฉพาะช่วงปลอดสงครามมีการแบ่งแยกกีดกัน และเมื่อผู้ปฏิเสธการเป็นทหารฯ ขอทำงานบริการสังคมอื่น ๆ แทนการเป็นทหารระยะเวลาของงานทางเลือกนี้ยาวนานคล้ายเป็นบทลงโทษ  รวมถึงปัญหาอื่น ๆ เช่นการขาดแคลนข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกทำงานบริการสังคมแทนการเป็นทหารของพลเรือนเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า ผู้ปฏิเสธการเป็นทหารเพราะขัดกับมโนสำนึกในประเทศกรีซยังต้องฝ่าฟันกันไปอีกนาน

ปัญหาที่เกิดขึ้นในตุรกี อาจพบได้ในอีกหลาย ๆ ที่ ซึ่งอาจเป็นพราะแต่ละประเทศมีการตีความการปฏิเสธการเป็นทหารเพราะขัดกับมโนสำนึกไว้นอกกรอบสาระของความคิดและสิทธิส่วนบุคคลเพราะปัญหาสังคมการเมือง และประวัติศาสตร์ที่มีลักษณะเฉพาะตัวในแต่ละที่ ที่จริงแล้ว ทัศนคติของผู้ปฏิเสธการเป็นทหารฯ เกิดขึ้นจากความขัดแย้งทั่ว ๆ ไป เช่น "สงครามและความรุนแรง" และ "จิตสำนึกทางประวัติศาสตร์" "ชาตินิยม" และบทบาทตามเพศสภาพ" "อำนาจเบ็ดเสร็จ" และ"วัฒนธรรมของสิทธิและประชาธิปไตย" ตัวอย่างเช่น  การถกเถียงเรื่องการเกณฑ์ทหารในประเทศใดประเทศหนึ่งอาจกลายเป็นการถกเถียงเรื่องความสัมพันธ์ของพลเมืองกับรัฐไปเสียเพราะการให้ความหมายต่อการเป็นทหารว่าพิเศษและ "ศักดิ์สิทธิ์"

แม้ว่าแต่ละประเทศมีประสบการณ์เฉพาะตัวแตกต่างกัน แต่เพราะลักษณะร่วมพื้นฐานของลัทธิทหารนิยมและความรุนแรงทางทหารที่ส่งผลไปทั่วโลกในทุกวันนี้ผู้ปฏิเสธการเป็นทหารฯ จึงเผชิญปัญหาแบบเดียวกันหลายอย่าง 

องค์กรระหว่างประเทศ เช่นสภาคณะมนตรีแห่งยุโรป หรือสนธิสัญญาสากล จึงเข้ามามีบทบาทในเรื่องนี้ ยูเอ็นก็มีการกำหนดมาตรฐานขอบเขตของการปฏิเสธการเป็นทหารเพราะขัดกับมโนสำนึกไว้สิ่งที่น่าสนใจคือ องค์กรหรือกฎสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนจะทำอย่างไรห้แต่ละประเทศตระหนักถึงสิทธิของการปฏิเสธการเป็นทหารฯ

ในตุรกี การปฏิเสธการเป็นทหารเพราะขัดกับมโนสำนึกยังถือเป็นคดีอาญาและต้องได้รับการลงโทษผู้ปฏิเสธการเป็นทหารฯ ที่ถูกฟ้องร้อง ต้องเผชิญกับการตัดสินลงโทษทางวินัย นอกจากนี้แล้วผู้ปฏิเสธการเป็นทหารฯ ต้องถูกประจานให้ได้อาย ได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เหมาะสม และถูกทรมานซึ่งในความเป็นจริง ไม่ใช่แค่ผู้ปฏิเสธการเป็นทหารฯ เท่านั้น แต่ผู้ที่สนับสนุนคนเหล่านี้ทั้งทางคำพูดการเขียน  หรือการกระทำก็อาจมีความผิดทางอาญาและถูกลงโทษเช่นกัน เพราะการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการคิดการแสดงออก และการกระทำ 




Create Date : 17 มิถุนายน 2557
Last Update : 22 มิถุนายน 2557 17:49:38 น. 0 comments
Counter : 779 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Desiderata
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add Desiderata's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.