Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2551
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
24 กรกฏาคม 2551
 
All Blogs
 
เหตุผลใดไทย จึงแพ้คดีปราสาทพระวิหาร

เขาพระวิหาร

บทความโดย ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

... คนไทยไม่ค่อยรู้ความเป็นมาเป็นไปในคดีปราสาทพระวิหารอาจเป็นเพราะว่า ประเทศไทยแพ้คดีนี้ให้กับประเทศเพื่อนบ้านคือกัมพูชา จนทำให้สังคมไทยไม่อยากกล่าวถึงคดีนี้มากนัก...

ประเด็นเรื่องปราสาทพระวิหารกลายเป็นหัวข้อที่สาธารณชนให้ความสนใจอีกครั้ง เมื่อประเทศกัมพูชายื่นเรื่องการขอเสนอให้ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกตาม อนุสัญญา Convention Concerning the Protection of the World Cultural and Natural Heritage โดยที่ประเทศไทยคัดค้านการยื่นฝ่ายเดียวของกัมพูชา โดยอ้างเรื่องความสมบูรณ์ทางวิชาการด้านโบราณคดีและการที่ทั้งสองประเทศยัง ตกลงกันไม่ได้เกี่ยวกับเขตแดน

แม้คดีนี้จะผ่านความรับรู้ของคนไทยมายาวนานแล้วก็ตามแต่ปรากฏว่ามีคนไทยน้อยมากที่รู้ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในเรื่องนี้

เหตุผลที่คนไทยไม่ค่อยรู้ความเป็นมาเป็นไปในคดีปราสาทพระวิหารอาจเป็น เพราะว่าประเทศไทยแพ้คดีนี้ให้กับประเทศเพื่อนบ้านคือกัมพูชา จนทำให้สังคมไทยไม่อยากกล่าวถึงคดีนี้มากนัก

และด้วยเหตุที่คนไทยรู้จักกับคดีนี้น้อย จึงอาจมีการบิดเบือนข้อมูลได้ง่าย เนื่องจากคดีนี้มีสองประเด็นใหญ่ที่ต้องพิจารณาคือ ประเด็นเรื่องการยอมรับเขตอำนาจศาลและการพิจารณาขั้นเนื้อหา จึงขอแยกอธิบาย ดังนี้

ประเด็นเรื่องเขตอำนาจศาลโลก

ประชาชนคนไทยมักจะสงสัยอยู่เสมอว่า ทำไมประเทศไทยต้องไปขึ้นต่อสู้คดีต่อศาลโลกที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีอธิปไตย มีเอกราช การขึ้นต่อสู้คดีของประเทศไทยมิเท่ากับเป็นการเสียเอกราชหรือ

ประเด็นนี้ เป็นประเด็นข้อกฎหมายที่สลับซับซ้อน หากใช้ความรู้สึกชาตินิยมหรือสามัญสำนึกย่อมไม่เข้าใจว่าทำไมประเทศไทยต้อง ขึ้นศาลโลก ผู้เขียนจะขออธิบายช่องทางการยอมรับเขตอำนาจศาลโลกเสียก่อนว่ามีวิธีการใด บ้าง การยอมรับเขตอำนาจศาลโลกนั้นทำได้อยู่สามประการคือ

ประการแรก การ ยอมรับเขตอำนาจการพิจารณาคดีโดยการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาใดอนุสัญญาหนึ่ง ซึ่งกำหนดว่า หากมีปัญหาในการตีความสนธิสัญญา ให้ศาลโลกเป็นผู้พิจารณา

ประการที่สอง ประเทศคู่พิพาทตกลงทำความตกลงยอมรับเขตอำนาจศาลโลกเป็นเฉพาะกรณีๆ ไป กล่าวคือ เมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้นมาแล้ว รัฐคู่พิพาทได้ทำสนธิสัญญายอมรับเขตอำนาจศาลเฉพาะข้อพิพาทนั้น และ

ประการที่สาม รัฐได้ทำคำประกาศฝ่ายเดียวยอมรับเขตอำนาจศาล ทั้งนี้ ภายใต้เงื่อนไขที่รัฐกำหนดไว้

ประเด็นเรื่องการยอมรับเขตอำนาจศาลโลก (ทั้งศาลโลกเก่าและใหม่) ของประเทศไทยนั้นเป็นประเด็นที่คนไทยไม่ใคร่ได้กล่าวถึง อาจเป็นเพราะว่าเป็นประเด็นข้อกฎหมายมากเกินไปประชาชนทั่วไปจึงไม่ค่อยได้ สนใจ

อีกทั้งทางการก็มิได้ชี้แจงประเด็นนี้ต่อสาธารณชน มากนักทั้งๆ ที่ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างมาก และเป็นประเด็นที่หากมีการกล่าวถึงในวงกว้างแล้วก็อาจมีผลกระทบต่อผู้ เกี่ยวข้องได้ แต่เนื่องจากประเด็นนี้สำคัญ ผู้เขียนจึงมิอาจหลีกเลี่ยงที่จะข้ามไปได้จึงขอกล่าวถึง ดังนี้

ประเทศไทยได้ทำคำประกาศยอมรับเขตอำนาจของศาลโลก ทั้งหมด 3 ฉบับ ดังนี้

ฉบับแรกทำ เมื่อวันที่ 20 กันยายน ค.ศ.1929 และเริ่มมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ในปี ค.ศ.1930 โดยคำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลโลกเก่าซึ่งชื่ออย่างเป็นทางการคือ "ศาลประจำยุติธรรมระหว่างประเทศ" (Permanent Court of International Justice : PCIJ) เป็นเวลา 10 ปี

ฉบับที่สอง รัฐบาลไทยทำคำประกาศโดยมิวัตถุประสงค์เพื่อ "ต่ออายุ" (renew) เขตอำนาจศาลโลกเก่า โดยคำประกาศฉบับที่สองนี้ทำเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม ค.ศ.1940 โดยคำประกาศที่สองนี้เริ่มมีผลใช้บังคับวันที่ 9 พฤษภาคม ค.ศ.1940

ฉบับที่สาม รัฐบาลไทยทำเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ.1950 ซึ่งหลังจากที่คำประกาศฉบับที่สอง (ที่ต่ออายุคำประกาศฉบับแรก) หมดอายุเป็นเวลา 14 วัน

มีข้อสังเกตที่น่าสนใจและเป็นประเด็นข้อกฎหมายที่ฝ่ายไทยนำมาอ้างก็คือ ศาลโลกเก่านั้นได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 19 เมษายน ค.ศ.1946 และตามธรรมนูญของศาลโลกใหม่ที่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า "ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ" (International Court of Justice : ICJ) นั้นมาตรา 36 วรรค 5 ได้กำหนดว่า ให้การยอมรับเขตอำนาจ "ศาลโลกเก่า" โอนถ่ายไปยัง "ศาลโลกใหม่" หากว่า คำประกาศนั้นยังมีผลใช้บังคับอยู่หรือกล่าวง่ายๆ คือ ยังไม่ขาดอายุนั่นเอง

ข้อต่อสู้เกี่ยวกับการคัดค้านเขตอำนาจศาลโลกใหม่ที่ทนายความฝ่ายไทยต่อ สู้ในชั้นของการคัดค้านเขตอำนาจของศาลโลกใหม่นั้นมีว่า คำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลโลกเก่าได้ยุติลงอันเป็นผลมาจากการสิ้นสุดของศาล โลกเก่า ดังนั้น คำประกาศต่ออายุเขตอำนาจศาลโลกเก่าเมื่อวันที่ 20 เมษายน ค.ศ.1950 จึงไม่มีผลใช้บังคับอีกต่อไป

อีกทั้งคำประกาศดังกล่าวมิใช่คำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลโลกใหม่ ดังนั้น ศาลโลกใหม่จึงไม่มีเขตอำนาจ

แต่ข้อต่อสู้นี้อ่อนมาก ศาลโลกเห็นว่า คำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลฉบับที่สามที่รัฐบาลไทยทำเมื่อวันที่ 20 เมษายน ค.ศ.1950 นั้น ไม่สามารถใช้เป็นเหตุผลในการต่ออายุยอมรับเขตอำนาจศาลโลกเก่าได้ เพราะว่า คำประกาศฉบับที่สามนี้ ทำหลังจากที่คำประกาศฉบับที่สองหมดอายุแล้วสองอาทิตย์

ศาลโลกเห็นว่า สิ่งที่จะต่ออายุได้นั้น สิ่งนั้นต้องเป็นสิ่งที่ยังมีอยู่ มิใช่เป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว อีกทั้งรัฐบาลไทยก็รู้ดีว่าขณะที่ทำคำประกาศฉบับที่สามนั้นทำหลังจากที่ศาล โลกเก่าได้สิ้นสุดลงแล้วกว่าสี่ปี (ศาลโลกเก่าสลายตัวเมื่อปี ค.ศ.1946 แต่คำประกาศฉบับที่สามทำเมื่อปี ค.ศ.1950) ข้ออ้างของประเทศไทยจึงฟังไม่ขึ้น

ประเด็นต่อไปมีว่า ในเมื่อคำประกาศฉบับที่สามฟังไม่ได้ว่าเป็นคำประกาศต่ออายุยอมรับเขตอำนาจ ศาลโลกเก่าแล้ว ผลในทางกฎหมายของคำประกาศฉบับที่สามคืออะไร ศาลโลกเห็นว่า คำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลฉบับที่สามเป็นคำประกาศใหม่ ที่แยกเป็นเอกเทศออกจากคำประกาศฉบับแรกและฉบับที่สอง

และหากพิจารณาเนื้อหาของคำประกาศที่สามแล้ว ศาลโลกเห็นว่า เป็นการประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลโลกใหม่ โดยอิงเงื่อนไขจากคำประกาศฉบับแรก

ดังนั้น ศาลโลกจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ศาลโลกมีเขตอำนาจพิจารณาข้อพิพาทที่รัฐบาลกัมพูชาฟ้องรัฐบาลไทย ข้อต่อสู้ทางกฎหมายของฝ่ายไทยฟังไม่ขึ้น


ประเด็นเรื่องเนื้อหาของข้อพิพาท

คําร้องของกัมพูชาที่สำคัญที่ให้ศาลโลกวินิจฉัยคือประเด็นที่ว่า กัมพูชามีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนอันเป็นที่ตั้งของปราสาทพระวิหาร การนำเสนอพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายนั้นมีดังนี้

ฝ่ายไทยเสนอว่า หากพิจารณาตามสนธิสัญญาที่สยามทำกับประเทศฝรั่งเศส (ขณะนั้นประเทศฝรั่งเศสปกครองกัมพูชา) เมื่อปี ค.ศ.1904 ซึ่งตามสนธิสัญญาจะใช้ "สันปันน้ำ" (watershed) ปราสาทพระวิหารจะอยู่ฝั่งไทย แต่หากพิจารณาตามแผนที่ ปราสาทพระวิหารจะอยู่ฝั่งกัมพูชา

ขออธิบายตรงนี้เลยว่าหลังจากที่มีการทำสนธิสัญญาทวิภาคีในปี ค.ศ.1904 ทั้งสองฝ่ายได้ตั้งคณะกรรมการผสมขึ้น และไม่นานนัก คณะกรรมการชุดนี้ก็มิได้ทำงานอีกต่อไป ต่อมา ฝ่ายไทยได้ร้องขอให้ประเทศฝรั่งเศสจัดทำแผนที่ขึ้น ข้อสังเกตเกี่ยวกับแผนที่เจ้าปัญหาฉบับนี้ มีดังนี้

ประการแรก แผนที่ นี้เป็นการร้องขอจากฝ่ายไทยให้ประเทศฝรั่งเศสทำขึ้น แผนที่นี้ทำขึ้นที่กรุงปารีส การที่ประเทศร้องขอให้ประเทศฝรั่งเศสทำขึ้นนั้นเป็นเพราะว่าในขณะนั้น ประเทศไทยยังขาดผู้เชี่ยวชาญในการทำแผนที่

ประการที่สอง การปักปันเขตแดนแล้วลงมาตราส่วนลงในแผนที่เป็นการกระทำฝ่ายเดียวของประเทศฝรั่งเศส โดยที่ฝ่ายไทยไม่มีส่วนร่วมเลย

ประการที่สาม การทำแผนที่นี้ไม่เกี่ยวกับคณะกรรมการผสมแต่อย่างใด ในประเด็นนี้ผู้พิพากษาฟิสต์มอริสซึ่งเป็นหนึ่งในองค์คณะกล่าวว่า คณะกรรมการผสมไม่เคยแม้แต่จะ "เห็น" แผนที่นี้ อย่าว่าแต่ "รับรอง" เลย เป็นการร้องขอฝ่ายเดียวจากรัฐบาลไทย

ประการที่สี่ เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดและเป็นเหตุผลสำคัญที่ศาลโลกวินิจฉัยให้ประเทศไทยแพ้ก็คือ แม้ ประเทศไทยจะไม่มีส่วนในการทำแผนที่ แต่ประเทศไทยก็ไม่เคยคัดค้านหรือประท้วงเกี่ยวกับความถูกต้องของแผนที่ ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีโอกาสอยู่หลายครั้งที่จะทักท้วงหรือประท้วงถึงความคลาด เคลื่อนหรือความผิดพลาดของแผนที่

โอกาสที่จะประท้วงความไม่ถูกต้องของแผนที่ เช่น กรณีการเจรจาทำสนธิสัญญาทางไมตรี พาณิชย์และการเดินเรือกับประเทศฝรั่งเศสที่ทำขึ้นในปี ค.ศ.1925-1937 แต่ไทยก็มิได้ทักท้วง

ซึ่งศาลโลกเห็นว่า การนิ่งเฉยของประเทศไทยเป็นเวลานานเท่ากับเป็นการยอมรับความถูกต้องของแผนที่แล้ว จะมาปฏิเสธในภายหลังนั้น ไม่อาจกระทำได้ เป็นการปิดปากประเทศไทยว่าจะมาปฏิเสธความผิดพลาดของแผนที่ไม่ได้

ยิ่งไปกว่านั้น ทาง การของไทยเองยังได้ทำแผนที่ใช้ขึ้นเองอีกด้วยในปี ค.ศ.1937 โดยแผนที่ที่เจ้าหน้าที่ของไทยเป็นผู้จัดทำ ได้แสดงว่าปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในดินแดนของกัมพูชา ประเด็นนี้ไทยอ้างว่า แผนที่ที่ไทยทำขึ้นเองฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการทหารเป็นการภายใน เท่านั้น แต่ศาลโลกไม่เห็นด้วยกับข้ออ้างของไทยในประเด็นนี้

เหตุผลประการหนึ่งที่ศาลโลกเห็นว่า ประเทศไทยยอมรับอำนาจอธิปไตยของกัมพูชาเหนือที่ตั้งปราสาทพระวิหารก็คือ การที่กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ไปเยือนกึ่งเป็นทางการที่ปราสาทพระวิหาร ในครั้งนั้น กองทหารฝรั่งเศสได้ตั้งกองทหารเกียรติยศรับการเสด็จอย่างเต็มที่ และยังชักธงชาติของประเทศฝรั่งเศสด้วย

ซึ่งศาลโลกเห็นว่า เท่ากับประเทศไทยยอมรับอำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหารว่าเป็นของกัมพูชา (ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส) อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ ผู้พิพากษาศาลโลกท่านหนึ่งคือ ท่านเวลลิงตัน คู ซึ่งเป็นตุลาการเสียงข้างน้อยได้ทำความเห็นแย้งว่า ในเวลานั้นกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยแล้ว แต่ดำรงตำแหน่งนายกราชบัณฑิตยสถานแห่งประเทศไทย อีกทั้งพระองค์ยังตรัสว่า การมาเยือนปราสาทพระวิหารนี้ไม่เกี่ยวกับการเมือง

นอกจากนี้ สาเหตุอีกประการหนึ่งที่ไทยแพ้คดีอาจเป็นผลมาจากการตั้งรูปคดีที่ผิดพลาดมา ตั้งแต่ต้น แทนที่ประเทศไทยจะปฏิเสธความผิดพลาดของแผนที่ ควรรับประเด็นเรื่องแผนที่ แล้วยกข้อต่อสู้ว่า ในกรณีที่ข้อความในสนธิสัญญาที่ให้ใช้ "สันปันน้ำ" แย้งกับ "แผนที่" ในกรณีนี้ให้ถือว่าข้อความในสนธิสัญญามีค่าบังคับเหนือกว่า

ซึ่งอนุสัญญาแวร์ซายส์ มาตรา 29 ก็มีข้อความทำนองนี้ อีกทั้งก็มีคดีที่ศาลตัดสินให้ความน่าเชื่อถือของสนธิสัญญายิ่งกว่าแผนที่

จริงหรือที่ "การนิ่งเฉย" หรือ "กฎหมายปิดปาก" มิใช่เป็นหลักกฎหมาย

หลังจากที่ไทยแพ้คดี นายถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศเวลานั้นกล่าวทำนองว่าศาล โลกนำหลักกฎหมายที่ไม่ชัดเจนมาตัดสินคดี ที่น่าคิดก็คือ ทำไมทนายฝ่ายไทยไม่ทราบ หรือว่า "หลักกฎหมายปิดปาก" หรือ "การนิ่งเฉย" นั้น ศาลโลกหรืออนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเคยนำมาใช้หลายคดีแล้ว

อีกทั้งนักกฎหมายระหว่างประเทศก็ยังได้เขียนบทความเรื่อง "หลักกฎหมายปิดปากที่ใช้ในศาลระหว่างประเทศและความสัมพันธ์ของหลักกฎหมาย ดังกล่าวกับการนิ่งเฉย" (Estoppel before Internationals and Its Relation to Acquiescence) เขียนโดยนักกฎหมายระหว่างประเทศชื่อ Bowett ลงในวารสาร British Yearbook of International Law ปี ค.ศ.1957 และบทความชื่อ "หลักกฎหมายปิดปากในกฎหมายระหว่างประเทศ" โดย Mcgibborn ในวารสาร International and Comparative Law Quarterly ปี 1958 ซึ่งตีพิมพ์ก่อนที่ศาลโลกจะตัดสินประมาณ 3-4 ปี

ไม่อาจคาดการณ์ได้แน่ชัดว่าฝ่ายไทยได้เคยอ่านบทความนี้หรือไม่ แต่ไม่ว่าฝ่ายไทยจะได้เคยอ่านบทความนี้หรือไม่ก็ตาม ประเด็นที่น่าคิดก็คือ ทนายความของฝ่ายไทยน่าจะย่อมรู้ถึงหลักกฎหมายปิดปากเป็นอย่างดี

เพราะหลักว่าด้วย "การถูกการตัดสิทธิ" (Preclusion) หรือ "การนิ่งเฉย" อาจเทียบได้หรือมีผลเท่ากันกับ "หลักกฎหมายปิดปาก" อันเป็นหลักกฎหมายอังกฤษ หรือแองโกลแซกซอน

บทส่งท้าย

สรุปเหตุผลที่แท้จริงที่ประเทศไทยเสียปราสาทพระวิหารคือ การยอมรับความคลาดเคลื่อนของแผนที่อันเป็นผลมาจากการทำแผนที่ฝ่ายเดียวของ เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศส ซึ่งศาลโลกเห็นว่า หลังจากที่ทำสนธิสัญญาประเทศสยามอยู่ในฐานะที่จะคัดค้านความไม่ถูกต้องของ แผนที่ได้หลายครั้ง แต่ก็มิได้คัดค้าน จึงปิดปากประเทศสยามว่าต่อมาจะปฏิเสธความไม่ถูกต้องของแผนที่ไม่ได้

หากประเทศไทยจะเสียดินแดนอีกครั้งคงไม่ใช่เพราะนำข้อมูลการต่อสู้ทาง กฎหมายคดีความเอาไปขายให้กับประเทศเพื่อนบ้านหรือเกิดจากความไม่รักชาติ ไม่สามัคคีอย่างที่คนไทยหลายคนเข้าใจกัน (ซึ่งรวมถึง พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ด้วย) แต่เกิดจากความไม่รอบคอบ ความประมาท และไม่รู้จักหน้าที่ของตนเองมากกว่า เหมือนกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับสามจังหวัดภาคใต้ของเรา



เปิดจม.เสนีย์ มติครม.2505 ชี้ชัด ปราสาทพระวิหารของ'เขมร' อยู่บนแผ่นดิน 'ไทย'

เปิด มติคณะรัฐมนตรี พ.ศ.2505 พร้อมจดหมายโต้ตอบ และการแสดงข้อคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ภายหลังศาลโลกตัดสิน ให้ 'ปราสาทเขาพระวิหาร' ตกเป็นของกัมพูชา นัยยะชี้ชัด ไทยยอมรับคำตัดสิน แต่ยืนยันหนักแน่น ตัวปราสาทอยู่ในดินแดนไทยมาแต่ดั้งเดิม เช่นนั้น มติครม.

ทั้งหมด เป็นเอกสารทางราชการ จากสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี กระทรวงการต่างประเทศ 'เขาพระวิหาร' รวมทั้งจดหมายของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช มีถึงจอมพลสฤษฎิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ยืนยันว่า คำพิพากษาของศาลโลก ผิดทั้งข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายและความเป็นธรรม

1.ลับที่สุด ด่วนที่สุด
ที่ ๕๔๙/๒๕๐๕

๒๑ มิถุนายน ๒๕๐๕

เรื่อง คำพิพากษาคดีเขาพระวิหาร
เรียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
อ้างถึง โทรเลขของกระทรวงการต่างประเทศ ที่ 39/2505 และโทรเลขของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก ที่ 40/2505

สิ่งที่ส่งมาด้วย สำเนารูปถ่ายบันทึกแสดงความเห็นในชั้นต้นของศาสตราจารย์อังรี โรแลง ตามโทรเลขของกระทรวงฯ ที่อ้างถึงข้างต้น ขอให้สถานเอกอัครราชทูตฯ ส่งสำเนาคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในคดีเขาพระวิหารให้ทนายของ เราทุกคน และให้รายงานความรู้สึกและความคิดเห็นของศาสตราจารย์อังรี โรแลง ถ้าหากมีเกี่ยวกับคำพิพากษาฯ ให้กระทรวงฯ ทราบความแจ้งอยู่แล้ว นั้น

ขอเรียนว่า สำหรับเรื่องการส่งคำพิพากษาของศาลฯ ไปให้ทนายนั้น สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ดำเนินการแล้ว โดยชั้นต้นได้ส่งคำพิพากษาไปให้ศาสตราจารย์โรแลง, เซอร์แฟรงค์ ซอสคิส และนายเจมส์ เนวิน ไฮด์ คนละ 1 เล่มเมื่อวันที่ 18 เดือนนี้ ทั้งนี้เพราะคำพิพากษาที่ศาลฯ พิมพ์สำหรับใช้ชั้นแรกมีจำนวนจำกัด สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้รีบติดต่อกับสำนักจ่าศาลฯ ขอคำพิพากษาเพิ่มเติมเพิ่งได้วันนี้อีก 3 ชุด และจะได้รีบจัดการส่งให้นาย เจ.จี. เลอเคนส์, นายเดวิด ดาวส์น และนายมาร์เซล สลูสนี โดยด่วนที่สุดในวันนี้

สำหรับเรื่องต่อมาคือ เรื่องความรู้สึกและความคิดเห็นของศาสตราจารย์โรแลง เกี่ยวกับคำพิพากษาของศาลฯ นั้น ทันทีที่ได้รับโทรเลขกระทรวงฯ ข้าพเจ้าได้โทรศัพท์นัดหมายและได้เดินทางไปพบศาสตราจารย์โรแลง ณ กรุงบรัสเซลส์ เมื่อวันที่ 20 เดือนนี้ ศาสตราจารย์โรแลงได้ให้ความเห็นชั้นต้นโดยย่อ ดังปรากฏในสำเนาบันทึกที่ได้แนบมาเพื่อกระทรวงฯ ได้โปรดทราบ ณ ที่นี้ เรื่องนี้สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้รายงานให้กระทรวงฯ ทราบแล้ว โดยทางโทรเลขที่อ้างถึงข้างต้น จึงขอเรียนมาเพื่อเป็นการยืนยันอีกครั้งหนึ่ง
ข้าพเจ้าขอถือโอกาสนี้ รายงานเพิ่มเติมด้วยว่า ในระหว่างการสนทนา ข้าพเจ้าได้สอบถามความรู้สึกและความคิดเห็นของศาสตราจารย์โรแลง ในเรื่องต่างๆ ดังต่อไปนี้ด้วย คือ

1.ความถูกต้องยุติธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ของศาลฯ
ข้าพเจ้าได้ถาม ความเห็นของศาสตราจารย์โรแลงว่า โดยที่ในปัจจุบันมีผู้พิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศอย่างน้อย 2 คน ที่เป็นคนสัญชาติของประเทศคอมมิวนิสต์โดยแท้จริง คือ นาย ปี.วินิอาสกี้ (โปแลนด์) ซึ่งเป็นประธานของศาลฯ และนาย วี. เอม.คอเรทสกี้ (สหภาพโซเวียต) ฉะนั้นจะเป็นไปได้หรือไม่ที่บุคคลเหล่านี้จะเอนเอียงเข้าข้างกัมพูชา ทั้งนี้เพราะกัมพูชาอ้างว่าเป็นกลาง แต่เป็นที่ทราบกันว่ามีความฝักใฝ่กับคอมมิวนิสต์มาก ส่วนประเทศไทยนั้นดำเนินนโยบายสนับสนุนประเทศฝ่ายตะวันตกอย่างชัดแจ้ง

ศาสตราจารย์โรแลงแจ้งว่า จากประสบการณ์ที่เคยว่าความในศาลยุติธรรมระหว่างประเทศมาช้านาน มีความรู้สึกอยู่ประการหนึ่งว่า ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่คอมมิวนิสต์แผ่อิทธิพล เข้าไปได้ยากแห่งหนึ่ง เพราะเหตุผลประการแรกคือ ผู้พิพากษาจากประเทศคอมมิวนิสต์มีจำนวนน้อย และประการต่อมา ลักษณะงานของศาลฯ หนักไปในทางวิชาการอยู่มาก

อย่างไรก็ดี ศาสตราจารย์โรแลงเห็นว่า สำหรับคดีเขาพระวิหารนี้ ผู้พิพากษาบางคน เช่น นายบาเดวังห์ (สัญชาติฝรั่งเศส) และนายคอเรทสกี้ (สหภาพโซเวียต) อาจมีความเอนเอียงเข้าข้างกัมพูชาก็เป็นได้ แต่ส่วนนายวินิอาสกี้ (โปแลนด์) นั้น เท่าที่รู้จักกันมา ศาสตราจารย์โรแลงเห็นว่า จะเป็นคอมมิวนิสต์ในนามมากกว่า เพราะมีท่าทีเป็นคนโปแลนด์สมัยก่อนคอมมิวนิสต์อยู่มาก เป็นนักกฎหมายและอายุมากแล้ว เข้าใจว่าจะไม่สนใจกับลัทธิคอมมิวนิสต์ในการปฏิบัติหน้าที่มากนัก

ศาสตราจารย์โรแลงแจ้งต่อไปว่า คำพิพากษาคดีเขาพระวิหารได้เขียนขึ้นด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ อาจกล่าวได้ว่ามากกว่าคำพิพากษาคดีอื่นๆ ส่วนมากถ้อยคำที่เขียนไม่แสดงให้เห็นร่องรอยของความลำเอียงหรือความไม่ ยุติธรรม นอกจากนั้น ศาสตราจารย์โรแลงมีความเห็นว่าผู้พิพากษาบางคน อาทิ เช่น เซอร์เจอรัลล์ ฟิตสมอริซ (สัญชาติอังกฤษ) เป็นต้น มีท่าทีอยากจะช่วยประเทศไทยอยู่มาก แต่คงไม่อาจทำได้ ดังจะเห็นได้จากความเห็นเอกเทศแนบท้ายคำพิพากษาในคดีนี้

2.การดำเนินการขั้นต่อไปในด้านคดีความ
ข้าพเจ้าได้สอบถามความเห็นของ ศาสตราจารย์โรแลงว่า ประเทศไทยจะควรดำเนินในอย่างใดต่อไปในด้านคดีความ กล่าวคือจะสมควรฟ้องร้องขอให้ศาลฯ พิจารณาเกี่ยวกับแนวเขตในส่วนอื่นๆ ในบริเวณเทือกเขาดงรักซึ่งยังไม่ชัดแจ้งในขณะนี้หรือไม่? หรือจะควรดำเนินการอย่างอื่นใด?

ศาสตราจารย์โรแลงแจ้งว่า สำหรับเรื่องเขาพระวิหารนั้นเป็นอันหมดปัญหา เพราะศาลฯ ได้วินิจฉัยแล้ว แต่ก็เป็นการดีอย่างหนึ่งที่ผู้พิพากษาหลายคนเห็นว่า เอกสารแนบท้ายหมายเลข 1 ของกัมพูชาไม่สมบูรณ์ในขณะที่ทำซึ่งนับว่าผู้พิพากษาเหล่านี้เชื่อหลักฐาน และข้อพิสูจน์ของฝ่ายไทย นอกจากนั้นในคำพิพากษาของศาลฯ ศาลฯ ก็มิได้วินิจฉัยให้ประโยชน์แก่ฝ่ายกัมพูชาตามข้อเสนอสุดท้ายของฝ่ายนั้นใน ข้อ 1 และ 2 สำหรับปัญหาเรื่องการจะฟ้องร้องขอให้ศาลฯ วินิจฉัยแนวเส้นเขตแดนโดยทั่วไปนั้น คิดว่าถ้ารอดูให้เรื่องคลี่คลายอีกสักเล็กน้อย จึงค่อยพิจารณาจะเหมาะสมกว่า

ศาสตราจารย์โรแลงได้แจ้งด้วยว่า ขณะนี้กำลังศึกษคำพิพากษาอย่างละเอียด และจะได้ทำบันทึกความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรส่งมายังข้าพเจ้าโดยด่วนต่อไป


จึงขอเรียนรายงานมาเพื่อกระทรวงฯ ได้โปรดทราบและพิจารณา
ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง
ลงพระนาม วงษ์มหิป
(หม่อมเจ้าวงษ์มหิป ชยางกูร)




2.ด่วนมาก
ที่ สร. (๐๖๐๑) ๒๑๕๗๖/ ๒๕๐๕ กระทรวงการต่างประเทศ
๒๗ มิถุนายน ๒๕๐๕

เรื่อง การปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลในคดีปราสาทพระวิหาร
กราบเรียน นายกรัฐมนตรี
อ้างถึง หนังสือกระทรวงการต่างประเทศที่ สร. (0601) 21136/2505 ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2505

อนุสนธิหนังสือกระทรวงการต่างประเทศที่อ้างถึงข้างต้น กราบเรียนเรื่องบันทึกความเห็นของศาสตราจารย์ โรแลง พร้อมด้วยคำแปลภาษาไทย และสำเนาหนังสือรายงานของเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก ความละเอียดแจ้งอยู่แล้ว นั้น

บัดนี้ กระทรวงการต่างประเทศขอประทานเสนอแนวทางเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาของ ศาลในคดีปราสาทพระวิหาร เพื่อประกอบการพิจารณาของ ฯพณฯ ดังต่อไปนี้

1.ในคดีปราสาทพระวิหาร กัมพูชาและประเทศไทยได้รับพันธะที่จะปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล แต่กฎเกณฑ์เกี่ยวกับวีธีปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลนั้น กฎบัตรสหประชาชาติก็ดี ธรรมนูญศาลและข้อบังคับของศาลก็ดี มิได้วางหลักเกณฑ์ในเรื่องนี้ไว้ ดังนั้น การปฏิบัติจึงเป็นเรื่องของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย

ในคดีที่พิพาทเกี่ยวกับปราสาทพระวิหารนี้ ศาลได้มีคำพิพากษา และชี้ขาดในส่วนที่จะต้องปฏิบัติไว้ว่าก.อำนาจอธิปไตยเหนือซากปราสาทพระ วิหารเป็นของกัมพูชา

ข.ให้ประเทศไทยถอนกำลังทหาร ตำรวจ คนเฝ้า หรือยามรักษาการที่ได้ส่งไปประจำ ณ ปราสาทพระวิหาร ออกจากปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นดินแดนของกัมพูชา

2.สำหรับ ข้อ ก. คำพิพากษามิได้กำหนดหน้าที่ให้ประเทศไทยต้องปฏิบัติ แต่มีหน้าที่จะต้องงดเว้นการปฏิบัติ กล่าวคือ ไทยจะไม่รุกล้ำเข้าไปในบริเวณซากปราสาทพระวิหาร ซึ่งศาลได้พิพากษาให้อยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของกัมพูชา ซึ่งถ้าหากมีการกระทำเช่นนั้น กัมพูชาก็อาจจะอ้างได้ว่าเป็นละเมิดต่ออธิปไตยของกัมพูชาเหนือซากปราสาทพระ วิหาร

3.สำหรับ ข้อ ข. ประเทศไทยมีพันธะจะต้องถอนกำลังทหาร ตำรวจ คนเฝ้าหรือยามรักษาการ จากซากปราสาทพระวิหาร ซึ่งในคำพิพากษาของศาลก็มิได้มีการห้ามมิให้ประเทศไทยมีกำลังทหาร หรือตำรวจ อยู่นอกบริเวณซากพระวิหาร ซึ่งเป็นอาณาเขตของไทยแต่เรื่องที่ยากแก่การปฏิบัติก็คือ คำพิพากษามิได้ชี้ขาดอย่างชัดแจ้งว่า ซากพระวิหารมีอาณาเขตกว้างขวางเพียงใด ดังนั้น อาจจะมีปัญหาเรื่องการปักหลักเขตแดนใหม่ ซึ่งตามคำพิพากษาของศาลก็มิได้ถือตามแผนที่ภาคผนวก แต่อาจถือตามสันปันน้ำ เว้นแต่บริเวณซากปราสาทเท่านั้น

4.สำหรับ ข้อ ค. ประเทศไทยมีพันธะจะต้องคืนวัตถุจำนวน 1 ชิ้น ที่นักเรียนจากกรมศิลปากร ได้นำเอามาจากปราสาทพระวิหาร วัตถุชิ้นนี้เป็นศิลามีคำจารึกที่อ่านไม่ออกแผ่นศิลาชิ้นนี้กัมพูชาอ้างว่า ได้โยกย้ายมาจากปราสาทพระวิหาร โดยอ้างหนังสือของกรมศิลปากรเป็นพยานหลักฐานในคดี

5.การปฏิบัติตาม ข้อ ข. นี้ ไทยอาจปฏิบัติได้เองในบางส่วน แต่การปักหลักเขตแดนเพื่อให้เป็นไปตามคำพิพากษาเกี่ยวกับบริเวณพระวิหารนั้น น่าจะได้กระทำเมื่อกัมพูชาขอมา และด้วยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย

เรื่องนี้ ปรากฏในบันทึกความเห็นของศาสตราจารย์ โรแลง ฉบับลงวันที่ 21 มิถุนายน 2505 ซึ่งให้ความเห็นว่า ถ้ารัฐบาลไทยเห็นชอบและเห็นเป็นโอกาสอันควรศาสตราจารย์ โรแลง ก็จะรับเป็นผู้ไปทาบทามนาย ปินโต และนาย เรอแตร์ ทนายความของกัมพูชา อย่างไม่เป็นทางการให้

6.ส่วนการปฏิบัติตาม ข้อ ค. นั้น จะต้องคืนให้แก่ผู้มีอำนาจรับมอบแทนรัฐบาลกัมพูชา และควรจะรอไว้ให้กัมพูชาขอมาเสียก่อน เพื่อจะได้ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้ที่มีอำนาจรับมอบ

ฉะนั้น จึงขอกราบเรียนมาเพื่อพิจารณา ณ ที่นี้
ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง

(นายถนัด คอมันตร์)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย



3.ที่ กต. ๗๖๗๘/๒๕๐๕ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

๒๘ มิถุนายน ๒๕๐๕
เรื่อง ความเห็นของทนายความฝ่ายไทยเกี่ยวกับคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในคดีเขาพระวิหาร
เรียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
อ้าง ถึง หนังสือกระทรวงการต่างประเทศที่ สร. (0601) 30613/2505 ลงวันที่ 21 มิถุนายน 2505 และที่ สร. (0601) 20687/2505 ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2505

ตามที่ได้รายงานความเห็นของศาสตราจารย์อังรี โรแลง เซอร์ แฟรงก์ ซอสคิส และนาย เจ. จี. เลอเลนส์ ทนายความฝ่ายไทยเกี่ยวกับคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในคดีเขาพระ วิหาร ไปเพื่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีทราบ ความแจ้งอยู่แล้วนั้น
ได้นำเสนอ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีทราบแล้วด้วยความขอบคุณ
ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง

(นายมนูญ บริสุทธิ์)
เลขาธิการคณะรัฐมนตรี


กองนิติธรรม

4.ด่วนมาก
ที่ สร. (๐๖๐๑) ๒๒๗๐๙๘/๒๕๐๕ กระทรวงการต่างประเทศ
๑๗ สิงหาคม ๒๕๐๕
เรื่อง นำส่งบันทึกข้อสังเกตเกี่ยวกับคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในคดีปราสาทพระวิหาร
กราบเรียน นายกรัฐมนตรี
อ้างถึง

1. หนังสือกระทรวงการต่างประเทศที่ สร.(020***) 21771/2505 ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2505 และ
2. หนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ กต.7964/2505 ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2505
สิ่งที่ส่งมาด้วย บันทึกข้อสังเกตเกี่ยวกับคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) ลงวันที่ 12 สิงหาคม 2505 รวม 30 ชุด

อนุสนธิหนังสือกระทรวงการต่างประเทศที่อ้างถึง นำเสนอบันทึกข้อสังเกตเกี่ยวกับคำพิพากษาในคดีปราสาทพระวิหาร ลงวันที่ 27 มิถุนายน 2505 ไปเพื่อ ฯพณฯ พิจารณา และหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่อ้างถึงแจ้งมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวัน ที่ 3 กรกฎาคม 2505 อนุมัติให้พิมพ์บันทึกข้อสังเกตดังกล่าวแล้วได้ นั้น

ขอกราบเรียนว่า ก่อนที่จะเปิดเผยบันทึกฉบับนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้ให้นักกฎหมายของกระทรวงการต่างประเทศพิจารณาแก้ไข เพิ่มเติม บันทึกดังกล่าวแล้วอีกครั้งหนึ่ง ดังบันทึกข้อสังเกตเกี่ยวกับคำพิพากษาในคดีปราสาทพระวิหาร ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2505 ที่ขอประทานเสนอมาพร้อมกับหนังสือนี้ รวม 30 ชุด

ขอแสดงความนับถือ

(นายถนัด คอมันตร์)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

5.ส่วนตัว สำนักงานทนายความ
เสนีย์ ปราโมช
๒๗ สิงหาคม ๒๕๐๕

เรียน ท่านนายกรัฐมนตรี ที่นับถือ

ตามที่รัฐบาลได้แต่งตั้งกรรมการขึ้นเพื่อตรวจพิจารณาและทำคำติชมคำ พิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ในคดีเขาพระวิหารนั้น กรรมการได้ตรวจพิจารณาทำคำวิจารณ์เสร็จแล้ว ผมจึงได้ส่งวิจารณ์ไปยังเลขาธิการคณะรัฐมนตรีตามทางการ ปัญหาที่กรรมการได้เสนอให้รัฐบาลพิจารณามีว่า ถ้ารัฐบาลเห็นชอบด้วยกับวิจารณ์คำพิพากษาของกรรมการแล้ว จะเป็นการสมควรหือไม่ที่รัฐบาลจะเผยแพร่วิจารณ์ออกไปในเวลานี้ กรรมการได้เสนอเหตุผลต่างๆ เกี่ยวกับข้อนี้มาในบันทึกประกอบวิจารณ์

ถ้ารัฐบาลเห็นว่า เป็นการสมควรที่จะเผยแพร่วิจารณ์พิพากษาในเวลานี้ ผมมีความยินดีจะช่วยเผยแพร่ในทางแสดงปาฐกถาต่อนักศึกษาและผู้สนใจในเรื่อง นี้ทั่วไป เพราะตั้งแต่ได้ข่าวว่าศาลตัดสินให้ไทยแพ้คดี นักศึกษามหาวิทยาลัยรวมทั้งประชาชนผู้สนใจได้มารบเร้าให้ผมไปชี้แจงแสดงความ จริงในเรื่องนี้เสนอมา

เมื่อได้อ่านวิจารณ์คำพิพากษาแล้ว จะปรากฏในตอนท้ายว่า มีหลักวิชาการแผนที่เกี่ยวข้องอยู่ด้วยเป็นส่วนสำคัญ ซึ่งกรรมการได้เรียนคำวิจารณ์ไปตามแนวความคิดเห็นของ พ.ท.พูนพล อาสนะจินดา ผู้เชี่ยวชาญที่ท่านนายกฯ ได้กรุณาอนุมัติให้มาช่วยงานนี้ แต่เท่าที่ได้พยายามเขียนออกมาเป็นคำพูด จะฟังได้สนิทเพียงไรยังเป็นปัญหาอยู่ วิจารณ์ส่วนนี้จะเร้าใจได้ดีเมื่อมีผู้เชี่ยวชาญนำแผนที่มาแสดงให้ดู เช่นที่กล่าวถึงการปูเส้นกระด้างเป็นเส้นเขตแดน ซึ่งจะทำให้เขตแดนเคลื่อนที่จากความจริงปั่นป่วนกันไปขนาดนั้น เมื่อ พ.ท.พูนพล อาสนะจินดา นำแผนที่มาแสดงให้ดู กรรมการจึงเห็นความจริง

******วิชาได้อย่างชัดแจ้ง กรรมการจึงได้ปรารภกันว่า ถ้ารัฐบาลเห็นเป็นการสมควรที่จะให้มีการเผยแพร่วิจารณ์คำพิพากษาแล้ว หากจะอนุมัติให้มีการแสดงทางโทรทัศน์โดยให้ พ.ท.พูนพล อาสนะจินดา นำแผนที่ไปแสดงให้เห็นเป็นจริงเป็นจังตามหลักวิชาการด้วย อาจได้ผลดี และเมื่อปรารภกันดังนี้แล้ว กรรมการจึงได้มอบหมายให้ผมพิจารณาหาทางเรียนมาให้ท่านนายกฯ ทราบ

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า วิจารณ์คำพิพากษานี้จะเป็นเครื่องมือช่วยให้รัฐบาลแสดงความชอบธรรมของไทย และจะแสดงให้คนทั้งหลายได้ทราบว่า ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศตัดสินคดีนี้ผิดทั้งข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย ตลอดจนความเป็นธรรม สมดังที่รัฐบาลได้วิจารณ์ไว้แต่เบื้องต้น

ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง

(ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช)

6.ที่ ๑๗๖๓๔/๒๕๐๕ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

๑๓ กันยายน ๒๕๐๕

เรื่อง บันทึกวิจารณ์คำพิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในกรณีปราสาทเขาพระวิหาร
เรียน หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ประธานคณะกรรมการพิจารณาคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในกรณีเขาพระวิหาร
อ้างถึง หนังสือที่ 368/2505 ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2505 และหนังสือลงวันที่ 27 สิงหาคม 2505

ตามที่ได้ส่งบันทึกของคณะกรรมการฯ เกี่ยวกับคำวิจารณ์คำพิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในกรณีปราสาทเขาพระ วิหาร และขอเผยแพร่คำวิจารณ์ไปเพื่อพิจารณา นั้น
ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้พิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาด่วน
คณะ รัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษาเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2505 ลงมติให้กระทรวงการต่างประเทศรับไว้ประกอบการพิจารณา เมื่อมีเรื่องที่จะต้องดำเนินการต่อไป
จึงเรียนมาเพื่อทราบ

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

(นายมนูญ บริสุทธิ์)
เลขาธิการคณะรัฐมนตรี


Create Date : 24 กรกฎาคม 2551
Last Update : 24 กรกฎาคม 2551 11:54:26 น. 0 comments
Counter : 145 Pageviews.

The Ocean & Hill
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add The Ocean & Hill's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.