" The man who does not read a good books has no advantage over the man who can't read them. " -- Mark Twain
Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2551
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
30 พฤศจิกายน 2551
 
All Blogs
 
+++ " อ่าน " ครั้งแรกของงาน Read Camp : UPDATE ภาพบรรยากาศภายในงาน +++



กว่าผมจะไปถึงงานก็ปาเข้าไปเกือบ 11 โมงแล้ว เนื่องด้วยความสับเพร่าของผมเอง ที่จำสถานที่ผิด นึกว่าจัดที่ หอศิลป์ จุฬาฯ เพราะผมจำได้แค่ว่า จัดที่หอศิลป์ แต่...ศิลป์อะไรว่ะ? นึกว่ามีแค่ที่เดียว ฮ่าๆ ไม่คิดว่าประเทศไทยจะพัฒนามีหอศิลป์ อยู่บริเวณเดียวกันถึงสองแห่ง... ตอนแรกที่เดินไปถึงก็เอะใจว่า ทำไมมันเงียบจัง เหลือแต่ลุงยาม กับหมาที่นอนหมอบอยู่แทบเท้าอยู่หนึ่งตัว หรือว่ายังเช้าอยู่ คนเลยยังไม่มากัน แต่ก็ไม่น่าใช่ เพราะทีมผู้จัดก็ดูคึกคักกันดี นี่ก็10 โมงกว่าแล้วด้วย น่าจะมีมนุษย์คนอื่นนอกเหนือจากยามหลุดรอดมางานแล้วบ้าง เลยรีบโทรหาเพื่อน เพื่อนก็ดันไม่รับโทรสับอีก ผมคิดในใจว่า ผมคงกำลังพูดอยู่ เพราะมันบอกว่าจะมาก่อนเริ่มงานเพื่อเปลี่ยนหัวข้อ ...กว่าเพื่อนจะโทรกลับมาก็เกือบๆ11โมง (มันบอกยังไม่ถึงเหมือนกัน อยู่บนรถเมล์ ฮ่าๆ) ผมถึงรู้ว่าจัดที่หอศิลป์ กรุงเทพฯ เรื่องของเรื่องคือ ผมไม่รู้ว่า ไอ่ตึกที่สร้างใหม่นั้นมันคือหอศิลป์ กรุงเทพฯ บ้านนอกจริงๆเลยเรา

ผมเลยได้ความรู้ใหม่ตั้งแต่ยังไม่ได้เข้างาน... readcamp นี่ดีจริงๆ ฮ่าๆ


-- เจ้าหุ่นประหลาดสูงชะลูด 2 ตัวที่ว่า --



หลังจากผ่านไอแดด ผลักประตูเข้าไปปะทะความเย็น ผ่านการตรวจกระเป๋าจากเจ้าหน้าที่ หยุดยืนมองหุ่นประหลาด สูงชะลูด 2ตัว ที่มีเลขที่หน้าอกไม่เหมือนกัน พยายามจะหาคำตอบ แต่ก็ขี้เกียจเกินกว่าจะก้มลงมองบนป้ายที่ตัวหนังสือเล็กกระจิ๋วหลิว ผมเริ่มมองเห็นผู้คนภายในงาน ซึ่งส่วนใหญ่กระจัดกระจายกันอยู่ตามห้องกระจกที่มีอยู่ 3 ห้อง ผมเดินเข้าไปหาเพื่อน แล้วก็ไปลงทะเบียนที่โต๊ะ ได้กระดาษเขียนหัวข้อ กับสติกเกอร์โหวตเรื่องที่อยากฟัง


ที่ลงทะเบียน พร้อมสติกเกอร์สำหรับแปะโหวต


ที่จริงผมก็ได้เสนอหัวข้อไปก่อนแล้ว แต่พอก่อนวันงานเริ่มขี้เกียจขึ้นพูด อยากมาแค่อ่าน "คนอ่าน" ภายในงานเฉยๆ โดยมีเรื่องที่ผมอยากมาอ่านมาก ก็คือ หัวข้อ " อ่านเวปบอร์ด ประชาไท " ที่พี่จิ๋ว กองบก.ประชาไทได้เสนอไว้ ผมอยากรู้ว่าคนอื่นๆเขาจะอ่านกันอย่างไร มีความเห็นอย่างไร รวมไปถึงรู้สึกอย่างไร... แต่พี่จิ๋วบอกว่า เอาไว้ก่อนดีกว่า..สถานการณ์ช่วงนี้ล่อแหลม ฮ่าๆ

มีหลายหัวข้อในงานนี้ ที่ผมเข้าไปฟังแล้วน่าสนใจ


-- หัวข้อหลากหลายบนบอร์ด เลือก " อ่าน " กันได้ตามสบาย --


เรื่อง อ่าน คนไปเที่ยวเชียงใหม่... โจ้เจ้าของหัวข้อ ให้ข้อสังเกตไว้ได้น่าสนใจว่า คนที่ไปเที่ยวเชียงใหม่ เอาเข้าจริงก็ไม่ได้สนใจความเป็นเชียงใหม่จริงๆ ซักเท่าไหร่หรอก เพราะหนังสือที่โฆษณาส่วนใหญ่ก็ขายความ hip ความเป็น modern ของเชียงใหม่ รวมไปถึงเรื่องการซื้อของที่ระลึก ที่ทำไมต้องเลือกซื้อเสื้อ ที่สกรีนว่า เชียงใหม่ ทำไมถึงไม่ซื้ออย่างอื่น ก็เพื่อแสดงว่า กู/ผม/เขา/เธอ ได้มาเชียงใหม่แล้วจริงๆ ก่อนที่โจ้จะได้มาถึงreadcamp จริงๆตอนที่ผู้จัดเอาเสื้อมาให้หลังพูดจบ...ฮ่า

เรื่อง อ่าน ความรัก + ความฝัน + ความจริง (ชื่อหัวข้อไม่แน่ใจว่าถูกรึป่าว แต่ประมาณนี้แหละ) ... ที่ผมชอบเพราะมันเป็นความตลกส่วนตัวของผมเอง ตอนที่แชร์กัน มีผู้ญ คนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า เขารู้ว่าเขาชอบโฆษณา แต่ทางบ้านอยากให้เรียนเศรษฐศาสตร์ แล้วเขาก็เอนติด เสดสาดมธ.ได้จนจบ แต่หลังจากจบแล้วก็ยังชอบงานโฆษณาอยู่ โดยใฝ่ฝันอยากจะเป็น copy writing โดยเธอบอกว่า อยากทำงานโฆษณาดีๆออกสู่สังคม

ผมไม่ได้ตลกความคิด หรือความฝันของเธอ ผมมักจะรู้สึกดีเสมอเวลาเห็นคนที่มีความฝันแล้วลงมือไล่ตามความฝันของตน...แต่ที่ผมตลกคือ มันเป็นมุมกลับของตัวผมเองโดยสิ้นเชิง เพราะผมจบสายโฆษณามา แต่ก็สนใจเรื่องของเศรษฐศาสตร์ สื่อ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ การเมือง ปรัชญา วรรณกรรม (คือสนใจทุกเรื่อง เลยไม่ได้ดีซักเรื่อง..ฮ่าๆ) เคยได้ลองไปทำเป็นcopy writer แล้วรู้สึกเพิ่มความมันใจว่าเราไม่ได้ชอบตรงนี้ แม่งabsurd มันfake มัน.... ผมไม่ได้ไม่ชอบโฆษณา แต่ผมไม่ชอบ"วงการ" โฆษณา ผมรู้สึกไม่สะดวกใจที่จะต้องทำงานที่ เพื่อขาย สินค้าให้แก่ลูกค้า(กว่า 80%ของโฆษณา เป็นโฆษณาขายสินค้า ที่เรียกว่า thematic ad มีไม่ถึง 20% ที่เป็น โฆษณาเพื่อสังคม) หรือทำโฆษณาตัวที่รู้ว่า บริษัทที่จ้างเราทำมันไม่ได้เป็นอย่างนั้นจริง เช่น Ecco group รวมทั้งอีกหลายๆบริษัท ที่โหมกระหน่ำกันทำโฆษณาเพื่อสังคม ส่งเสริมภาพลักษณ์ ทั้งที่บริษัทตัวเองแทบจะไม่ได้ปฎิบัติตามนั้นเลย...เธออาจจะคิดว่า ไม่จำเป็นต้องไปรู้ว่าตัวบริษัทมันจะทำอะไร ขอแค่ได้ทำโฆษณาที่ส่งเสริมสังคมก็พอ รึป่าว? อันนี้ผมไม่แน่ใจ และไม่ใช่เรื่องของผมที่จะไปตัดสิน...ความฝันของใครของมัน


-- บรรยากาศผู้เข้าร่วม อ่าน 94 ปี หนังสือนักศึกษา --


เรื่อง อ่าน 94 ปี หนังสือนักศึกษา...หัวข้อนี้ความน่าสนใจไม่ได้อยู่ที่ตัวผู้เสนอ แต่กลับอยู่ที่คนร่วมซึ่งคร่ำหวอด(แปลว่ามีอายุ รึป่าว? ฮ่าๆ)อยู่ในวงการหนังสือ ซึ่งผ่านประสบการณ์การทำหนังสือนักศึกษามาแล้วจริงๆ...พูดตามตรงว่า ผมไม่เข้าใจประเด็นที่ผู้นำเสนอต้องการ มันเลยคุยกันค่อนข้างมั่วๆพอสมควร

มีผู้ช คนหนึ่งถามขึ้นมาว่า หนังสือนักศึกษาตายแล้วหรือยัง? พี่ชูวัส(หัวหน้า กองบก.ประชาไท)ให้คห.ว่า ถ้าหมายถึง ความเป็นกบฎที่ตั้งคำถามต่อสังคม พี่ชูวัสบอกว่า ตายแล้ว แต่ผมว่า ก่อนอื่นเราควรทำความเข้าใจกันก่อนว่า หนังสือนักศึกษาหมายถึงอะไร? จำเป็นรึป่าวที่จะต้อง/วิจารณ์เฉพาะเรื่องการเมือง ถ้านักศึกษากลุ่มหนึ่งทำหนังสือแฟชั่น อาจมีบทความที่ทั้งวิจารณ์ หรืออาจบอกกระแสแฟชั่นตอนนี้ ขึ้นมาเผยแพร่ในมหาวิทยาลัย หนังสือเล่มนั้นจะเรียกได้ว่าเป็น หนังสือนักศึกษา ได้หรือไม่?


-- พี่ชูวัส ขณะแสดงความคิดเห็นในประเด็นดังกล่าว --


ผมว่าความสนใจของคนเรามันหมลากหลาย เป็นนักศึกษาก็ไม่จำเป็นต้องสนใจการเมือง บางคนสนใจกีฬา เทคโนโลยี ฯลฯ ฯลฯ ผมเคยนั่งคุยกับเพื่อนที่มธ.กันว่า ทำไมเป็นนักศึกษาต้องเคลื่อนไหวการเมือง มันไม่จำเป็น...มันงี่เง่าน่า เอาเข้าจริงคนที่สนใจการเมืองอาจเป็นคนกลุ่มน้อยก็ได้ ผมไม่ได้บอกว่าคนที่สนใจการเมืองงี่เง่านะ แค่จะบอกว่า อย่าเอากรอบความคิดไปครอบคนอื่น เพราะเขาไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนคุณ..


มาถึงหัวข้อของตัวเองบ้าง อันที่จริงอย่างที่บอกไปว่า ไม่ได้กะจะพูด แต่...ขอสารภาพตรงนี้เลยว่า ที่พูด เพราะอยากได้เสื้อ แค่นั้นแหละ ฮ่าๆๆ ตอนที่แปะหัวข้อของตัวเอง ก็กลัวจะไม่มีคนโหวต กะว่ารอดูลาดราวถ้าสถานการณ์ไม่ดี จะโหวตให้ตัวเองทั้งหมดเลย(ได้สติกเกอร์มา 10 อัน) แต่คิดไปคิดมาคงแย่แน่ ถ้าพูดแล้วไม่มีคนฟัง โชคยังดีของผม(หรือโชคร้ายของคนอื่น)ที่มีผู้หลงผิดสนใจหัวข้อของผมบ้าง พอที่จะมีคะแนนไปติดอยู่ในตารางเวลา

ผมเสนอหัวข้อ อ่าน "หนัง + หนังสือ ในดวงใจ" มันเป็นเรื่องที่ผมไม่ได้เตรียมตัวมาเลย พูดง่ายๆคิดสดๆนั้นแหละ เพราะตอนแรกเสนออ่าน media & culture ไป กับ History of reading แต่ผมไม่อยากเป็นเหมือนคนที่มาpresent งานหน้าชั้น ผมแค่อยากให้มีการแชร์กัน เถียงกัน ให้ทุกๆคนที่เข้ามาได้มีส่วนรวม ไม่ใช่แค่มาเป็นผู้ฟัง เท่านั้น

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวผมมากที่สุด ที่ผมสามารถพูดได้โดยที่ไม่ต้องเตรียมอะไรมากนัก ผมเลือกที่จะตั้งคำถามง่ายๆ เพราะผมเชื่อว่าจากคำถามง่ายๆ ที่เปิดกว้าง เวลาถกกันมักจะนำไปสู่สิ่งใหม่ๆที่ไม่คาดคิดเสมอ

สิ่งของหรือไม่ว่าอะไรก็ตามแต่ ที่มันเป็นหนึ่งในดวงใจของเราได้นั้น แสดงว่ามันต้องมีความพิเศษอะไรบางอย่างในตัวที่มากระทบจิตใจทำให้เราประทับใจ ผมว่ามันเป็นมากกว่าแค่ความชอบ อาจจะเพราะเป็นเล่ม/เรื่อง แรก แฟนให้ กระตุ้นความคิด หวนให้นึกถึงบางอย่าง ฯลฯ ฯลฯ ...ผมจึงอยากรู้ว่าคนอื่น มีหนังสือเล่มไหน หรือ หนังเรื่องใด ทำไมถึงชอบ มันมีความพิเศษอะไร..

ส่วนตัว ที่เป็นหนังสือในดวงใจ ที่บอกไปมี 3 เล่ม 3 เล่มนี้ไม่ได้หมายถึงอ่านบ่อยที่สุด บางเล่มอ่านรอบเดียว แต่ยังจำได้ถึงทุกวันนี้ ส่วนหนังลืมพูด เพราะพอดีมีคนแทรกขึ้นมาเรื่องหนังสือ 100 ปีฯ พอดี ฮ่าๆ

- Jonathan Livingston : seagull ; Richard Bach เรื่องนี้ทำให้ผมกล้าที่จะคิดต่าง
- The Alchemist ; Paulo Coelho ทำให้ผมกล้าที่จะฝัน และลงมือทำต่อไปอย่างอดทน
- One hundred years of solitude ; Gabriel García Márquez เล่มนี้เปิดโลกหนังสือของผมให้กว้างไกลยิ่งขึ้น จากเดิมที่เวลาอ่านก็จะมีแค่ เรื่องแต่งที่มีความเป็นจริง หรือไม่งั้นก็เป็นจินตนาการไปเลย แต่เรื่องนี้ทำให้ผมเห็นว่า ทั้ง2 แบบนั้นสามารถเอามารวมกันไว้ได้อย่างน่าทึ่ง โดยที่ผมไม่จำเป็นต้องรู้ประวัติศาสตร์อะไรเลย ผมแค่สนุกไปกับตัวหนังสือแล้วนึกภาพตาม

มีพี่ผู้ญ คนหนึ่งบอกว่า หนังสือสามารถบอกความเป็นตัวตนของคนผู้นั้นได้ ผมก็คิดว่าสามารถบอกได้ แต่เพียงบางส่วนเท่านั้น เพราะหนังสือที่อ่าน ไม่ได้แปลว่าเราต้องชอบ หรือเห็นด้วยกับเนื้อหาข้างในก็ได้ เพราะเราสามารถที่จะ " เลือก " รับ หรือ ไม่รับ ข้อมูลในนั้นได้ เช่น ถ้าผมอ่านฟ้าเดียวกัน ไม่จำเป็นว่า ผมต้องอยากล้มล้างสถาบัน(อย่างที่พันธมิตรชอบอ้าง) หรือคนที่อ่าน God Delusion ของ Dawkin ก็ไม่จำเป็นว่า จะต้องเป็นคน แอนตี้ ศาสนาเสมอไป


-- ช่วงระหว่างหัวข้อของผม กับ หัวข้อของม่อน ที่พูดต่อเนื่องกันไปเลย --


นี่นำไปสู่ความเป็นตัวแทนของสิ่งต่างๆ ที่เราพยายามยัดเยียดให้กับผู้อื่นหรือไม่ เช่น เรื่อง " ความหมายของสีเสื้อ " ที่ม่อน(Madmon ผู้เสนอหัวข้อ)ได้ใช้ตรรกะเดียวกับที่ผมบอกไปก็คือ การที่เราเลือกที่จะใส่เสื้อสีอะไรก็ตาม มันไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นความหมายเดียวกับที่คนอื่นเข้าใจ หรือบางทีมันอาจจะไม่มีความหมายอะไรสำหรับตัวผู้ใส่เลยก็ได้ เช่น หยิบมาใส่เพราะ มันอยู้ข้างบน ความหมายของเราคือ มันสะดวก ขี้เกียจเลือก แต่ถ้าบังเอิญ เสื้อตัวนั้นดันเป็นสีดำ ถ้าในช่วงงานพระราชพิธี ของพระพี่นางฯ คนอื่นอาจตีความว่าเราไว้ทุกข์

หรือผู้ญ บางคนใส่เสื้อเหลืองไปทำงาน อาจเป็นเพราะเน้นสะดวกสบาย สามารถใส่กับกางเกงยีนส์ได้ ไม่ต้องใส่ชุดออฟฟิศ ไม่ได้หมายความว่า เธอคนนั้นใส่เพื่อต้องการจะบอกว่า รักในหลวง ส่วนจะรักหรือไม่นั้น ไม่ใช่ประเด็น เพราะประเด็นหลักคือ เธอใส่เพราะต้องการความสะดวกสบาย

บางคนบอกว่า เราต้องแคร์กับความเห็นของคนอื่นด้วยเหรอ? ผมว่ามันเป็นคนละประเด็นกัน ประเด็นมันไม่ใช่ว่า แคร์ หรือ ไม่แคร์ แต่ประเด็นมันคือ เราถูกตัดสินโดยความเชื่ออะไรก็แล้วแต่ โดยคนอื่น ทั้งที่ความเชื่อนั้นอาจจะไม่ใช่ความหมายที่เราต้องการสื่อ ความเป็นตัวตนของเราก็ได้ ..

ที่จริงยังมีประเด็นที่ถกกันอีกหลายประเด็น แต่นี่ก็สามารถตอกย้ำให้เห็นว่า คำถามง่ายๆ ก็สามรถนำไปสู่สิ่งที่น่าสนใจ แต่กลับกัน จากที่ผมเข้าไปนั่งฟัง เรื่องที่เป็นหัวข้อเฉพาะ เช่นเรื่อง Alternative comic ของผู้เขียน Astro Boy ..มันเป็นเหมือนกับเราเข้าไปรับเอาข้อมูลจากเขาในฐานะผู้ฟังเฉยๆ ซึ่งไม่ได้บอกว่าไม่ดี ผมก็ชอบ แต่พออกมาแล้วก็จบ แค่รู้ว่า อ๋อ..มันเป็นอย่างนี้นะ แค่นั้น..





-- เรื่อง "อ่าน" ที่ถูกเสนอชื่อขึ้นตาราง --



-- พักเบรคทานอาหารกลางวัน --



-- ของว่างแสนอร่อย --



-- โต้โผการจัดงานในครั้งนี้ พี่อาร์ต(bact') พอใจ/ไม่พอใจอะไร จัดการที่คนนี้นะครับ ฮ่าๆๆ --



หลังจากจบงาน ผู้จัดพวกพี่ๆแก๊งค์ ประชาไท พาไปเลี้ยงที่ร้านอาหารแถวจุฬา อิ่มหนำสำราญ ก่อนหอบพุงใครพุงมันแยกย้ายกันกลับบ้าน..


ปล. มางาน readcamp ครั้งนี้ รู้สึกดีมากๆ (ไม่ได้ยอนะ) มีเบื่อบ้างนิดหน่อย ถ้า!!! ทีมงานผู้จัด ยังไม่เข็ด ก็อยากให้มีต่อไปเรื่อยๆ ฮ่าๆ

ปล.2 รูปทั้งหมดเอามาจาก ผู้ร่วมงานคนอื่นๆ ขออนุญาตไว้ตรงนี้เลยนะครับ เข้าไปดูได้ที่ http://flickr.com/ พิมพ์search ว่า readcamp ...


Create Date : 30 พฤศจิกายน 2551
Last Update : 3 ธันวาคม 2551 21:45:21 น. 15 comments
Counter : 641 Pageviews.

 
เขียนเสร็จแล้วเพิ่งมาเห็น...ทำไมมันยาวจังอะ เขียนเพลินไปหน่อย อิอิ


โดย: Tentty วันที่: 30 พฤศจิกายน 2551 เวลา:21:20:30 น.  

 
หุ่นสูงลิ่วสองในหอศิลป์กทม.สองตัวนั่น ศิลปินคนทำชื่อโลเล ตัวเลขที่ติดหน้าอกคือ ตัวเลขปีที่เกิดสงครามโลกทั้งสองครั้ง

เห็นด้วยว่าจะยุให้คนจัดงานจัดอีก จะได้กระตุ้นการอ่านกันต่อไป

ห้องอ่านหนังสือนักศึกษาน่ะ เต็มไปด้วยคนมีอายุจริง ๆ ( ใครไม่มีอายุมั่งหว่า 55 ) แต่จะคร่ำหวอดทุกคนหรือเปล่าไม่รู้นะ อย่างปุ๊ ธนาพลแห่งฟ้าเดียวกัน นี่คร่ำหวอดแน่ๆ
หรือชูวัส ก็ทำงานที่เนชั่นตั้งนานก่อนที่จะมาทำเว็บประชาไท คร่ำหวอดอีกคน

ส่วนคนมีอายุที่เหลือไม่รุ้สินะ รู้สึกว่าอ่านอะไรไม่เท่ากับที่ได้อ่านเมื่อก่อน แต่ชอบนะที่ตัวเองมาอ่านบล็อก อ่านอะไรที่อยู่ในเน็ตมากขึ้น


โดย: grappa วันที่: 1 ธันวาคม 2551 เวลา:10:30:39 น.  

 
เสียดายค่ะ
ไม่ได้ไปวันนั้นเพราะแผนการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง
เพื่อนที่กะจะชวนไปRead สนามบินปิด มา กทม. ไม่ได้
คนที่เหลืออยู่เลยไปร้านหนังสือประตูสีฟ้า คุยไปนั่งกินไอตืมกันไปแทน



โดย: แพนด้ามหาภัย วันที่: 1 ธันวาคม 2551 เวลา:12:11:25 น.  

 
ตามมา read camp ตรงนี้แหละ


โดย: นัทธ์ วันที่: 1 ธันวาคม 2551 เวลา:20:53:33 น.  

 
ทำไม หุ่นถึงเป็นผู้หญิง
เพราะคนทำเป็นผู้ชาย 5 5
จริงๆ คือโลเลเคยทำงานชุด Dolls มาก่อน แต่เป็นรูปภาพ
เลยทำงานต่อเนื่องให้เป็นหุ่นใหญ่ขนาดนี้
อีกอย่าง เด็กผู้หญิงโดน abuse ง่ายกว่าเด็กผู้ชายนะ
( อันนี้เป็นความคิดพี่ เดี๋ยวจะถามศิลปินมาให้อีกที)

ส่วนเรื่องโลโก read camp พี่ว่าละเมิดลิขสิทธิ์เต็มๆ แน่
คนทำโลโก เขาออกมาชี้แจงตามลิงก์นี้

http://culturelab.in.th/readcamp/2008/12/readcamp-logo-free-culture/


โดย: grappa IP: 58.9.187.223 วันที่: 2 ธันวาคม 2551 เวลา:8:31:57 น.  

 
อ่านแล้วก็เสียดายใหญ่เลยที่ไม่ได้ไปน่ะ

หนังสือสามเล่มที่คุณชอบ

เรายังไม่ได้อ่าน 100 ปีแห่งความโดดเดี่ยวเลยแฮะ..เชยจริงๆ


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 2 ธันวาคม 2551 เวลา:14:35:38 น.  

 
ดีจัง


โดย: Boyne Byron วันที่: 2 ธันวาคม 2551 เวลา:14:42:07 น.  

 
grappa >> เรื่องlogo read camp เคยคุยกับพี่อาร์ต(bact' - ผู้จัด) ตั้งแต่ก่อนจะจัดงานแล้ว ก็พอรู้ว่ามันมีปัญหา อย่างที่พี่เค้าได้แถลงออกมาครับ


สาวไกด์ฯ >> ไม่เชยหรอกครับ อาจจะไม่ใช่แนวที่พี่ชอบก็ได้..


ปล. งาน readcamp คราวนี้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆชาว bloggang ไปกันน้อยจัง(หรือว่าไปเยอะแล้วผมไม่รู้จัก ฮ่า) เจอแต่แก๊งค์ twitterกลุ่มใหญ่มาก เกิน60% ของงานแน่นอน...ถ้ามีครั้งต่อไป ไปกันเยอะๆนะครับ ไปสำแดงพลังชาวbloggang ให้แก๊งค์อื่นได้รู้จักบ้าง..อิอิ


โดย: Tentty วันที่: 3 ธันวาคม 2551 เวลา:5:13:54 น.  

 
แหมๆๆ พี่ยังไม่อ่านเลย เพราะงั้นยังบอกไม่ได้หรอกว่าจะชอบหรือเปล่าอ้ะ อิอิ

ลูกชิ้นที่ว่าอยู่แถวไหนเหรอ แล้วมันใหญ่ขนาดนั้น มันสุกเหรอ?


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 3 ธันวาคม 2551 เวลา:16:59:42 น.  

 
^
^
^

ที่เชียงใหม่ครับพี่.. แต่จำร้านไม่ได้แล้ว ไม่รู้ตอนนี้ยังขายอยู่รึป่าว


โดย: Tentty วันที่: 3 ธันวาคม 2551 เวลา:21:22:48 น.  

 
ขอบคุณนะคะที่แวะมาเยี่ยมเยียนที่บล๊อคหญิง^^

เพิ่งจะเริ่มทำค่ะ...แหะๆ


โดย: bying วันที่: 4 ธันวาคม 2551 เวลา:23:11:54 น.  

 
งานน่าสนใจดีนะคะ เสียดายไม่ทราบว่ามีตอนนั้น
ไม่งั้นคงไปร่วมด้วยแระ


โดย: Vita_tranquila วันที่: 6 ธันวาคม 2551 เวลา:12:06:36 น.  

 
อัพบล็อกได้แล้วเต้นท์

วันก่อนเจออาร์ต คนจัดงาน
เลยยุให้มันจัดรีดแคมป์อีกครั้ง
และบอกว่า จัดเดือนหน้าเลย
5 5


โดย: grappa วันที่: 8 ธันวาคม 2551 เวลา:9:29:47 น.  

 
^
เพื่อนที่คุณแพนด้ามหาภัยบอกว่าติดอยู่ตจว.เพราะสนามบินปิดคืออิชั้นเองใช่มั๊ยเนี่ย ฮือ... อดมางานเลย

เก็บเบี้ยในรังโจรนี่ไม่น่าจะเป็นหนังนะคะ..อืม หรือว่ามี ไม่แน่ใจ แต่รูปหน้าปกนี่เป็นปู่คลิ้นท์อีสวู้ดจาก a fistful of dollar แน่ๆ

คร่อกกก อ่านสิทธารถะต่อ

อยากรู้จังว่าอ่าน"คนอ่าน"เป็นยังไง... หนังสือในดวงใจเล่มหนึ่งของเราก็ one hundred years of solitude เหมือนกันค่ะ โอ้ ขมวดปมตอนจบได้สุดยอดมาก (ทำท่าคารวะ) ส่วน Coelho ชอบ veronica decides to die มากกว่านะ สงสัยตอนอ่านกำลังอยู่ในช่วงอารมณ์แบบนั้นพอดี (อารมณ์เบื่อโลก -_-)


โดย: แอปเปิ้ลอบเชย (apple_cinnamon ) วันที่: 8 ธันวาคม 2551 เวลา:22:13:42 น.  

 
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

...แวะมาทักทายยามเย็น...

...ขอให้มีความสุขกับชีวิตมากๆ นะครับ...


โดย: doctorbird วันที่: 11 ธันวาคม 2551 เวลา:18:30:06 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Petrus85
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




I am a fallible human creature.

Friends' blogs
[Add Petrus85's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.