Literature is a luxury. Fiction is a necessity.
Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2554
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728 
 
16 กุมภาพันธ์ 2554
 
All Blogs
 

ความงาม (มงกุฎจันทราตอนพิเศษ) Beauty: A Crown and Court Duel Short Story (จบ)

(ต่อค่ะ)

เราควบม้าออกไปอีกครั้ง ตามทางเดินเกวียนเก่าที่ลัดเลาะไปตามต้นไม้ใหญ่เปลือกปุ่มป่ำซึ่งมีมากขึ้นทุกที ทุกครั้งที่เจอถนนใหญ่ เขาจะเลี้ยวไปตามทางเดินเล็กๆ ซึ่งมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือและทิศตะวันตกเสมอ แม้เขาจะมองไปรอบตัวตลอดเวลา ทอดสายตามองฝูงนกที่บินอยู่เหนือยอดไม้บ้าง พิจารณายอดเขาสีม่วงเลือนลางที่ริมขอบฟ้าบ้าง เขาก็ไม่พูดอะไรเลย

ข้าเองก็ไม่ได้พูดอะไรเช่นกัน การยั่วยุฟลอวิกผู้ชั่วร้ายตอนโกรธเขาอยู่ก็สนุกดี แต่พอไม่โกรธ ข้ากลับพบว่าตัวเองต้องเบือนหน้าหนีไม่เช่นนั้นจะเผลอมองเส้นผมยาวสีทอง รูปไหล่ หรือกระทั่งรู้สึกถึงเสียงลมหายใจของเขามากเกินไป การอยู่เฉยๆ แล้วทำให้คนหลงใหลได้นี่ให้ความรู้สึกเช่นใดกันนะ ข้าเฝ้าดูทาร่าใช้อำนาจนั้นมาสองสามปีแล้ว และเคยนอนอิจฉานางมาหลายคืนเกินจะนับได้ถ้วน แต่ตอนนี้ข้าเริ่มสงสัยว่า หากมีคนคอยเฝ้ามองเราและปรารถนาในตัวเราอยู่ทุกหนทุกแห่งแล้ว เราจะเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริงได้หรือ

“เจ้าคิดอะไรอยู่” จู่ๆ เขาก็ถามขึ้นเมื่อตะวันเริ่มคล้อยลง ส่องให้เงาต้นไม้ทอดยาวไปทางขวา

“การเป็นคนที่รูปงามที่สุดในห้องเสมอนั้นเป็นอย่างไรหรือ แปลว่าเจ้าต้องแสร้งทำเหมือนเวลาเล่นละครอยู่ตลอดเวลารึเปล่า เพราะไม่มีใครยอมละสายตาจากเจ้าน่ะ”

“ชีวิตก็คือละครมิใช่รึ”

ข้าถอนใจ ดูเหมือนว่าข้าคงจะไม่มีทางได้คำตอบที่แท้จริงแน่ “ก็อาจจะใช่สำหรับคนที่ทำตัวเช่นนั้น”

“ ‘ทำตัว’ งั้นรึ เจ้ารู้จักคนดีๆ กี่คนกันเชียว ไม่นับคนที่พร่ำพรรณนาเรื่องศีลธรรมเพื่อสั่งสอนเด็กหรือพวกคนที่ ‘ดี’ จริงๆ นะ ไม่ว่านั่นจะหมายความว่าอะไรก็ตาม”

ช่างเป็นหัวข้อสนทนาที่ประหลาดเสียนี่กระไร ทั้งยังมาจากปากคนที่ประหลาดเพียงนี้อีกด้วย! “ทุกคนที่ข้ารู้จักล้วนมีทั้งสองด้าน บ้างก็ดีมากกว่าร้าย และก็ต่างกันไปในแต่ละวัน” ข้าตอบไปพร้อมใช้ความคิดขณะตาเหม่อมองดูนกที่ส่งเสียงร้องยามบินจากแนวไม้เบื้องหน้าขึ้นไปบนท้องฟ้า “ท่านแม่เคยบอกว่าท่านก็เคยรู้สึกน้อยอกน้อยใจเหมือนใครๆ แต่ท่านได้เรียนรู้ว่าการพยายามเลือกสิ่งที่ถูกต้อง หรือทำตัวเป็นคนดีอย่างที่เจ้าว่า ทำให้ท่านรู้สึกดีในภายหลัง บางทีคนส่วนใหญ่อาจเป็นเช่นนั้นก็ได้ เจ้าไม่รู้จักทาร่า และบางทีข้าก็ไม่รู้จักเหมือนกัน แต่ข้ารู้ว่านางดีกับพวกสัตว์มาก ทั้งที่พวกมันกล่าวชมนางกลับไม่ได้ ข้าคิดว่านางดีกับพวกมันเพราะนางรักพวกมัน”

“ถ้าหากว่าความรู้สึกดีที่ว่าเกิดขึ้นต่อเมื่อได้ทำลายใครสักคนที่เกลียดเท่านั้นเล่า”

“นั่นไม่ใช่ความรู้สึกดี แต่เป็นความสะใจต่างหาก” ข้าตอบทันควัน พอเห็นสายตาเยาะหยันที่เขามองมา ข้าก็รู้สึกว่าหน้าตัวเองแดงก่ำ จึงทำเป็นมองตรงไปยังใบหูที่มีขนรกรุงรังของแม่ม้าที่ข้าขี่อยู่ซึ่งลู่ไปข้างหน้า “อย่างน้อยข้าก็อ่านเจออย่างนั้น พูดอย่างนี้ดีกว่า ข้าไม่เคยรู้จักใครที่รู้สึกดีหลังจาก...”

เสียงนกร้องรึ หูม้าลู่ไปข้างหน้าเพื่อเงี่ยฟัง...

มีอันตรายรึ

ข้าเพิ่งตระหนักว่ามีบางสิ่งผิดปกติก่อนที่ชายสามคนจะวิ่งฝ่าพุ่มไม้ออกมาเพียงอึดใจเดียว พวกเขาเห็นเราในเวลาเดียวกันกับที่เราเห็นพวกเขา และชายสองในสามคนนั้นก็ตรงรี่เข้าหาม้าทันที

จึงขยับกีบเท้าหลบหลีกอย่างว่องไวราวกับม้าแคระภูเขา

ข้ายังหัวหมุนจากการกลิ้งตัวลงจากหลังม้าอยู่ แต่ก็หันไปตามเสียงกระโชกโฮกฮากที่ดังขึ้น แล้วเห็นชายอีกสองคนทะเลาะแย่งม้าอีกตัว ชายคนหนึ่งกำบังเหียนม้าไว้ ขณะที่อีกคนเหวี่ยงดาบไปมาพร้อมตะโกนว่า




 

Create Date : 16 กุมภาพันธ์ 2554
17 comments
Last Update : 16 กุมภาพันธ์ 2554 21:58:20 น.
Counter : 868 Pageviews.

 

ม้าของข้าเต้นหนีพร้อมสะบัดหัวไปมา ชายคนหนึ่งกระชากบังเหียนม้าแล้วกระตุกให้มันหันกลับโดยแรงพร้อมยื่นมืออีกข้างมาหาข้า พอเห็นมือใหญ่ที่มีเล็บสั้นกุดสกปรกใกล้เข้ามา ข้าก็กลิ้งตัวลงจากหลังม้าอย่างที่เคยฝึกกับท่านพี่เมื่อหลายปีก่อน หลังอ่านเรื่องการผจญภัยของนักขี่ม้าจากที่ราบแถบตะวันตก

ข้ายกมือทั้งสองขึ้น และตระหนักว่าชายคนนั้นไม่ได้สนใจข้าแม้แต่น้อย เขาสนใจแต่เพียงม้า เขาพยายามขึ้นคร่อมหลังม้า แต่ม้าของข้าตัดสินใจว่ามันไม่ชอบนายคนใหม่ “...วิ่ง... ฝั่ง... เรือ...”

ข้ารู้ว่าพวกเขาพูดภาษาซาร์เทอร์สำเนียงหนึ่งอยู่ ซึ่งไม่ใช่อย่างที่พูดกันในราชสำนักแห่งไอเดอร์แวน แต่หากตั้งใจฟัง ก็พอจะฟังออก

“เดี๋ยวนี้” อีกคนว่า

ฟลอวิกอยู่ไหนกัน

เขานอนอยู่อีกฟากของลานที่มีหินเกลื่อน โดยมีเท้าของชายถือดาบที่สวมบู๊ตเหยียบอยู่กลางหลัง

“...เงิน” คนที่จับม้าของฟลอวิกไว้พูด จากนั้นทั้งสองก็หันมาถลึงตาใส่ข้า

ข้าละสายตาจากฟลอวิกไปยังชายทั้งคู่ ใบหน้าดุร้ายนั้นบอกข้าว่าพวกเขาอายุประมาณท่านพ่อ แต่สกปรกและกระเซอะกระเซิงยิ่งกว่าข้าเสียอีก ตอนนั้นเองที่ข้านึกออกว่าพวกเขาเป็นโจรป่า หรืออาจจะเป็นอดีตชาวนอร์ซันเดอร์ด้วยซ้ำ และพวกเขาก็ไม่ได้คิดดีกับเราแน่

“ข้าอยากกลับบ้านนน” ข้ากรีดร้องแล้วกำมือขึ้นกดตาสองข้างไว้

“มันพูดอะไรน่ะ” คนหนึ่งถามขึ้น

“ทำให้มันเงียบซะ เดี๋ยวค่อยค้นตัวพวกมันทีหลังก็ได้” อีกคนเค้นเสียงพูดช้าๆ ขณะที่แม่ม้าพยายามสะบัดตัวให้หลุด เขาพูดช้าจนข้าฟังเข้าใจได้

ข้าวิ่งเป็นวงกลม สะดุดเท้าตัวเอง ก้มลงกำดินขึ้นมาจากพื้นพร้อมกับร้องสุดเสียง พลางหวังว่าการที่โจรป่าหนีแปลว่ามีคนไล่ตามพวกเขามา ชายที่ถือดาบยกเท้าขึ้นจากหลังฟลอวิกและย่างสามขุมมาทางข้า แค่นั้นก็เพียงพอสำหรับฟลอวิก เขาลุกขึ้นและสะบัดมีดในมือออกมาในขณะเดียวกับที่ข้าเหวี่ยงแขนโยนดินใส่หน้าของคนถือดาบพอดี

ชายคนนั้นร้องโลั่นอย่างโกรธแค้น และฟาดดาบในมือลงตรงหน้า แต่กว่าจะถึงตอนนั้นข้าก็หมุนตัวอย่างที่ครูฝึกเคยสอนและใช้แรงเหวี่ยงเตะเขาเข้าที่หัวเข่า

เสียงร้องยิ่งดังขึ้น ความโกรธกลายเป็นความเจ็บปวดเมื่อเขาเริ่มเซ ข้าหมุนตัวอีกครั้ง โดยเกือบสะดุดชายกระโปรงตัวเอง แล้วเหวี่ยงข้อเท้าเข้าใส่ท้องเขาจนเขาล้มลงอย่างแรง

พอข้าหันกลับไปอีกครั้ง ม้าทั้งสองตัวก็เป็นอิสระแล้ว ชายถือกระบองนอนอยู่กับพื้นโดยมีเลือดไหลซึมจากคอ ขณะที่อีกคนกำลังเดินวนรอบฟลอวิก ในมือมีมีดที่ดูอันตรายกว่ามีดของฟลอวิกมากนัก

ทั้งคู่หันมาทางข้า

โจรป่าละสายตาจากข้าทันที แต่สายตาของฟลอวิกมองมานานกว่านั้น ตาเขากวาดลงมองชายที่ร้องครวญครางอยู่บนพื้นก่อนจะตวัดขึ้นแล้วเบิกกว้าง เขาก้าวขยับไปด้านข้างอย่างเชื่องช้าและตั้งใจ ข้าเข้าใจความหมายของเขาทันที ข้าก้มลงเอามือปิดหน้าให้โจรป่ามองเห็น แต่ยังแอบดูผ่านร่องนิ้วอยู่

ทันทีที่เขาหันหลังให้ ข้าก็ก้มลงหยิบหินแบนๆ ขนาดกำลังเหมาะมือขึ้นมา และเมื่อฟลอวิกพุ่งเข้าจู่โจม ซึ่งทำให้อีกฝั่งต้องยกแขนขึ้นป้องและแทงกลับ ข้าก็วิ่งเข้าไปฟาดหินเข้าที่กกหูของโจรป่า เขาล้มลงดังตุบ มีดตกกระทบก้อนกรวดดังแกร๊ง

ฟลอวิกกับข้าหายใจหอบถี่ขณะช่วยกันเก็บอาวุธทั้งหมด ซึ่งรวมถึงกระบองนั่นด้วย มือของเขาสั่นแรงพอๆ กับมือข้า

“เจ้าไม่เห็นเล่าเรื่องนี้เลย” เขาเอียงคอ ทิ้งน้ำหนักลงที่ขาข้างหนึ่ง แล้วนิ่วหน้า ข้าไม่ทันเห็นตอนที่เขาสู้กับโจรคนแรก แต่ก็เห็นชัดว่าเขาบาดเจ็บ

“ข้าหวังว่าท่านจะไม่ต้องรู้แบบเจ็บๆ” ข้าย้อนขณะที่ยังหอบฮัก “ท่านพ่อท่านแม่ให้เราฝึกวิชาป้องกันตัวทันทีที่เดินได้...”

คราวนี้เราทั้งคู่ได้ยินเสียงหนึ่งพร้อมกัน เสียงของกีบม้าและพุ่มไม้ถูกเหยียบ

 

โดย: ทินา 16 กุมภาพันธ์ 2554 21:59:23 น.  

 

เราทั้งคู่เงยหน้าขึ้นก่อนจะมองหน้ากัน

ผู้ติดตาม! ใช่พวกของข้าหรือเปล่านะ

เพียงครู่เดียวม้าสี่ตัวก็ควบฝ่าดงเฟิร์นซึ่งอยู่อีกฟากของลานดินฝุ่นตลบเข้ามาแล้วหยุดกึก ข้าเงยหน้าขึ้น หวังว่าจะได้เห็นหมวกเหล็กและเครื่องแบบของหน่วยตระเวนชายแดน ซึ่งก็ได้เห็นดังนั้นจริง แต่เมื่อมองไปเห็นชายคนที่สี่ ข้าก็ได้แต่ยืนจ้องอ้าปากค้างเพราะข้าจำผมสีทองแซมเงินของท่านพ่อได้ ดวงตาสีเทาของท่านเบิกกว้างอย่างตกใจก่อนจะหรี่ลง

“พวกมันอยู่นี่พะย่ะค่ะ” ทหารม้านายหนึ่งตะโกนขึ้น “ทั้งสามคนเลย กับ...” ชายหนุ่มวัยไล่เลี่ยกับท่านพี่ยืดตัวขึ้น และจ้องชุดกระโปรงยาวสีชมพูของข้าที่ประดับด้วยหย่อมโคลนและคราบแบล็กเบอร์รี่ตาค้าง

“ข้าขอแนะนำให้เจ้ารู้จักลูกสาวข้า เจ้าหญิงเอเลสตรา” ท่านพ่อว่าและยิ้มนิดหนึ่งขณะลงจากหลังม้า

ทหารม้าทั้งหมดต่างจ้องข้านิ่งก่อนจะถามขึ้นว่า “นั่นฝีมือท่านหญิงหรือขอรับ” ทหารนายหนึ่งถามขึ้น มือที่สวมถุงมือชี้ไปยังชายที่ร้องครวญครางอยู่ ส่วนอีกสองคนนั้นนอนแน่นิ่ง คนหนึ่งยังหายใจอยู่ แต่อีกคนไม่แล้ว

“ข้า... เอ่อ...” ข้ามองไปรอบๆ อย่างทำอะไรไม่ถูก ข้าเห็นม้าสองตัวที่ยังสะบัดหางอย่างหงุดหงิด อาวุธของโจรป่าที่ตกอยู่บนพื้น และ...

และเห็นใบหน้าขาวซีดอยู่หลังพุ่มไม้อีกฟากของลานดิน ข้าจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีทองของฟลอวิกอยู่ชั่วขณะหนึ่ง มันช่างเป็นช่วงเวลาที่เนิ่นนานและแปลกประหลาดเหลือเกิน ในที่สุดข้าก็เบือนหน้าหนี ถอนใจยาวแล้วตอบว่า “เอ่อ ใช่ แต่ส่วนใหญ่เป็นอุบัติเหตุน่ะนะ” ข้าเริ่มพล่ามด้วยเสียงสูงปรี๊ด ทำไมตาของข้าถึงร้อนผ่าวและลำคอถึงตีบตันอย่างนี้นะ ข้าปลอดภัยแล้วนี่! “คือว่า พวกมันต้องการม้าของข้า เลยทะเลาะกัน แล้วก็...”

“ไม่ต้องพูดให้มากหรอก” ท่านพ่อพึมพำแล้วกอดข้าไว้ ข้าซบไหล่ท่านพ่อ เนื้อตัวสั่นระริก

ก่อนที่ใครจะทันขยับตัวหรือพูดอะไรอีก เสียงกีบเท้าม้าอีกชุดก็ดังขึ้น แต่คราวนี้มาจากทางเดินเกวียน เราทุกคนเงยขึ้นมอง (ทหารม้าตระเวนชายแดนยกมือขึ้นแตะอาวุธ ท่านพ่อยังกอดข้าอยู่ แต่ข้ารู้สึกได้ว่าลมหายใจของท่านขาดห้วงไป) และกองทหารรักษาวังในเครื่องแบบสีน้ำเงินและเกราะโซก็ชักม้าเข้ามาอย่างเป็นระเบียบ โดยมีท่านแม่นำหน้า!

“เจ้าอยู่นี่เอง!” ท่านแม่ร้องแล้วดึงม้าให้หยุด จากนั้นความโล่งใจก็เปลี่ยนเป็นความประหลาดใจ “แดนริก”

“เมล เราตามล่าโจรสามคนนี้มาจากอีกฟากของแม่น้ำ” ท่านพ่อบอก ข้าได้ยินแววยิ้มในน้ำเสียงของท่านเมื่อชี้ไปที่โจรป่า “เจ้าคงจะมาด้วยภารกิจเดียวกันสินะ”

“เอเลสตรา... ฟลอวิก...” ท่านแม่พูดทั้งที่ยังอยู่บนหลังม้า ท่านกำหมัดท้าวสะเอวไว้แล้วถลึงตาไปรอบๆ”เจ้าเมรินดาร์ขี้ฉ้อจอมโกหกนั่นหายไปไหนแล้ว”

ท่านพ่อหัวเราะแล้วพูดว่า “ข้าพอจะเห็นแล้วว่ายังมีคำถามที่ต้องการคำตอบอีกมาก ข้าว่าเราพักการสนทนาแลกข่าวไว้จนกว่าจะไปถึงสถานที่ที่สบายกว่านี้ดีกว่า ระหว่างนี้...” ท่านพ่อสั่งการโดยเร็ว และพวกโจรป่าก็ถูกนำตัวไปทาง ขณะที่ม้าไถนาตัวโตทั้งสองถูกนำไปอีกทาง

ทหารที่ไม่ได้รับคำสั่งให้คุมตัวพวกโจรป่าถอยไปจัดขบวนอยู่ด้านหลัง และท่านพ่อก็ดึงตัวข้าขึ้นบนม้าศึกตัวใหญ่ที่ขี่มา “ข้าสกปรกมากเลยนะเพคะ” ข้าเตือนก่อนจะอดใจไม่ไหวแล้วหันหน้ากลับไปในที่สุด เพื่อดูว่าฟลอวิกยังอยู่หรือไม่

เขาไม่อยู่แล้ว

แต่ข้ายังมองเห็นสายตาคู่นั้น สายตาที่ทำให้หัวใจหยุดเต้น สายตาที่เขามองมายังข้า ราวกับเขายังยืนอยู่ตรงหน้า

“พ่อไม่เป็นไรหรอก” ท่านพ่อพูดกลั้วหัวเราะ

 

โดย: ทินา 16 กุมภาพันธ์ 2554 22:00:15 น.  

 

แน่ล่ะว่าท่านแม่รอไม่ไหว ขณะที่ม้าตัวโปรดของท่านเต้นเหยาะๆ ทักทายม้าของท่านพ่อด้วยการพ่นลมทางจมูกและกระดิกหู ท่านแม่ก็ถามว่า “เกิดอะไรขึ้นกันแน่ เอเลสตรา พวกคนรับใช้เสียสติกันไปหมดตอนเดินเข้าไปทำความสะอาดท้องพระโรงตอนรุ่งสางแล้วพบว่าต้นไม้หายไปแล้ว จากนั้นสาวใช้ของเจ้าก็วิ่งมาทุบประตูห้องแม่บอกว่าเจ้าไม่อยู่ในห้อง ตอนที่หน่วยค้นหานายหนึ่งพบริบบิ้นของเจ้า แม่คิดว่าเรื่องร้ายแรงที่สุดได้เกิดขึ้นแล้ว และเด็กสาวที่โรงเตี๊ยมในริเวอร์ทาวน์ก็ถูกนำตัวเข้ามาเล่าเรื่องท่านหญิงนางหนึ่งกับชายหนุ่มผมทองที่มุ่งหน้าไปยังมาร์ดการ์”

“ท่านแม่ขี่ม้าไปจนถึงมาร์ดการ์แล้ววกกลับมาทางเหนือหรือเพคะ” ข้าถามคำถามข้อหนึ่งในหลายข้อที่วนเวียนอยู่ในความคิดราวกับแมงเม่าเล่นไฟ

“ไม่ใช่อยู่แล้ว” ท่านแม่ร้องอย่างเคืองๆ”เรากำลังพูดถึงฟลอวิกอยู่นะ แม่ส่งคนไปมาร์ดการ์เผื่อไว้ก็จริง แต่แม่เชื่อว่าถ้าเขาเอ่ยถึงท่าเรือทางใต้ก็แปลว่าตั้งใจมุ่งหน้าขึ้นเหนือแน่ และแม่ก็คิดถูก”

“แต่... ท่านแม่ตามมาถูกทางได้ยังไงคะ”

“ที่จริงแม่ก็ไม่ได้ตามมาถูกหรอก แต่หมู่บ้านทางตะวันออกของที่นี่เรียกเราไว้ และแจ้งว่าถูกชายสามคนบุกปล้นเมื่อเช้า ส่วนร่องรอยของพวกเจ้าก็หายไปได้พักใหญ่แล้ว...” ท่านแม่ชะงักไปแล้วขมวดคิ้วมองท่านพ่อ “ท่านตามล่าสามคนนั้นอยู่รึ”

“ตามมาสองวันแล้ว” ท่านพ่อตอบ “พวกนั้นเป็นโจรป่ากลุ่มสุดท้ายที่ออกปล้นสะดมหมู่บ้านสองฟากชายแดนตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิ ดูเหมือนพวกมันฉลาดพอที่จะหลบเราได้มาตลอดจนเอเลสตราตัดสินใจยื่นมือเข้าช่วย”

ข้ารู้สึกว่าใบหน้าของตัวเองร้อนผ่าว

ท่านแม่หันมาหาข้า “แม่เดาว่าฟลอวิกทิ้งลูกทันทีที่ได้กลิ่นแม่น้ำใช่ไหม” ท่านแม่ชี้ไปยังทิศตะวันตก ข้าเพิ่งรู้ว่าเราอยู่ใกล้ชายแดนเพียงใด และตระหนักว่าเราควบม้าเลาะแนวชายแดนมาตั้งแต่เช้าแล้ว

เพราะเหตุใดกัน

ข้าพึมพำอะไรไม่เป็นศัพท์ไปแทนคำตอบ และท่านแม่ก็ถอนใจยาว “แม่อุตส่าห์คิดคำด่าเจ็บๆ แสบๆ ไว้ให้หูสวยๆ ของเขาฟังแล้วแท้ๆ แต่กลับไม่มีใครได้ฟังเลย!”

“ไว้เจ้าค่อยด่าให้เราฟังตอนไปถึงค่ายที่คาลน่าแล้วก็ได้” ท่านพ่อตอบ “อย่าปล่อยให้เสียเปล่าเลย”

ท่านแม่อ้าปากจะพูด ละสายตาจากข้าไปหาท่านพ่อแล้วปิดปาก เลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะหัวเราะออกมา “และท่านจะได้ฟังแน่ เอาอย่างนี้ดีกว่า ข้าจะล่วงหน้าไปดูให้แน่ใจว่าเราจะมีอาหารดีๆ ทาน ไม่ใช่แค่ซุปของค่าย”

พวกท่านทำอย่างนั้นได้อย่างไรกัน ตั้งแต่เกิดมา ข้าก็เห็นท่านทั้งสองเพียงแค่สบตา ไม่เห็นได้เอ่ยคำใด แต่กลับสื่อสารกันได้เข้าใจ ข้าถอนใจเมื่อท่านแม่เดาะลิ้นสั่งให้ม้าทะยานไปข้างหน้าและโบกมือสั่งให้ผู้ติดตามครึ่งหนึ่งตามไปด้วย

 

โดย: ทินา 16 กุมภาพันธ์ 2554 22:01:05 น.  

 

ท่านพ่อเงียบรอจนกระทั่งเราเลี้ยวออกจากทางเดินเกวียนเข้าถนนใหญ่ที่ปูด้วยหินกรวดอย่างดี

“พ่อคิดว่าเจ้าคงมีเหตุผลที่ปล่อยเขาไปสินะ” ท่านพ่อพึมพำ

ยังจำที่ข้าเคยเขียนเรื่องหนามกุหลาบได้ไหม ตอนนี้ข้ารู้สึกเช่นนั้นอีกแล้ว เจ็บแปลบและเย็นวาบไปทั้งตัว

“ท่านพ่อเห็นเขาหรือเพคะ” ข้าถามไป

“พ่ออาจจะแก่แล้ว แต่ก็ไม่ได้เลอะเลือนจนมองไม่เห็นผมยาวสีทองอร่ามหลังพุ่มเฮมล็อกหรอกนะ หรือรอยรองเท้าแบบที่ใส่กันสมัยพ่อยังหนุ่ม”

“แต่ท่านพ่อไม่เห็นพูดอะไรเลย” ข้าพึมพำ หน้าแดงก่ำอีกครั้ง

“พ่อเชื่อว่าลูกคงมีเหตุผลของลูก เกิดอะไรขึ้นรึ”

ข้าเล่าให้ท่านพ่อฟังขณะที่เราขี่ม้าทอดฝีเท้าไปยังคัลน่า เราเห็นหอคอยอยู่ลิบๆ เหนือยอดไม้ทางตะวันออก ท่านพ่อคงให้สัญญาณหน่วยตระเวนชายแดน เพราะพวกเขาถอยไปอยู่ในระยะที่ห่างเกินจะได้ยินเรา

พอเล่าจบ อารมณ์มากมายที่ข้ากลั้นเก็บไว้ในวันนั้นก็พรั่งพรูออกมาจนหมด ทิ้งไว้เพียงความเหนื่อยและหิว ดวงตาข้าร้อนผ่าว และลำคอก็ตีบตันอีกครั้ง น้ำตางั้นรึ ไม่มีทางหรอก! เอเลสตราผู้แสนดี เจ้าหญิงคนกล้า ไม่มีทางเสียล่ะ!”

“ข้าไม่รู้ว่าทำไมถึงทำอย่างนั้น” ข้าพูดออกมาในที่สุด พลางใช้ชายเสื้อสกปรกซับดวงตาที่ร้อนผ่าว “มันแค่... รู้สึกถูกต้อง”

ท่านพ่อเงียบไปพักหนึ่งขณะเราควบม้าเหยาะๆ มุ่งหน้าไปยังตัวเมือง ท่านแม่ อาหารดีๆ และอะไรสักอย่าง... อะไรก็ได้... ให้ข้าใส่ที่ดีกว่าชุดน่าเกลียดนี่

ท่านพ่อลูบแก้มข้าด้วยนิ้วโป้งที่ด้านแข็งก่อนจะพึมพำว่า “ในชีวิตของพ่อเอง ก็มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ไล่ล่านักโทษหลบหนีเข้าไปในเมืองริมน้ำ และเลือกที่จะขี่ม้าผ่านไป มันรู้สึกถูกต้องในเวลานั้น ดูเหมือนว่าสัญชาตญาณจะเป็นเครื่องนำทางที่ดีกว่า... เอ่อ... ความจำเป็นของเหตุการณ์ในขณะนั้น”

“ท่านพ่อ” ข้าหันไปทำหน้าบูด “ท่านกำลังพูดถึงท่านแม่นี่เพคะ”

ท่านพ่อยิ้ม

“ท่านพ่อคงไม่ได้หมายความว่าข้าทำแบบนั้นเพราะ... เพราะชอบเขาหรอกนะเพคะ”

“ไม่หรอก ไม่มากไปกว่าพ่อในตอนนั้น เพียงแต่มันดูยุติธรรมและถูกต้องที่จะให้โอกาสนักโทษของพ่อเป็นอิสระสักครั้ง”

ข้าถอนใจ “แต่ถ้าเขาไปทำเรื่องร้ายกาจเข้า มันจะไม่กลายเป็นความผิดของข้าหรือเพคะ”

คราวนี้ท่านพ่อเงียบไปนานกว่าเดิมก่อนจะตอบ กำแพงเมืองปรากฏให้เห็นแล้ว และสองข้างทางก็ขนาบด้วยทุ่งข้าวโพดสุกและยอดข้าวบาร์เลย์ ท่านพ่อเอ่ยออกมาในที่สุดว่า “พวกเมรินดาร์ไม่เคยมีชื่อเสียงในด้านอารมณ์ขัน จิตใจอันดีงาม น้ำใจอันกว้างขวาง หรือความตั้งใจที่จะมองโลกนี้อย่างเที่ยงธรรม และยึดถือสิ่งเหล่านั้น”

“เพคะ” ข้าตอบพลางสงสัยว่าท่านพ่อหมายถึงอะไร ก่อนจะต้องหน้าแดงอีกครั้ง

“ท่านพ่อหมายถึงข้า”

“พ่อเข้าใจว่าเขาอยู่กับเจ้าทั้งวัน ทั้งที่จะข้ามชายแดนไปตั้งแต่รุ่งสางก็ได้”

“แต่เราทะเลาะกันเกือบตลอด”

ท่านพ่อหัวเราะแล้วกอดข้าแน่นชั่วขณะหนึ่ง เหมือนอย่างที่เคยทำตอนข้ายังเล็กและร้องขอขึ้นม้าไปด้วย แล้วท่านพ่อก็พูดว่า “เจ้ารู้ไหมว่าเมื่อมนุษย์เราค้นพบความงามเข้า เรามักจะเกาะเกี่ยวสิ่งนั้นไว้ แม้ในทีแรกเราจะยังไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคือความงามก็ตาม”

ความงาม ท่านพ่อว่าอย่างนั้น

ท่านพ่อหมายความเช่นนั้นจริง หรือเพียงแต่ปลอบใจข้ากันแน่

ข้าไม่รู้ แต่ตอนนี้ข้ากลับถึงบ้านแล้ว และทุกสิ่งก็กลับไปเป็นปกติ (พวกเขารอข้ากลับไปเล่นละคร และตอนนี้ข้าก็กำลังยุ่งกับการท่องบทเจ้าชายผู้กล้าหาญ) แต่ข้าก็ยังคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่ตลอด

แต่ข้าจะไม่นั่งคร่ำครวญอยู่ริมหน้าต่าง หรือเฝ้ามองถนนทิศเหนือหรอกนะ

เพราะข้ารู้ว่าเขาจะกลับมา

--- จบ ---

 

โดย: ทินา 16 กุมภาพันธ์ 2554 22:01:30 น.  

 

ขอบคุณมากๆจากใจค่ะที่เอามาลงให้อ่าน เคยได้อ่านที่เว็บบอร์ดของบลูเบลล์ พอกลับไปปรากฏว่าหายไปแล้ว เศร้ามากๆเลยค่ะ คิดอยู่ว่าจะไปหาอ่านจากที่ไหนดี จะอ่านจากภาษาอังกฤษเลยก็ไม่ถนัด ดังนั้นต้องขอบคุณจริงๆค่ะ -- เป็นแฟนผลงานของคุณลมตะวันนะคะ พอเห็นหนังสือเรื่องอื่นๆเป็นคุณลมตะวันแปลก็ซื้อทันทีเลยค่ะ เคยไปขอลายเซ็นที่งานหนังสือด้วย -- ต้องขอบคุณมากๆที่แปลเรื่อง 'มงกุฎจันทรา' ออกมาได้ดีขนาดนี้ให้ได้อ่านนะคะ หนังสือเรื่องนี้เคยช่วยเป็นกำลังใจให้ช่วยผ่านพ้นวันที่มีความทุกข์ใจ เป็นที่พักพิงรักษาหล่อเลี้ยงจิตใจให้ยังคงมีความหวังสำหรับวันพรุ่งนี้ เป็นดั่งแรงบันดาลใจให้มีหวังและยังคงตามความฝันต่อไป --ขอบคุณที่แปลหนังสือเล่มนี้ ทำให้ได้ท่องไปในอาณาจักรแห่งจินตนาการที่มหัศจรรย์แห่งนี้ รักเมเลียร่าและวิแดนริกมากค่ะ 'มงกุฎจันทรา'จะเป็นหนังสือในดวงใจตลอดไป ^///^

 

โดย: Darkness Lamps IP: 58.8.230.198 18 มิถุนายน 2554 5:07:51 น.  

 

ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ

หาอ่านตอนพิเศษ มานานแล้วค่ะ

ชอบเรื่องนี้มากๆ เลยล่ะค่ะ

พอซื้อไปอ่าน ก็แนะนำให้เพื่อนอ่าน
พอเพื่อนอ่านแล้ว เพื่อนก็บอกว่า เรื่องนี้ไม่ซื้อเก็บไม่ได้แล้ว

พอรู้ว่ามีตอนพิเศษก็อยากอ่านมากๆ เลยล่ะค่ะ
ตอนนี้ก็ได้อ่านสมใจ ขอบคุณมากๆ เลยนะคะ

^^

 

โดย: chola IP: 58.11.236.219 5 กรกฎาคม 2554 20:24:28 น.  

 

ขอบคุณทุกคนที่แวะเข้ามามากๆ ค่ะ ดีใจมากเลยที่ได้เป็นกำลังใจและสร้างความสุขให้ทุกท่าน

ถ้าไม่เป็นการรบกวนจนเกินไป ทิ้งเมลไว้หน่อยนะคะ คืออาจจะแปลเรื่องแถมอื่นๆ ในซีรี่ย์นี้อีก (คราวนี้เป็นเรื่องของลูกชายเมลกับแดนริกบ้าง) จะได้ชวนมาอ่านถูกน่ะค่ะ ^^

 

โดย: ทินา IP: 14.207.167.166 16 กรกฎาคม 2554 20:26:51 น.  

 

ย้อนกลับมาที่บล็อคนี้อีกครั้งเพราะคิดถึงเรื่องราวของ 'มงกุฎจันทรา' ไม่คิดว่าจะได้มาเจอข่าวที่น่าดีใจมากๆว่า มีตอนพิเศษอื่นๆ อย่างเรื่องของลูกชายเมลกับแดนริก เลยค่ะ ไม่เคยรู้มาก่อนเลย ไม่เป็นการรบกวนแต่อย่างใดเลยค่ะ ฝ่ายนี้ต่างหากที่ได้รับความกรุณาให้อ่านผลงานแปลของคุณลมตะวัน คิดถึงเมลและแดนริกมากๆค่ะ ขอบคุณมากๆจากใจค่ะสำหรับการแบ่งปัน ^///^

darknesslamps@gmail.com

 

โดย: Darkness Lamps IP: 58.8.156.151 29 กรกฎาคม 2554 5:03:23 น.  

 

อยากรบกวนถามอ่าค่ะว่า นิยายเรื่องอื่นๆของ Sherwood Smith คุณทินาได้เคยแปลไว้บ้างหรือเปล่า แล้วมีเรื่องไหนสนุก น่าประทับใจเหมือนมงกุฎจันทราหรือเปล่าคะ ชอบเรื่องแนวนี้มากๆเลยค่ะ อยากอ่านอีกเยอะๆ ^ ^ หากไม่เป็นการรบกวนกรุณาแนะนำหนังสือแนวนี้ให้หน่อยนะคะ เป็นหนังสือภาษาอังกฤษที่ยังไม่มีการแปลก็ได้ค่ะ เพราะรู้สึกว่าจะชอบหนังสือแนวเดียวกับคุณทินาเลย อย่างเรื่อง 'จอมโจรยูเจนิดิส' ก็ด้วย อยากสัมผัสบรรยากาศอันอบอุ่นของแฟนตาซีดีๆที่จับใจอีกหลายๆเรื่องค่ะ หนังสือดีๆนี่เหมือนเป็นน้ำพุแห่งวัยเยาว์ของจิตใจเลยนะคะ เป็นพลังและยาบำรุงรักษาให้แก่จิตใจ ขอบคุณบล็อคนี้มากๆค่ะทำให้รู้สึกเหมือนได้พบเพื่อน ^///^

darknesslamps@gmail.com

 

โดย: Darkness Lamps IP: 58.8.156.151 29 กรกฎาคม 2554 5:45:28 น.  

 

ลมตะวันมีเพจ fb แล้วนะคะ เสิร์ชหาด้วยคำว่า "ลมตะวัน" ได้เลย หวังว่าจะได้ต้อนรับที่โน่นนะคะ ^^

 

โดย: ทินา 9 กันยายน 2554 23:32:58 น.  

 

Love it very very much ka. Keep on producing these good book na ka.

 

โดย: Leelaya IP: 125.24.120.250 5 ตุลาคม 2554 8:05:21 น.  

 

Iamtaayja@hotmail.com

ฝากเมลไว้ด้วยเผื่อได้อ่านเรื่องอื่นๆ เดี๋ยวจะแวะไปเยี่ยมในเฟสนะคะ^^

 

โดย: พนาศิลป์ IP: 125.26.116.108 13 ตุลาคม 2554 11:33:10 น.  

 

ชอบเรื่องนี้มากๆเลยค่ะ ขอบคุณนะคะพี่เอามาให้อ่าน

ทิ้งเมล์ไว้ค่ะ เผื่อจะได้รู้ข่าวคราวลูกชายของทั้งคู่ ^^

Princess_poo_LOTR@hotmail.com

 

โดย: กะทิ IP: 223.204.120.55 25 ตุลาคม 2554 12:15:31 น.  

 

ชอบเรื่องนี้มากค่ะ เป็นแนวที่ชอบมาก ขอฝากเมลไว้ด้วยนะคะ

maeling_fowl@hotmail.com

 

โดย: KKdreamer IP: 202.28.62.245 5 ธันวาคม 2554 22:54:49 น.  

 

หลังจากซื้อเรื่องนี้มานานแสนนาน ก็ขุดขึ้นมาอ่านอีกครั้ง
แล้วตัดสินใจว่าจะค้นเน็ตหาฟิคหรืออะไรสักอย่างอ่านต่อ
จนเปิดมาเจอบล็อกนี้เข้าให้
ขอบคุณสำหรับนิยายดีๆนะคะ
เรื่องนี้เป็นหนึ่งในหนังสือที่ดีที่สุดเท่าที่เคยอ่านมาเลยค่ะ ^^
ปล.อยากอ่านเรื่องสั้นอื่นๆของเรื่องนี้ต่อด้วยค่ะ
nox_houseki@hotmail.co.th

 

โดย: Nonoka IP: 58.8.105.196 10 ธันวาคม 2554 19:31:16 น.  

 

ขอบคุณมากๆเลยนะค๊ะ ที่แปลหนังสือเล่มนี้ออกมาให้เป็นหนังสือที่จะอยู่ในใจไปตลอดกาลค่ะ
ไม่รุว่าฝากตอนนี้จะทันไหม แต่ก็อยากรู้เรื่องราวของพวกเค้าต่อไปค่ะ
pandoraheart_itad@hotmail.co.th

ขอบคุณมากๆอีกครั้งค่ะ ^ ^

 

โดย: In IP: 171.7.239.37 15 พฤษภาคม 2555 0:01:14 น.  

 

แวะกลับมาฝากเมล์ค่ะ

chola_poa@hotmail.com

ขอบคุณค่ะ (^o^)

ป.ล. เป็นแฟนเพจแล้วนะคะ ^^

 

โดย: chola IP: 14.207.175.128 15 พฤษภาคม 2555 21:57:38 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


ทินา
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




หลังไมค์เชิญทางนี้จ้า
Friends' blogs
[Add ทินา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.