คิดดี พูดดี ทำดี เพื่อโลกที่ดีของเรานะคะ
Group Blog
 
 
กุมภาพันธ์ 2555
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
26272829 
 
8 กุมภาพันธ์ 2555
 
All Blogs
 
ทริปนี้..อินเดีย..แสวงบุญ สังเวชนียสถาน 4 ตำบล

สวัสดีมิตรรักแฟนเพลงทุกท่านอีกครั้งค่ะ ห่างหายจากการนำทัวร์ไปซะนาน ขณะนี้พอมีเวลาว่างหายใจหายคอได้บ้าง จึงขอนำท่านออกจากบ้าน บินไกลไปอีกครั้ง คราวนี้เป็นการ "ทัวร์ได้ธรรม" นะคะ คือทริปจาริกแสวงบุญ สังเวชนียสถาน 4 ตำบล อินเดีย-เนปาลค่ะ

ทริปนี้ต้องตั้งใจทำบล็อคเป็นพิเศษ เพราะไม่ได้เล่น ๆ ชิลล์ ๆ เหมือนทริปก่อน ๆ ความรู้ที่ได้จากทริปนี้อ้างอิงกับพุทธประวัติด้วย ก็จะพยายามอย่างดีที่สุดค่ะ

ทริปนี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม 2553 (ต๊าย..เกือบสองปีแล้วนะเนี่ย) บิ๊กกลับจากสิงคโปร์แล้วก็ไปอินเดียต่อเลย ทั้งสองประเทศจึงเหมือนสองโลกที่ช่างแตกต่างกันมาก ประเทศแรกก็วัตถุสุด ๆ ประเทศหลังก็ธรรมชาติสุด ๆ

บิ๊กไปอินเดียกับพระอาจารย์จากวัดทองเนียม ไปกับคุณแม่และเพื่อนคุณแม่ด้วย มีความสุขและอิ่มบุญมาก ๆ ค่ะ เพื่อนร่วมทริปก็น่ารักทุกท่านเลย

เอาล่ะ ไขข้อข้องใจแรก ทำไมพระพุทธเจ้าจึงทรงเลือกอินเดียเป็นที่ใช้ชีวิตของพระองค์ พระอาจารย์บรรยายว่า เพราะทรงเล็งเห็นแล้วว่า แม้เวลาจะเปลี่ยนไปกี่พันปี อินเดียจะยังคงความเป็น "พุทธกาล" ได้ดีที่สุด อินเดียเมื่อ 2,600 ปีที่แล้วเป็นอย่างไร ปัจจุบันก็แทบไม่มีความแตกต่าง คนรุ่นเราเมื่อได้ไปเห็น ก็จะซาบซึ้งในพุทธประวัติมากขึ้น และนึกภาพออกถึงสิ่งแวดล้อมในครั้งพุทธกาล คิดดูสิคะ หากพระองค์เลือกลอนดอนหรือปารีส แล้วเราไปเยือนปารีสเวลานี้ ต่อให้ไกด์บรรยายเก่งขนาดไหน ภาพที่ประจักษ์ต่อสายตาเราจริงๆ คงทำให้เราเห็นภาพพุทธกาลไม่ได้เลย

หลายท่านอยากรู้ว่า "อินเดียเป็นอย่างไร" ภาพแทนคำพูดได้ล้านคำ ไปดูกันเลยดีกว่าค่ะ







รถแท็กซี่ แผงขายผักในตลาด แผงขายถั่ว วัวเดินอยู่ทั่วไป แต่ที่บิ๊กชอบมากก็คือ แม่ค้าใส่สาหรีขายโรตี บิ๊กว่าเค้าสวยมากเลยค่ะ เหมือนกำลังแสดงหนังอยู่เลย คราวนี้พามาดูเด็ก ๆ กันบ้าง ทั้งคนเด็ก และแพะเด็ก น่ารักดีนะคะ





ที่ผ่านมาคือเด็กชาวบ้านนะคะ มีเด็กอีกกลุ่มหนึ่งคือน้อง ๆ ขอทาน ที่จะมารอหน้าโรงแรมและประตูรถบัสเสมอ พร้อมเรียกเราว่า "มหาราณี มหาราชา" รู้สึกปลื้มจังเลยค่ะ



ทีนี้มาดูไกด์คนเก่งของเรา คุณธรรมราช พร้อมด้วยรถบัสเปิดท้ายอย่างทีเ่ห็น



สิ่งที่สนุกที่สุดของทริปอินเดีย ถามใครก็คงตอบเหมือนกัน นั่นคือ "การเข้าห้องน้ำ" ค่ะ เป็นห้องน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะปราศจากกำแพงกั้น คณะทัวร์ของเราจึงมีตัวช่วย เป็นกระโจมสีฟ้านี่แหล่ะค่ะ เข้าได้ทีละคน แล้วทำธุระกันคนละมุมของเต๊นท์ พอครบ 4 มุม 4 คน คนต่อไปก็ย้ายกระโจมไปฐานที่ตั้งใหม่ เพื่อให้อีก 4 คนถัดไปได้ใช้บ้าง แรก ๆ เหนียมค่ะ ต้องอาศัยกระโจมเท่านั้น แล้วก็ต้องเดินไปซะไกลเชียว วันหลัง ๆ ไม่ต้องอาศัยเครื่องมือแล้ว เปิดก้นกันข้างรถบัสเลยค่ะ หนุกหนานสุด ๆ



เอาละ..สำหรับผู้ที่เตรียมศรัทธาในพระุพุทธองค์ไว้เรียบร้อยแล้ว บิ๊กจะพาไปธรรมยาตรากันเลยนะคะ การเรียงลำดับจะเป็นดังนี้ พุทธคยา(ตรัสรู้)-->กุสินารา(ปรินิพพาน)-->ลุมพินี(ประสูติ)-->พาราณสี(แสดงปฐมเทศนา) ค่ะ สังเวชนียสถานทั้งสี่ตำบล ตั้งอยู่ในตอนเหนือของอินเดียและต่อเนื่องไปยังเนปาลค่ะ ลองเดาดูซิว่า อากาศเป็นอย่างไร เดาไม่ถูก ดูการแต่งกายของพวกเราได้

พาทุกท่านมานมัสการต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่พุทธคยา อันเป็นสถานที่ตรัสรู้กันก่อนเลยนะคะ ท่่านจะได้เห็นพุทธคยามหาเจดีย์ ตอนที่ถ่ายรูปนี้บิ๊กยิ้มอย่างกว้างเลยนะคะ



แต่แล้วก็เพิ่งระลึกได้ว่า คาดจมูกอยู่นี่นา จะยิ้มไปทำไมเนี่ย ว่าแล้วเลยได้เผยรอยยิ้มให้เห็นกัน มีรูปคุณแม่ด้วย





ด้านในพุทธคยามหาเจดีย์ เป็นที่ประดิษฐานของพระุพุทธเมตตา ซึ่งชื่อของท่านนั้นมีความหมายสมบูรณ์ในตัว ด้านหลังพระเจดีย์คือต้นพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งเราได้มีโอกาสสวดมนต์ที่โคนต้นของท่าน ไปพร้อม ๆ กับพระสงฆ์จากธิเบต ซึ่งบางรูปก็จับจองที่เพื่อทำอัษฏางคประดิษฐ์







พระอาจารย์ชัยชาญ ซึ่งเป็นมัคคุเทศก์ ให้ความรู้กับพวกเราค่ะ



สถานที่ต่อไป อยู่ไม่ไกลกันนัก คือ บ้านนางสุชาดา อุบาสิกาผู้ถวายข้าวปายาส มื้อก่อนการตรัสรู้ของพระพุทธองค์นั่นเอง ที่นี่คณะของเราได้ถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึกค่ะ



หลังจากพระพุทธองค์เสวยข้าวมธุปายาสจากนางสุขาดาแล้ว ก็ได้เสด็จไปทรงลอยถาดทองที่ท่าสุปปติฎฐะ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา



ท่านคงสงสัยว่า "ไหนล่ะแม่น้ำ" นี่ล่ะค่ะ..ลานทรายที่ท่านเห็นนี่แหล่ะคือแม่น้ำ และบิ๊กถ่ายรูปนี้ตอนยืนอยู่ที่ท่าสุปปติฏฐะ เห็นเจดีย์พุทธคยาอยู่ฟากโน้นมั๊ยคะ คืองี้ค่ะ..ดินในอินเดียเป็นดินทราย เพราะฉะนั้น น้ำจะซึมลงไปใต้ดินเร็วมาก แต่พอฝนตกหนักหน่อย ก็จะเ่่อ่อขึ้นมาเป็นแม่น้ำเร็วมากเช่นกัน ดังนั้นเมื่อคราวทรงลอยถาด คงมีน้ำเต็มแม่น้ำ แต่หลังจากลอยถาดแล้ว น้ำคงเหือดแห้งไป ท่านจึงทรงพระดำเนินข้าม(ก้น)แม่น้ำเนรัญชรา ไปยังโคนต้นพระศรีมหาโพธิ์ฟากตรงข้าม และตรัสรู้ ณ ที่นั้นเอง

จากบ้านนางสุชาดามาที่ท่าสุปปติฎฐะ เราใช้วิธีเดินลัดเลาะไป จึงได้เห็นบ้านชาวอินเดียที่แมะฝาบ้านด้วยขี้วัวตากแห้ง ซึ่งพอแห้งแล้วเค้าก็นำไปทำเชื้อเพลิงได้ เดินผ่านสวนผัก และทุ่งมัสตาดกับลอมฟางแบบอินเดีย





วันรุ่งขึ้นเป็นวันแห่งการจาริกในแคว้นมคธ อันมีนครราชคฤห์เป็นเมืองใหญ่ ปกครองโดยพระเจ้าพิมพิสาร ผู้มีราชบุตรคือพระเจ้าอชาตศัตรู เมืองนี้มีความสำคัญคือ เป็นเมืองแรกที่พระพุทธองค์เลือกประดิษฐานพระพุทธศาสนา ด้านภูมิศาสตร์ก็มีปราการธรรมชา่ติเป็นภูเขา 5 ลูก และวันนี้คณะของเราก็จะจารึกเดินขึ้นเขาลูกที่ชื่อว่า คิชกูฎ อันเป็นที่ตั้งของมุลคันธกุฎีของพระพุทธเจ้า เราไปขึ้นเขากันเลยค่ะ



ระหว่างทางพบโยคี ซึ่งเห็นได้ทั่วไป และผ่านชะง่อนผาที่พระเทวทัตกลิ้งหินลงหวังสังหารพระพุทธองค์



ผ่านถ้ำสุกรขาตา แปลว่า ถ้ำรูปเหมือนคางหมู หรือ ถ้ำหมูขุด ที่พักของพระสารีบุตรนั่นเอง



เมื่อขึ้นถึงยอดเขาก็ได้นมัสการพระุมูลคันธกุฏี ที่ประทับของพระพุทธองค์ ภาพนี้พวกเราเข้าไปจุดธุปเทียนสักการะกันค่ะ จึงเต็มไปด้วยญาติโยม



ในบริเวณใกล้กัน คือ คุกที่คุมขังพระเจ้า(โสดาบัน)พิมพิสาร ผู้ถูกราชบุตรคือพระเจ้าอชาตศัตรูขังไว้ และทรมานพระองค์ต่าง ๆ เพื่อไม่ให้ทรงเจริญภาวนาได้ แต่จากคุกมองไปจะเห็นพระคันธกุฏี พระเจ้าพิมพิสารได้อาศัยเพียงภาพพระคันธกุฎีช่วยประคองศรัทธาอันแรงกล้าต่อพระพุทธศาสนา และเจริญภาวนาต่อเนื่อง จนสิ้นพระชมน์ในคุกนั้นเอง



ส่วนที่เห็นนี้คือกุฎิของพระเทวทัต ซึ่งเห็นได้ชัดว่าพยายามสร้างให้ใหญ่โตอลังการ และอยู่ไม่สูงเท่าของพระุพุทธเจ้า เพราะพระเทวทัตหวังว่าทำเช่นนี้จะเรียกศรัทธามหาชนได้ แต่การณ์กลับหาเป็นเช่นนั้นไม่



ไม่ใกล้ไม่ไกล คือ ตโปทานที หรือบ่อน้ำร้อน มีลักษณะไหลลดหลั่นกันมาหลายชั้น ปัจจุบันเป็นที่บูชาของชาวฮินดู และเราจะมองเห็นระบบวรรณะได้ชัดเจนที่นี่ เพราะคนวรรณะต่ำ ต้องอาบน้ำที่ชนวรรณะสูงได้อาบแล้วไหลลงมาจากธารน้ำด้านบน ที่เห็นนี่คือชั้นล่างสุดค่ะ



เิดินไปถึงชั้นบนสุดของธารน้ำร้อนนี้ เราจะพบปิปผลิคูหา เป็นที่ำพำนักของพระมหากัสสปเถระ เป็นพระมหาเถระองค์สำคัญที่เด่นด้านการถือธุดงควัตรเป็นนิจ และเป็นประธานการทำสังคายนาครั้งแรกด้วย



แล้วยาตราไปที่ เวฬุวัน หรือ ป่าไผ่กันบ้างค่ะ ข้างในไม่ค่อยเห็นไผ่เท่าไร มีไผ่เฉพาะตรงทางเข้าเท่านั้นเอง เวฬุวันเป็นอุทยานของพระเจ้าพิมพิสาร ซึ่งต่อมาทรงเห็นว่าร่มรื่นเหมาะแก่การแสดงพระธรรมเทศนา จึงทรงถวายพระราชอุทยานแก่พระภิกษุสงฆ์ การชุมนุมโดยมิได้นัดหมายของพระอรหันต์ 1,250 รูป ในวันมาฆบูชาก็เกิดขึ้นที่เวฬุวันแห่งนี้นั่นเอง



หมดไปอีก 1 วันค่าาา...วันรุ่งขึ้นเราก็ยาตราเข้าสู่แคว้นวัชชี ซึ่งมีนครไวสาลีเป็นเมืองใหญ่ สิ่งแรกที่บิ๊กชอบมากคือ ได้ผ่านร้านขายขนมชนิดหนึ่งชื่อ ขนมคชา แต่พระอาจารย์ให้เรียกว่า ขนมขาชา มีลักษณะพองเหมือนปาท่องโก๋ แต่เป็นรูปสี่เหลี่ยม และกรอบ ข้างนอกเคลือบน้ำตาล เรียกว่าเป็นลูกผสมของครองแครงกับปาท่องโก๋ก็ได้ค่ะ



ขนมขาชานี้มีกินกันมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาล ที่ว่าเศรษฐีตระหนี่ท่านหนึ่งชอบกินขนมนี้มาก แต่ก็กลัวคนอื่นจะมาแย่งกิน เลยให้ภรรยาไปทำขนมบนหอคอยสูงลิบ พระพุทธเจ้าจึงให้พระโมคคลานะแสดงฤทธิ์ให้เศรษฐียอมละความตระหนี่ได้ในที่สุด

และแล้วก็มาถึงไฮไลท์ของวันนี้ค่ะ มหาวิทยาลัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอินเดียยุคนั้น คือ มหาวิทยาลัยสงฆ์นาลันทา ซึ่งมีบันทึกไว้ว่ามีนักศึกษาถึง 10,000 รูปและอาจารย์ 3,000 รูป (โอ้โห สัดส่วนอาจารย์ต่อลูกศิษย์ ขนาดนี้ การศึกษาเน้นคุณภาพสุด ๆ เลยค่ะ) นาลันทารุ่งเรืองมากตั้งแต่พระพุทธเจ้าทรงพระชมน์ชีพอยู่ จนหลังพุทธกาลเป็นพันปี น่าเสียดายในที่สุดถูกมุสลิมเข้าโจมตี และเผาเสียทั้งสถานที่ทั้งพระสงฆ์ ที่สำคัญคือตำราเรียนทั้งหมด กล่าวกันว่า ตำราที่ขนออกมาเผานั้น ต้องใช้เวลาถึง 6 เดือน จึงจะไหม้หมด ยิ่งใหญ่เพียงไหน คิดดูแ้ล้วกันนะคะ แต่นาลันทาวันนี้ เหลือเพียงภาพเหล่านี้ค่ะ





จากนั้น เราก็มากันที่วัดป่ามหาวัน นี่คือกูฎาคารศาลา และเสาอโศกต้นที่ถือได้ว่า สมบูรณ์ที่สุด ดูแล้วก็งดงามจริงอย่างว่า วัดป่ามหาวันนี้เป็นที่ที่พระพุทธเจ้าประทานการบวชให้นางปชาบดีโคนมี พระน้านาง ดังนั้นหากพูดถึงวัดป่ามหาวัน ก็คิดถึง "ภิกษุณี" ได้เลยค่ะ



จากนั้นเราก็ยาตรา มุ่งหน้าไปยังนครแห่งการปรินิพพาน - กุสินาราค่ะ ระหว่างทานแวะทานอาหารกลางวันที่เจดีย์เกสรียา หรือ เกเสลียง อันเป็นต้นแบบของเจดีบุโรพุทโธในอินโดนีเซีย แต่ขนาดของเกเสลียงนั้นใหญ่โตเหลือเชื่อ เทียบกับขนาดของคนดูสิคะ



บริเวณเกเสลียงนี้ ก็คือเมืองกาลามะ ที่มาของกาลามสูตรนั่นเอง เมื่อพระองค์เสด็จมาโปรดชาวเมืองนี้ ก็ได้ทรงมอบบาตรไว้ให้ชาวเมืองสักการะบูชา ชาวเมืองจึงสร้างสถูปเกเสลียงขึ้นเป็นพุทธบูชา จากนั้นเรามุ่งหน้าสู่กุสินารา

เส้นทางจากไวสาลีสู่กุสินารา เป็นเส้นทางซึ่งพระพุทธองค์ทรงพระดำเนินจริง ๆ เมื่อ2,600 ปีที่แล้ว ทรงพระดำเนินมาเพื่อปรินิพพานที่สาละวโนทายาน ในระหว่างทางนั้น ทรงตรัสสอนพระอานนท์ในเรื่องราวต่าง ๆ เน้นหนักที่การใช้ชีวิตของมนุษย์ ชุดคำสอนที่ตรัสระหว่างเส้นทางสุดท้ายนี้ เรียกว่า "มหาปรินิพพานสูตร" ยามเมื่อรถของเรากำลังแล่นไปบนเส้นทางนี้ ก็เป็นเวลาบ่ายแก่ล่วงแล้ว บิ๊กได้รับมอบหมายจากพระอาจารย์ชัยชาญ ให้อัญเชิญมหาปรินิพพานสูตร อ่านให้แก่เพื่อนร่วมขบวนธรรมยาตราฟัง บรรยากาศจึงดูราวกับว่า เราได้ดึงพุทธกาลมาสู่ปัจจุบัน และพวกเราทั้งหมด กำลังร่วมเดินทางกับพระองค์ ฟังคำสอนจากพระองค์จริง ๆ เพื่อนร่วมทริปบางคนถึงกันร้องไห้ออกมาด้วยความตื้นตัน และบิ๊กเองก็ภูมิใจที่ได้เป็นผู้อ่านคำสอนนี้ รักพระพุทธเจ้าที่สุดเลยค่ะ!!!

เข้าสู่นครกุสินารา ที่แรกที่เราเข้าไปนมัสการคือ มกุฎพันธนเจดีย์ อันเป็นที่ถวายพระเพลิงพุทธสรีระและฝังพระศพ ดูจากรูปทรงของเจดีย์ เราจะทราบทันทีว่าพุทธสรีระหันพระเศียรไปทางไหน



ใกล้พลบค่ำ เราก็ได้ทันมาเห็นพระอาทิตย์ตก ที่สาลวโนทยาน หรือสวนต้นสาละ อันเป็นที่ตั้งของปรินิพพานสถูป ที่เราท่องกันมาตั้งแต่เด็กว่า พระพุทธเจ้าปรินิพพานใต้ต้นสาละ ก็คือในป่าแห่งนี้ล่ะค่ะ และในปรินิพพานสถูปเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ปางปรินิพพาน

และนี่คือพุทธวิหารปรินิพพาน



ซึ่งภายในเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธไสยาสน์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่สมจริงมาก นั่งอยู่ต่อหน้าท่านแล้ว รู้สึกเหมือนพระพุทธองค์เพิ่งเสด็จจากเราไปเพียงไม่นาน ไม่แปลกใจเลยว่า หลายคนเอาศีรษะไปแตะฝ่าพระบาทของพระองค์ เหมือนจะแทนคำพูดว่า เราจะขอเป็นลูกที่ดีของพ่อแห่งจิตวิญญาณพระองค์นี้



ค่ำคืนนี้...เข้านอนด้วยความรู้สึกที่อิ่มเต็ม เหมือนได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พร้อมสำหรับวันรุ่งขึ้น ที่เราจะเดินทางสู่ดินแดนประสูติ คือ ลุมพินี ซึ่งอยู่ในประเทศเนปาล ประเทศนี้ต้องบอกว่า เป็นเมืองพุทธจริงๆ พิสูจน์จากวงเวียน และความเป็นมิตรของคนเนปาลค่ะ



เรานั่งสามล้อเข้าไปนมัสการลุมพินีวัน สถานที่ประสูติกันค่ะ ด้านนอกที่เราเห็นคือ มายาเทวีวิหารที่สร้างขึ้นสมัยพระเจ้าอโศก และเคียงข้างด้วยเสาอโศก



ด้านในปรากฎเป็นซากอิฐขนาดใหญ่ พอเห็นเป็นรูปอาคารอย่างชัดเจน และที่สำคัญคือ มีหินแกะสลักเป็นรูปพระนางมายาเทวีกำลังประสูติพระโอรส แม้ภาพจะดูลางเลือนแต่ก็สามารถมองเห็นได้ และมีหินที่ลักษณะเหมือนรอยพระบาทของพระกุมาร ทางการจึงนำกระจกมาครอบไว้อย่างดี





ออกมาจากนมัสการรอยบาทสิทธัตถะกุมาร ยังเป็นเวลาบ่ายต้น ๆ แดดแจ๋อยู่เลย คณะพระอาจารย์แยกจาริกไปยังกรุงกบิลพัสด์เก่า คณะของญาติโยมจึงสวดมนต์และปฏิบัติภาวนาอยู่ในสวนข้างมายาเทวีวิหาร



คั่นบรรยากาศด้วยอาหารภารตะกันสักนิดนะคะ อยู่ในวิสัยที่เราทานได้



ที่นี่..เนปาล ถึงบอกคุณว่าหนาว..คุณก็คงไม่รู้หรอกว่า "หนาว" ขนาดไหน ดูภาพ "หมอก" ที่เนปาลดูเอาเองแล้วกัน ทัศนวิสัยไม่เกิน 10 เมตรเองค่ะ



วันนี้เราจะเดินทางจากเนปาล กลับเข้าอินเดียอีกครั้ง โดยช่วงเช้าเราจาริกสู่กรุงกบิลพัสด์ุใหม่ ที่ว่า "ใหม่" ก็เพราะมันไม่ "เก่า" น่ะสิคะ คำว่าเก่าหรือใหม่นี้มีคำอธิบายเป็น 2 นัยค่ะ นัยแรกก็คือ กรุงกบิลพัสดุ์จริง ๆ หรือกรุงกบิลพัสดุ์เก่านั้น เป็นวังของพระเจ้าสุทโธทนะแต่เดิม ที่พระพุทธเจ้าประสูติ ครั้นเมื่อศากยวงศ์ทั้งหลายถูกวิฑูทภะทำลายล้างลง ศากยวงศ์ที่เหลือได้พากันมาสร้างเมืองใหม่ที่นี่ ส่วนนัยที่สองกล่าวไว้ว่า กบิลพัสดุ์เก่าอยู่ในเขตเนปาล อินเดียอยากจะดึงผู้แสวงบุญมาที่อินเดีย จึงสร้างกบิลพัสดุ์ใหม่ขึ้นมาในเขตอินเดีย แต่ไม่ว่าจะเป็นนัยไหนก็ตาม..เราก็มาถึงกบิลพัสดุ์แล้ว คณะเราก็ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกเสียหน่อย...



เอาล่ะค่ะ .. เราเดินทางลึกเข้ามาในอินเดียเรื่อย ๆ จนได้เวลาอาหารกลางวัน มีเซอร์ไพร้ส์ได้ทานข้าวที่บ้านท่านข้าหลวงอังกฤษประจำอินเดีย บ้านท่านสวยและอลังการมากค่ะ ต่อมาเมื่อท่านข้าหลวงกลับอังกฤษไปแล้ว บ้านก็ได้ตกทอดมาเป็นของคหบดีอินเดีย ในบ้านจึงตกแต่งแบบอังกฤษ และมีภาพของอินเดียสมัยก่อน น่าตื่นตามาก ๆ เราได้เห็นหนังเสือจริง ๆ ภาพการล่าสัตว์สมัยก่อน การขี่ช้างอินเดีย ลองมาดูกันนะคะ





เดินทางถึงแคว้นโกศลในตอนเย็นย่ำ เราก็เข้าพักในโรงแรมเพื่อชาร์จพลังไว้สำหรับวันพรุ่งนี้

สาวัตถี หรือสารวัตถีเป็นนครในแคว้นโกศลที่พระพุทธองค์ทรงจำพรรษานานที่สุดถึง 19 พรรษา ช่วงเวลาดังกล่าวมีเหตุการณ์สำคัญมากมายที่ปรากฎในพุทธประวัติ และเป็นสถานที่ตั้งของสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับพระอรหันตสาวกองค์สำคัญ และพุทธบริษัทคนสำคัญ

เช้าแล้วค่ะ...เข้านมัสการ "หมู่บ้าน" สำคัญ เพราะบ้านทั้งสามหลัง เป็นของบุคคลสำคัญในพุทธศาสนา เริ่มจากบ้านมหาอุบาสิกา "นางวิสาขา" ค่ะ ภาพหมู่พระอาจารย์ และภาพแม่ ถ่ายที่บ้านนางวิสาขา



มองจากบ้านนางวิสาขา แค่หันหลังก็พบกับบ้านบิดาของท่านองคุลิมาร นี่ค่ะ แค่แม่หันหลังเอง บ้านองคุลิมารอยู่เยื้องไปโน่น



ข้างบ้านของนางวิสาขา คือบ้านของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี บ้านท่านใหญ่โตและมีอุโมงค์ลอด พระอาจารย์มีเคล็ดให้ลอดอุโมงค์บ้านท่าน กลับไปจะได้รวย ๆ เหมือนท่านไง



ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีนี่แหล่ะค่ะ เป็นผู้ที่ซื้อที่ดินเพื่อสร้างวัดถวายพระพุทธเจ้า โดยซื้อที่ดินจากเจ้าเชต เจ้าเชตคิดค่าที่ดินเป็นเหรียญทองในปริมาณที่ต้องนำมาปูที่ดินให้ได้ทั้งหมด คิดดูว่า..มูลค่ามากขนาดไหนเนี่ย และเนื่องจากวัดนี้สร้างจากที่ดินของเจ้าเชต เมื่อสร้างวัดเสร็จจึงได้ชื่อว่า "เชตวัน" อย่างไรล่ะคะ

ย้ำความสำคัญอีกครั้ง "เชตวัน" คือมหาวิหารที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน และเป็นที่ที่พระพุทธองค์จำพรรษานานที่สุด คือ 19 พรรษา ด้านในมีสถานที่สำคัญมากมาย แต่ที่เดินถึงก่อนก็คือ office ของพระอานนท์ อยู่ด้านหน้าเชตวันเลย สมเป็นพระเลขาของพระพุทธเจ้า



และสถานที่สำคัญที่สุดคือ "พระคุนธกุฏีของพระพุทธเจ้า" ค่ะ

width='450' height='337' border=0>


ส่วนบริเวณรอบ ๆ ก็คือ หมู่กุฎิของพระอรหันตสาวก เช่น พระราหุล พระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร พระสิวลี

จากสารวัตถี มุ่งหน้าสู่สารนาถ เมืองอันเป็นที่ตั้งของป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ที่ทรงแสดงปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ การเดินทางครั้งนี้ใช้เวลามากทีเดียวค่ะ เกือบ 12 ชม. เส้นทางก็หฤหรรษ์มาก โยกไปเยกมาจนเอวคอดเอวกิ่ว ถึงโรงแรมที่พักที่พาราณสีก็เกือบสี่ทุ่มเข้าไปแล้ว ได้ทานข้าวเย็นตอนนั้น แล้วก็รีบนอน เพราะวันรุ่งขึ้นต้องตื่นเช้ามืด เมื่อล่องแม่น้ำคงคา พวกเราก็ตื่นเต้นกันมากเลยค่ะ

พาราณสีเป็นเมืองหลวงของแคว้นกาสีในพุทธกาล สิ้นค้าขึ้นชื่อคือผ้ากาสี แต่พวกเราไม่มีเวลาได้ชมผ้าเลย เพราะตารางแน่นมาก และกิจกรรมที่ต้องทำก็น่าสนใจกว่าผ้ากาสีตั้งเยอะ เอาล่ะ..ตื่นเช้าแล้วเราไปล่องแม่น้ำคงคากันเลยค่ะ เดี๋ยวจะพาชมภาพระหว่างทางเดินไปท่าน้ำก่อน



วัวถือเป็นเทพเจ้าของชาวฮินดู เพราะเป็นพาหนะของพระศิวะ ระหว่างทางก็เห็นของขาย ที่พบมากคือ ไม้ชำระฟัน (ไม้สีฟัน) และแกลลอนน้ำ คนจะซื้อไปเพื่อตักน้ำจากแม่น้ำคงคาอันศักดิ์สิทธิ์ไปบูชาหรือดื่มกิน (คล้ายน้ำมนต์ของไทยน่ะค่ะ)



ถึงท่าน้ำแล้วค่ะ แต่...คุณพระช่วย!!!

ไม่มีเรือล่องแม่น้ำจอดอยู่เลยสักลำ ไกด์แจ้งว่า ชาวเรือเค้าประท้วงเรื่องอะไรกันซักอย่าง เลยพากันไม่ออกเรือในวันนี้ แย่จังค่ะ..อดล่องแม่น้ำเลย คณะเราเลยต้องเปลี่ยนแผนจากการ "ล่อง" เป็น "เลาะ" แทน ก็คือการเดินไปตามตลิ่งเรื่อย ๆ ดูวิถีชีวิตริมแม่น้ำคงคาไป ตอนแรกพวกเราก็ผิดหวัง แต่พอได้เดินจริง ๆ ก็ได้อีกบรรยากาศนึงนะคะ บางอย่างเราอาจจะไม่ได้เห็นหากล่องเรือ

ริมแม่น้ำคงคาจะเต็มไปด้วย "กาด" (Ghat) ภาษาไทยน่าจะตรงกับคำว่าเชิงตะกอน หรือที่เผาศพ กาดที่เราเห็นริมแม่น้ำคงคาจะเป็นกาดของตระกูลใหญ่ ๆ เค้ามาสร้างไว้เพื่อเผาศพคนในตระกูลของเขา นี่ค่ะ..หน้าตาของกาด



นอกจากกาดแล้ว ก็จะมีโรงแรมสำหรับนอนรอความตาย เพราะสำหรับชาวฮินดูนั้น การได้มาตายและศพถูกลอยไปในแม่น้ำคงคาถือเป็นทางลัดและทางชัวร์สู่สวรรค์



ความเชื่อเรื่องการลอยศพในแม่คงคานี้ ก็มีมาตั้งแต่พุทธกาล แต่พระพุทธองค์ตรัสให้สติผู้คนในสมัยนั้นไว้ว่า หากแม่น้ำคงคาสามารถล้างบาปให้สัตว์โลกได้แล้วล่ะก็ พวกเต่า หอย ปู ปลามันคงบริสุทธิ์ผุดผ่องกันไปหมดแล้วล่ะ พระปัญญาสุดยอดเลยค่ะ...พระพุทธเจ้าของเรา!!!

สิ่งที่เคยได้รับการบอกเล่ามาก็เห็นเช่นนั้นจริง ภาพข้างล่างนี้คือภาพคนแปรงฟัน ซึ่งมองเลยไปอีกหน่อย จะเห็นเป็นสีแดง ๆ นั่นก็คือกองเถ้าถ่านที่เพิ่งมอดจากการเผาศพ



ทุกซอกมุมของตึกกาดและโรงแรม จะเต็มไปด้วยดุ้นฟืนท่อนใหญ่ ๆ เพราะการเผาศพแทบไม่ได้ว่างเว้นจากริมแม่น้ำนี้เลย



ดูภาพบรรยากาศริมแม่น้ำคงคากันนะคะ





การเดินริมแม่น้ำคงคาเป็นการฝึกสติที่แท้จริง เพราะคุณต้องระวังทั้งข้างล่างและข้างบน ระวังข้างล่างคือขี้วัวและขี้คน ระวังข้างบนคือ ฉี่ลิงและฉี่คน เพราะลิงปีนป่ายอยู่ทัวไป และคนที่อยู่ชั้นบน ๆ ก็พร้อมจะฉี่ลงมาเสมอ ที่นี่เค้าก็นับถือลิงนะคะ เพราะเค้าถือหนุมานเป็นเทพเจ้า บิ๊กพกยาหม่องตราลิงถือลูกท้อไปด้วย ใช้แทนทิปได้เลย คนที่นี่ถ้าเห็นคนไทยมาจะร้องขอ "balm balm" บาล์มก็คือยาหม่องนั่นเองค่ะ

ผ่านย่านการเดินฝึกสติ เข้าสู่ชุมชนเมืองกันหน่อยแล้ว ก็ได้เวลาไปโรงเรียนของนักเรียน



มีเกร็ดเรื่องแม่น้ำคงคามีเล่ากันอีกหน่อย มีข้อสงสัยว่า แม่น้ำคงมาก็ไหลผ่านหลายเมือง แต่ทำไมต้องมาศักดิ์สิทธิ์มากมายที่เมืองพาราณสีด้วย คำตอบคือ เพราะแม่น้ำคงคา "เลี้ยวกลับ" ที่เมืองนี้ค่ะ และภาพของแม่น้ำที่เลี้ยว หากมองจากข้างบนก็จะคล้ายกับพระจันทร์เสี้ยว ซึ่งเป็นรูปที่อยู่บนพระนลาฎ (หน้าผาก) ของพระศิวะนั่นเองค่ะ และสิ่งที่น่าทึ่งเกี่ยวกับแม่คงคาบริเวณนี้คือ แม้มีการทิ้งศพลงแม่น้ำจำนวนมาก อย่างนี้น้ำน่าจะเน่าหรือมีเชื้อโรคมากมายน่ะสิ แต่น่าแปลกที่มีคนลงไปอาบ ลงไปดืื่มน้ำในคงคาโดยไม่มีอาการเจ็บป่วยหรือติดโรคแต่อย่างใด สมเด็จพระเทพฯ ของเราเคยทรงลองตักน้ำกลางคงคา แล้วนำกลับมาพิสูจน์ในห้องแล็บเืมืองไทยนะคะ ปรากฎว่าค่าความสกปรก ค่าเชื้อโรคทั้งหลาย อยู่ในระดับปกติที่สามารถอาบและดื่มได้โดยไม่อันตราย นับว่าอัศจรรย์มาก จึงอาจสันนิษฐานได้ว่า แม่น้ำบริเวณนี้อาจจะมีแร่ธาตุอะไรที่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ ทึ่งค่ะ..ทึ่ง..

อาหารเช้าวันนี้ คณะของเราได้ซาบซึ้งใน "รส-พระ-ทำ" จริง ๆ เพราะเราแวะไปทอดผ้าป่าที่สิทธารถวิหาร มหาวิทยาลัยเมืองพาราณสี นำปัจจัยเป็นทุนการศึกษาให้พระสงฆ์ไทยที่นั่น พระท่านจึงเตรียมอาหารเช้าเป็นข้าวต้มหม้อใหญ่แบบไทย ๆ ไว้ให้เรา ซาบซึ้งมากกกก....ค่ะ โดยเฉพาะหลังจากไม่ได้ทานอาหารไทยมา 10 วันเนี่ยยย...



ได้ทั้งอิ่มท้องและอิ่มบุญกันแล้ว ก็มุ่งหน้าสู่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน อันเป็นที่แสดงปฐมเทศนาค่ะ เราแวะกันที่พิพิธภัณฑ์สารนาถด้านหน้าก่อน ที่นี่เป็นที่เก็บโบราณวัตถุฝ่ายพุทธที่ขุดได้บริเวณนี้ สิ่งที่งดงามสุดพรรณนาคือ "พระพุทธรูปสารนาถ" ปางปฐมเทศนาที่ยากจะจำลองให้เหมือนจริง พระอาจารย์ให้มองดูมุมพระโอษฐ์ที่แย้มยิ้ม เราจะพบว่า มองจากทางด้านขวาและด้านซ้าย ก็จะให้อารมณ์ยิ้มที่ไม่เหมือนกัน มหัศจรรย์มากค่ะ (เสียดายเขาห้ามถ่ายรูป จึงไม่มีหลักฐานมาลงประกอบค่ะ)

เข้าไปด้านในสังเวชนียสถานแห่งสุดท้าย นมัสการธัมเมกขสถูป ที่ที่ทรงแสดงปฐมเทศนา อันทำให้เกิดอริยสงฆ์องค์แรกของโลก คือพระโกญทัญญะ ทำให้พระรัตนตรัยครบองค์สาม เราเดินเวียนขวารอบพระสถูป ทำให้เห็นลวดลายที่สวยงามรอบองค์



และเช่นเดียวกับพุทธสถานอื่น ๆ ที่นี่ก็มีเสาอโศกเป็นสัญลักษณ์อันสำคัญ แต่เราพบเพียงแต่ซากปรักของเสาอโศกเท่านั้น



ยิ้มให้เด็กน้อยชาวอินเดียหน่อยมั๊ยคะ



เอาล่ะค่ะ...เราได้นมัสการครบสังเวชนียสถานทั้งสี่แล้ว ก็ถึงเวลานับถอยหลังเพื่อเดินทางกลับสู่เมืองไทยแล้วนะคะ เราถือหลัก "มาทางไหน ก็กลับทางนั้น" เราจึงต้องเดินทางจากสารนาถ กลับสู่พุทธคยาอีกครั้ง และกลับเมืองไทยจากสนามบินกาลกัตตา นั่งรถยาวสู่พุทธคยาค่ะ...

ในวันต่อมาเราใช้เวลาทั้งวันที่พุทธคยา ซึ่งหลายท่านเลือกใช้เวลาช่วงเช้าภาวนาใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ และช่วงบ่ายเราทัวร์วัดนานาชาติกัน คืองี้ค่ะ..บริเวณพุทธคยานั้นเป็นศูนย์รวมศรัทธาของชาวพุทธทั่วโลก ชาวพุทธหลากสัญชาติจึงมาสร้างวัดพุทธในศิลปะของตนเองไว้หลายวัดทีเดียวค่ะ เช่น วัดญี่ปุ่น วัดธิเบต และนี่คือหน้าวัดพุทธภูฏาณค่ะ



ด้านในวัดพุทธภูฏาณน่าสนใจมากค่ะ ของไทยเราบอกเล่าพุทธประวัติผ่าน "จิตรกรรม" ฝาผนังใช่มั๊ยคะ (พูดง่าย ๆ ก็คือการวาดภาพ) แต่ของภูฎาณเค้าเล่าผ่าน "ปฏิมากรรม" ฝาผนังค่ะ คือการปั้นรูปนูนสูงบอกเล่าพุทธประวัติ เราลองมาดูปฏิมากรรมฝาผนัง บอกเล่าเรื่องราวตอนประสูติ ออกผนวช แสดงปฐมเทศนา และปรินิพพานนะคะ งดงามมากทีเดียวค่ะ






เย็นย่ำค่ำลง..เราทานอาหารเย็นที่โรงแรมแล้วเตรียมพร้อมนอนบนรถ เพื่อไปตื่นเช้าที่กัลกัตตาค่ะ คนขับรถต้องขอปรบมือว่า "อึดมาก" ค่ะ เพราะเค้าต้องขับรถทั้งคืน เพื่อไปส่งเราที่สนามบิน แล้วรอรับกรุ๊ปต่อไปเลย เราหลับกันบนรถทัวร์ได้สบายมาก เพราะชินรับรถที่โคลงแคลงโยกเยกเป็นอย่างดีแล้ว ตื่นเช้าถึงโรงแรม ซึ่งทัวร์ได้เปิดห้องให้เราได้อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ใช้เวลาได้พอดี ๆ กับเที่ยวบิน 10 โมงเช้า พาเรากลับสู่เมืองไทยโดยสวัสดิภาพค่ะ

นำท่านสู่สุวรรณภูมิพร้อมบุญที่ชาวคณะธรรมยาตราได้ก่อกอบร่วมกันมา ท่านผู้อ่านที่ติดตามกันมาถึงตอนนี้ก็ขอให้ได้บุญนี้กันไปด้วยถ้วนหน้านะคะ และในฐานะชาวพุทธคนหนึ่ง หากท่านยังไม่ได้ไปนมัสการสังเวชนียสถานทั้งสี่ตำบาล อ่านแล้วก็ขอให้ท่านอธิษฐานจิต ขอธรรมะจัดสรร ให้ได้ไปตามรอยบาทพระศาสนากันสักครั้ง พบกันใหม่ในทริปต่อไป จิ่วไจ้โกว มณฑลเสฉวน ประเทศจีนค่ะ.... ธรรมะสวัสดี


Create Date : 08 กุมภาพันธ์ 2555
Last Update : 18 กุมภาพันธ์ 2555 20:07:19 น. 22 comments
Counter : 11236 Pageviews.

 
มีมาก ๆๆ เหมือนได้อ่านประวัติพุทธศาสนาอีกครั้ง โดยไม่ต้องไปค้นหา ขออนุโมทนาบุญ กับความรู้ที่มอบให้ทุกๆ คน


โดย: pannarai.d IP: 202.60.207.154 วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:8:32:33 น.  

 
เข้าไปชมมาบล็อคแล้วค่ะ ขอบคุณนะคะที่พาไปทัวร์ ตั้งจิตอธิษฐานขอให้ได้มีโอกาสไปเยือนสักครั้งเช่นกันค่ะคุณบิ๊ก


โดย: จุ๋ม เอไอเอ IP: 124.121.85.254 วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:10:55:46 น.  

 
อนุโมทนาบุญกับครูบิ๊กด้วยนะคะ อ่านแล้วสนุกดี อิ่มบุญเต็มๆ


โดย: หนูเล็ก IP: 124.121.85.254 วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:10:58:29 น.  

 
เห็นพี่บิ๊กแล้วอยากไปบ้างจังเลย
แต่ช่วงนี้โอคงไม่ได้ไปไหนแน่ๆ ค่ะ คงต้องรออีกสักพักใหญ่

ถ้าช่วงไหนว่างพอจะไปได้ โอจะรีบเมลไปแจ้งเลยนะคะ

ขอบคุณที่ส่งทอดต่อความรู้สึกดีๆ ให้ค่ะ




โดย: มาโอ IP: 124.121.85.254 วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:11:01:09 น.  

 
อนุโมทนา สาธุจ้า อยากไปมั่งจัง
Love


โดย: Kingrug Krobpet (WOW) IP: 124.121.85.254 วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:11:01:54 น.  

 
อ่านเพลินเลย....
เจ๊บิ๊ก เขียนคอลัมน์ท่องเที่ยวได้เลยนะเนี่ย
น่าไปมากครับ


โดย: บลู IP: 203.149.4.38 วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:11:51:11 น.  

 
น่าสนใจจังเลยแฮะ ทริปแสวงบุญแบบนี้ ของเราส่วนใหญ่เห็นเพื่อนๆไปทริปแบคแพคซะมากกว่า


โดย: joblovenuk วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:18:25:28 น.  

 
อนุโมทนาสาธุค่ะ ครูบิ๊ก
อ่านแล้ว เหมือนได้ปท่องเที่ยวด้วยเลยนะคะ เคยดูแต่ภาพจิ๊กซอว์ของพรอาจารย์ที่ค่าย ฯ แต่ครั้งนี้ได้เห็นภาพที่ต่างออกไป ..... หวังว่าต้องได้ไปทัวร์สักครั้งค่ะ





โดย: ครูนุ้ยค่ะ IP: 180.180.137.244 วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:20:14:16 น.  

 
อ่านเพลินมากเลยจ้า ครูบิ๊ก


โดย: เจ๊ก IP: 124.121.88.147 วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:22:30:01 น.  

 
อนุโมทนาด้วยนะคะ สาธุ...
อยากไปบ้างจัง แต่คงอึ้งกับห้องน้ำน่าดูเลยค่ะ


โดย: ตาล IP: 10.100.1.32, 127.0.0.1, 58.10.234.57 วันที่: 22 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:9:40:48 น.  

 
อนุโมทนาบุญนะคุณน้อง ช่วงนี้คุณพี่ห่างวัด ห่างทางธรรม สมาธิแตกซ่าน สติไม่มา ปัญญาชักหด สมาธินี่มันเสื่อมได้จริงๆ ด้วยแฮะ

มีได้ก็เสื่อมได้เป็นของธรรมดา เนอะ


โดย: เจ๊จุ๋ม IP: 58.11.209.66 วันที่: 22 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:15:47:34 น.  

 
โมทนาบุญกับครูบิีกด้วยค่ะ เขียนไม่ยาวแต่รู้เรื่องและอ่านสนก พี่ก็เพิ่งกลับจากการกราบพ่อทางธรรมที่เรารักมากที่สุดเหมือนกัน


โดย: ครูพิศ IP: 58.11.209.66 วันที่: 22 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:17:39:56 น.  

 
หยุดทำงานไปช่วงนึงเต็มๆ เพื่ออ่านเรื่องนี้ สนุกดีจ้ะ ตบมือเปาะแปะ!! ขอบคุณจ้า


โดย: พจมาร ประสานกาย IP: 203.151.15.245 วันที่: 23 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:14:30:52 น.  

 
พระพุทธรูปดูสวยมากเลยคะ แต่ห้องน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถ้าเขื่อนไปนี่คงรู้สึกแปลกๆมากๆเลยคะ


โดย: เขื่อน IP: 210.86.128.161 วันที่: 24 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:8:32:28 น.  

 
ดีมากๆ เหมือนดูสารคดีท่องเที่ยวธรรมะ บิ๊กทำได้ดีมาก ได้รู้ เกล็ดพุทธประวัติพร้อมๆกับรสชาดการท่องเที่ยวไปด้วยเลย บิ๊กน่าจะพิมพ์เล่มขายได้นะ ขอบคุณที่แบ่งปัน ทั้งบุญและ ความเบิกบาน อ่านแล้วเพลิดเพลินสบายใจ อนุโมทนาค่ะ


โดย: พี่นา IP: 124.121.209.34 วันที่: 25 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:10:35:45 น.  

 
อ่านสนุกเหมือนได้ไปเที่ยวด้วย แถมได้ความรู้เกี่ยวกับพุทธประวัติ...ชอบครับ


โดย: จ้อย IP: 118.173.254.144 วันที่: 26 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:13:18:06 น.  

 
อ่านเพลิน ชอบมาก อธิษฐาน ขอให้ได้มีโอกาสไปแสวงบุญที่นี่ มีคู่มือการเดินทางไปแสวงบุญที่สังเวชนียสถานแล้วแล้ว ขอบคุณมากค่ะ ขออนุโมทนาบุญด้วยนะคะ ดีมากๆค่ะ


โดย: พี่เล็ก IP: 202.41.171.13 วันที่: 26 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:13:36:44 น.  

 
ขอบคุณนะคะพี่บิ๊ก เหมือนได้ตามพี่บิ๊กไปแสวงบุญด้วยเลยค่ะ อิอิ


โดย: พิม IP: 158.108.154.91 วันที่: 4 มีนาคม 2555 เวลา:20:14:28 น.  

 
ขอบคุณมากที่แชร์ทิปดี ๆ ทิปน่าเที่ยวมาก ๆ เลยค่ะ อยากไปแสวงบุญบ้าง ถ้าจะให้ดีก็อยากไปเคราพเทวสถานของพราหมณ์ด้วย ถ้ามีทิปดี ๆ อย่างนี้อีกเมื่อไหรก็อย่าลืมบอกกล่าวกันบ้างนะคะ อยากไปด้วยจริง ๆ ค่ะ


โดย: วรินทร์ธรา IP: 124.122.117.192 วันที่: 27 กรกฎาคม 2555 เวลา:13:50:11 น.  

 
อนุโมทนา สาธุ ค่ะ


โดย: บรรณ IP: 203.151.15.245 วันที่: 6 ธันวาคม 2555 เวลา:14:41:50 น.  

 
อ่านแล้วชอบมาก ขออนุโมทนาบุญด้วย อยากไปบ้างติดต่อได้ที่ไหนและค่าใช้จ่ายด้วย อยากทราบ ครับ


โดย: เมฆ IP: 202.44.65.137 วันที่: 14 ธันวาคม 2555 เวลา:8:50:16 น.  

 
ขอบคุณครูบิ๊ก ที่เล่าเรื่องราวที่มีประโยช์และสนุกให้อ่านพร้อมดูแถมบางเรื่องก็ลืมไปแล้วก็ยังได้รื้อฟื้นความจำอีกด้วย


โดย: หนู IP: 27.145.29.175 วันที่: 6 พฤษภาคม 2556 เวลา:16:19:57 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Teacherbik
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




ไลฟ์สไตล์ธรรมดา สำหรับคนที่ชีวิต
มีมากกว่าการทำงานและหาเงิน
New Comments
Friends' blogs
[Add Teacherbik's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.