บ้านฉันอยู่กลางทุ่งนา มีปู่ มีย่า มีหมา มีควาย เอิงเอย!
Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2548
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
14 กรกฏาคม 2548
 
All Blogs
 
สิงคโปร์หล่า .. ไม่รักแล้วมาทำไม

ต้นเดือนกุมภาพันธ์ลมเพลมพัดตั้งเค้ามาแรง และโดยไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เราจองตั๋วเครื่องบินเช้าวันจันทร์เพื่อจะออกเดินทาง วันพุธตอนสาย ๆ ไปเมืองลอดช่องสิงคโปร์ พร้อมกับคำถามในใจ “สิงคโปร์หล่า ..ไม่รักแล้วมาทำไม”

หน้านี้ไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยวของสิงคโปร์ แถมจะออกไปแนวโลว์ซีซั่น (Low season) จนเข้าขั้นซุปเปอร์โลว์เสียด้วยซ้ำ บวกกับวันเดินทางแบบเก๋ไก๋ไม่ซ้ำใคร เพราะปกติชาวเมืองก็มักจะท่องเที่ยวกันในวันศุกร์กลับวันอาทิตย์ แต่นั่นไม่ใช่คนในวงการมายาเช่นพวกเราแน่นอน เพราะเรานิยมพักผ่อนวันธรรมดา และทำงานในวันที่ชาวบ้าน(ชาวเมือง) พากันหยุด




Create Date : 14 กรกฎาคม 2548
Last Update : 21 มีนาคม 2556 17:54:56 น. 23 comments
Counter : 750 Pageviews.

 
อ่านจบแล้วหล่า

ตาลายหมดเลยหล่า..

โอเคหล่า

มาทักทาย..จ้า


โดย: zaesun วันที่: 14 กรกฎาคม 2548 เวลา:16:35:31 น.  

 
ขอบคุณค่ะ .. ต่อไปจะตัดเป็นตอนเล็ก ๆ นะคะ ขนาดตัวหนังสือมันใหญ่ ๆๆๆๆๆ จิง ๆ เลย


โดย: ป้าทุยบ้านทุ่ง IP: 202.183.156.212 วันที่: 23 กรกฎาคม 2548 เวลา:9:52:40 น.  

 
ผู้คนในอาคารสายการบินระหว่างประเทศบางตา เราตรงดิ่งไปที่เคาน์เตอร์เช็คตั๋วเครื่องบิน คนว่างมากทำให้พอจะมีเวลาโยกโย้เล่นคำกับพนักงานภาคพื้นดินแสนอารมณ์ดีที่ถามว่า “จะนั่งริมหน้าต่างทั้งสองคนเลยหรือคะ?” เพราะในบันทึกการจอง (Booking record) ได้ระบุมาว่าขอที่นั่งริมหน้าต่างทั้ง 2 คน แต่เธอคงไม่เชื่อว่ายาย 2 คนนี้จะเบื่อขี้หน้ากันขนาดทนนั่งด้วยกันไม่ไหว เธอจึงถามย้ำให้แน่ใจ “อ๋อไม่ค่ะ ..ขอที่นั่งติดกัน 2 คนแต่ให้ให้อยู่ริมหน้าต่าง 1 คนนะคะ ..เอาแบบที่มีปีกเครื่องบินค่ะ” คำตอบก็คงพาให้เธอมึนอีกนิดหน่อย ตกลงว่าจะนั่งริมหน้าต่างดูวิว หรือ จะนั่งดูปีกเครื่องบินล่ะเนี่ย ทำพิธีเป่าเสกและโยนกระเป๋าตู้มมไปบนสายพาน ได้รับพาสปอร์ท ตั๋วเครื่องบิน และบอร์ดดิ้งพาสหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูพร้อมด้วยแท็กกระเป๋ามาเรียบร้อยแล้ว ส่งยิ้มขอบคุณให้เจ้าหน้าที่ 1 ครั้ง

แล้วก็พากันก็จ้ำอ้าวไปฟาสท์ฟู้ดหาข้าวราดแกงเผ็ดจี๋หม่ำเป็นการรองท้องตามธรรมเนียมปฏิบัติ .. ทำให้เหมือนกับว่าจะไปแถวยุโรปหลายวัน .. และเพื่อให้ครบขั้นตอนก่อนจะกินทั้งทีก็ต้องวนไปวนมาให้ครบทุกชั้น หาโรงอาหารไม่เจอ(อีกแล้ว) ทั้ง ๆ ที่มันก็ตั้งอยู่ที่เก่าเวลาเดิมไม่เคยย้ายไปไหน .. เสร็จภารกิจรับประทานด่วนก็วิ่งจู๊ดลงมาแลกตังค์ อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 1 เหรียญเท่ากับ 24 บาท 27 สตางค์ เสียงป้าแก่ ๆ บ่นว่าสมัยก่อนแค่เหรียญละ 15 บาทเอ้งงง .. ต้องเป็นสมัยที่สาวจัด ๆ เลยนะนั่นน่ะ ..

ทริปนี้เรารีบผ่านด่านตรวจคนออกไปก่อนเวลานานเกือบชั่วโมง ใครที่เคยหลงทางไปเป็นลูกทัวร์ของป้าทุยคงจะนึกแปลกใจว่าตอนทำทัวร์แกไม่เค้ยไม่เคย ไม่ต้องวิ่งขึ้นเครื่อง แต่เพราะตอนของบประมาณแกตั้งจุดประสงค์ไว้อย่างแน่วแน่ว่าจะไปโต๋เต๋สำรวจราคาดูร้านค้าปลอดภาษี (Dutyfree Shop) กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง แต่ฝืนใจทำท่าทางสำรวจราคาสินค้าได้สักสามร้านเท่านั้น หนึ่งผอมหนึ่งอ้วนก็พากันหาเหตุผลไปนั่งทอดหุ่ยดูเครื่องบิน เพราะข้อแม้การสำรวจตลาดดังนี้ คนหนึ่ง เหม็นน้ำหอม เกลียดช๊อคโกแลต ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ (แล้วมันจะเหลืออะไรให้ดูอีกล่ะน่ะ) อีกคนหนึ่งชอบทุกอย่างแต่ไม่ชอบเดิน ก็เลยลงตัวที่สุดคือไปนั่งน้ำลายยืดเป็นหมาเฝ้าเครื่องบินที่ห้องผู้โดยสาร


โดย: ป้าทุยบ้านทุ่ง วันที่: 23 กรกฎาคม 2548 เวลา:10:13:08 น.  

 
ระยะทางบินมันสั้นจนไม่มีเวลาจะไปปั่นป่วนใคร แค่ใช้ความพยายามแงะถาดอาหารออกมาแล้วก็ใส่กลับเข้าไปที่เดิมก็เสียเวลาอยู่นานเขื่อง กระนั้นมือซน ๆ ของสองสิงทิงนองนอยก็ยังสู้อุตส่าห์ควานอุปกรณ์เครื่องช่วยบนแผงหน้าปัทม์จนเจอเกมส์หลอกเด็กที่พ่วงมากับจอส่วนตัวและก็ตั้งต้นกด ๆๆๆๆ กันอย่างไม่อายฟ้าดิน แหงะหน้าออกมามองลอดปีกเครื่องบินออกไปอีกครั้งเห็นพื้นดินสีกระดำกระด่างเหมือนโดนทุ่งนาโดนไฟไหม้ไปหมาด ๆ อยู่ริมทะเลก็อนุมานได้ว่า อ๋อ ..ยังอยู่มาเลเซียอยู่เลย ..ดูซิร้อนเชียว อีดใจเดียวก็ทำพิธี “ลอดช่อง”..เห็นเรือสินค้าจอดเรียงรายกันเป็นแถบ ๆ อยู่ด้านล่างเป็นอันว่าใช่แน่แท้ “สิงคโปร์” นั่นเอง

ทางเดินออกของสนามบินไม่ยาวเหยียดเหมือนที่ฮ่องกง เดินออกจากงวงก็ชนโป๊ะเข้าให้กับด่านตรวจคนเข้าเมือง ฉกลูกอมฟรีมาพอทำเนาดึงกระเป๋าเก็บมาม่าเรียบร้อยแล้วก็เล็งซ้ายเล็งขวาหาแผนที่และเอกสารท่องเที่ยวฟรี ๆๆๆๆ เดินออกจากด่านตรวจเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาสองแพล่บก็เจอทางออกซะแล้ว ตอนนี้หน้างามของสองสาวทรามเชยก็เชิญชวนให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเขม้นมองเราเป็นพิเศษ ถึงกับเรียกเราเข้าไปคุยเป็นการส่วนตัว(น้านนน ว่าเข้าไปนั่น ที่แท้ก็หน้าตาเหมือนโจรก่อการร้าย แถมหิ้วกระเป๋าใบใหญ่ผิดสังเกตุ เลยโดนเรียกไปเช็คบิลต่างหาก ดีไม่โดนให้เอาตังในกระเป๋ามานับโชว์เหมือนพ่อหนุ่มบาบูผิวดำคมเข้ม อยากหน้าเหมือนกระเหรี่ยงดีนัก)


โดย: ป้าทุยบ้านทุ่ง วันที่: 23 กรกฎาคม 2548 เวลา:10:14:00 น.  

 
จากสนามบินถึงย่านโรงแรมที่เราพัก 30 นาทีบนเส้นทางพิเศษ อีซีพี (ECP-Express Coast Parkway) พอเข้าห้องพักเก็บกระเป๋าเดินทางเสร็จเรียบร้อย สายตาเหยี่ยวขี้งกสำรวจพื้นที่ไว้เรียบร้อยแล้วตอนเช็คอินเข้าห้องพัก ตรงดิ่งลงมาที่ชั้นวางเอกสารและแผนที่การเดินทางเลือกหยิบแผนที่รถไฟฟ้ามาคนละ 1 ฉบับเป็นยันต์วิเศษ และกองทัพน้อย ๆ ก็มุ่งตรงสู่สถานีรถไฟฟ้า ส่งตังค์ให้ไปคนละ 15 เหรียญเราก็ได้บัตรอีซี่ลิงค์ (EZ link) หรือสมาร์ทการ์ดสิงคโปร์มาครอบครองคนละ 1 ใบ การ์ดนี้ใช้ได้ 5 ปีนับจากวันแรกที่ซื้อเชียวนะ ต่อจากนี้จะไปไหนมาไหนก็จะเริ่มต้นด้วยราคา 20 บาท (80 cent) ย่านที่เราอยู่มีรถไฟฟ้าสายตะวันออก-ตะวันตก (EW lines - Boonlay- Parsir Ris) พอเห็นปุ้บทีมงานก็จัดการแปลเป็นไทย เพื่อให้ง่ายต่อการเรียก มันเลยกลายเป็นรถไฟสายอีสาน “บุญหลาย – ปลาสลิด”

จุดหมายแรกของเราจะไปทำการสักการะเซ่นสรวงดวงวิญญาณสิงห์โตเงือก(Merlion ) ขอว่าอย่าให้มีผีร้ายมาหลอกหลอนตอนหลับตอนนอนเลย เจ้าสิงโตเงือกเจ้าเก่าเล่ายี่ห้ออยู่ที่ถนนฟูลเลอร์ตัน (Fullerton road) แถบย่านซิตี้ฮอลล์และราฟเฟิ้ล นั่งฟังเสียงติ้งหน่อง “พลีส ไมน์ เดอะ แก๊ป” ของรถไฟฟ้าไปได้สัก 15 นาทีก็ถึงสถานีราฟเฟิ้ล พากันเดินมุด ๆ ๆๆๆ ไปตามป้ายบอกทาง ความจริงป้ายเจ้าเหมียวทะเล หรือว่า เมอร์ไลอ้อนพาร์ค นี้จะหมดอยู่แค่ตรงทางออกเท่านั้นแหละ แต่อาศัยกางแผนที่เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาปรู้ดไปปรู้ดมา ผ่านห้างและร้านค้าใต้ถุนตึกแล้วก็มาโผล่บริเวณธนาคารใหญ่แห่งหนึ่งบนถนนแบตเตอรี่ (Battery road) มองเห็นแม่น้ำสิงคโปร์สีเขียวอมเทาฝั่งหนึ่งเป็นย่านอนุรักษ์ฟอร์บิดเด้นซิตี้ (Forbidden City) เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยดั้งเดิมสมัยสิงคโปร์โบราณ ปัจจุบันกลายมาเป็นย่านกินดื่มแบบโรงเตี้ยม เหมาะสำหรับหนุ่มสาววัย “กิ๊ก” จะมาจูงมือกันเดินชี้นกชี้ไม้

อีกด้านหนึ่งของแม่น้ำเป็นพื้นที่อนุรักษ์เขียวชอุ่มพุ่มไสวมีตึกเตี้ยคล้าย ๆ กับห้องสมุดสวนลุมของเรา แต่ดูดีกว่ามากเพราะมีประติมากรรมสวยเก๋ตั้งประดับไว้ในสวนสาธารณะอย่างสวยงาม ป้ายเขียนว่า Asian Civilisations Museum และ Paliarment House เหมาะสำหรับมนุษยชาติที่รักการเรียนรู้ แต่สำหรับเราพอเห็นป้ายพิพิธภัณฑ์ก็เลี้ยวควั่บไปริมแม่น้ำตรงกันข้าม เฉียดเดอะฟูลเลอร์ตันโฮเท็ล โรงแรมหรูแฝ่ที่เห็นแค่อัครมหาเสาสูงลิบลิ่วหรูอลังการก็เชื่อแล้วก็ไกด์บุ้คสิงคโปร์ให้คำนิยามไว้ว่าเป็น “โรงแรมที่หรูหราที่สุดในเอเชีย” น้านน.. .กอวอกอปอ (ก็ว่ากันไป) มุดไปตามถนนข้างโรงแรมอีก 1 ครั้งเราก็มาโผล่ที่บริเวณเมอร์ไลอ้อนพาร์คที่มีรูปปั้น 2 ไซส์ ตัวเล็ก ..ตัวใหญ่..ของเจ้าสิงโตเงือกยืนพ่นน้ำ(ลาย) ฟู่ ๆๆๆ อยู่ริมมาริน่าเบย์ .


โดย: ป้าทุยบ้านทุ่ง วันที่: 23 กรกฎาคม 2548 เวลา:10:16:33 น.  

 
ฟ้าอุ้มฝนเป็นสีเทาหม่น ท่าทางเหมือนคนครรภ์แก่ที่พร้อมจะคลอด ทำให้อารมณ์ติ้ดของป้าทุยพลุ่งพล่านสุดขั้ว ข่มขู่นางแบบให้หันซ้ายหันขวา นอนตะแคงยกขา แถมลงท้ายไม่น่าฟังอีก “ถ่าย ๆ ไปเหอะกล้องดิจิตอล เดี๋ยวชั้นก็ไปทำรีทัชเอานางแบบออกก็ได้” ทำเอาประชากรซิ้ม ๆ แปะ ๆ ที่นั่งอยู่แถวนั้นอมยิ้มกันเป็นการใหญ่ ก็ท้องฟ้าสีโศกขนาดนั้นจะให้มานั่งเป่าปี่ขี้แยอยู่ก็คงจะกระไรอยู่..

ลังเล ..หันรีหันขวางแล้วจะไปไหนกันต่อดีล่ะ ดูนาฬิกาก็เกือบทุ่มแล้วแต่ท้องฟ้าสิงคโปร์ก็ยังไม่มืดไม่ค่ำเสียที เป่ายิ้งฉุบก็ยังไม่ลงตัว สุดท้ายใช้วิชาดัชนีพิฆาต จิ้มลงไปบนแผนที่โดนบริเวณ “ไชน่าทาวน์” Chinatown สองสาวดาวยั่วก็เดินย้อนกลับมาทางเดิม เฉียดย่านบาร์เบียร์โบ๊ทเควย์ (BoatQuay) พอให้ได้กลิ่นไส้กรอกและอาหารลอยมาพอเป็นกระสายยา ผ่านห้าแยกวุ่นวายและเลี้ยวลงไปตามถนนสะพานใต้ (South Bride road) มองจากระยะไกลเห็นบ้านแบบจีน ๆ เป็นตึกเตี้ย ๆ มองไปมองมาคล้าย ๆ ย่านชิโนโปรตุกีซที่ภูเก็ต แต่ที่ในไชน่าทาวน์นี้ทาสีโทนเหลืองหวานเย็น กลิ่นเครื่องยาจีนโชยมาเป็นระยะ มองซ้ายมองขวาก็เห็นสรรพสินค้าจีน ยาหม่อง ยาดม สมุนไพร เป็นทิวแถวแนวยาว อากาศต้นเดือนกุมภาร้อนอบอ้าวเสียจนมองไม่เห็นความสวยของบ้านช่องห้องหอ เลี้ยวแบบยกล้อ “ฟ้าบบ...” เข้าไปเติมความเย็นในห้างสรรพสินค้าชื่อไชน่าทาวน์

ตึกรามบ้านช่องในสิงคโปร์ส่วนมากจะมีลานน้ำพุแลต้นไม้เขียวเขียวเย็นตาเย็นใจ แต่อากาศร้อนจนอึดอัดก็ยับยั้งเราให้นั่งหอบลิ้นห้อย และชื่นชมจากในห้องแอร์ห่าง ๆ ข้างในมีกี่เพ้าและเสื้อผ้าบูติควางกองในกระบะติดป้าย “ลดแหลก แจก แถม 99 เหรียญจ้า” คูณด้วยยี่สิบห้าบาทเข้าไปแล้วราคาไม่น่ารักเอาซะเลย พอได้ไอเย็น ๆ หายใจคล่องขึ้นมาบ้างก็ออกมาตะลุยต่อ ..คราวนี้เร่งเวลาขึ้นอีกนิด ..เดินไปจนสามแยกก็ทำยูเทิร์นกลับมาอีกฝั่งของถนนสะพานใต้ แวะเข้าไปดูตลาดนัดสิงคโปร์ มองซ้าย มองขวา ผ่านแผงซีดีเพลงและหนัง ไปเห็นอุปกรณ์มือถือ เสื้อผ้า เครื่องไฟฟ้า ที่ตบยุง และของจิปาถะ ดูไปดูมานึกถึงตลาดนัดบางลำพูงามวงศ์วาน เลยมาอีกนิดใกล้กับซอยเจดีย์ (pagoda) มีป้ายวัดไทยสุดอลังการ ลองแวะเข้าไปตามคำเชิญชวนทำบุญของอาซิ้ม อยากรู้ว่าจะคล้ายกับวัดในเมืองไทยไหม พอเข้าไปแล้วก็เวียนเฮดกับเสียงเชื้อเชิญเป็นภาษาจีน เดิน ๆ ดูพระพุทธรูปปางแปลก ๆ ไม่ซ้ำแบบกับเมืองไทย เดินได้แป๊บเดียวก็ต้องรีบขอลาเพราะเริ่มมึนตึ้บกับยุทธวิธีสร้างบุญสร้างกุศลของชาวพุทธสไตล์สิงคโปร์หล่า


โดย: ป้าทุยบ้านทุ่ง วันที่: 23 กรกฎาคม 2548 เวลา:10:21:38 น.  

 
ตอนนี้เวลาผ่านไปเกือบ 4 ชั่วโมงแล้ว .. อาการทางกายภาพเริ่มเห็นชัดเจน คนที่หนึ่งเริ่มเดินโซซัดโซเซ คนที่สองเริ่มมีอาการหงุดหงิดร้องจะกินน้ำอย่างเดียว ..เดินผ่านย่านอาหารโต้รุ่ง (China Food Street) เป็นร้านรถเข็นที่มีอาหารหลากหลายอย่าง อาหารจานเดียว ไก่ ก๋วยเตี๋ยว ข้าวราดแกงแขก เรียงรายด้วยโต๊ะอาหารอยู่ด้านหน้าแบบเดียวกับโต้รุ่งบ้านเราที่ไปสั่งและนั่งตรงไหนก็ได้เพราะเป็นโต๊ะใช้ร่วมกัน แต่ละร้านมีรูปอาหารและติดราคาไว้เรียบร้อย ส่วนใหญ่จะราคาอยู่ที่ 3-5 เหรียญต่อจาน สองสาวดาวหมีคู่เดินเฉไปเฉมาทำท่าจะไปจิ้ม ๆ แต่พอมองหาโต๊ะนั่งก็ต้องเปลี่ยนใจเพราะแน่นเหลือเกิน ปากซอยมีร้านสะดวกซื้อ เจ็ดโมงเช้ายันห้าทุ่ม (Seven Eleven ) ไม่ทันสังเกตุว่ามีป้ายอีซี่ลิ้งค์ไหมเพราะอยากจะแลกเงินแบงก์ย่อย ๆ ไว้ น้ำเปล่าสองขวดราคาสองเหรียญห้าสิบเซนต์ ..เสียงซดน้ำอั้ก ๆ แล้วก็ยิงคำถาม “ทำไมเราไม่กินชาล่ะ 3 ขวดแค่ 5 เหรียญเอง”

สองทุ่มสิบห้านาทีฟ้าเริ่มมืดแล้ว ลมปราณก็เริ่มแตกซ่านตามความเหนื่อย ..วิชากางแผนที่เดินใช้ไม่ได้ผล นอกจากใช้ไม่ได้ผลยังทำให้ทีมงานดาวลูกหมีเดินอ้อมไปอีกกิโลเขื่อง สาเหตุหลัก ๆ มาจากการถือแผนที่คนละเวอร์ชั่น เถียงกันไปตลอดเส้นทาง แถมความเงียบงันในแสงสลัวของย่านอนุรักษ์แถบถนนเนล (Neil road) ก็ยิ่งทำให้สมาธิกระจัดกระจายได้มากถึงมากที่สุด แต่คุณคะเชื่อไหม..หลงขนาดนี้ยังไม่มีการถอยกลับแม้แต่ก้าวเดียว ขนาดเดินไปห้าก้าวหยุดดูแผนที่ 1 ครั้งก็ยังมีเดินหน้าเรื่อยไป .ช่างมั่นคงกันเสียเหลือเกิน แล้วในที่สุดเธอทั้งสองก็หาจุดรอมชอมกันได้ที่สี่แยกใหญ่นามแคนตันเมนท์ (Cantonment square) เมื่อแผนที่ทั้งสองฉบับปรากฏตรงกัน เลี้ยวขวาไปตามถนนจนชนอีกสี่แยกใหญ่ ป้ายสถานีรถไฟใต้ดินสีเชียวสดใสก็หลิ่วตารอเราอยู่ทางด้านขวามือของสี่แยก พากันมุดลงดินไปขึ้นรถกลับนิวาสถานแต่เร็วไว ยังไม่ลืมว่าต้องไปที่ชานชาลาสำหรับรถสาย “ปลาสลิด – Parsir Ris”

สี่แยกใหญ่หัวมุมถนนที่โรงแรมตั้งอยู่มีร้านขายผักหน้าตาน่าสนใจ รวมทั้งร้านอาหารตามสั่งคล้าย ๆ ร้านข้าวต้มบ้านเรา แต่อาการเหนื่อยจนแทบจะพูดไม่ออกกำเริบหนักประมาณว่า เอ บี ซี ยังนึกไม่ออก ทั้งคู่มีความเห็นตรงกัน “กินมาม่าดีกว่า”


โดย: ป้าทุยบ้านทุ่ง วันที่: 23 กรกฎาคม 2548 เวลา:10:22:48 น.  

 


เช้าวันที่สอง
เวลาไปทัวร์ต่างประเทศป้าทุยแกชอบตื่นเช้าแล้วไปเดินท่อม ๆ จ่ายตลาด หาเรื่องไปก่อกวนแม่ค้าแม่ขาย หรือ ไปเดินแยกเขี้ยวทักทายพระอาทิตย์ ทำตัวเป็นผู้เสพอากาศยามเช้า แต่ไม่ใช่ที่สิงคโปร์..การเดินทางของเช้าวันที่สองกว่าจะเริ่มต ้นได้ก็ผ่านเก้าโมงไปแล้ว หลังผ่านการบิดซ้าย ๆ ขวา ๆ ไปเกือบสิบรอบ ..และเหมือนจะยังเข็ดจากประสบการณ์แผนที่คนละฉบับของวันแรก คราวนี้ป้าทุยกับน้องหนูดีเตรียมแผนที่อย่างละเอียดลออ .. มีทั้งเทียบปก ..เทียบเวอร์ชั่น ..เทียบซอย..แบบยิบยิบ..กะจะไม่ให้เกิดสงครามบนถนนหนทางอีกแล้ว ..

ทัวร์เช้าจะเริ่มต้นที่น้ำพุแห่งความมั่งคั่ง (Fountain of Wealth) ศูนย์ประชุมซันเทค (Suntech City) ย่านชอปปิ้งถิ่นเครื่องเทศและกลิ่นกำยานลิตเติ้ลอินเดีย (Little India) ชาวคณะตรงดิ่งไปที่สถานีรถไฟคราวนี้เราต้องไปที่ชานชาลาสู่ “บุญหลาย” เพื่อนั่งรถไปที่สถานีชุมทางซิตี้ฮอลล์ (Cityhall interchange) แอบยิ้มกับป้ายซ่อมที่บันไดเลื่อนทางขึ้นสถานีรถไฟที่เมื่อวานป ิดซ่อมและวันนี้ก็ยังเหมือนเดิม
แต่ก่อนจะเข้าไปในชานชาลาได้ก็ต้องเวียนเฮดกับวิธีการใช้บัตรขอ งคุณน้องลูกหมีใหญ่ คุณนายหมีน้อยวิ่งจู้ดผ่านเครื่องกั้นตามตำหรับฮ่องกงที่เอาบัต รใส่ไว้ในเป้แล้วเหวี่ยงสุ่ม ๆ ให้ผ่านเครื่องอ่าน ซึ่งมันก็เปิดไฟเขียวให้ผ่านไปอย่างว่องไว แต่พอมาที่คุณน้องหมีใหญ่อุตส่าห์วางแช่ไว้ตั้งเป็นนานเครื่องก ั้ั้นก็ยังร้องปรี้ดแถมยังทำไฟแดงโร่ไม่เปิดเครื่องกั้นซะอย่าง นั้นแหละ ปล้ำกันจนเหงื่อไหลไคลย้อย ทั้งคว่ำทั้งหงาย ยังไง้ยังไง เจ้าเครื่องกั้นก็ยังแหกปากโวยวาย “ไม่ให้ไป๊ ไม่ให้ไป” กำลังจะสรุปว่าบัตรเสียรึเปล่านะ ก็มาถึงบางอ้อว่าคุณเธอวางบัตรผิดที่

ระหว่างนี้เราได้ข้อสรุปของความไม่สนใจใครของชาว “สิงคโปร์หล่า” มาอีก 1 ข้อ .. ถ้าสถานการณ์นี้เกิดที่สารขัณฑ์บ้านเกิดของเรานี้ ผู้คนจะมุงดูกันให้เพียบพาบ จะมีอยู่ 3 ประเภทคือ ประเภทที่หนึ่งมีน้ำใจ ประเภทที่สองรำคาญ และประเภทที่สามคนที่เป็นเจ้าหน้าที่คนสุดท้ายนี่หน้าที่บังคับ นิดหน่อย คนสารขัณฑ์เขาให้เหตุผลว่า

“ช่วย ๆ มันหน่อย (..มันขวางทางอยู่..) คนอื่นจะได้ไปกันได้ซะที”


โดย: ป้าทุยบ้านทุ่ง วันที่: 23 กรกฎาคม 2548 เวลา:10:24:56 น.  

 


ลงรถที่สถานีศาลากลาง-ซิตี้ฮอลล์ (City hall) มุด มุด มุด ไปตามป้ายไปซันเทคซิตี้ ผ่านห้างสรรพสินค้าและดงของสรรพสิ่งสวยงามไปกว่า 5 นาที ตรงนี้เรียกว่าซิตี้ลิ้งค์มอลล์(Citylink mall) เป็นช่วงวินโดว์ชอปปิ้ง (Window shopping) หรือภาษาเฉพาะของเราคือชะโงกทัวร์กันอย่างเมามัน ไม่มีใครมากวาดต้อนเราเข้าไปดูหรือเรียกซื้อของให้รำคาญใจ เพราะว่ายังไม่ถึงเวลาเปิดร้านเลย ..ฮา ระหว่างทางมีป้ายบอกเป็นช่วง ๆ ว่าตอนนี้เรามุดอยู่บริเวณไหน บางช่วงเห็นป้ายบอกน่าสนใจเราก็โผล่หน้าออกไปดูซ้ายดูขวาเสร็จแล้วก็มุดกลับลงมาเดินใต้ดินต่อ ชัดถ้อยชัดคำมาก “ข้างนอกร้อน เดินในห้องแอร์ดีกว่า” สุดทางเดินเราโผล่ขึ้นมาที่บริเวณถนน "เตมาเซค” (Temasek road) ขวามือเป็นโรงแรมมาริน่าแมนดาริน ซ้ายมือเป็นศูนย์การประชุมแห่งชาติสิงคโปร์ (Singapore Internation Convention & Exhibiton Center) มองดูแดดเปรี้ยงด้านนอกแล้วก็ตัดสินใจหนีร้อนไปพึ่งเย็น คราวนี้เล็งป้ายถนนไม่ได้มีแต่ป้ายร้านค้า โรงหนัง และศูนย์ประชุม ดูจากแผนที่แล้วซันเทคคอมเพลกซ์และน้ำพุอยู่เยื้องไปทางด้านหลั ง เราก็อาศัยหลักการเดินตรงไปเพียงอย่างเดียว แวะร้านแมคโดนัลด์สำรวจราคาแล้วก็ไปปิ๊งกับไอศกรีมโคนละ 80 เซ็นต์ควักเอาเจ้าอีซี่ลิ้งค์มาใช้ประโยชน์ซะหน่อยดีกว่า หน้าตาของเส้นทางเดินใต้อาคารก็เหมือนเดินอยู่ในเวิลด์เทรดเซ็น เตอร์ทำนองนั้นแหละ มุด ๆๆๆๆ เวลาประมาณสิบนาฬิกาห้านาทีเป้าหมายของดาวลูกหมีน้อยก็เปี๊ยนไป ๋ สายตาเธอสอดส่ายหาห้องพิเศษ แต่ก็ถึงพอดีขวามือเป็นลานวงกลมมีน้ำพูครึ่งวงกลมสูงเท่าเด็ก 3 ขวบ แต่แทนที่จะเลี้ยวขวามุดม่านกันน้ำออกไปที่ลานน้ำพุ คุณเธอก็ตรงดิ่งตามป้ายห้องสุขาที่อยู่ตรงหน้าไปอย่างรวดเร็ว เฮ้อ..บอกแล้วไงว่าไม่เคยมา
กลับออกมาชมความงามของน้ำพุขนาดเด็กอีกครั้ง เวลาที่เราไปชมเป็นเวลาเช้าที่น้ำพุยังไม่โตเต็มที่นัก ถ้าจะดูความอลังการของน้ำพุใหญ่ที่สุดในเอเชียที่ชาวเมืองสิงหปุระเขาว่าไว้นั้น จะต้องมาชมในยามค่ำคืนเพราะที่นี่เขาจะจัดแสดง แสง สี เสียง แบบพร้อมพรักและสวยงาม ตอนนี้สองสาวดาวหมีคู่ก็เข้าแถวเตรียมตัวเอามือไประน้ำและอธิษฐ านขอเลขขอเบอร์ตามคำแนะนำที่ติดไว้ การเดินทางทริปนี้เป็นช่วงก่อนตรุษจีนหรือเทศกาลปีใหม่ทั่วทั้ง เมืองกำลังเตรียมตัวเพื่อต้อนรับปีไก่ทอง ที่บริเวณลานน้ำพุนี้ก็เช่นกัน โดยรอบมีบอร์ดคำทำนายโชคชะตาประจำปีไก่มีทั้งภาษาจีนและภาษาอังกฤษ ลองเข้าไปเมียง ๆ มอง ๆ จับใจความได้เหมือนกับหนังสือทำนายโชคชะตาเล่มสีแดงเล่มละ 29 บาทในเมืองไทยเป๊ะ แสดงว่าน่าจะเป็นตำหรับยอดนิยมของผู้คนเชื้อสายจีนทั่วโลก


โดย: ป้าทุยบ้านทุ่ง วันที่: 23 กรกฎาคม 2548 เวลา:10:28:25 น.  

 
..สิงคโปร์เป็นเมืองทันสมัยเจี้ยบถ้ามองจากสิ่งก่อสร้างตึกรามสูง ระฟ้า ผสมกับเทรนด์ของผู้คนสไตล์ทันสมัยโฉบเฉี่ยวด้วยรถเก๋งสปอร์ตรุ่ นใหม่ ระบบเทคโนโลยีล้ำหน้า แต่ถ้าย้อนกลับมามองว่าที่จริงแล้วสิงคโปร์ก็ยังมีความเชื่อเรื ่องโชคลางและโหราศาสตร์ฝังอยู่ในดีเอ็นเออย่างแนบแน่น

..ตัวอย่างก็เช่นเรื่องของฮวงจุ้ย หรือ เฟิงจุ้ย ที่เห็นเด่นชัดก็คงจะเป็นที่น้ำพุที่ตั้งอยู่ตรงจุดกึ่งกลางของ ซันเทค มีคำอธิบายมากมายถึงการจัดวางในแบบอย่างที่สมบูรณ์แบบที่นำพาคว ามเจริญรุ่งเรืองมาสู่ซันเทค ถึงขนาดการท่องเที่ยวสิงคโปร์ (STB Singapore Tourism Board) หยิบเอาไปทำเป็น 1 ในรายการทัวร์ประเภทไม่ควรพลาดเมื่อมาถึงสิงคโปร์

...เราใช้เวลาเยี่ยมเยือนซันเทคและน้ำพุประมาณ 15 นาทีก็เสร็จสมอารมณ์หมาย ขึ้นมาด้านบนยืนรับลมโชยบนลานซันเทคให้ผมยุ่งเหยิง มองเห็นรถทัวร์สีสันจ๊าบสะดุดตาชื่อ “เป็ดทัวร์” (Duck tour) จอดเรียงรายกันเป็นแถบ

...เสียงป้าทุยศรีคนขี้เกียจเดินบ่นงึมงำ เมืองไทยน่าจะมีรถสีแสบ ๆ แบบนี้บ้างนะ แล้วก็เปลี่ยนใจแก้ตัวให้อีกที.... “คนไทยรสชาติแซ่บอยู่แล้ว ชีวิตออกจะสีสันคัลเลอร์ขนาดนั้น ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ช่วยแบบนี้ก็ได้” .... แต่กว่าจะออกจากบริเวณซันเทคได้ก็ใช้เวลาไปกว่าค่อนชั่วโมง เมื่อเราเดินตามถนน "เตมาเซค”ที่วนเวียนเป็นวงกลมล้อมรอบซันเทค เดินไปเดินมาก็เจอป้าย “เตมาเซค”อีกแล้ว ก็เจ้าถนนชื่อนี้มันมีทั้งตอนที่เป็นอเวนิว และบูเลอวาร์ด คราวนี้หลงทางเพราะคิดจะใช้ทางลัดทะลุผ่านหลังโรงแรมแพนแปซิฟิค ไปที่ป้ายรถเมล์ด้านหน้า เจ้าประคุณเอ๋ย .. เขาไม่ได้ทำไว้ให้เดินลัด ถ้าเดินตรง ๆ ก็ถึงนานแล้ว ..

..แต่การหลงทางก็คือการค้นพบ(อีกแล้วครับท่านผู้ชม) ระหว่างนี้สายตาว่องไวของคุณนายก็ไปเจอป้ายประชาสัมพันธ์รถโดยส ารท่องเที่ยวซิตี้บัซซ์ (CityBuzz) เชิญชวนนั่งรถเที่ยวชมตัวเมืองรอบละ 1 เหรียญ ถ้าซื้อแบบเหมาจ่ายมีเอกสารและคู่มือแจกให้ด้วยเหมาจ่าย 5 เหรียญ

...มองจากรูปและตัวอย่างรถที่ผ่านตาไปแว้บ ๆ เป็นรถโค้ชปรับอากาศ 2 ชั้นอย่างดีและที่สำคัญจ่ายด้วยอีซี่ลิ้งค์ได้ด้วย ที่ประชุมก็เลยมีมติเป็นเอกฉันท์นั่งรถซิตี้บัซซ์เที่ยวดีกว่า เราเลือกคันที่อ้อมที่สุดจะได้นั่งได้นานที่สุดและเย็นที่สุดแล ะตกลงใจกันว่าจะไปลงแถว ๆ ปลายชุมชนแขก (Little India)

...นั่งรอประมาณ 15 นาทีรถคันแรกก็เข้ามาเทียบและพาเราออกเดินทาง รถวนขวาไปออกที่บริเวณริมมาริน่าเบย์ ผ่านหอทุเรียนหรือชื่อจริง ๆ ว่าโรงละครเอสแพลเน็ดริมอ่าว(Esplanade Theatres on the Bay) บริเวณสวนสาธารณะริมอ่าวนี้กำลังเตรียมจัดออกร้านงานตรุษจีน มีสรรพสิ่ง ชิงช้า เครื่องเล่น สวนสนุกสำหรับเด็กวางกองพะเนินเทินทึก สีสันล่อตาล่อใจ เราก็เลยกระโดดลงจากรถซิตี้บัซซ์ตั้งแต่ป้ายแรก เดินฝ่าเปลวแดดร้อนเปรี้ยงไปตามระเบียงอ่าวเก็บรูปหอทุเรียนริม อ่าวและเก็บภาพระยะไกลของเจ้าเหมียวเงือกที่ยังยืนพ่นน้ำฟู่ ๆ หน้า โรงแรมมหึมา "เดอะฟูลเลอร์ตัน" อีกฟากฝั่งหนึ่งของอ่าว



...อากาศร้อนไล่ต้อนเราเข้าไปหลบในหอทุเรียน เดินแบบไม่มีจุดมุ่งหมายในการเสพศิลปะซักเท่าไร เข้าไปจนถึงห้องจัดแสดงศิลปะแห่งหนึ่ง ป้าทุยดันตาถั่วมองผลงานประติมากรรมสีสดใสทันสมัยว่าเป็น “กล่องอะไรเนี่ย” ทำท่าเสพไอเย็นกันอย่างสำราญใจ แข่งกับเสียงท้องร้องจ๊อก ๆ โครม ๆ ..เพราะถ้าเทียบเวลากับเมืองไทยที่ช้ากว่า 1 ชั่วโมงก็คงเป็นเวลาเที่ยงกว่าแล้ว


โดย: ป้าทุยบ้านทุ่ง วันที่: 23 กรกฎาคม 2548 เวลา:10:34:05 น.  

 
...ย้อนกลับไปขึ้นรถชมเมืองสายเดิม ดูเส้นทางการวิ่งของรถที่ไปเลี้ยวซ้ายเข้าถนนสะพานเหนือ (North Bridge road) เลี้ยวขวาที่แม่น้ำสิงคโปร์ ผ่านย่านโรงเตี้ยมชุมชนโบ๊ทเควย์ ผ่านไชน่าทาวน์ ถนนเฮฟล๊อค ก่อนจะวกขึ้นทิศเหนือมาผ่านออร์ชาด บูกิส สิมหลิมคอมเพลกซ์ และลิตเติ้ลอินเดีย และก็จะวนกลับไปที่ซันเทคในที่สุด ทั้งหมดนี้ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีไม่ขาดไม่เกิน

...รถชมเมืองคันนี้มีนักท่องเที่ยวอยู่ทั้งหมดด้วยกัน 4 คน เป็นคู่ฝรั่งตาสีฟ้าผมสีทองกับอีกคู่ผมสีแดงผิวสีดำ (ป้าเอง อิอิ) เหมือนเป็นรถเหมาสองสาวดาวลูกหมีลิงโลดใจ ตีลังกาถ่ายรูปกันอย่างเมามันไม่เกรงใจใคร รถวิ่งมาถึงแค่ออร์ชาดคู่ฝรั่งสามีภรรยาสองคนก็รีบลงรถไปอย่างร วดเร็ว สันนิษฐานได้ว่ารำคาญจนทนไม่ไหว รถเลี้ยวขวาเข้าย่านลิตเติ้ลอินเดียมาได้ครึ่งทางก็มีการเปลี่ย นแปลงโปรแกรมอีกครั้ง กระโจนพรวดทีเดียวลงมาจากชั้นสองทำเอาคนขับรถสะดุ้งค้อนขวับเข้าให้ สามตลบ .. ที่เสียมารยาทขนาดนี้เพราะว่าหิวจนทนนั่งอยู่ไม่ไหวแล้ว ..

...จ้ำพรวด ๆ กลับไปที่หน้า “สิมหลิมคอมเพล็กซ์” (Sim Lim Complex) มีจุดหมายอยู่ที่ย่านบูกิ๊ส แต่ไปไม่ถึงหมดแรงอยู่ที่ฟู้ดคอร์ทของ “เทกก้ามอลล์” (Tekka Mall) เยื้อง ๆ กับสิมหลิมนั่นแหละ .. เจ้าดาวหมีใหญ่ตกลงปลงใจกับข้าวหน้าเป็ดที่แถมซุปใส ๆ มาให้ด้วย ส่วนคุณป้าดาวหมีน้อยค่อยละเลียดแทะเล็มผักผัดน้ำมันหอยของแนมท ี่มากับเป็ดย่างจนข้าวเปล่าหมดไป 1 จานแล้วเธอก็ยังไม่หนำใจ ก็เลยไปยกเอาบะหมี่เห็ดหอมทำใหม่ ๆ ควันกรุ่นหอมฉุยมาตบท้าย กินอิ่มก็เริ่มมีสำนึกกลับคืนมามองรอบ ๆตัวเห็นผู้คนกำลังต้องการที่นั่ง ก็เลยถอนสมอถอยทัพออกมาแต่โดยดี

...มีการเปลี่ยนแผนการเดินทางอีกครั้ง จากเดิมที่ว่าเราจะไปเยือน “ห้างมุสตาฟา” ตั้งอยู่ทางเหนือของลิตเติ้ลอินเดียเป็นอันว่ายกเลิก คุณนายป้าให้เหตุผลสั้นง่ายในตอนแรกว่า “เบื่อแขก” ทีหลังถึงมาอธิบายเพิ่มเติมว่าสมัยยังสาวจี๋แกชอบไปลุยพาหุรัด หาซื้อที่เขียนขอบตา วะปะหล่ำกำไลสายสร้อย กระโปรงลายเวียนหัวไปตามประสา แถมยังเคยไปนอนหนุนตักแขกให้เจ้าหล่อนนวดจนหูนุ่มก่อนเจาะทะลุทะลวง ... แกว่าถ้าคิดถึงเดี๋ยวกลับไปมุดตลาดพาหุรัดก็ได้ หน้าตาคล้าย ๆ แบบนี้นั่นแหละ

... แต่ ๆๆๆๆ เหตุผลจริง ๆ น่ะหรือน้องลูกหมีรู้อยู่เต็มอก ฟู้ดคอร์ทที่นั่งหม่ำอาหารกลางวันมันอยู่ด้านตรงข้ามสิมหลิมคอม เพล็กซ์ ตลาดติดแอร์เย็นฉ่ำโบ๊ะขายสาระพันคอมพิวเตอร์ของโปรดของป้าแก นั่งกินข้าวไปเห็นนัง “จิ้มลิ้ม” เอ้ย “สิมหลิม” ลอยหน้าลอยตายั่วออกขนาดนั้นมีหรือสาวกพันธ์ทิพย์อย่างคุณนายจะ อดใจไหว ไม่ได้ซื้อก็ขอไปเดินทำน้ำลายไหลยืดยาด ๆ ก็พอใจแล้ว มาลงตัวพอดีตรงที่น้องลูกหมีคนดีก็กำลังสืบราคาโน้ตบุ้คอยู่พอด ี

. ..ก็เลยเกี่ยวก้อยข้ามไปฝั่ง “จิ้มลิ้ม” กันด้วยความเต็มใจ คุณนายป้าแกดูสงบเสงี่ยมผิดปกติไม่ร้องจะเอานู่นเอานี่ ขนาดกล้องถ่ายวีดีโอที่แกอยากได้จนตัวสั่นไปก้ม ๆ เงย ๆ ดูราคาแล้วก็ส่ายหัวดุกดิก สรุปได้ตรงกันว่าซื้อเมืองไทยเหอะ ราคาเท่า ๆ กัน ซื้อไปก็ไม่มีประกัน เผลอทำเจ๊งก็ต้องโดนซ่อมแพงซะอีก ..เสียเวลาหิ้ว .. พี่ไทยมาชอปปิ้งกันเยอะเชียวส่วนใหญ่ถามถึงกล้อง วีดีโอและเครื่องเล่น MP 3 รุ่นใหม่สุด สมแล้วที่เป็นย่านฮิตติดอันดับชอปปิ้งของคนไทย

นี่แหละ รูปซิตี้บัซซ์ (CityBuzz)



โดย: ป้าทุยบ้านทุ่ง วันที่: 23 กรกฎาคม 2548 เวลา:10:39:10 น.  

 
... บ่ายแก่ ๆ ทีมงานลูกหมีน้อยก็เคลื่อนย้ายเป้าหมายคือเซนโตซ่าเกาะมหาสนุก เดินออกจาก “จิ้มลิ้ม” ไปข้างหน้าถนนโรเชอร์ซึ่งขนาบด้วยรถไฟตั้งสองสาย ซ้ายเป็นสายอีสาน (NE-North East Line) ขวาเป็นสายตะวันออก-ตะวันตก (East West Line) คราวนี้เราต้องการเส้นทางตรงแบบไม่ “อ้อม” ก็เลยเลี้ยวซ้ายไปมุดลงดินที่รถไฟสีม่วงสถานีลิตเติ้ลอินเดีย(NE-7) สายนี้เป็นสายใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดให้บริการ รถใหม่เอี่ยมและคนก็ยังไม่มากเท่าไรนัก ระหว่างนั่งไปยังมีชาวสิงคโปร์มาถามทางให้พอเหวอ ๆ ว่าผ่านสถานีนู้นนี้ไหม..คงจะใหม่จริง ๆ นั่นแหละ ..

... เราไปลงที่สถานีปลายทางชื่อ “สถานีหน้าอ่าว” (Harbourfront station) เป็นสถานีใต้ดินขนาดใหญ่มากอีกแห่งหนึ่ง จากชานชาลาเดินออกมาที่ทางออกยาวประมาณ 1 หืด โผล่ปั๊ปเราก็เจอสถานีรถประจำทางด้านหลังมีม่อนดอยลูกขนาดกลาง ๆ 1 ลูก ขึงสายเคเบิ้ลและกระเช้าระโยงระยางทอดข้ามอาคาร “หน้าอ่าว” ผ่านลงไปในทะเล เสียงเจ้าลูกหมีใหญ่เริ่มมีกิเลสอยากนั่งกระเช้าข้ามไปเซนโตซ่า กับเขาบ้าง ข้ามไปสืบราคาที่ตู้ขายตั๋วในตึก “หน้าอ่าว” ได้ราคาก็ถอยกรูดออกมา ได้ความว่าราคานั่งกระเช้าอย่างเดียวไปกลับ 15 เหรียญสิงคโปร์ คูณออกมาได้สามร้อยเจ็ดสิบห้าบาท “ไปนั่งที่ดรีมเวิล์ดก็ได้ รวมค่าเข้าแล้วยังไม่ถึงสามร้อยเลย” โฮะ ๆ มันเหมือนกันที่หนายล่ะ ..โดนคุณนายหมีน้อยบ่นงึมงัม “ถามแล้วนะว่าอยากจะไปทัวร์เซนโตซ่าไหม ชั้นบอกแล้วไงว่าซื้อมาจากเมืองไทยถูกกว่า ฮึ!” ไม่ยอมเสียตังเป็นแน่แท้ ด้วยความงกเราเดินย้อนกลับไปที่รถบริการรับส่งฟรีของเซนโตซ่าที ่สถานีรถประจำทาง ตอนนี้มีนักท่องเที่ยวที่จะนั่งรถบัสเข้าไปเกือบรออยู่เต็มคันร ถ ใช้เวลาประมาณ 5 นาทีขับข้ามสะพานเชื่อมยาว ๆ มาถึงทางเข้าด้านหน้าแล้วก็ลงไปจ่ายค่าเข้าคนละ 2 เหรียญสิงคโปร์ (โห ..แพงจัง) อ้อ..ขาประจำอีซี่ลิ้งค์ต้องเตรียมใจนะเพราะเซนโตซ่าไม่ให้จ่าย ด้วยบัตรหรอกนะจ้ะ ..

... เกาะเซนโตซ่าเขียวคลึ้มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่เป็นดงคลึ้มก็เลยไม่ มีช่องให้ลมพัดถ่ายเทเท่าไร อากาศร้อนทำให้เหงื่อออกเหนียวเหนอะหนะตัว เริ่มต้นการเดินทางตามสูตรสำเร็จกางแผนที่ปั๊บจิ้มปุ๊บ นี่ นี่ ..แล้วก็เลือกสีรถบริการ ..บนเกาะนี้การคมนาคมสะดวก ไปไหนมาไหนมีรถบริการไม่ต้องเดิน เราเริ่มต้นด้วยการเซอร์เวย์แบบหยาบ ๆ ก่อนนั่งรถรอบเมือง เอ้ย รถบริการ โฉบไปโฉบมา แต่ละสายก็จะวิ่งผ่านจุดที่น่าสนใจต่าง ๆ อาทิ โลกใต้น้ำ (Under Waterworld) เมอร์ไลอ้อน หอคอยหมุนลอยฟ้า พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง และเครื่องเล่นอีกหลายรายการ ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเราก็นั่งรถฟรีครบทุกสาย ดูนาฬิกาก็เพิ่งจะสี่โมงครึ่งยังต้องรอเวลาชมการแสดงน้ำพุดนตรี ที่วันนี้มีเล่นรอบเดียวเวลาทุ่มตรง

... เลือกไปนอนเล่นริมทะเลที่ “หาดพัลวัน” (Palawan Beach) ข้าง ๆ เป็นบ่อปลาโลมาได้ยินเสียงพากย์การแสดงโชว์น่าสนุกสนาน ข้างหน้ามีเกาะเล็กหน้าตาจุ๋มจิ๋มเห็นผู้คนข้ามไปมากันขวักไขว่ ท่าทางดูดีมีวิวให้ถ่ายรูป แถมทางข้ามเป็นสะพานโยกเยกเป็นเชือกสีขาวเส้นโต ๆ หน้าตาสวยงาม จากนั่งรอริมหาดเราก็เลยต้วมเตี้ยมไปชมทัศนียภาพกับเขาบ้าง อันว่าเกาะเซนโตซ่านี้เปรียบไปแล้วก็คงขนาดคงเทียบเท่ากับสวนลุมบ้านเราคงได้ ไม่ว่าจะนั่งรถบริการสายไหนไม่ทันจะหายใจครบสามเฮือกสักทีก็เป็นอันว่าถึงซะแล้วจุดหมาย


..วันนี้เราเห็นนักเรียนมัธยมต้นของสิงคโปร์หน้าตาแสบซ่ามาอบรมเร ื่องการปฐมพยาบาลกันกลุ่มใหญ่ แววตาซ่าใสแบบเด็กวัยซน วิทยากรพูดไปเจ้าแสบซ่าก็เถียงคำไม่ตกฟาก คล้าย ๆ เคยเห็นที่ในเมืองสารขัณฑ์ จากที่เหี่ยว ๆ อยู่รู้สึกเหมือนได้ซึมซับเอาอณูวัยรุ่นเข้าไปกระชุ่มกระชวยขึ้ นได้บ้าง บริเวณใกล้เคียงมีลานปิกนิกที่ยังมีร่องรอยของเศษสิ่งเหลือใช้เ หลือกระจัดกระจาย ค่อยรู้สึกว่าที่นี่มีคนหน่อย ไม่งั้นมันจะเกลี้ยง ๆ สะอาด ๆ นึกว่าไม่มีคนอยู่ซะเรื่อย ร้านสะดวกซื้อยอดนิยมอยู่ระหว่างหาดด้วย วันนี้ได้กินโค้กเย็น ๆ สมใจอยาก แก้วใหญ่ยักษ์น้อง ๆ ขวด 2 ลิตรในราคา 2 เหรียญเท่านั้น วันต่อมาติดใจไปตามหาที่สาขาอื่นนอกจากที่เซนโตซ่าก็ไม่เห็นมี
กลับไปที่ลานน้ำพุยามโพล้เพล้

... เฉียดเข้าไปที่ฟู้ดคอร์ทใกล้ ๆ ท่าเรือ ตอนนี้บรรยากาศคึกคักผิดกับตอนบ่ายที่เรามาถึง ผู้คนจับจองใช้บริการกันจนเกือบเต็ม บริเวณซุ้มด้านหน้ามีร้านขายของที่ระลึกราคาถูกกว่าตอนไปเดินที ่ไชน่าทาวน์และลิตเติ้ลอินเดียกว่าครึ่ง ..พวงกุญแจของที่ระลึกแผงละครึ่งโหลราคา 5 เหรียญเท่ากับอันละ 20 บาทเท่านั้น เสื้อยืด 4 ตัว 10 เหรียญผ้าเนื้อบางเฉียบแต่ลายเข้าที แล้วยังมีผ้านุ่ง ผ้าโสร่ง โจงกระเบน (อันหลังนี้ไม่มีหรอกค่ะ แฮะ ๆ) ..พ่อค้าหนุ่มร้านที่เราซื้อพยายามจะให้เราเหมาโหลของฝากมาให้ไ ด้ ทางเราก็พยายามจะขายทัวร์เมืองไทย ไปซิ ๆ เมืองไทย ชั้นจะแนะนำโรงแรมดี ๆ ให้แล้วจะพาไปเลี้ยงข้าวมื้อนึง ไปนะ ๆๆ สุดท้ายแยกกันไปหลังจากเจ้าหนุ่มสารภาพว่าเขามาเมืองไทยบ่อยจะตาย ..เสียเวลาโม้จริง ๆ

... “น้ำพุดนตรี” ยังคงเสน่ห์ประทับใจนักท่องเที่ยวอย่างไม่เปลี่ยนแปลง การแสดงอวดเส้นเสียงและจังหวะสีสัน ไม่ขาด ไม่เกิน เราขอยกนิ้วให้ที่นี่ว่าเป็นที่สุดของเอเชีย ดูไปดูมาก็แอบเอาเจ้าลิงน้อย “กีกี้” (KIKI) มาเปรียบเทียบกับคุณช้าง “ไอยรา” ในภูเก็ตแฟนตาซีของคุณผินในบางท่วงที

... สองทุ่มกว่า ๆ บนรถไฟสายใหม่เอี่ยมจากสถานีต้นทางฮาร์เบอร์ฟร้อนท์ แม่บ้านสาวสิงคโปร์วิ่งขึ้นวิ่งลงถามทางกับลูกสาวน่าเสียวไส้ อย่างที่เขียนไปแล้วว่ารถสายนี้เพิ่งเปิดให้บริการคนสิงคโปร์เองก็ยังไม่ค่อยรู้เส้นทางนัก กว่าคุณแม่กับคุณลูกตัวจ้อยจะพากันนั่งลงนิ่ง ๆ ได้ก็เล่นเอาหายใจหายคอไม่ทั่วท้อง เรานั่งมาที่สถานี “สุดสายรถราง” (Outram Station) ต่อด้วยรถไฟสายบู้บี้ไปโรงเตี๊ยมที่พักของเรา

..ใกล้จะตรุษจีนแล้ว เสียงตะลุ้งตุ้งแช่แห่สิงโตของสมาคมอะไรสักอย่างอยู่บนลานตึกใก ล้ ๆ โรงแรมที่เราพัก นอนฟังไปจนเคลิ้มหลับเมื่อไรก็ไม่รู้ตัว


โดย: ป้าทุยบ้านทุ่ง วันที่: 23 กรกฎาคม 2548 เวลา:10:44:52 น.  

 


วันที่สาม

พี่เบิร์ด “มาทำไม ไม่รักก็ไม่ต้องมา (ตะละว้า)”
น้องจิน “เป็นอะไร..ไม่รักก็คงไม่มา (เชิ้บเชิบ)”

พันธะกิจของการเดินทางลอยลมเคว้ง ๆ คว้าง ๆ มาเป็นระยะ เหมือนเพลงของปี้เบิร์ดยังย้ำอยู่แว่ว ๆ เลยว่า “ไม่รักแล้วมาทำไม” เพราะฉะนั้นพวกเราก็จะต้องหาคำตอบให้ได้ว่าเสน่ห์สิงคโปร์มันอยู่ตรงไหนกันแน่ ..

น่านซินะตรงไหนล่ะเสน่ห์ของสิงคโปร์ “อยู่ไหนหว่า”



โดย: ป้าทุยบ้านทุ่ง วันที่: 23 กรกฎาคม 2548 เวลา:10:50:06 น.  

 

...วันนี้เรามีเวลาสำหรับค้นหาเสน่ห์ของสิงคโปร์อีก 1 วันเต็ม ๆ ป้าทุยน้อยแสนน่ารักเกิดปิ๊งไอเดียจากสมญานาม “อุทยานนครแห่งเอเชีย” หรือว่า “Garden City of Asia” ก็เลยเรียกร้องขอไปชมสวน กุลีกุจอเปิดคู่มือท่องเที่ยวสารพัดฉบับที่ขนมาจากสนามบิน แล้วก็มาจบที่ “สวนพฤกษศาสตร์สิงคโปร์” (Singapore botanic garden)

...และอีก 1 โปรแกรมเป็นน้องหนูดีผู้เลือกขอเบิ้ลซ้ำ “เป็ดย่าง” เทกก้ามอลล์ เพิ่มเติมถนนสวนผลไม้ (Orchard road) และ “ตลาดจิ้มลิ้ม” (Sim Lim square) แผนการเดินทางลงตัวดีแล้วเราก็จัดแจงทำลายหลักฐาน เก็บสัมภาระข้าวของพร้อมลากกระเป๋าลงมาฝากไว้ที่เคาน์เตอร์ของโรงแรม พ่อหนุ่มตี๋สิงคโปร์ทักทายเราและสอบถามเวลากลับของเราสองสามคำ เรียบร้อยแล้วก็จัดแจงประชาสัมพันธ์เมืองไทยส่งยิ้มหวานเจี้ยบให้ แล้วเราก็มุ่งหน้าไปที่สถานีรถไฟ

... เส้นทางการเดินทางกับอากาศมีส่วนสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น วันนี้ฟ้าใสอากาศดี เส้นทางการเดินที่ตัดตรงโป๊ะถึงสถานี ก็กลายเป็นซอกแซกอ้อมซ้ายอ้อมขวา แถมแวะสำรวจร้านสะดวกซื้อเจ็ดวันเจ็ดคืน โอ๊ะไม่ใช่ ร้านเซเว่นใกล้สถานีรถไฟซื้อถ่านใส่กล้องจอมหม่ำแบตเตอรี่ ก่อนจะหักมุมกลับมาเข้าเส้นทางเดิม ๆ เข้าเมือง ไปเหมาลำซิตี้บัซซ์ (CityBuzz) แอร์เย็นฉ่ำวิ่งวนชมไชน่าทาวน์ ออร์ชาด บูกิต ลิตเติ้ลอินเดีย ตลาดโจร(Thieve Market)หน้าตาคล้าย ๆ คลองถมบ้านเราแตกต่างกันที่คนขายเป็นหนุ่มทมิฬ (Tamil) หน้าตาไม่ยั่วยวนชวนลงไปซื้อของเอาซะเลย วนกลับมาที่ถนนควีน สี่แยกตลาดบูกิสที่แสนจะโด่งดังในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทยเพราะตรงนี้เป็นย่านนักท่องเที่ยวแบกเป้ (Backpacker) นอกจากก็มีโรงแรมแบบราคาสุดยอดประหยัดในแบบหอพัก อาทิ โรงแรมเจ็ดชั้นใหม่ (NSS-New 7th Storey Hotel)ซึ่งขึ้นหิ้งติดอันดับท๊อปเท็นของชาวเว็บไซท์พันธ์ทิพย์ หรือโรงแรมขนาด 3 ดาวที่เมื่อตอนทำตลาดใหม่ ๆ ขายแค่เพียงแปดสิบเหรียญต่อคืน อาทิ โรงแรมหลักทองคำ (Golden Landmark) ประกบข้างอยู่กับสถานีรถไฟบูกิส (Bugis) ข้างหน้าเป็นสี่แยกศาลากลาง (City Hall) เป็นอันว่าหมดระยะ 1 เหรียญ แม้ ..ทำไมมันไกลอย่างนี้ ..

... มีเรื่องขำ ๆ ของสองสาว หลังจากนั่งวนเวียนเพียรนั่ง รถบัสนำเที่ยวซิตี้บัซซ์วนไปวนมาแค่สองสามรอบ เราก็กลายเป็นที่จดจำของบรรดาโชเฟอร์ทั้งหลาย คราวหนึ่งระหว่างที่เรากำลังนั่งเล็งรถบีเอ็มดับเบิ้ลยูรุ่นใหม่เอี่ยม น้ำลายหก แหมะ แหมะ อยู่ที่ป้ายรถเมล์หน้าโรงแรมโอเรียนทัล พอเจ้ารถสายซิตี้บัซซ์ผ่านมาเห็นเราปุ้บก็จอดปั้บโบกไม้โบกมือทักทายและเชิญชวนกันเป็นการยกใหญ่

...ที่ปลื้มสุด ๆ ก็เมื่อบังเอิญเกิดกรณีศึกแย่งชิงสาวโดยรถซิตี้บัซซ์สองคันที่เลี้ยวปรู้ดเข้ามาเทียบ พร้อมกับพนักงานหนุ่มขาวตี๋ก็ยิ้มหวานมาเชิญชวนถึงปากประตู แทบจะอุ้มขึ้นรถก็ว่าเหอะ โอ้..จอร์จมันยอดมากจริง ๆ หรือว่านี่คือ 1 ในเสน่ห์ที่เรายังค้นไม่พบของสิงคโปร์นี่เอง ... ฮา


โดย: ป้าทุยบ้านทุ่ง วันที่: 23 กรกฎาคม 2548 เวลา:10:54:28 น.  

 
ดูมหึมาต้นไม้โบราณ มรดกต้นไม้ของ Singapore National Park


โดย: ป้าทุยบ้านทุ่ง วันที่: 23 กรกฎาคม 2548 เวลา:10:56:27 น.  

 

...ข้ามแหล่งชอปปิ้งใหญ่ย่านถนนออร์ชาดไปอย่างไม่ไยดี เราสองคนเดินเลาะจากหน้าโรงแรมโกลเด้นแลนด์มาร์คข้ามมาที่บูกิ๊ส เดินวนไปวนมาพอให้ขาบวม ๆ ใกล้ ๆ กับตึกฟู่ หลู โจว (Fu Lu Chou Complex) มีศูนย์อาหารแบบโอเพนแอร์ขนาดใหญ่แต่ไม่ติดป้ายราคาและไม่รูปแปะ ทำให้ไม่กล้านั่ง ไม่ได้กลัวแพงเน้อ แต่กลัวว่าจะได้กินอะไรแปลก ๆ

... พากันเดินทะลุลานตลาดนัดอัลเบิร์ทคอร์ท วน ๆๆๆๆ จนกลับมาถึงที่เดิมอีกครั้ง คราวนี้ตัดสินใจกินกันซะที เป็นร้านอาหารแนวฟาสท์ฟู้ดแบบมาเลย์ ชื่ออาหารขึ้นต้นด้วย ข้าว ( Nasi ) และ หมี่ (Mee) ป้าทุยคิดถึงหนุ่มมาเลย์ก็เลยเลือก เป็นข้าวกลิ่นใบตอง เครื่องเคียงเป็นน้ำพริกกะปิหวานเจี้ยบ เคียงข้างปลาทูแมว ปลากรอบตัวจิ๋วน่ารัก ๆ น่องไก่ทอด และไข่เจียว จานละ 3 เหรียญ ซึ่งเป็นผลากุศลยิ่งใหญ่แก่น้องหนูดีเป็นอย่างยิ่งเพราะป้าแกเป็นมังสวิรัติ แกก็กินข้าวกับน้ำพริกผักสดและไข่เจียวไป ที่เหลืออีกค่อนจานก็ตกเป็นเชลยของน้องหนูดีซะอย่างนั้นแล .. ส่วนเต้าหู้และไข่ในชามก๋วยเตี๋ยวแกง (Mee Rebus) ของหนูดีก็กลายมาเป็นเชลยของป้าแก เครื่องดื่มแยกซื้อต่างหากอีก 70 เซนต์ หนูดีผู้เสพติดชาอย่างโงหัวไม่ขึ้นก็เลยลองดูซะเลย

... บ่ายเราเตรียมตัวไปเยือนสวน นี่ถือเป็นครั้งแรกจริง ๆ ที่จะนั่งรถเมล์สิงคโปร์ที่ไม่ใช่รถนำเที่ยว ยิ่งมากับยัยป้าทุยคนใจร้อนที่เอะอะอะไรก็นั่งแท้กซี่อย่างเดียว นั่งรถเมล์ครั้งสุดท้ายก็เกือบสิบปีที่แล้วนู้นนนน ช่างเป็นความน่าหวั่นไหวจริง ๆ นั่งรถไฟมุดดินไปโผล่ที่สถานีสวนผลไม้ orchard(อยากเรียกสวนผักจริง ๆ นะเนี่ย) ต่อด้วยรถเมล์สายบ้านนอกตามที่คู่มือท่องเที่ยวเขาว่าไว้ไปที่ถนนนาเปียร์ (Napier road) เป้าหมายอยู่ที่สวนพฤกษศาสตร์ และแล้วอะฮ่า อสท. สิงคโปร์ -STB ก็มีข้อบกพร่องให้เราค่อนแคะติติงได้ในที่สุด เดี๋ยวจะหาว่าลำเอียงค่อนแคะแต่การท่องเที่ยวไทย ...คุณเอ๋ย ..ที่เที่ยวออกใหญ่โตหามีป้ายบอกทางหรือจุดสังเกตุอะไรให้ยึดเป็นหลักได้เลย แถมแผนที่ก็ยกเอาสวนไปวางไว้ซะคนละฝั่งถนนซะด้วย เก๋จริง ๆ .... ยังดีที่เกิดอาการเฉลียววิ่งปรู้ดไปถามพ่อโชเฟอร์ ซึ่งก็ได้คำตอบมาเลยแล้ว ..เดินย้อนกลับไปเลย(ย่ะ) .. แล้วก็เข้าเกียร์เหยียบคันเร่ง “ฟ้าบบบ”


โดย: ป้าทุยบ้านทุ่ง วันที่: 23 กรกฎาคม 2548 เวลา:10:59:32 น.  

 

...เราลงเดินมะงุมมะงาหรากันไป ผู้คนตามถนนก็ไม่มีให้ไต่ถาม ..กลับมาถึงสามแยกเห็นฝรั่งเดินกระจุ๋งกระจิ๋งออกมาจากในซอย.. ตัดสินฉับ เนี่ย..ต้องเป็นนักท่องเที่ยว ชัวร์ ...เอาล่ะต้องตรงนี้แน่ ๆ เลย .. ระหว่างรอไฟแดงข้ามถนนไปฝั่งถนนและแล้วเราก็มีเพื่อนร่วมทางเป็นไอ้หนุ่มตาตี่ท่าทางตุ้งติ้งเดินหง่ำมะละกองับ ๆ ๆๆๆ ไปตลอดทาง มาลันดูแก .มาแลดูกัน แล้วพวกเราก็อนุมานว่าเขาคนนี้คงเป็นชาวลอดช่องมาเดินเล่นในสวนนี้อย่างแน่นอน ..คงจะต้องอาศัยให้เป็นผู้นำทางโดยไม่ได้ขออนุญาติ..ตามไปตามมา.. สองสาวหันมาอีกทีพ่อหนุ่มหายแว้บไปซะแล้ว .. ใช้วิชาเดากันอีกที..เดินย้อนกลับไปก็เจอช่องประตูชั่วคราวมีป้ายโย้เย้เขียนไว้ว่าทางเข้า

... เฮ้อ..เชื่อแล้วจริง ๆ ว่าเขาเป็นผู้ดีอังกฤษแท้ ๆ (ไม่ถามก็ไม่บอกน่ะซิ ..ฮิ้ว)

...เพียงแค่ก้าวย่างเข้าไปสู่อาณาเขตของสวนแห่งนี้ก็สัมผัสได้ถึงค วามรักและความหวงแหนต่อพันธ์ไม้ทั้งหลาย ไม้ยืนต้นสูงมากมายเป็นป่าใหญ่แนวพื้นด้านล่างปกคลุมด้วยหญ้าแล ะไม้เลื้อยมากมายจนมองไม่เห็นพื้นดิน เดินไปตามทางเดินปูนหยาบของผืนป่าโบราณ (Heritage zone) เดินกันเส้นทางของต้นไม้ร่มคลึ้ม จนกระทั่งมาถึงบริเวณลานโล่ง ตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ย ๆ มีต้นไม้ใหญ่มหึมาขนาดหลายคนโอบล้อมรอบ ซุ้มศาลาสีขาวหกเหลี่ยมกระจายอยู่รอบ ๆ ตัดกับต้นไม้และลานใบไม้ร่วงเป็นสีเหลืองไปทั่วบริเวณ ยิ่งยามลมพัดมาใบไม้และดอกไม้พากันร่วงพรูลงมา สวยจนสุดจะบรรยาย ...


... ลานนี้คือ ลานแสดงดนตรี (Bandstand) ที่มีประวัติยาวนานมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1930 ออกแบบเพื่อใช้เป็นสถานที่แสดงดนตรีในสวน และด้วยความสวยงามเป็นเอกลักษณ์นี้ ต่อมาจึงนำมาเป็นต้นแบบของการจัดสวนสาธารณะอีกหลาย ๆ แห่งในสิงคโปร์นี้ด้วย
คุณเอ๋ย .. ปิ๊งที่สุดของป้าทุยเลยนะนั่น ..





โดย: ป้าทุยบ้านทุ่ง วันที่: 23 กรกฎาคม 2548 เวลา:11:04:14 น.  

 


... เมฆฝนสีเทาคลึ้มมาทางตอนใต้ของสวนซะแล้ว .. หลังจากอ้อยอิ่งเก็บบรรยากาศในลานดนตรีได้ไม่นาน .. เราข้ามโซนไปที่จุดบริการนักท่องเที่ยวที่น่าจะเป็นทางด้านปร ะตูหลัก ป้ายบอกทางว่ามีสวนกล้วยไม้อยู่ในเส้นทางเดียวกัน .. แวะให้น้องหนูดีไปสำรวจเรทติ้งห้องสุขาด้านหลังภัตตาคาร .. ป้าทุยก๊อกแก๊ก เดินวนดูโน่นดูนี่ระหว่างรอ อาคารไม้มุงด้วยหญ้าคาปากทางเข้าเรือนกล้วยไม้ มีนักท่องเที่ยวผู้ดีอังกฤษกลุ่มใหญ่เข้ามารอคิวถ่ายรูป.. แต่เราตัดสินใจกลับเข้าเมือง .. ไปซะก่อนก่อนที่จะไม่ได้ไป ..เพราะท่าทางฝนจะตกหนักเอาเรื่องเลย ..

... เวลาตอนเดินออกไปขึ้นรถเมล์ที่ปากซอยเร็วขึ้น นึกถึงตำนานญี่ปุ่นที่เคยได้ยินว่า “ขาไปต้นไม้ยังไม่รู้จักเรา ก็เลยโดนถามกันนานหน่อย ขากลับต้นไม้รู้จักเราแล้วเลยไวกว่าเดิม” ตำนานนี้เคยไปเล่าที่จันทบุรีตอนกำลังจะเข้าที่ประมาณสองทุ่ม .. แทนที่ลูกทัวร์จะนึกถึงนางไม้หรือเทพารักษ์ กลับไปจินตนาการถึงผีกระสือกับผีปอบเอาซะนู่น ก็เลยพากัน ..กลัวซ้า ..

... ที่ป้ายรถเมล์มีรายละเอียดสายรถเมล์ต่าง ๆ น่าสนใจ มีรถที่จะผ่านเส้นนี้ที่เชื่อมต่อออกไปทางชุมชนชาวสิงคโปร์-มาเลย์ย่านตอนเหนือ ดูเวลาแล้วยังพอเถลไถลได้อีกก็เลยกะว่านั่งรถเมล์ไปหาอาหารแปลก ๆ กินในมื้อสั่งลาเย็นนี้ รถเมล์แน่นขนัดไปด้วยผู้คนเพราะเป็นเวลาเลิกงานพอดี มีทั้งหนุ่มออฟฟิศหน้าตาดี และเด็กนักเรียนตัวจิ้บตัวจ้อยเต็มเอี้ยด บังเอิญมีเจ้าหนูน้อยตัวจ้อย ๆ มาป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ ๆ คุณนายหมีน้อย เธอก็เลยรีบเสียสละที่นั่งให้อย่างรวดเร็ว ..และในการกระทำครั้งนี้ก็สร้างวีรบุรุษหนุ่มชาวสิงคโปร์เพิ่มขึ้นมาอีก 1 คน ..จริง ๆ นะ .. เห็นคาตาเลยว่าพ่อหนุ่มนอนหลับฟี้ ๆ มาก่อนหน้านี้ .. พอเห็นคุณป้าตัวจิ๋วสร้างความดีก็คงจะกลัวจะน้อยหน้าจึงรีบพรวดพราดแข่งทำความดีซะเลย ..


ไม่รู้ว่าทำมั้ย ทำไม ..มีความรู้สึกว่าพ่อหนุ่มนั่นแกขว้างค้อนมาให้อยู่ทุก ๆ 5 นาที ..


โดย: ป้าทุยบ้านทุ่ง วันที่: 23 กรกฎาคม 2548 เวลา:11:09:48 น.  

 



... เราลงรถเมล์ที่ชานเมืองเขตเกย์ลังถนนของคนกลางคืน เดินผ่านบ้านช่องแถมพกด้วยโรงน้ำชา ทำเอาป้าทุยหุบยิ้มสยามฉับ เดินหน้าเชิ่ด ไม่สบสายตากับใคร อยากจะบอกว่าป้าเอ๊ยอย่ากลัวเล้ย "ปาเข้าไปปูนนี้แล้ว หนังมันเหนียวเคี้ยวยาก" ย่านนี้มีโรงแรมขนาดราคา 40 เหรียญที่กำลังเข้ามาทำตลาดในเมืองไทย เช่น โรงแรม 81 (Hotel 81) หรือโรงแรมน้ำหอม (Fragrance Hotel)

ย่านนี้มีร้านอาหารประเภทซีฟู้ดเจ้าเด็ดที่แนะนำไว้ในคู่มือนำเ ที่ยวอยู่หลายร้านเหมือนกันนะ มีบางคนพูดถึงโจ๊กกบของเกย์ลังว่าเป็นสุดยอดของสิงคโปร์ ..แต่คงไม่ใช่เมนูน่าสนใจสำหรับเรานัก.. เราเลือกเข้าไปนั่งในร้านอาหารรวมมิตรมีทั้ง ข้าวราดแกง หรือที่เขียนป้ายตัวโต ๆ ไว้ว่า Nasi, Mee ดูเมนูแล้วก็จิ้ม ๆ เอาที่น่ากินมา 2 อย่าง อย่างแรกเป็นก๋วยเตี๋ยวต้มยำทะเล อย่างที่สองคือโกยซีหมี่ จานแรกเป็นเมนูแนะนำที่ติด 1 ใน 10 อาหารน่าเจี๊ยะของสิงคโปร์ มันคือต้มยำรวมมิตรใส่เส้นอุด้ง จานนี้ให้ไปเลย 10 ดาว ..มีกี่ดาวก็จะประเคนให้ไปหมดเลย ปริมาณสัตว์น้ำ กุ้ง หอย ปู ปลา มากมาย รสชาติแซ่บแถมหอมกลิ่นมะนาวและเครื่องปรุงต้มยำเตะจมูกมาแต่ไกล



และแล้ว “เจ” ก็แตกโพล๊ะ .. ไม่กินไม่ได้แล้ว..


เกิดเรื่องใหญ่โตจนต้องรับภาระจัดการกับ กุ้ง หอย ปู ปลา ด้วยตัวเอง เพราะน้องหนูดีที่ฝ่าแดดเปรี้ยงและอากาศร้อนแบบไม่ปรานีเ กิดอาการจับไข้กระทันหัน .. ขนาดโดนล่อหลอกด้วยปลาหมึกชิ้นขาวอึ๋มของโปรดก็ยังโดนเมินอย่าง ไม่สนใจ .. สุดท้ายเพื่อเป็นการประหยัดทรัพยากร ..เอาวะ ..หง่ำก็หง่ำ ..

...ขากลับเป็นตอนจบที่ค่อนข้างจะหงอยเหงาเชียว .. ก็เล่นไข้ขึ้นมึนตึ้บกลับบ้านซะอย่างนั้น .. ลากกระเป๋าไปนอนรออยู่ทีสนามบินอีกสามชั่วโมงกว่า ๆ นอนดูผลไม้สีทองตาสีฟ้าพวกนี้เป็นประเภทพันธ์โย่งสูงปรี้ด ถ้าเป็นผู้หญิงก็หุ่นซุปเปอร์โมเดล เดินไปเดินมากันให้เต็มสนามบิน ..โดยเฉพาะอย่างยิ่งเที่ยวบินขากลับของเราเป็นสายผ่านกรุงเทพฯ เพื่อไปจุดหมายที่ฟินแลนด์ .. ทั้งลำก็เลยมีกระเหรี่ยงหัวดำตาดำตัวจิ๋ว ๆ มาปะปนเพียงแค่ไม่กี่คน


..เฮ้อ . . ไม่ได้ทำบุญด้วยไม่ไผ่บ้างก็แล้วไป ..


โดย: ป้าทุยบ้านทุ่ง วันที่: 23 กรกฎาคม 2548 เวลา:11:13:40 น.  

 
ปัจฉิมบทส่งท้าย ..

ไป ๆ มา ๆ หลายรอบ .. ก็ได้แต่ส่ายหัวด๊อกแด๊ก ..ไม่มีคำตอบสักที ..จะไปทำม้ายยยยยที่สิงคโปร์ .. เมืองจำลองแห่งเอเชีย ..

พยายามมองหน้ามองตาแล้วก็หาคำตอบโดนใจที่สุด "สิงคโปร์หน้าต่างบานแรกของนักเดินทางไทย" คงได้นะ บทเรียนเล็ก ๆ บทแรกสำหรับนักเดินทางมือใหม่ที่ลองไปลิ้มรสชาติของการเดินทาง แบบฝึกหัดก่อนโบยบินไปสู่สู่โลกใบใหญ่



โดย: ป้าทุยบ้านทุ่ง วันที่: 23 กรกฎาคม 2548 เวลา:11:17:35 น.  

 
ป้าทุยฯ....ตัวหนังสือเยอะมา...น้องโน๋ตาลาย...แต่น้องโน๋ว่าเป็นป้าฯในรูปแวบๆนะ...โปรโหมหรือป้าฯโปรโหม


โดย: คิดไม่ออกบอกน้องโน๋ วันที่: 20 สิงหาคม 2548 เวลา:16:26:03 น.  

 
รักป้าทุยครับ

คิดถึงป้าทุยครับ


โดย: เด็กชนบท IP: 203.118.84.135 วันที่: 13 สิงหาคม 2550 เวลา:12:54:35 น.  

 
รักป้าทุยคร๊าบบบบบบบบบบบบบบ
คิดถึงที่สุดดดดดดดดดดดดดดดดด


โดย: คิดถึง IP: 124.121.132.6 วันที่: 31 สิงหาคม 2557 เวลา:16:36:30 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ป้าทุยบ้านทุ่ง
Location :
สระบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]




บ้านฉันอยู่กลางทุ่งนา มีปู่ มีย่า มีหมา มีควาย เอิงเงย
New Comments
Friends' blogs
[Add ป้าทุยบ้านทุ่ง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.