For Real
Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2551
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
242526272829 
 
6 กุมภาพันธ์ 2551
 
All Blogs
 
ปฏิจจสมุปบาท



ปฏิจจสมุปบาท


สภาพอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น, การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันจึงเกิดมีขึ้น, การที่ทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัยต่อเนื่องกันมา มีองค์คือหัวข้อ ๑๒ ดังนี้

๑. อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา
เพราะอวิชชา (ความหลงอันเป็นเหตุไม่รู้จริง มี ๔ คือความไม่
รู้อริยสัจ ๔ แต่ละอย่าง) เป็นปัจจัย สังขารจึงมี

๒. สงฺขาราปจฺจยา วิญฺญาณํ
เพราะสังขาร เป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี

๓. วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ
เพราะวิญญาณ เป็นปัจจัย นามรูป (นามธรรม และ รูปธรรม)จึงมี

๔. นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ

(สฬายตนะเป็นไฉน อายตนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้
เรียกว่าสฬายตนะ คือ จุดต่อให้เกิดการกระทบ ๖ ตำแหน่ง
คือ ตัวเชื่อมประสาทตา ตัวเชื่อมประสาทหู ตัวเชื่อมประสาท
จมูก ตัวเชื่อมประสาทลิ้น ตัวเชื่อมประสาทกาย ตัวเชื่อม
ประสาทใจ ประสาททั้ง ๕ ส่วนคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย นั้น
ควบคุมโดยสมอง สมองทำงานภายใต้ใจอีกชั้นหนึ่ง)

เพราะนามรูป เป็นปัจจัย สฬายตนจึงมี

๕. สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส
เพราะสฬายตนะ เป็นปัจจัย ผัสสะ (สัมผัส ทาง ตา และ ใจ) จึงมี

๖. ผสฺสปจฺจยา เวทนา
เพราะผัสสะ เป็นปัจจัย เวทนา (สุข และ ทุข) จึงมี

๗. เวทนาปจฺจยา ตณฺหา
เพราะเวทนา เป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี

๘. ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ
เพราะตัณหา เป็นปัจจัย อุปาทาน (มั่น, ความถือมั่นด้วย
อำนาจ) จึงมี

๙. อุปาทานปจฺจยา ภโว
เพราะอุปาทาน เป็นปัจจัย ภพ ( อบายภูมิ ๔ ชั้น, มนุษยโลก
และ สวรรค์ ๖ ชั้น)จึงมี

๑๐. ภวปจฺจยา ชาติ
เพราะภพ เป็นปัจจัย ชาติจึงมี

๑๑. ชาติปจฺจยา ชรามรณํ
เพราะชาติ เป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี

โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา สมฺภวนฺติ
โสกะ, ปริเทวะ (การร่ำไห้พิไรรำพัน), ทุกข์, โทมนัส และ อุ
ปายาส (ความคับแค้น) จึงมีพร้อม

เอวเมตตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้ จึงมีด้วยประการฉะนี้

องค์ประกอบของปฏิจจสมุปบาท
เพราะการหมุนเวียนของวัฏชีวิตที่มีทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต หมุนเวียนไปตามองค์ประกอบ ของการเกิด หาจุจบไม่ได้และไม่สามารถหาต้นเหตุได้ว่าอะไร คือ ต้นเหตุของการเกิด และอะไร คือ ปลายเหตุของการดับ เริ่มจากอดดีตสู่ปัจจุบัน ปัจจุบันสู่อนาตค อนาคตกลับมาเป็นอดีต อดีตมาเป็นปัจจุบัน ประดุจห่วงของลูกโซ่ที่ผูกต่อกันไปหาที่สุดมิได้ เรียกว่า เป็นวงจรของปฏิจจสมุปบาท หรือ บาทฐานการเกิดของกองทุกข์ ซึ่งประกอบด้วย :-

1. อวิชชา
คือ ความไม่รู้ตามความเป็นจริงในความทุกข์ของจิต ไม่รู้ในเหตุให้เกิดแห่งความทุกข์ไม่รู้ในการดับ ทุกข์ไม่รู้ในปฏิปทาให้ถึงความดับทุกข์ อวิชชาเป็นจิตที่ไม่รู้จิตในจิต
เพราะความไม่รู้หรืออวิชชาเป็นปัจจัย จึงเกิดมีสังขาร

2. สังขาร
คือ การปรุงแต่งของจิตให้เกิดหน้าที่
ทางกาย - เรียกกายสังขาร ได้แก่ ธรรมชาติที่ปรุงแต่งร่างกายให้เกิดลมหายใจเข้าออก
ทางวาจา - เรียกวจีสังขาร ได้แก่ ธรรมชาติที่ปรุงแต่งวาจาให้เกิดวิตกวิจาร
ทางใจ - เรียกจิตสังขาร ได้แก่ ธรรมชาติที่ปรุงแต่งจิตให้เกิดสัญญา เวทนา สุข ทุกข์ทางใจ
เพราะการปรุงแต่งของจิตหรือสังขารเป็นปัจจัย จึงเกิดมีวิญญาณ

3. วิญญาณ
คือ การรับรู้ในอารมณ์ที่มากระทบในทวารทั้ง 6 คือ
ทางตา - จักขุวิญญาณ
ทางเสียง - โสตวิญญาณ
ทางจมูก - ฆานวิญญาณ
ทางลิ้น - ชิวหาวิญญาณ
ทางกาย - กายวิญญาณ
ทางใจ - มโนวิญญาณ
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป

4. นามรูป
นาม คือ จิตหรือความนึกคิด ในรูปกายนี้ เป็นของละเอียดได้แก่
เวทนา คือ ความรู้สึกเสวยในอารมณ์ต่างๆ
สัญญา คือ ความจำได้หมายรู้ จดจำในเรื่องที่เกิดขึ้นมาแล้วทั้งดีและไม่ดีดังแต่อดีต
เจตนา คือ ความตั้งใจ การทำทุกอย่างทั้งดีและชั่ว
ผัสสะ คือ การกระทบทางจิต
มนสิการ คือ การน้อมจิตเข้าสู่การพิจารณา
รูป คือ รูปร่างกายที่สัมผัสได้ทางตา เป็นของหยาบ ได้แก่ มหาภูตรูป 4 คือ ดิน, น้ำ, ไฟ, ลม
เพราะนามรูปเกิด จึงเป้นปัจจัยให้มีสฬายตนะ คือ ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ

5. สฬาตนะ
คือ สิ่งที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อกันทางวิถีประสาทด้วยอายตนะทั้ง 6 มี
ตา - จักขายตนะ หู - โสตายตนะ
จมูก - ฆานายตนะ ลิ้น - ชิวหายตนะ
กาย - กายายตนะ ใจ - มนายตนะ
เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ

6. ผัสสะ
คือ การกระทบกับสิ่งที่เห็นรู้ทุกทวารทั้งดีและไม่ดี เช่น
จักขุผัสสะ - สัมผัสทางตา โสตผัสสะ - สัมผัสทางเสียง
ฆานผัสสะ - สัมผัสทางจมูก ชิวหาผัสสะ - สัมผัสทางลิ้น
กายผัสสะ - สัมผัสทางกาย มโนผัสสะ - สัมผัสทางใจ
พราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา

7. เวทนา
คือ ความรู้สึกเสวยอารมณ์พอใจ, ไม่พอใจและอารมณ์ที่เป็นกลางกับสิ่งที่มากระทบพบมาได้แก่
จักขุสัมผัสสชาเวทนา - ตา โสตสัมผัสสชาเวทนา - เสียง
ฆานสัมผัสสชาเวทนา - จมูก ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา - ลิ้น
กายสัมผัสสชาเวทนา - กาย มโนสัมผัสสชาเวทนา - ใจ
ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นเครื่องรับของความรู้สึกต่างๆ
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา

8. ตัณหา
คือ ความทะยานอยาก พอใจ และไม่พอใจในสิ่งที่เห็นรู้ใน
รูป - รุปตัณหา เสียง - สัททตัณหา
กลิ่น - คันธตัณหา รส - รสตัณหา
กาย - โผฎฐัพพตัณหา ธรรมารมณ์ - ธัมมตัณหา
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน

9. อุปาทาน
คือ ความยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์ และที่เกิดขึ้นในขัน 5 มี 4 เหล่า คือ
กามุปาทาน - ความยึดมั่นถือมั่นในวัตถุกาม
ทิฎฐุปาทาน - ความยึดมั่นถือมั่นในการเห็นผิด
สีลัพพตุปาทาน - ความยึดมั่นถือมั่นในการปฎิบัติผิด
อัตตวาทุปาทาน - ความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนในขันธ์ 5
เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ

10. ภพ
คือ จิตที่มีตัณหาปรุงแต่ง เกิดอยู่ในจิตปุถุชนผู้หนาแน่นในตัณหา 3 เจตจำนงในการเกิดใหม่ ความกระหายในความเป็น เพราะยึดติดในรูปในสิ่งที่ตนเองเคยเป็น มี 3 ภพ คือ
กามภพ - ภพมนุษย์, สัตว์เดรัจฉาน, เทวดา
รูปภพ - พรหมที่มีรูป
อรูปภพ - พรหมที่ไม่มีรูป
เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ

11. ชาติ
คือ ความเกิด ความบังเกิด ความหยั่งลง ได้แก่ จิตที่ผูกพันกันมากๆจึงเกิดการสมสู่กัน อย่างสม่ำเสมอ จนปรากฎแห่งขันธ์ แห่งอายตนะในหมู่สัตว์
เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกปริเทวะทุกขโทมมัส อุปายาส มีความเศร้าโศก เสียใจ ร้องไห้อาลัย อาวรณ์

12. ชรา มรณะ
ชรา คือ ความแก่ ภาวะของผมหงอก ฟันหลุด หนังเหี่ยวย่น ความเสื่อมแห่งอายุ ความแก่ของอินทรีย์ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่เที่ยงเป็นทุกข์อยู่ในตัว
มรณะ คือ ความเคลื่อน ความทำลาย ความตาย ความแตกแห่งขันธ์ ความขาดแห่งชีวิตินทรีย์

บ่อเกิดแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ เกิดขึ้นมาได้เพราะอวิชา ดั่งพืชเมื่อเกิดเป็นต้นไม้แล้ว มีราก ลำต้น ใบ ดอก ผล เป็นลำดับไป ไม่ปรากฎว่าเบื้องต้นเกิดมาแต่ครั้งไหน ดั่งรูปนาม ของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ไม่ปรากฎว่าเบื้องต้นคือ " อวิชชา" เกิดมาตั้งแต่เมื่อไร เพราะ เกิดการผูกต่อกันมาเป็นลำดับ เกิดเป็นปฎิจจสมุปบาทขึ้นมา
ปุถุชนดับวงของปฎิจจสมุปบาทได้บ้าง เป็นการดับชั่วขณะจึงต้องเกิดอีก เพราะ ตัววิชชายังไม่แจ้งในขันธ์ 5
ส่วนตัวอริยชนดับวงของปฎิจจสมุปบาทได้สนิท เพราะดับได้ด้วยวิชชาจึงไม่ต้องเกิดอีก เป็นการดับไม่เหลือเชื้อ เพราะวิชชาแจ้งในขันธ์ 5 พ้นจากการเกิด เปรียบเหมือนไฟ ที่สิ้นเชื้อดับไปแล้ว

Reference
Link: พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
http://www.84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=ปฏิจจสมุปบาท

ภาพจาก
http://hu.swu.ac.th/ph/religion_buddhism_denomination.htm



http://www.vimokkha.com/paticcat.htm


Create Date : 06 กุมภาพันธ์ 2551
Last Update : 15 เมษายน 2551 19:51:20 น. 1 comments
Counter : 2117 Pageviews.

 


โดย: นายแจม วันที่: 6 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:21:50:08 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

ตาต่วน
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Scars remind me that the past is real
Friends' blogs
[Add ตาต่วน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.