Life's what you make it.
Group Blog
 
 
พฤษภาคม 2552
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
18 พฤษภาคม 2552
 
All Blogs
 
คุณหมอฝรั่ง




จขบ คุณหมอญี่ปุ่นและคุณหมอสวิส

เพิ่งไปอ่านข่าวเกี่ยวกับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 (Swine Flu) ตอนนี้มีผู้ติดเชื้อใน39 ประเทศ เสียชีวิตไปแล้ว 72 ราย เป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลกในโลกยุคไร้พรมแดนเชื้อโรคก็ไม่เคารพพรมแดนเช่นกัน ที่อังกฤษได้รับใบปลิวเกียวกับเรื่องนี้เมื่ออาทิตย์ที่แล้วมีคำขัวญว่า

Catch it เวลาไอหรือจามให้ใช้ทิชชูปิดปาก/จมูก
Bin it ทิ้งทิชชูนั้นลงถังขยะไป
Kill it แล้วล้างมือโดยใช้สบู่และน้ำร้อน หรือใช้เจลล้างมือเป็นการฆ่าเชื้อไวรัสนั้น

NHS บอกพวกเราว่าถ้าคุณเพิ่งเดินทางกลับจากเม็กซิโกหรือประเทศที่ได้รับเชื้อโรคนี้และคิดว่าคุณอาจติดเชื้อ กรุณาอยู่บ้าน เช็คอาการของคุณทางเวบไซต์ของNHS หรือโทรศัพท์สอบถามข้อมูลที่สายตรงเกียวกับไข้หวัดนี้ หมออังกฤษกลัวการติดเชื้อมากเขาไม่ให้ผู้ที่สงสัยว่าจะติดเชือนี้ไปหาหมอ ถ้าหากต้องการหาหมอจริงๆก็ให้ส่งคนในครอบครัวหรือเพื่อนไปสอบถามเอง

มาดูหมอไทยบ้างตอนแรกๆที่มีข่าวเรื่องนี้คุณหมอไทยบอกว่าถ้าคุณสงสัยอาการให้ไปหาหมอทันที หมอไทยเก่งกว่าไม่กลัวติดเชื้อ ฮา มาดูสโลแกน ไทยบ้างนะคะ รับประทานอาหารร้อน ใช้ช้อนกลาง หมั่นล้างมือ

มีหลายคนพูดว่าหมอฝรั่งอาจเก่งแต่ไม่เก่งโรคเวชศาสตร์เขตร้อน(Tropical Disease) เท็จจริงประการใด จขบ ไม่ได้มีอาชีพทางนี้

แต่จขบ รู้อยู่อย่างหนึ่งว่าหมอฝรั่งชำนาญทางยาตระกูล Pain Killer อะไรก็พาราเซตามอล สามีจขบ หกล้ม(ในวันที่ทั้งเมืองเต็มไปด้วยน้ำแข็ง)ที่ลานจอดรถที่ทำงานของเขา กระดูกสันหลังหัก พยาบาลที่ทำงานเรียกรถแท็กซี่ให้ไปส่งที่โรงพยาบาลที่ Bristol พยาบาลมาดู ขอให้สามีเปิดเสื้อให้ดูว่ามีรอยฟกช้ำหรือบาดแผลหรือไม่และให้ยาพารามาสองเม็ด ไม่แม้แต่จะเอ็กซเรย์ เขาปวดหลังมากวันหลังก็ไปหาหมอที่ Gloucestershire หมอให้เอ็กซเรย์ ผลออกมากระดูกสันหลังหักต้องพักงานถึงสามเดือนดีว่าเป็นงานราชการ หมอไม่ให้ยาอะไรเลย ให้พักผ่อนแล้วให้ร่างกายปรับสภาพเอง เล่าให้เพื่อนสนิทที่กรุงเทพฯฟังยังบอกว่าถ้าเป็นที่เมืองไทยไม่รู้ได้ยากี่ขนาน หรือบ้านเราจะเป็น over dose ไป



ไม่ใช่เฉพาะหมอที่นี้หมอฝรั่งที่เมืองไทยก็เหมือนกันเนื่องจากจขบเคยทำงานโครงการด้านการแพทย์ในค่ายผู้ลี้ภัย หมอฝรั่งก็แจกแต่ยาพาราและคอยดูอาการ ที่ทำงานที่นั่นหมอเอเชียและหมอฝรั่งก็ทะเลาะกันเรื่องการรักษาคนไข้ สงสัยเรียนมาคนละตำรา

เมื่อวานลูกค้าของจขบเกิดหกล้มก็เลยต้องเรียกหมอประจำตัวมาดู พอมาถึงคุณหมอก็ขอให้จขบช่วยยกคนไข้ขึ้นจากพื้น นี่ยังปวดเมื่อยไม่หายเลยคะลูกค้าตัวเล็กๆเองแต่ทำไมหนักจัง ต้องหี้วปีกคนละข้างกับคุณหมอ พอเสร็จแล้วคุณหมอต้องการวัดอุณหภูมิคนไข้ ค้นกุกๆกักๆในกระเป๋าไม่พบ หันมาถามจขบว่าคุณมีปรอทวัดไข้หรือเปล่า ฟังทีแรกนึกว่าหูฝาดเลยถามซ้ำว่าอะไรนะคะคุณหมอ หมอย้ำประโยคเดิม ก็เลยบอกหมอว่ากรุณารอสักครู่จะไปหยิบให้ที่รถ ฮา นี่คือประสบการณ์การอยู่ต่างแดนของจขบ ขอบคุณที่แวะมาอ่านนะคะ ขอให้ทุกท่านปลอดภัยจาก Swine Flu !!!


Tanya xx








Create Date : 18 พฤษภาคม 2552
Last Update : 14 มิถุนายน 2552 15:45:03 น. 4 comments
Counter : 450 Pageviews.

 
พูดถึงหมอฝรั่งที่อังกฤษนี่ สู้หมอไทยไม่ได้หรอกค่ะ มาตรฐานการรักษาของไทย ใช้ มาตรฐานอเมริกา
หมอไทยเวลาเค้ารักษา เค้าจะครอบคลุมไปเลย สมมุติอย่างเคสของสามีคุณธันยา อาจจะได้ยาแก้กล้ามเนื้ออักเสบ -ยาแก้ปวด-ยาลดบวมของกล้ามเนื้อ อะไรทำนองนี่แหละค่ะ( ไม่ได้เป็นหมอนะค่ะ) แบบตอบตามหลักการที่เรียนและประสบการณ์การทำงานค่ะ)
พูดถึงระบบการให้บริการของโรงพยาบาลที่นี่ไม่เป็นที่ประทับใจเลยค่ะ เพราะเรื่องนี้เจอกับหน่อยเองตอนที่ท้องน้องจ๋า และรอคลอด ตอนใกล้คลอด เราก้ประเมินว่าท้องเราโตมาก คิดว่าลูกตัวโตแน่นอน เราก็ปรึกษาเค้าขอ อัลตราซาวน์ ปรึกษาหมอขอผ่าตัดได้ไหม (เราก็บอกนะว่าเราเป็นพยาบาลห้องคลอดจากเมืองไทยมาก่อน) คุณมิดไวด์ตอบว่า น้ำเยอะ แล้วไม่มีนโยบายอัลตราซาวด์ แต่เค้าก็ยอม ซาวน์ให้นะ แต่นิดเดียวแค่ดูว่าหัวลง น่ะ แต่ไม่ประเมินว่าเด็กตัวโต
สรุป หน่อยเลยเจ็บท้องคลอดหนึ่งวันเต็มพิกัด ปากมดลูกเปิดหมด แต่หัวเด็กไม่ลง set emergency and refer ไปผ่าตัดค่ะ โชคไม่ดีเลย
เนี่ยจนคิดว่าท้องหลังกลับไปคลอดไทยดีกว่า


โดย: Kwan_jira วันที่: 20 พฤษภาคม 2552 เวลา:20:03:41 น.  

 
คุณหน่อยขอบคุณมากนะคะที่แวบมาอ่านหลายบล็อคแล้วมีคำอธิบายที่ชัดเจนให้ด้วย ดิฉันว่าโรงพยาบาลไทยเดี๋ยวนี้ดีกว่ามาตรฐานอังกฤษเยอะเลย เขาคุยว่า NHS เป็นองค์กรที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรปและมีมาตรฐานสูง เห็นด้วยกับคุณหน่อยว่าท้องน้องคนต่อไปไปคลอดที่ไทยดีกว่า ตอนเดือนมกราคมดิฉันกลับเมืองไทยเกิดไม่สบายมากไปหาหมอโรงพยาบาลทหารที่เป็นของรัฐที่อุดรฯ คุณหมอ พยาบาล ผช.พยาบาล ดูแลดีมาก สามีไปเห็นโรงพยาบาลบำรุงราษฏร์เขาทึ่งเลยคะเขาบอกว่าน่าจะมีอย่างนี้ที่อังกฤษบ้างทีในโรงพยาบาลเหมือนศูนย์การค้า มีร้านอาหารมากมายแต่อังกฤษเขากฏเยอะเรื่องของ health & safety แต่พยาบาล และบุรุษพยาบาลอังกฤษน่ารักคะ


โดย: tanya tanya วันที่: 21 พฤษภาคม 2552 เวลา:2:09:22 น.  

 
สวัสดีค่ะพี่ธันยา...ติดใจตามมาอ่านคุณพยาบาลต่างแดนค่ะ เป็นอาชีพที่น่าสนใจมากนะคะแต่เจอศัพท์เล่นเอางงอ่ะ

ตั้งแต่มาอยู่เยอรมันปริมเคยไม่สบายหนักสุดๆ สองครั้งค่ะ
ครั้งแรกเป็นกระเพาะฉี่อักเสบ...แสบและเจ็บมากไปตรวจแล้วได้ใบสั่งยามาคิดว่าเป็นยาแก้อับเสบค่ะและน้ำแคมเบอร์รี่ ๑ลิตร
ครั้งที่สองเป็นอีกค่ะแต่หนักกว่าครั้งแรกมากๆ ชนิดที่ว่าต้องเข้าห้องน้ำทุก ๑๐นาทีเลยหน่ำซ้ำยังตามมาด้วยอาหารเป็นพิษตอนดึกๆ อีกและก็เป็นประจำเดือนด้วยสิ ควรนี่รู้สึกเลยค่ะว่า "การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐจริงๆ" และคิดถึงแม่ขึ้นมาเลยค่ะ ตลอดทั้งคืนไม่ได้นอนเลย

และทั้งสองครั้งนั้นปริมเป็นตอนเย็นของวันศุกร์แย่มากเพราะคลีนิคเค้าปิดกันแล้ว และเสาร์กะอาทิตย์ก็ไม่เปิดไอ้จะไปซื้อยาเองเหมือนบ้านเราก็ไม่ได้
ขอโทษนะคะที่เล่าให้ฟังซะยาวเลย

Glückstag!


โดย: สาระ....จริง วันที่: 21 พฤษภาคม 2552 เวลา:4:04:11 น.  

 
สวัสดีคุณปริม ขอบคุณสำหรับเม้นท์ยาวๆอ่านเพลินดีคะ วันหลังจะพยายามใชัศัพท์น้อยลงนะคะ ประสบการณ์คุณปริมที่เยอรมันนี่สาหัสเหมือนกันเนอะ อย่างไรก็ดูแลตนเองให้ดีนะคะ พี่อยู่ที่นี่ก็ภาวนาอย่าให้ตนเองเป็นอะไรมากเพราะไม่อยากรักษาที่นี่ เรารู้สึกว่าบ้านเราดีกว่าอาจเป็นด้วยความคุ้นเคย คุณปริมพี่ไม่ได้เป็นพยาบาลนะคะ เพียงแค่ทำงานเป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุที่นี้เท่านั้น ต้องใช้เวลาประมาณ 3-4ปี จากจุดเริ่มต้นตรงนี้คะ แล้วคุยกันใหม่นะคะ

โดย: tanya tanya วันที่: 22 พฤษภาคม 2552 เวลา:12:54:49 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

tanya tanya
Location :
อุดรธานี (Dursley) Gloucestershire United Kingdom

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]





, United Kingdom Weather Forecast

visitors by country counter
online counter
Aretha Franklin I Say A Little P...
Friends' blogs
[Add tanya tanya's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.