Group Blog
 
 
กันยายน 2551
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
29 กันยายน 2551
 
All Blogs
 

เชิญมาแบ่งปันค่ะ




เรื่องสั้น...ที่ฉันอยากเล่า 1


ตอน...เจ้าสี่ขาลูกรัก

คนไม่มีลูกย่อมรักสัตว์เยี่ยงลูก มีหลายคนบอกดิฉันแบบนี้ ถามว่าเห็นด้วยมั้ย อืม! ขอบอกว่าไม่ค่อยเท่าไหร่ค่ะ เพราะระหว่างลูกกับสัตว์ย่อมมีความน่ารักแอบแฝงเอาไว้ในตัวต่างกัน หรือมันจะจริงอย่างที่เขาว่าไว้ อันนี้ก็ละเอาไว้ สำหรับการมองต่างมุมของคุณ ๆ คนอ่านก็แล้วกันนะ

ว่าด้วยเรื่องเจ้าสี่ขา ซึ่งดิฉันยกตำแหน่งให้เป็นลูกรักกันดีกว่าน้อ ดิฉันลองนับนิ้วมือดูว่า ตั้งแต่เกิดมาจนบัดนี้ ดิฉันผูกพันกับสัตว์ชนิดนี้มากี่ตัวแล้ว ติกตอก ๆ ๆ ๆ อืม! เยอะจังจำไม่หมด แต่จะขอเล่าตัวที่อยู่ในความทรงจำที่มีทั้งดี ๆ และแย่ ๆ มาแบ่งปันคุณ ๆ ก็แล้วกันนะคะ

“เจ้านุ่ม” คือสุนัขตัวแรกที่ดิฉันรู้จักและรัก “นุ่ม” เป็นสุนัขไทยตัวเมียที่ทำตัวน่ารัก เป็นสุนัขที่ดีของบ้าน เป็นเพื่อนเล่นที่ดีของดิฉัน และแน่นอน “นุ่ม” เป็นแม่ที่ดีด้วย นุ่มอยู่กับเราหลายปี “นุ่ม” จะรักดิฉันไม่น้อย พอ ๆ กับที่ดิฉันก็รัก “นุ่ม” ไม่เบาเหมือนกัน แต่แล้ว “นุ่ม” ก็มันอันต้องจากดิฉัน และคนในบ้านไปอย่างไม่มีวันกลับ ตอนนั้นจำได้ว่าตัวเองน่าจะอายุสักสิบขวบเห็นจะได้

“นุ่ม” มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป กัดคน และกัดเป็ด ไก่ ชาวบ้านระแวกนั้นตายไปหลายตัว จนเป็นที่เดือดร้อนไปทั่ว คุณแม่กลัวจะรับผิดชอบไม่ไหว ก็เลยอนุญาตให้คนมาจับ “นุ่ม” ไป เพื่อแลกกับถัง หรือกะละมัง หรืออะไรสักอย่างดิฉันไม่แน่ใจค่ะ แต่ไม่มีใครจับ “นุ่ม” ได้สักคน แม้จะวิ่งไล่ยังไง จนดิฉันตัดสินใจช่วยพวกเขา ด้วยการถือบ่วงเชือก เดินเข้าไปหา “นุ่ม” มันก็ยอมนะคะ ดิฉันลูบหัวมันไปมันและบอกว่า

“นุ่มขอโทษนะที่ต้องทำอย่างนี้ เพราะนุ่มไปทำร้ายคนอื่นก่อน และคงจะมีอีกหลาย ๆ คนที่ต้องเดือดร้อนเพราะนุ่ม เอาไว้ให้เราเจอกันชาติใหม่นะ...ลาก่อน...เพื่อนรัก”

น้ำตาดิฉันร่วงลงเป็นสาย ก่อนที่ “นุ่ม” จะยอมให้ดิฉันเอาบ่างคล้องคอแต่โดยดี แล้ววินาทีต่อมา “นุ่ม” ก็สิ้นใจอยู่ตรงนั้น ไม่ต้องบอกว่าดิฉันเสียใจมากแค่ไหน กับการจากไปของ “นุ่ม” ซึ่งเสมือนหนึ่งว่าดิฉันเป็นคนปลิดชีวิต “นุ่ม” เสียเอง นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ “นุ่ม” ยังอยู่ในความทรงจำดิฉันไม่มีวันลืมเลือน

“ด้วยรักและคิดถึงสุดหัวใจ...แด่..นุ่ม..เพื่อนรัก”

หลังจากนั้นนับสิบกว่าปี ที่ดิฉันมีอันจะต้องจากบ้านเพื่อไปทำงาน ศึกษา ในหลาย ๆ ที่ หลาย ๆ จังหวัด ชีวิตจึงไม่ได้ข้องเกี่ยวกับเจ้าสี่ขาเท่าใดนัก จนกระทั่งมีครอบครัวเป็นของตัวเอง โชคชะตาจึงได้นำพาให้มาพบกับ

“เจ้าโทน” ซึ่งได้รู้จักกันด้วยความไม่ตั้งใจ คือมีอยู่วันหนึ่ง ดิฉันใช้หลานชายไปซื้อลาบสุก กับข้าวเหนียวที่ร้านหน้าปากซอย หลานหายไปสักพักใหญ่ ๆ ซึ่งตอนนั้นดิฉันหิวเป็นที่สุด ชะเง้อมองทางตั้งห้าหกหน กว่าที่หลานจะกลับเข้าบ้าน พร้อมลาบดิบ แถมเลือดละเลงมาด้วย ที่เจ็บไปกว่านั้น สั่งเข้าเหนียวดันได้ข้าวสวยแทน และยิ่งไปกว่านั้นอีก เจ้าหลานหนุ่มน้อย ได้ลูกสุนัขไทยสีแดงตัวเล็ก ๆ มาด้วยหนึ่งตัว

ดิฉันบ่นอุบอิบอยู่สามสี่คำ แล้วก็จัดการทำให้ลาบดิบกลายเป็นลาบสุกและสะหวาปามจนอิ่มท้อง พออารมณ์ดีแล้ว ก็ก้มลงมองเจ้าตัวน้อย ๆ วัยเดือนเศษ ๆ ที่ร้อง อิ๊ก ๆ อยู่ในบ้าน ว่าจะทำยังไงกับมันดี แต่สุดท้ายก็ยอมรับเจ้าตัวเล็ก เข้าเป็นสมาชิกของบ้านแต่โดยดี และกันช่วยกันกับหลานตั้งชื่อให้ แล้วก็ได้ชื่อนี้มา

“โทน” เติบโตมากับเราได้หลายเดือน แม้หน้าตาจะธรรมดา ๆ แต่ก็มีพฤติกรรมที่น่ารัก น่าเอ็นดูเป็นที่สุด ทั้งหลานชาย ดิฉันและคนใกล้ตัวต่างก็รัก “โทน” มาก ๆ อาหารแทบทุกชนิด “โทน” ไม่เคยเกี่ยง และของโปรดอีกอย่างคือ ผักสด ผลไม้สด ไม่ว่าจะเอาเข้าปากให้เท่าไหร่ “โทน” จัดการไม่มียั้ง มะม่วงกับก้านคะน้า ท่าว่าจะโปรดสุด ๆ ชิ้นใหญ่แค่ไหน ก็จะเคี้ยวเข้าปากเสียงดัง กร๊อบ ๆ จนเกลี้ยงภายในพริบตา

เวลาที่ดิฉันหรือหลานนอนคว่ำหน้าลงกับเสื่อ “โทน” มักจะอาสานวดให้ ด้วยการขึ้นไปเดินบนตัวตั้งแต่ปลายเท้าจรดศีรษะ แล้วก็จะวนทำอยู่อย่างนั้นหลายรอบ เวลาเรานอนดูทีวี “โทน” ก็จะประจบ ด้วยการเดินเข้ามาใกล้ ๆ แล้วก็นอนเบียดกายมาหาประจำ แกล้งถอยออก “โทน” ก็จะขยับตาม พวกเรามักจะแอบขำทุกที

แต่ความตายก็มาพราก “โทน” ไปจากเราอีกจนได้ เมื่ออายุแค่หกเดือน วันนั้นดิฉันไปทำงานสักสิบโมง หรือบ่ายโมงประมาณนี้ จำได้ไม่ชัด หลานโทรไปหาที่ที่ทำงานทั้งร้องไห้ทั้งบอกว่า “โทน” ถูกรถส่งน้ำเหยียบตายแล้ว น้ำตาดิฉันร่วงลงตรงนั้น เพราะรักมันมาก ๆ และมันมากพอที่ทำให้ดิฉัน เรียกคนขับรถส่งน้ำมาต่อว่า เพราะทนต่อความที่นายคนนั้น ไม่ได้ใส่ใจว่าจะทำให้คนอื่นเสียใจกับการจากไปของ “โทน” เลย

“ด้วยรักและคิดถึงสุดหัวใจ...แด่..โทน..ลูกรัก”

หลังจากนั้นเป็นปี ดิฉันก็ไปเยี่ยมป้าที่บ่างเสร่ ป้าถามว่าอยากได้ลูกสุนัขหรือเปล่า ข้าง ๆ บ้านคลอดมาหลายตัว น่ารัก ๆ ทั้งนั้นเลย ความกลัวที่จะต้องสูญเสียทำให้ดิฉัน และคนข้าง ๆ คิดอยู่สักพัก แต่สุดท้าย เราก็ได้ “หมูหยอง” สุนัขพันธุ์ชิชสุผสม ซึ่งเป็นตัวเมีย น่าตาก็น่ารักในระดับหนึ่ง

ความน่ารักน่าเอ็นดูของ “หมูหยอง” หลังจากที่อยู่กับเรามาสักเดือนคือ มันติดดิฉันมาก ๆ ๆ ๆ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนของบ้าน มันมักจะเดินตามไม่ห่าง แต่ดิฉันก็จะไม่ให้เข้าไปยุ่งในห้องนอน เพราะกลัวจะเคยตัว ซึ่ง “หมูหยอง” จำต้องยอมนอนนอกบ้าน ด้วยความฝืนใจ

เวลาออกนอกบ้าน เช่น ไปเที่ยวทะเล “หมูหยอง” แทบจะไม่ห่างกายดิฉันเลยด้วยซ้ำ จะคอยเดินตามโดยไม่ต้องพึ่งโซ่ให้เมื่อย มีอยู่วันหนึ่ง เราไปเที่ยวบ้านน้าที่ป้อมพระจุลฯ ซึ่งจะต้องนั่งเรือหางยาวเข้าบ้าน เพราะเป็นคลอง ระหว่างที่อยู่บ้านน้า “หมูหยอง” ไม่ยอมห่างดิฉันแม้แต่เวลาจะเข้าห้องน้ำ ตกกลางคืนให้นอนนอกบ้าน ก็ต้องจนต้องยอมให้ไปนอนอยู่ใต้เตียงถึงได้เงียบ

จำได้ว่าครั้งนั้นพามันเดินข้ามสะพานไม้ ซึ่งไม้ที่ปูสะพานจะห่างหน่อย ทำให้มองเห็นน้ำ ตอนข้ามไป “หมูหยอง” ไม่ได้มองลงข้างล่าง เพราะความรีบที่จะตามดิฉันไปให้ทัน แต่พอขากลับ เวลาจะข้ามสะพานมันดันมองลงไป พอเห็นน้ำที่ไหลเรื่อย ๆ เท่านั้นล่ะ ขาสั่นอยู่ตรงตีนสะพานไม่ยอมก้าวไปไหนเลย เรียกยังไง ๆ ก็ไม่ยอมข้ามมา จนต้องเดือดร้อนกลับไปอุ้มมาเอง แต่วันต่อมาก็ชินกับสะพานไม่มีปัญหาอะไรอีก

“หมูหยอง” อยู่กับดิฉัน จนคลอดลูกเล็ก ๆ มาให้หกตัว แต่ลูกก็ตายตอนคลอดตัวหนึ่ง เพราะแม่ให้นมลูกไม่เป็น เดือดร้อนดิฉันต้องไปซื้อนมสัตว์มาให้ เอามาหยอดเข้าปาก แต่สุดท้ายเจ้าตัวเล็ก ๆ ก็ไม่รอด “หมูหยอง” ได้มีโอกาสอยู่เป็นแม่ของลูกไม่กี่เดือน ก็มีอันจากลูกและพวกเราไปอีกแล้ว ด้วยอุบัติเหตุทางรถเช่นเคย

ยังความเสียใจให้ดิฉันอีกครั้ง และก็ต้องเสียใจอีกครั้ง ๆ และอีกครั้ง เมื่อลูกเล็ก ๆ ของมัน มีอันต้องเป็นไปด้วยสาเหตุเดียวกันกับแม่ นับตั้งแต่นั้น ดิฉันเลยเดาเอาเองว่า ตัวเองคงจะไม่ถูกโฉลกกับการเลี้ยงสัตว์นัก จึงหยุดมองพวกมันนับตั้งแต่นั้นมา

“ด้วยรักและคิดถึงสุดหัวใจ...แด่..หมูหยองและลูก ๆ..ที่พวกเรารัก”

ผ่านไปหลายปี เราย้ายบ้านออกจากสังคมเมืองที่แออัด ไปสู่สังคมชนบท ยอมจ่ายค่าน้ำมันแพง ๆ เพื่อที่จะเดินทางมาทำงานแทน ด้วยความที่งบในการสร้างบ้านมีจำกัด บวกกับความที่ตัวเองเป็นคนรักอิสระ เมื่อสร้างบ้านเสร็จ เราจึงไม่ยอมทำรั้วเหมือนเพื่อนบ้านหลาย ๆ คนในระแวกนั้น ยังผลให้คุณแม่ พี่ ๆ น้อง ๆ เพื่อน ๆ ห่วงใยในสวัสดิภาพของพวกเรา

เพราะต่างก็มีร่างกายไม่ค่อยจะแข็งแรงกันทั้งคู่ หลาย ๆ คนจึงแนะนำให้เราซื้อ “สุนัข” มาเลี้ยงไว้ เพื่อจะได้เห่าเวลามีใครมา เราสองคนหยุดคิดและขำในความคิดนี้ เพราะรู้ดีว่าเราหามันมาเลี้ยงเมื่อไหร่ ก็จะต้องเจอแบบเดิม ๆ คือเสียใจที่มันต้องตายจากไปเมื่อนั้น

แต่จนแล้วจนรอด คนข้างตัวก็ไม่วายไปแอบซื้อโกลด์เด้นท์รีทรีฟเวอร์ วัยสองเดือนมาให้ในวันเกิดปีนั้น บอกไม่ถูกว่าเมื่อเห็นแล้วรู้สึกรักมันมากแค่ไหน ตัวสีขาว ๆ ขนฟู ๆ อ้วนจ้ำม้ำ “ปุกปุย” ชื่อเดียวเท่านั้นที่ดิฉันคิดได้ ความขี้อ้อน ขี้ประจบ ขี้งอน ขี้ใจน้อย มีในตัว “ปุกปุย” นับตั้งแต่วันแรกที่มาอยู่ด้วย แต่ถึงจะรักมาก ดิฉันก็ไม่ยอมให้มันเข้ามานอนและยุ่งในบ้าน

ได้แต่ปล่อยให้เล่นตามบริเวณบ้าน ซึ่งกว้างถึงพอดู ไหนจะที่ของคนอื่น ๆ ที่ติดกันอีก “ปุกปุย” จึงไม่ค่อยจะอีนังขังขอบมากนัก กับการที่ไม่ได้เข้าไปวิ่งเล่นในบ้าน แต่ก็จะมีงอแงบ้าง ในเวลาอาบน้ำให้ใหม่ ๆ ดิฉันจะยอมให้มันอยู่ในบ้านได้สักพัก พอเราจะไปนอน “ปุกปุย” ก็จะยืนขึ้นใช้สองขาหน้าเกาะปลายที่นอน แล้วก็เคาะป๊อก ๆ ๆ ๆ จากมุมซ้ายไปขวา และขวาไปซ้าย เพื่อขอขึ้นเตียงด้วย

สุดท้ายก็ต้องระเห็ดออกไปนอกบ้านอยู่ดี แต่ก็ไม่วายจะวิ่งอ้อมบ้านเพื่อจะมานอนที่ประตูข้าง ๆ ห้องนอนดิฉันอีกจนได้ เพราะด้วยความที่รักธรรมชาติ จึงออกแบบบ้านให้มีประตูกับหน้าต่างถึง เก้าที่ ห้องนอนก็ไม่วายทำประตูข้าง ๆ เอาไว้ เพื่อจะได้มองทะลุกระจกไปหาธรรมชาติข้างบ้านอีก

“ปุกปุย” ทำให้เราหายห่วงเรื่องจะถูกรถเหยียบตาย เพราะบ้านอยู่ห่างถนนหลายสิบเมตร แถมกว้างมีที่ให้วิ่งไปไกลอีก แต่ท้ายที่สุด “ปุกปุย” ก็จากเราไปอย่างไร่ร่องรอย ในเวลาไม่ถึงสองเดือนด้วยซ้ำ ซึ่งเราเดาได้ว่า อาจจะถูกขโมยไปก็ได้ เราสองคนเสียใจมาก ๆ ๆ ๆ ขับรถเที่ยวตามหาหลายวัน จนหมดหนทางจะหาจึงจำต้องถอดใจทั้งน้ำตา

แต่จู่ ๆ หลังจากที่มันหายไปเกือบเก้าเดือน ก็มีสุนัขโกลด์เด้นท์ฯ หนุ่มอายุอานามน่าจะประมาณเจ้า “ปุกปุย” ของเรา มันวิ่งมาหาที่บ้าน วิ่งงุด ๆ เข้าไปในตัวบ้าน ในห้องนอน พวกเราดีใจจนน้ำตาไหล เพราะคิดว่าคงจะเป็นสุนัขของเราที่หายไป เพราะพฤติกรรมคล้ายกันมาก ที่คอเป็นรอยเชือก เหมือนถูกล่ามไว้นาน

แต่ไป ๆ มา ๆ เจ้าตัวโย่งนั่น ก็วิ่งกลับบ้าน ซึ่งเราพยายามจะขับรถตามว่าเป็นบ้านไหน แต่ก็ไม่ทัน น้ำตาดิฉันไหลออกมาอีกแล้ว แต่ก็ดีใจเหลือเกิน ที่พอจะได้รู้ว่า “ปุกปุย” ยังไม่ตาย ยังมีคนเอาไปเลี้ยงอยู่อีก และตั้งแต่นั้นมา เราก็ไม่เห็นมันอีกเลย

“ด้วยรักและคิดถึงสุดหัวใจ...แด่..ปุกปุย..ลูกรัก”

ความเสียใจติดตัวดิฉันเรื่อยมา และก็บอกกับตัวเองว่า ตั้งแต่นี้ต่อไปจะไม่ยอมเลี้ยงสุนัขอีกเป็นอันขาด แต่พอวันเกิดปีถัดมา คนเดิมก็ซื้อโกลด์เด้นท์รีทรีฟเวอร์ วัยสามเดือนมาให้อีกเหมือนเดิม ดิฉันทั้งดีใจ และกังวลใจที่จะรับเจ้าหน้าบ้องแบ๊วไว้ในอ้อมอกอีกครั้ง แต่จะเหลือหรือ ก็มันน่ารัก น่าชังซะขนาดนั้น

“ปุกปุย” คือชื่อที่ดิฉันตั้งให้อีก เพราะยังอาลัยรักในตัวก่อน อีกทั้งตัวใหม่จะได้ทำให้ดิฉันลืมเจ้า “ปุกปุย” ตัวเก่าได้เร็วขึ้น และมันก็เป็นจริง นิสัยที่โดนเด่นของ “ปุกปุย” ตัวใหม่คือ ไม่ดื้อ ไม่ซน สุภาพ เรียบร้อย ว่านอน สอนง่าย บอกว่าอย่าก็จะไม่กล้าหือ ไม่ให้เข้าบ้านก็ยอมแต่โดยดี

หนึ่งปีผ่านไป เราก็ยังคงมี “ปุกปุย” อยู่ด้วยเสมอ ๆ มันมักจะขอขึ้นรถไปที่ทำงานด้วย วันได้ไปก็จะดีใจ แต่วันไหนไปไม่ได้ ก็จะเกเรบ้างเป็นบางครั้ง จนต้องดุแรง ๆ หรือไม่ก็ต้องตีสักแปะถึงจะยอมออกจากรถ แล้วก็จะงอนอยู่อย่างนั้นทั้งวัน ตกเย็นพอกลับเข้าบ้าน “ปุกปุย” ก็จะไม่มารอรับเหมือนเคย เอาแต่นอนแหมะอยู่ระเบียง ทำสีหน้าไม่ใยดีเรา ต้องเดือดร้อนไปง้อ ถึงได้ยอมวิ่งเข้ามาหา

อ้อ! ลืมไปเลย ในระหว่างที่ได้เจ้า “ปุกปุย” ตัวใหม่มา เพื่อนก็โทรมาบอกว่า มีคนจะให้สุนัขน่ารัก ๆ มองดูคล้าย ๆ พันธุ์บางแก้ว ด้วยความที่อยากให้ “ปุกปุย” มีเพื่อน จึงรีบขับรถไปดู พอไปถึงแล้ว หือ! หาความเป็นบางแก้วไม่เจอเลยสักนิด แถมเพื่อนบอกว่าเอามาจากเจ้าของแล้ว ยังไง ๆ เราก็ต้องรับ จึงจำต้องรับมาด้วย บวกกับความที่เจ้าตัวจ้อย ทำตาบ้องแบ้ว น่าสงสารอีกต่างหาก

“แก้ว” ดิฉันตั้งชื่อนี้ให้ซะเลย เพราะเจ็บใจในความเป็นบางแก้วที่แทบมองไม่เห็น “แก้ว” เป็นสุนัขที่เรียบร้อยมาก สงบเสงี่ยม เจียมเนื้อ เจียมตัวเหลือเกิน ประหนึ่งจะรู้ว่า ตัวเองเป็นแค่สุนัขที่เจ้าของไม่ใคร่จะเต็มใจเอามาเลี้ยงนักก็ไม่ปาน ยังผลให้ดิฉันอดสงสาร เวทนา และรักไม่ได้เลย เวลาเอาอาหารยื่นให้ “แก้ว” จะค่อย ๆ อ้าปากงับอย่างเรียบร้อย

ทั้ง “แก้ว” และ “ปุกปุย” จึงกลายเป็นเพื่อนเล่นมาด้วยกันด้วยดี ไม่เคยกัด เห่า หรือแย่งอาหารกันให้เห็นเลยสักครั้ง ในระหว่างนั้น คนใกล้ตัวดิฉันไปซื้อของที่บิ๊กซี แม่ค้าแถว ๆ นั้นขอให้เอาลูกสุนัขสองตัวมาเลี้ยงหน่อย เพราะถูกแม่ทิ้งไว้ ความใจอ่อนของเขา ก็เลยต้องหอบมาด้วย คืนแรกเจ้าสองตัวนี้ร้องงอแงเหมือนเด็ก ๆ ไม่มีผิดเลย

หานมมาให้กินก็แล้ว หากล่องมาให้อยู่เพราะกลัวหนาวด้วยก็แล้ว ก็ยังไม่ยอมหยุดร้อง จนได้ “แก้ว” มาเป็นตัวช่วย เป็นพี่เลี้ยงให้ เจ้าสองตัวถึงยอมปิดปาก ด้วยความที่ทั้งสอง มีขนสีดำ กับน้ำตาล ดิฉันเลยตั้งชื่อว่า “แบล็ค กับ บราว” ให้ซะเลย ชื่อฝรั๊งฝรั่ง แต่หน้าไทยน่าดู ทีสุนัขฝรั่งก็ดันชื่อไทย ๆ ซะนี่ เฮ้อ! ไม่เข้าใจเลย

สุนัขทั้งสี่ตัวเติบโตมาด้วยกัน วิ่งเล่นด้วยกันอย่างสมัคร สมาน และสามัคคี ในระหว่างนั้น คุณแม่กับพี่สาวเลยเอาพุดเดิ้ลน้อย ๆ ตัวเมียมาให้อีกตัว จะได้เป็นเพื่อนกันอีก “ไข่ตุ๋น” คือชื่อที่ติดตัวมาแล้ว ด้วยความที่แม่และพี่ของเจ้าจิ๋ว ถูกตั้งชื่อด้วยการเอาสารพัดไข่เข้าไปเป็นชื่อ เช่น ไข่เจียว ไข่ดาว ไข่ต้ม ไข่หวาน เป็นต้น

แรก ๆ เจ้าจิ๋วจะกลัว “ปุกปุย” มาก ๆ เพราะตัวใหญ่ บวกกับมันชอบไปเล่นใกล้ ๆ แต่พอนาน ๆ ก็ชินกันไปเอง แถมออกไปในทางตรงกันข้าม ก็คือ “ปุกปุย” จะกลัวเจ้า “ไข่ตุ๋น” แทนด้วยซ้ำ เพราะเห่าเสียงดัง และนานมาก ๆ ๆ ๆ จนคนงานถามว่า “ไอ้ตุ๋น แกไม่เจ็บคอบ้างเหรอ” ฟังแล้วขำดีค่ะ

เช้าวันหนึ่ง ซึ่งเป็นวันอาทิตย์ แม่บ้านมาทำความสะอาดร้องเรียกดิฉันใหญ่ เพราะยังไม่ตื่นนอนดีนักว่า “แก้ว” มีอาการเหมือนกินของมีพิษ ตกใจมาก พยายามหาไข่ขาว และอีกสารพัดมาให้มันกิน แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น เดือดร้อนต้องรีบพาส่งโรงพยาบาล ระหว่างทางไปดิฉันใช้ผ้าห่อตัว “แก้ว” เอาไว้ ใจก็กลัวว่าจะเสียมันไป เพราะมีทั้งเห็บทั้งหมัด กระโดดออกมาจากตัว “แก้ว” เต็มไปหมด

ระยะทางไปโรงพยาบาลไกลประมาณยี่สิบกิโลกว่า ๆ เห็นจะได้ แต่วันนั้นเหมือนฟ้ากลั่นแกล้ง เจอรถโฆษณาบ้าง รถขายของบ้าง ซึ่งแล่นช้ามาก ๆ จะหาทางแซงก็ทำได้ด้วยความลำบาก ระหว่างนั้น ลิ้นของ “แก้ว” ห้อยออกมายาวเป็นคืบ แถมมีสีม่วงคล้ำแล้ว นัยตาเหม่อลอย ทวารก็เปิดออกแล้ว เพราะอุจาระไหลออกมาอาบผ้าเต็มไปหมด

ดิฉันพร่ำบอกว่า “แก้ว อดทนนะ อย่าตายนะ อีกหน่อยจะถึงแล้ว” ให้ “แก้ว” ฟังตลอดทาง และดูเหมือนว่า “แก้ว” จะรับรู้ เพราะมันพยายามเหลือเกินที่จะฝืนพิษที่กินเข้าไป พอไปถึงโรงพยาบาล ด้วยความที่ “แก้ว” ตัวหนัก ดิฉันจึงวิ่งไปเรียกหมอให้มาช่วยอุ้มที น้ำเกลือ และยาสารพัด หมอระดมฉีดให้แก้ว

ดิฉันอยู่ในห้องด้วยตลอด เฝ้าเรียกชื่อ และคอยลูบหัว “แก้ว” ไว้ไม่ให้ห่าง นานเกือบชั่วโมง จากแววตาที่เหม่อลอย ค่อย ๆ ใสขึ้นมาทีละนิด ๆ จนหมอบอกว่าให้นอนโรงพยาบาลก่อน แล้วจะโทรแจ้งอาการ ดิฉันกลับบ้านด้วยความกังวลเป็นที่สุด พอบ่าย ๆ หมอโทรมาบอกว่าแก้วปลอดภัยแล้ว แต่ให้พักก่อนสักวัน ค่อยไปรับกลับบ้าน พวกเราดีใจมาก ๆ

วันที่ไปรับ “แก้ว” ดิฉันจำได้แม่นยำว่า “แก้ว” กลัวคนมาก ๆ ขาสั่น เดินไม่ได้เลย จึงต้องอุ้มขึ้นรถแทน พอถึงบ้าน “แก้ว” ก็ไม่ยอมกินอะไร เอาแต่ซุกตัวอยู่ตามมุมบ้าน กลัวคนไปทั่ว แต่ยกเว้นดิฉันซึ่งมันไม่กลัว เวลาผ่านไปเป็นอาทิตย์ กว่าที่ “แก้ว” จะกลับเข้าสู่สภาพเดิม ตั้งแต่นั้น ดิฉันสังเกตุเห็นว่า “แก้ว” จะรักพวกเรามากขึ้น จะอยู่ใกล้ตัวไม่ยอมห่าง เวลากลับจากทำงาน ก็มักจะเจอ “แก้ว” วิ่งออกมารับตั้งแต่ยังไม่เห็นรถเราเลี้ยวเข้าซอยบ้านซะอีก และ “แก้ว” มักจะไปนอนตรงประตูข้าง ๆ ห้องนอนดิฉันแทบจะทุกคืน ประหนึ่งว่า มันจะคอยเฝ้าเราสองคนไม่ให้คลาดสายตายังไงยังงั้น

ต่อมาอีกปี ที่ข้าง ๆ บ้านปลูกมันสัมปะหลัง สุนัขดิฉันและของเพื่อนบ้านแทบทุกตัว ไปวิ่งเล่นในไร่มัน เหยียบต้นมันล้มไปด้วย ยังผลให้เจ้าของมันโมโห ก็เลยหายามาเบื่อสุนัขให้สิ้นซาก “เจ้าบราว” เจอแจ็คพ็อตเข้าเต็ม ๆ มีอาการเดียวกับ “แก้ว” ไม่มีผิด โรงพยาบาลเดิม การรักษาเดิม ๆ บวกกับความห่วงใยแบบเดิม ๆ ที่เรามาให้ ในที่สุด “บราว” ก็รอด

แต่พอออกจากโรงพยาบาลมาได้ไม่ถึงสองวัน “บราว” กลับมีผลข้างเคียงที่ต่างจาก “แก้ว” คือดุ ใครเข้าใกล้ไม่ได้จะงับเอา แววตาที่สดใสถูกแทนที่ด้วยแววตาแข็งกร้าวแทน จนดิฉันต้องล่ามเอาไว้ แต่สุดท้ายก็สงสาร เลยจำต้องปล่อย และจากวันนั้นจนถึงวันนี้ “เจ้าบราว” ก็หายออกจากบ้านไม่กลับมาอีกเลย “เจ้าแบล็ค” ก็พลอยหนีหน้าไปด้วย

มาถึงวันนี้ “ปุกปุย” “ไข่ตุ๋น” ยังอยู่กับดิฉัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาไม่ห่าง ส่วน “แก้ว” ซึ่งตอนนี้กลายมาเป็น แฟนของ “ปุกปุย” และสุนัขอีกหลาย ๆ ตัวในระแวกบ้านไปแล้ว พร้อมผลิตลูกตัวเล็ก ๆ ออกมาให้ถึงสามรุ่น ซึ่งรุ่นแรกเพื่อนบ้านขอไปเลี้ยงเกือบหมดคอก และก็ตายไปเกือบหมดคอกอีกเหมือนกัน เพราะเจ้าตัวเล็ก ๆ ดันไปเลียยอดหญ้า ที่เขาเพิ่งจะพ้นยาไป

รุ่นสอง มีถึงเก้าชีวิต ซึ่งก่อน “แก้ว” จะคลอด ดิฉันเปรย ๆ ว่า จะหาเงินที่ไหนหนอมาซื้อข้าว เลี้ยงลูกเจ้า “แก้ว” สงสัยจะได้ยินคำคำนี้ พอคลอดเสร็จเลยหอบลูกไปอยู่ในท่อระบายน้ำ ฝนตกหนักน้ำท่วมลูก ๆ “แก้ว” โดนน้ำซัดตายแปดตัว ที่เหลือรอดก็ร่อแร่ แก้วคาบลูกไปเลี้ยงอย่างดี ไม่ให้ใครเห็น แต่สุดท้ายลูกก็จากไป

พี่สาวเล่าให้ฟังว่า “แก้ว” คงจะเสียใจที่ลูก ๆ ตาย จึงคาบศพลูกไปในป่า พี่สาวก็ตามไปดู ปรากฏว่า “แก้ว” เอาเท้าคุ้ยดิน เป็นหลุมแล้วฝังลูก พอได้ฟังแล้วดิฉันให้สะเทือนใจเป็นที่สุด พลอยน้ำตาจะไหลเพราะสงสาร “แก้ว” ที่มีความเป็นแม่จนล้นเปี่ยม

รุ่นที่สาม ก็มีเก้าตัว มีทายาทเจ้า “ปุกปุย” อยู่ถึงสี่ ตอนนี้ยังไม่ลืมตาเลย “แก้ว” ก็ประคบประหงมลูกน้อยไม่ห่าง ส่วนดิฉันแม้ใจจะกังวลในเรื่องเดิม ด้วยข้าวของแพงขึ้น แต่ก็ไม่ยอมปริปากบ่นเหมือนครั้งก่อน เพราะสงสาร “แก้ว” หากลูก ๆ ต้องมีอันเป็นไปอีก นี่อีกหน่อยก็ต้องไปหาสะใภ้มาให้ “ไข่ตุ๋น” แล้ว เพราะปีที่แล้วลนลานที่จะมีคู่เหลือเกิน แต่ด้วยความที่ดิฉันมีงบน้อย จึงให้ “ไข่ตุ๋น” อดไปก่อน

ตายจริง! บอกว่านี่เป็นเรื่องสั้น แต่ไป ๆ มา ๆ ทำไมมันย๊าวยาวก็ไม่รู้ สงสัยจังจะมีคนอ่านจนจบเรื่องไหมหนอ เพราะไม่มีอะไรน่าสนใจมากไปกว่าความน่ารักของเจ้า “สี่ขา” ที่ดิฉันมีไว้เป็นเพื่อนคลายเหงา และอยากเอามาเล่าเพื่อแบ่งปันให้คุณ ๆ คนที่มีหัวใจเดียวกันอ่านบ้าง

ด้วยรักและไมตรี










 

Create Date : 29 กันยายน 2551
2 comments
Last Update : 27 มกราคม 2552 16:04:13 น.
Counter : 249 Pageviews.

 

ตัวเองนิยายเรื่องใหม่หรอค่ะ

ชื่อเรียกยากจัง

เเล้วพระเอกล่ะค่ะ

ใคร


ออยเดามั่วๆๆ

 

โดย: ออย IP: 222.123.217.82 8 ตุลาคม 2551 8:22:17 น.  

 

ใช่แล้วค่ะออย

ชื่อว่า ประณาลี ค่ะ (ลี) เป็นครูสอนรำไทยค่ะ จบนาฏศิลป์ ชอบใช่ผ้าซิ่น กับเสื้อกล้าม แต่หารูปมาให้ดูไม่ได้ เลยได้รูปนี้มาแทน

ส่วนพระเอกชื่อว่า คณิน (นิน)

 

โดย: ธัญญะ 11 ตุลาคม 2551 13:12:08 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


ธัญญะ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ขอสงวนสิทธิ์งานเขียนทุกชิ้นในบล็อคแห่งนี้ ตามพ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ 2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลง แก้ไขโดยไม่ได้รับอนุญาต หากฝ่าฝืน จะดำเนินตามกฎหมายสูงสุด!!
Friends' blogs
[Add ธัญญะ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.