เพราะความต้องการของมนุษย์ไม่มีที่สิ้นสุด เราจึงมาเพื่อ เติมเต็มฝันให้เขาเหล่านั้น "พัฒนาชุมชน"

ชายที่26
Location :
น่าน Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เพราะเราคือผู้นำสารจากผู้สร้าง มาถึงชนบทที่ห่างไกล
จงเรียกเราว่า "นักพัฒนาชุมชน"

หากชาวบ้านอยากกินปลา จง อย่านำปลาให้ชาวบ้าน
แต่ จงสอนวิธีการจับปลาให้เขาเหล่านั้นแทน



Group Blog
 
<<
มีนาคม 2550
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
27 มีนาคม 2550
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ชายที่26's blog to your web]
Links
 

 

การใช้จุลินทรีย์ท้องถิ่น IMO ต่อการพัฒนาชุมชน (บทที่3 )

.....ใน 2 บทที่ผ่านมา ท่านผู้อ่านก็พอจะได้ทราบแล้วว่า จุลินทรีย์ท้องถิ่น IMO มีประโยชน์ต่อประชาชนอย่างไรบ้าง 2 บทที่ผ่านมา ผมพูดถึงเฉพาะทางการเกษตรเท่านั้น ซึ่งก็มีความสำคัญ เพราะภาคการเกษตรนั้น ถือได้ว่าเป็นภาคที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทย เป็นเม็ดเงินอันมหาศาลเลยที่เดียว แต่ "เกษตรกรไทย ทำไมไม่รวย ทำไมปลดหนี้ไม่ได้" นี่แหละครับปัญหาที่เราต้องขบคิดกันว่าจะทำอย่างไร


.....ทางออกที่เราจะเป็นในตอนนี้และเป็นวิธีการที่ดีที่สุดคือ ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ของชาวไทยเรานี่เอง ทฤษฏีนี้ไม่ใช้เป็นเพียงทฤษฎีในตำราที่ไม่เคยมีใครนำออกมาใช้นะครับ แต่เป็นทฤษฏีที่ใช้ได้ผลจริงๆ บางท่านอาจมองว่า "ใช้ได้ผลเฉพาะเกษตรกรในชนบท" เท่านั้น คำตอบคือ ไม่ครับ สามารถใช้ได้กับธุรกิจทุกๆอย่าง หรือแม้แต่การดำเนินชีวิตของเราเองครับ


.....

"สิ่งใดที่เราผลิตได้เองในครัวเรือนจงทำ สิ่งใดที่ไม่สามารถผลิตได้ก็ค่อยซื้อเขามาใช้" พอจะมองภาพออกไหมครับสำหรับประโยคนี้


.....เอา... เรามาเข้าเรื่องกันหน่อยที่ว่า "ทำไมเกษตรกรไทยจึงไม่รวย ปลดหนี้ไม่ได้เสียที" คำตอบง่ายๆครับ "กู้ ไม่มีความเข้าใจในกระบวนการผลิตในครัวเรือน ซื้อเขามาใช้ ไม่เข้าใจวิธีการใช้ ฯลฯ" เอาหละพอแค่นี้ก่อน เพียงเท่านี้ก็คงจะมองออกนะครับ แนวทางการแก้ไข มีคำพูดประโยคหนึ่งที่นักพัฒนาชุมชน จะต้องจำใส่ใจไว้ทุกๆคน คือ "เมื่อชาวบ้านต้องการกินปลา จง อย่า นำปลาให้ชาวบ้านกิน แต่....จงสอนวิธีการจับปลาให้ชาวบ้านแทน" สรุปคือ ให้การศึกษา ให้ความรู้แก่ชาวบ้านนั่นเองครับ ท่านว่าถูกไหม


.....ทำไม่จะต้องให้ความรู้แก่ชาวบ้าน (ไม่จำกัดเฉพาะกลุ่มเกษตรกร ชาวบ้านในที่นี้หมายถึงคนไทยทุกคน) ทำไมไม่เอาของไปแจกซะเลยหละ คำตอบง่าย ใครๆก็รู้กันดี ความรู้อยู่คงทนกว่าของแจกครับ และติดตัวไปจนตาย จริงไหม



ความรู้เป็นสิ่งสำคัญสำหรับชนทุกระดับ การสอนเสริมสร้างความรู้ต่างๆให้กับชาวบ้านหรือชุมชนนั้น เป็นการสอนวิธีการและทางเลือกให้ชาวบ้านหรือชุมชนที่จะพึ่งพาตนเอง โดยการผลิตสิ่งที่เป็นประโยชน์กับตนเองและครอบครัวตามมาด้วยก่อเป็นประโยชน์แก่ชุมชนและสังคมโดยกว้าง การสอนการ ผลิต จุลินทรีย์ต่างๆนั้นซึ่งเล็งเห็นแล้วว่า มันก่อประโยชน์ได้ ทั้งทาง เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม จึงมีการเสริมสร้างองค์ความรู้นี้ให้กับชาวบ้านและชุมชนอย่างต่อเนื่อง


.....อะ!ที่นี้เรามาดูกันว่า เจ้าจุลินทรีย์ตัวนี้ มันมีความสำคัญทางด้าน เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม อย่างไร ความสำคัญของจุลินทรีย์ทางด้านเศรษฐกิจ: เมื่อนำองค์ความรู้นี้ไปเผยแพร่กับชุมชนชาวบ้านแล้ว ชาวบ้านสามารถผลิตได้เอง และนำมาใช้ภายในครัวเรือนของตนเองได้ โดยทดแทนสารเคมีทางการเกษตร หลีกเลี่ยงสารเคมีที่เป็นพิษ ท่านลองคิดดูว่า หากเกษตรกรไทย ลดการนำเข้าสารเคมีทางการเกษตรได้ในปีหนึ่งๆนั้น รายได้เกษตรกรจะเพิ่มขึ้นไหม ประเทศชาติจะมีภาวะเงินตราไหลออกนอกประเทศไหม ผลที่ได้จากองค์ความรู้อีกประการคือ "ความเป็นปราชญ์" ของคนในชุมชนจะเกิดขึ้นทันที

.....โอ้... ขออภัยผมลืมบอกไปว่า ไอ่เจ้าจุลินทรีย์ตัวนี้ มันสามารถนำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ที่ปลอดสารพิษได้อีกมากมาย ไม่เฉพาะใช้ในเรื่องการเกษตรเท่านั้น เจ้าจุลินทรีย์ตัวนี้ สามารถนำมาผลิตได้เป็น น้ำยาเอนกประสงค์ คือ ผลิตออกมาหนึ่งตัว สามารถ ซักผ้า ล้างจาน ล้างพื้น ล้างห้องน้ำ ล้างรถ อาบน้ำสัตว์เลี้ยง ใช้ขัดเครื่องเงิน หรือโลหะสเตลเลส หรือแม้นแต่การนำไปผลิตเป็นเครื่องสำอาง คือ ครีมหน้าเด้ง ก็ยังได้ น้ำยาเช็ดกระจกประสิทธิภาพสูงก็ยังไหว นี่แหละครับประโยชน์ของมัน ยังมีอีกมากนะครับ องค์ความรู้เหล่านี้แหละ ที่จะก่อให้เกิดปราชญ์ในชุมชนขึ้น หากชาวบ้านนำองค์ความรู้นี้ไปใช้กับตนเอง ครอบครัว ท่านลองคิดดู เงินเก็บจะเหลือมากไหม พวกน้ำยาต่างๆนี้วัตถุดิบได้จากธรรมชาติครับ ในรั่วบ้านของเราเองทั้งนั้น ผลิตออกมาได้ครั้งหนึ่ง ใช้คุ้มนับปี อีกประการหนึ่ง เมื่อมีองค์ความรู้นี้ สามารถนำไปผลิตเพื่อการจำหน่ายได้ครับ ทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในชุมชนเกิดขึ้น ดีไหมครับ นี่คือตัวอย่างเล็กๆทางเศรษฐกิจนะครับ




ในภาพคือผลิตภัณฑ์ต่างๆที่คนในชุมชนผลิตขึ้นหลังจากได้รับองค์ความรู้ เพื่อจัดจำหน่ายในงานประจำปีของ อ.บ่อเกลือ


ทางสังคม:ที่เห็นคือการรวมตัวกันของคนในชุมชน เพื่อจัดตั้งกลุ่มเพื่อกระบวนการผลิตในรู้ของกลุ่มแม่บ้าน กลุ่มเยาวชน กลุ่มรักท้องถิ่น เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นชุมชนเข็มแข็งทั้งสิ้น เมื่อรวมตัวกัน ความสามัคคีในหมู่เหล่าก็เกิดขึ้น มีอำนาจการต่อลอง มีศักยภาพมากขึ้นในการดำเนินกิจกรรม การช่วยเหลือเกื้อกูลของคนในสังคมมีมากขึ้น สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ยั้งยืนจากความเป็นปราชญ์ของชุมชนเอง



ด้านสิ่งแวดล้อม:จากบทที่ 1 ที่ 2 ที่ผ่านมา หากท่านได้อ่านผ่านตามาบ้าง ท่านก็พอจะเข้าใจว่า เจ้าตัวจุลินทรีย์นี้ ได้มาอย่างไร มีอนุภาพอย่างไรมั่ง ครับเจ้าตัวจุลินทรีย์ตัวนี้ ได้จากธรรมชาติครับ ในรั่วบ้านของเราเอง ก็คือ ยอดผักยอดไม้ ผลไม้พื้นเมืองต่างๆผสมกับน้ำอ้อยหรือกากน้ำตาล ก็เท่านั้นเองครับ ท่านลองพิจารณาดูสิว่า มันมีสารพิษตัวใดบ้าง... เมื่อได้จุลินทรีย์ออกมา เจ้าตัวนี้ มันมีประโยชน์มหาศาลครับ ตัวมันเองไม่ได้เป็นปุ๋ยอย่างเดียวหรอกครับ มันสามารถบำบัดสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น น้ำเสีย ขยะเน่าเหม็น สิ่งปฏิกูลต่างๆเจ้าตัวจุลินทรีย์จะเข้าไปย่อยสลายจนหมด แม้แต่การนำไปใช้ในการปศุสัตว์ต่างๆ จะลดกลิ่นเหม็นจากมูลสัตว์ได้เป็นอย่างดีครับ การนำไปผสมน้ำอาหารให้สัตว์กิน จะลดการเป็นโรคของสัตว์ได้


ในถาพคือจุลินทรีย์ที่ใช้ในการบำบัดในฟาร์มสุกร


การล้างคอกสุกรด้วยจุลินทรีย์เพื่อบำบัดกลิ่น รักษาสิ่งแวดล้อม


.....นี่แหละครับ "หากชาวบ้านต้องการกินปลา จงอย่านำปลาให้ชาวบ้านกิน แต่...จงสอนวิธีจับปลาให้ชาวบ้านแทน" การพัฒนาชุมชนนั้นสำหรับตัวกระผมแล้ว การนำองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์มอบให้แก่ชาวบ้านชุมชนนั้น เป็นการพัฒนาที่ดีที่สุดครับ ที่กล่าวมานี้ เป็นหลักการเศรษฐกิจพอเพียงทั้งหมดครับ ที่ใช้ในการดำเนินการ โดยเน้นสิ่งที่มีอยู่ภายในชุมชนเป็นวัตถุดิบในการดำเนินการ ไม่ต้องสั่งนำเข้า ไม่ต้องซื้อต้องหา มันอยู่ที่ว่า "เรานั้นจะหมั่นเพียรเพียงใด" เท่านั้นครับ ใช้ของในชุมชนในรั่วบ้านเราให้เกิดประโยชน์สูงสุดครับ แล้วทุกอย่างจะดี

.....อันที่จริง การใช้จุลินทรีย์นี้ มีกรรมวิธีที่ไม่ยากไม่ซับซ้อนอะไร แต่มันจะเสียเวลาในการนำเสนอมากไป บทนี้จึงขอรวบรัดเข้าหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปเลยดีกว่า ผลิตภัณฑ์ต่างๆอันที่จริงมีกระบวนการผลิตทั้งหมดครับ ผมไม่ได้ยกเมฆมาโม้ท่าน เพราะผมก็เป็นวิทยากรในเรื่องนี้ และดำเนินการอยู่อย่างต่อเนื่อง สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม Blog ของกระผมมาอย่างต่อเนื่อง ติดตามได้ใหม่ครับ สำหรับนักพัฒนาทุกท่าน สวัสดี




 

Create Date : 27 มีนาคม 2550
3 comments
Last Update : 27 มีนาคม 2550 1:37:03 น.
Counter : 996 Pageviews.

 

แวะมาขอสาดดดน้ำวันสงกรานต์

ขอให้มีความสุขมากๆนะคะ

 

โดย: เพียงแค่เหงา 13 เมษายน 2550 19:24:37 น.  

 

แวะเข้ามอ่าน...ได้ความรู้เพิ่มขึ้น ในรีสอร์ทของผม ร้านขายชิ้นส่วน ใช้ EM ตลอด

 

โดย: เขยอัมพวา. (เขยอัมพวา. ) 18 เมษายน 2550 22:15:34 น.  

 

คุณเขยอัมพวา คุณลองเอาสูตรเหล่านี้ไปใช้ดูนะครับ ไม่ต้องซื้อ รีสอร์ทของคุณคงมีวัตถุดิบมากมายในการผลิต รับรองครับ คุณจะประหยัดเงินได้อีกเยอะ

 

โดย: ALIEN (ชายที่26 ) 25 เมษายน 2550 14:28:34 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.