Group Blog
 
<<
มกราคม 2553
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
12 มกราคม 2553
 
All Blogs
 

ฟิค ♥ I Love You ღ เพียงเอ่ยคำว่า "รัก"



ขอให้อ่านฟิคเรื่องนี้อย่างขำๆ สนุกๆ เพราะมันเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมา อย่าคิดว่ามันเป็นเรื่องจริงนะจ๊ะ
.....ขอบคุณค่ะ.....





เขา...ผู้ชายอารมณ์ร้าย
เมื่อน้องชายต้องมาพิการเพราะผู้หญิงคนหนึ่ง
เขาสาบานว่า..จะต้องแก้แค้นเธอให้สาสมกับความผิดของเธอ

เธอ...สาวน้อยแสนหวาน
ที่กำลังจะเข้าสู่ประตูวิวาห์ แต่แล้วกลับถูกลักพาตัวเพราะความเข้าใจผิด

เมื่อชะตาฟ้าลิขิตให้ต้องมาอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน...ความรักจึงก่อตัวขึ้น
แต่เขาช่างเป็นผู้ชายใจแข็งเหลือเกิน...ไม่กล้าแม้จะเอ่ยคำว่า “รัก” ออกมา เพราะกลัวเสียศักดิ์ศรี
แล้วเธอล่ะ...จะรอคอยคำว่า “รัก” จากปากเขาได้หรือไม่...มาติดตามอ่านกันได้เลยค่ะ




 

Create Date : 12 มกราคม 2553
10 comments
Last Update : 21 มกราคม 2553 23:51:58 น.
Counter : 4663 Pageviews.

 


ตอนที่ 1





“นังผู้หญิงสารเลว!”

ปั๊มสบถออกมาด้วยถ้อยคำหยาบคาย พร้อมทั้งเขวี้ยงหนังสือพิมพ์ที่มีข่าวบันเทิงซุบซิบออกไปด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว เขาเดินออกไปสูดอากาศที่ระเบียงบ้านเพื่อระงับอารมณ์โกรธที่คุกรุ่น...ปั๊มหลับตาแล้วหวนนึกย้อนถึงอดีตเกี่ยวกับน้องชายของเขา



“ฮัลโหล”

“พี่ปั๊มเหรอครับ” รอนร้องทักพี่ชายผ่านเครื่องโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงแสดงความตื่นเต้น

“ใช่ พี่เอง มีอะไรด่วนเหรอรอนถึงได้โทรหาพี่ซะดึกเลย”

“แหม พี่ปั๊มล่ะก้อ ที่อังกฤษมันยังสว่างอยู่เลยนะครับคุณพี่”

“แต่ที่นี่มันเมืองไทยโว้ย หัดรู้จักเกรงใจกันบ้างซิว่ะ” ปั๊มโวยวายขึ้น แต่น้ำเสียงที่ออกมาบ่งบอกว่าไม่ได้รำคาญแต่อย่างใด

“คร๊าบคุณพี่ คือ...คือว่า...เอ่อ...”

“อ้าว! เพิ่งจะรู้นะเนี่ยว่า ไปอยู่ในประเทศที่อากาศหนาวมากๆ แล้วจะทำให้คนเรากลายเป็นคนพูดติดอ่างได้” ปั๊มพูดกลั้วหัวเราะ

“แหม! พี่ปั๊มล่ะก้อ แซวกันอีกแล้วนะคร๊าบ เอ้า! บอกเลยก็ได้ คือตอนนี้รอนมีแฟนแล้วนะครับพี่ปั๊ม สวยและน่ารักมากๆ ด้วย”

“เฮ้ย! พูดเป็นเล่นนะรอน ไปอยู่ไม่กี่เดือน ไปคว้าแหม่มกะปิที่ไหนมาเป็นน้องสะไภ้พี่ล่ะเนี่ย”

“ไม่ใช่แหม่มกะปิที่ไหนหรอกครับพี่ปั๊ม สาวไทยคร๊าบ สาวไทย”

“ชื่ออะไร แล้วเป็นลูกเต้าเหล่าใคร?” ปั๊มเริ่มซักประวัติว่าที่น้องสะไภ้ทันที

“ชื่ออัษฎาพร สิริวัฒน์ธนกุลครับ หรือเรียกสั้นๆ ว่า ‘กรีน’ ก็ได้ครับ” รอนพูดถึงสาวคนรักด้วยน้ำเสียงชื่นชม และรีบอธิบายต่อทันทีอย่างรู้นิสัยพี่ชาย “กรีนเขาเป็นลูกสาวนักธุรกิจใหญ่ติดอันดับต้นๆ ของเมืองไทยเชียวนะครับพี่ปั๊ม เรื่องจะมาหลอกลวงเพื่อเงินของรอนนะ พี่ปั๊มวางใจได้”

“เออ! ถ้าเป็นแบบนั้นได้ก็ดี พี่กลัวว่าเขาจะมาคบกับรอนเพราะวัตถุประสงค์อื่นที่ไม่ใช่ความรัก”

“พี่ปั๊มก็อย่าอคติมองคนในแง่ร้ายเกินไปซิครับ”

“ก็จะไม่ให้พี่มองแบบนั้นได้งัยล่ะรอน ก็ผู้หญิงแต่ละคนที่พี่รู้จักนะ ก็บูชาเงินกันทั้งนั้น เหมือนน้าอรไงล่ะ”

‘น้าอร’ ที่ปั๊มพูดถึงก็คือน้องสาวของแม่ เพราะเมื่อแม่ของเขาตาย น้าอรก็พยายามทุกวิถีทางเพื่อจะมาแทนที่คุณผู้หญิงของบ้านไร่พฤกษ์พนา ใช้มารยาหญิงยั่วยวนให้พ่อของเขาหลงใหลจนยกเรือนหลังเล็กให้เป็นกรรมสิทธิ์ครอบครอง ดีนะที่ป้าพิมพาเขากลับมาอยู่ที่ไร่เสียก่อนที่พ่อจะยกทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ทั้งหมดให้น้าอร สุดท้ายน้าอรก็สวมเขาให้พ่อ จนพ่อต้องตรอมใจตายเพราะผู้หญิงคนนี้

แต่ถึงเขาจะเกลียดและไม่ชอบขี้หน้าน้าอรแค่ไหน แต่น้าอรก็ถือว่าเป็นญาติผู้ใหญ่คนเดียวที่เหลืออยู่ อีกทั้งยังอาศัยอยู่ในบริเวณบ้านไร่พฤกษ์พนาด้วยกันอีกด้วย และบ่อยครั้งที่น้าอรก็เข้ามาวุ่นวายจุ้นจ้านแสดงความเป็นเจ้าของบนเรือนหลังใหญ่อยู่เสมอ ซึ่งทำให้เขาเองก็เบื่อหน่ายและรำคาญเป็นที่สุด


“พี่ปั๊มครับ พี่ปั๊ม!” เสียงรอนตะโกนเรียกปั๊มดังมาตามสาย

“อ่ะ! ว่าไงน่ะรอน พูดเสียงดังจนทำให้แก้วหูพี่แทบแตกแน่ะ” ปั๊มพูดพร้อมกับยกหูโทรศัพท์ออกห่างจากหูตัวเอง เพราะเสียงตะโกนของรอนเมื่อตะกี้ทำให้หูเขาอื้อไปหมด

“ก็รอนเห็นพี่ปั๊มเงียบไป รอนก็นึกว่าพี่ปั๊มนั่งหลับคาโทรศัพท์ไปแล้วนะซิครับ”

“ก็ง่วงอยู่เหมือนกัน แล้วมีอะไรจะพูดกับพี่อีกเหรอเปล่า? ถ้าไม่มีพี่จะไปนอนแล้ว” ปั๊มพูดพร้อมกับส่งเสียงหาวออกไปเพื่อให้คนที่อยู่ปลายสายรู้ว่า เขาง่วงเต็มทน

“คือ...คือรอนส่งรูปแฟนรอนไปให้พี่ปั๊มพิจารณาด้วยแล้วนะครับ อีกไม่กี่วันคงจะถึง”

“เห่อเหลือเกินนะรอน ทำอย่างกับคนไม่เคยมีแฟน”

“คนนี้ไม่เหมือนใครที่รอนเคยคบครับพี่ปั๊ม รอนรักเขามาก รอนเลยอยากให้พี่ปั๊มรักเขาเหมือนรอนด้วย เพราะรอนรู้ว่า คนนี้แหละ...ใช่เลย! สำหรับรอน”

“จะรักใครพี่ก็ไม่ว่านะรอน แต่พี่ก็อยากให้รอนเผื่อความผิดหวังไว้บ้างนะ ผู้หญิงสมัยนี้ไว้ใจได้ที่ไหน?”

“นั่นงัย! พูดยังไม่ทันขาดคำ พี่ปั๊มก็วกกลับมามองคนในแง่ร้ายอีกแล้ว งั้นรอนไม่คุยต่อแล้วดีกว่า เดี๋ยวพี่ปั๊มจะของขึ้น” รอนพูดแล้วก็หัวเราะออกมา “พี่ปั๊มไปนอนเถอะ ฝันดีนะครับ”


นั่นคือความสดใส ความน่ารักของรอนที่ปั๊มได้สัมผัสเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ปั๊มจะได้รับข่าวร้ายว่า รอนขับรถไปชนกับเสาไฟฟ้าข้างทางเพราะความมึนเมา จนเป็นเหตุให้ดวงตาของเขาได้รับความกระทบกระเทือนมองอะไรไม่เห็นทั้งสองข้าง

ตอนนั้น...หัวใจของเขาแทบแหลกสลาย อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้น้องชายของเขาต้องดื่มหนักขนาดขับรถไปประสบอุบัติเหตุ วันแรกที่เขาเดินทางไปถึงโรงพยาบาลมีชื่อในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษนั้น แว่บแรกที่เขาเห็นร่างน้องชายของเขานอนบนเตียงของโรงพยาบาล เขาซ็อคไปชั่วขณะ ทำไมน้องชายของเขาถึงได้ซูบผอมขนาดนี้ หน้าตาซีดเซียว ผมเผ้ายาวรุงรัง เพียงระยะเวลาแค่ปีกว่าๆ ที่ไม่ได้เจอกัน รอนเปลี่ยนแปลงไปมากทีเดียว

อะไรคือสาเหตุกันแน่นะ? เขาพยายามถามรอนว่าเกิดอะไรขึ้น แต่รอนก็เอาแต่นิ่ง แต่พอเขาถามถึงกรีนแฟนของรอน น้ำตาลูกผู้ชายของรอนก็ไหลออกมา ไม่มีคำตอบอะไรหลุดออกมาจากปากของรอน...รอนใช้ความเงียบเป็นเกราะแทนทุกสิ่งทุกอย่าง แต่คนอย่างเขา แค่นี้ก็พอเดาออกแล้วว่า ผู้หญิงที่ชื่อกรีน หรืออัษฎาพร สิริวัฒน์ธนกุล เป็นต้นเหตุเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด เพราะตั้งแต่เกิดเรื่อง จนกระทั่งเขาเตรียมพารอนเดินทางกลับไปรักษาต่อที่ประเทศไทย ผู้หญิงคนนี้ก็ไม่เคยย่างกายมาเยี่ยมรอนเลยแม้แต่ครั้งเดียว

‘ผู้หญิงใจร้าย ใจดำ ใจอำมหิต สักวันหนึ่ง ฉันจะพาตัวเธอมารับผิดชอบในสิ่งที่เธอได้ทำกับน้องชายของฉันให้จงได้’ นี่คือสิ่งที่ปั๊มสาบานไว้ในใจด้วยความอาฆาตแค้น




“นายครับ” เสียงของกี๋ดังขัดจังหวะขึ้น

ในอดีต ‘กี๋’ เป็นเพียงลูกคนงานในไร่ เมื่อพ่อแม่ประสบอุบัติเหตุขณะเดินทางไปเยี่ยมญาติ ทำให้กี๋กลายเป็นเด็กกำพร้าในทันที ครอบครัวของปั๊มให้การอุปการะกี๋ ส่งเสียให้กี๋เรียนหนังสือสูงๆ มาด้วยกันกับปั๊ม ทั้งสองคนสนิทกันมากและเป็นเพื่อนรักกันที่สามารถตายแทนกันได้ แต่กี๋ก็ยังเจียมตัวไม่เลิกเรียกปั๊มว่านายสักที ไม่ว่าปั๊มจะพูดอย่างไร กี๋ก็หาเปลี่ยนใจไม่ ทุกวันนี้กี๋เปรียบเสมือนเป็นมือขวาของปั๊มทุกอย่าง ขอให้ปั๊มบอกว่าต้องการให้กี๋ทำอะไร กี๋ก็จะจัดการทุกเรื่องให้เรียบร้อยโดยไม่ขาดตกบกพร่อง

“มีอะไรเหรอกี๋” ปั๊มหันกลับมาเมื่อได้ยินเสียงกี๋ร้องทักทางเบื้องหลัง

“เอ่อ...อาทิตย์หน้าคุณโบว์จะกลับมาอยู่ที่ไร่แล้วครับ”

“ไวจังเลยนะกี๋ แป๊บเดียวเอง ยายโบว์ก็เรียนจบแล้ว น้องสาวที่ฉันรักและภูมิใจหนักหนา” ปั๊มยิ้มเมื่อนึกถึงหน้าน้องสาวจอมแก่นของเขา แต่พลันสีหน้าของปั๊มก็เปลี่ยนเป็นบึ้งตึงทันที เมื่อนึกไปถึงหน้าน้องชายที่ตาบอดอีกคนในบ้านที่มีชีวิตอยู่ไปวันๆ เหมือนหุ่นยนต์ไร้ชีวิต

“งั้นกี๋ก็จัดการไปรับยายโบว์แทนฉันด้วยล่ะกัน”

“ได้ครับนาย” กี๋รับคำ และกำลังจะก้าวเท้าเดินออกไป เสียงของปั๊มก็ดังขึ้น

“เอ่อ...กี๋เดี๋ยวก่อน” ปั๊มเดินไปหยิบหนังสือพิมพ์ที่ตัวเองปาทิ้งไว้มาส่งให้กี๋ “กี๋ช่วยฉันหน่อยนะ ช่วยสืบดูซิว่า...ผู้หญิงในภาพนี้ ชื่อนี้ อยู่ที่ไหน ในข่าวบอกว่ากำลังจะแต่งงาน”

“ด่วนแค่ไหนครับนาย”

“ด่วนมาก ถึงด่วนที่สุด!” ปั๊มตอบกี๋ด้วยเสียงกระด้างและดวงตาแข็งกร้าว






“คุณกรีนขา ขึ้นไปอาบน้ำได้แล้วค่ะ เดี๋ยวอีกสักพักคุณมิวสิคก็จะมาแล้วนะค่ะ ดูซิ! มอมแมมเหมือนลูกแมวตกน้ำเชียวล่ะ” เสียงป้าอ้อยดังขึ้นมาเพื่อดุนายสาวของตัวเอง

“แหมๆ ป้าอ้อยล่ะก้อ กรีนก็แค่อยากแสดงฝีมือการทำอาหารให้พี่มิวสิคเขาทานกับมือบ้างซิค่ะ เขาบอกว่า ผู้หญิงต้องมีเสน่ห์ปลายจวักไว้กับตัวด้วย สามีจะได้รักจะได้หลง ไม่ใช่แหรอค่ะ?”

“ใช่ค่ะใช่ แต่ว่าอีกไม่กี่วัน คุณกรีนก็จะเป็นเจ้าสาวแล้วนี่ค่ะ ทำไมไม่ไปเข้าคอร์สอาบน้ำแร่แช่น้ำนมเหมือนที่เจ้าสาวคนอื่นๆ เขาทำกันบ้างล่ะค่ะ วันสำคัญของคุณกรีนทั้งที คุณกรีนจะได้เป็นเจ้าสาวสวยที่สุดในโลกเลยไงค่ะ”

“อ๋อ แปลว่าทุกวันนี้ กรีนไม่สวยใช่ไหมค่ะ” กรีนพูดด้วยน้ำเสียงงอนๆ

“โอ๊ะ! เปล่าค่ะ เปล่า” ป้าอ้อยยกมือไปมาประกอบคำพูดไปด้วย “คุณกรีนของป้าอ้อยน่ะ ไม่แต่งก็สวยทุกวันอยู่แล้วค๊า” กรีนยิ้มแก้มปริเมื่อได้ยินป้าอ้อยชม “คุณกรีนรีบๆ ไปอาบน้ำก่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวคุณมิวสิคมา จะได้ลงมาทานข้าวพร้อมกัน”

“ได้จ๊าป้าอ้อย” กรีนพูดจบก็วิ่งออกไปทันทีด้วยสีหน้าร่าเริง




“สวัสดีครับป้าอ้อย”

“คุณมิวสิคมาแล้วเหรอค่ะ คุณกรีนไปอาบน้ำค่ะ เดี๋ยวป้าอ้อยจะให้เด็กขึ้นไปตามให้นะค่ะ”

“ไม่เป็นไรครับ ผมรอได้ ปล่อยให้น้องกรีนอาบน้ำตามสบายเลยครับ” มิวสิคพูดพร้อมกับคว้าหนังสือพิมพ์ออกมาคลี่อ่านเพื่อเป็นการค่าเวลา


สักพักใหญ่ๆ ต่อมา กรีนก็เดินเข้ามาในห้องรับแขก

“พี่มิวสิคสวัสดีค่ะ มานานเหรอยังค่ะ แล้วทำไมไม่ให้เด็กขึ้นไปตามกรีนล่ะค่ะ แล้วนี่พี่มิวสิคหิวข้าว...”

กรีนยังพูดไม่จบประโยค มิวสิคก็เดินเข้ามาเอานิ้วชี้มาปิดปากกรีนไว้ไม่ให้พูดต่อ พร้อมกับก้มลงหอมแก้มกรีนฟอดใหญ่

“ฮื้อฮือ! แก้มน้องกรีนหอมจัง” มิวสิคพูดจบแล้วก็มองกรีนตาหวาน ทำให้กรีนเขินหน้าแดงทันที

“บ้า! ไม่ต้องมาเอาเปรียบกรีนเลยนะ ที่กรีนถามอ่ะไม่เห็นพี่มิวสิคจะสนใจตอบกรีนเลย” กรีนพูดด้วยน้ำเสียงแง่งอนจนทำให้มิวสิคฉีกยิ้มกว้าง

“พี่มาไม่นานหรอกจ๊ะ ที่ไม่ให้เด็กขึ้นไปตามก็เพราะไม่อยากเร่งให้น้องกรีนอาบน้ำเสร็จไวเกินไป เดี๋ยวแก้มจะไม่หอม” กรีนเขินหน้าแดงอีกรอบ “แต่ตอนนี้พี่หิวข้าวฝีมือน้องกรีนมากๆ เลยครับ” มิวสิคพูดเสียงเว้าวอนพร้อมกับเอามือลูบท้องไปมา

“ว้าย! ตายแล้ว หิวข้าวก็ไม่บอก ไปค่ะ ไปกินข้าวกัน รับรองว่าวันนี้กรีนทำอาหารที่พี่มิวสิคชอบทั้งนั้นเลยค่ะ” กรีนพูดจบก็เดินจูงมือมิวสิคเข้าไปในห้องรับประทานทันที

 

โดย: takatan (แม่มดน้อยจอมเวิ้น ) 12 มกราคม 2553 18:47:04 น.  

 


ตอนที่ 2





โบว์ลุกขึ้นจากเก้าอี้เมื่อเห็นรถยนต์สีและยี่ห้อคุ้นตาแล่นเข้ามาจอดเทียบตรงประตูทางเข้าคอนโดที่โบว์ใช้เป็นที่พักอาศัยตอนมาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ กี๋เปิดประตูรถแล้วรีบเดินเข้ามารับกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่จากโบว์ แล้วนำมาใส่ไว้ท้ายรถ จากนั้นก็เดินมาเปิดประตูด้านหลังเพื่อให้โบว์ขึ้นไปนั่ง

“อีกแล้วนะพี่กี๋ โบว์บอกกี่ครั้งแล้วว่า ถ้าพี่กี๋มารับโบว์ โบว์จะนั่งข้างหน้ากับพี่กี๋เท่านั้น”

โบว์พูดเสียงเขียว และเดินกระฟัดกระเฟียดไปเปิดประตูด้านหน้าขึ้นไปนั่งกอดอกหน้างอ โดยไม่รอกี๋มาเปิดให้ กี๋เหลือบตามองดูการกระทำของโบว์ ก็ถอนหายใจและส่ายหัวไปพร้อมกัน เมื่อเห็นน้องสาวคนสวยของเจ้านายแสดงกิริยาเอาแต่ใจแบบนั้นออกมา

รถเริ่มเคลื่อนตัวออกมาสู่ถนนใหญ่ แต่บรรยากาศภายในรถกลับเงียบสนิท กี๋เหลือบตาเพื่อดูปฏิกิริยาของคนนั่งหน้างอข้างๆ เห็นแล้วก็เกือบหลุดหัวเราะขำออกมา ‘เฮ้อ!! เอาแล้วไงไอ้กี๋ หางานเข้าตัวเองอีกแล้ว’ กี๋คิดพลางยกมือซ้ายลูบคางของตัวเองไปมา

กี๋ค่อยๆ เอื้อมมือซ้ายไปเปิดวิทยุเพื่อใช้เสียงเพลงทำลายความเงียบ


อยากบอกกับใคร บอกไปตามใจอย่างนั้น
กี่หมื่น กี่พันไม่เคยเสียดาย
เอ่ยคำว่ารัก ไม่ยากเท่าไหร่
เพียงเธอไม่มีหัวใจ ปากคอยพูดไป
ไม่ต้องใส่ใจถ้อยคำ ว่าทำลายใจใครที่มัวงมงายว่าจริง
เอ่ยคำว่ารัก ไม่ยากเท่าไหร่
ใครใครก็พูดกันได้ หากใครเชื่อใจ
ก็ปล่อยให้ทนช้ำใจไปเอง...



แต่เสียงเพลงก็อยู่ทำลายความเงียบได้ไม่นาน เพราะโบว์เอื้อมมือมาปิดเสียก่อน พร้อมกับส่งเสียงบ่นโวยวายดังออกมา

“เบื่อ หนวกหู น่ารำคาญ”

กี๋เหลือบตามามองหน้าโบว์ แล้วก็เบือนหน้าหนีไปมองกระจกด้านข้างเพราะกลัวว่าจะหลุดขำออกมาให้โบว์โกรธเขามากไปกว่านี้ กี๋หันกลับมามองทางด้านหน้าอีกรอบพร้อมกับเก๊กสีหน้าเรียบเฉยอีกครั้งหนึ่ง และก่อนที่บรรยากาศจะตึงเครียดมากไปกว่านี้...เสียงของกี๋ก็เอ่ยขึ้นมา

“คุณโบว์หิวไหมครับ?”

“ไม่หิว” โบว์ตอบเสียงเข้ม

“งั้นก็ดีเลย ผมจะได้ไม่ต้องเสียตังค์เลี้ยงข้าวคุณโบว์”

“งก!” โบว์ตอบด้วยน้ำเสียงประชดประชัน

กี๋แอบหันไปยิ้มให้โบว์นิดหนึ่ง และก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่โบว์ก็ดันหันหน้ามาเพื่อมองหน้ากี๋พอดี ...ตาสองคู่สบประสานกัน... กี๋รีบเบือนหน้าหนีแล้วเก็กสีหน้าเฉยชาซ่อนความรู้สึกไว้ทันที อากัปกิริยาของกี๋อยู่ในสายตาของโบว์ตลอด ทำให้อารมณ์ขุ่นมัวของโบว์ที่ไม่พอใจกี๋ในตอนแรกก็ค่อยๆ จางหายไป ‘ผู้ชายอะไรกันเนี่ย เล่นตัวชะมัดเลย’

“เอ่อ..พี่กี๋ค่ะ ถ้าโบว์จะบอกว่า โบว์โกหกพี่กี๋ว่าไม่หิวข้าว แต่ความจริงแล้ว ตอนนี้โบว์หิวข้าวมั๊กมาก พี่กี๋จะใจดีพาโบว์ไปทานข้าวได้ไหมค่ะ?” โบว์พูดเสียงหวาน แล้วจ้องมองด้านข้างของกี๋ไม่วางตาเพื่อรอฟังคำตอบ

กี๋ไม่กล้าหันมาสบตาโบว์อีก นอกจากวางมาดขรึมและกล่าวเสียงเรียบๆ ออกมาว่า “พูดเพราะๆ แบบนี้ค่อยน่าพาไปทานข้าวหน่อย” โบว์ได้ยินที่กี๋พูดก็ฉีกยิ้มทันที แต่ก็รีบหุบฉับลงเมื่อฟังกี๋พูดจบประโยค “แต่...คุณโบว์ต้องเป็นเจ้ามือนะครับ เพราะผมเพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่า ผมลืมเอากระเป๋าตังค์มา”

“ลืมเอากระเป๋าตังค์มา!” โบว์อุทานเสียงดัง แต่แล้วก็นึกอะไรขึ้นมาได้ ก็พูดกับกี๋เสียงหวานดังเดิม “พี่กี๋ไม่ต้องมาอำโบว์เลย ถ้าพี่กี๋ลืมเอากระเป๋าตังค์มาจริง แล้วจะเอาเงินที่ไหนเติมน้ำมันรถล่ะ”

“ก็เงินคุณโบว์ไงครับ”

“ห๊า! ว่าอะไรนะ?” โบว์อุทานออกมาเสียงดังลั่นรถอีกรอบหนึ่ง

“ก็ตอนขามาน้ำมันมันยังไม่หมดนี่ครับ แต่ตอนขากลับสงสัยถ้าไม่เติมคงกลับไม่ถึงบ้านไร่พฤกษ์พนาแน่ๆ แต่ถ้าคุณโบว์ขี้เหนียวไม่ยอมเสียเงินเติมน้ำมันให้ ผมก็ไม่ว่าอะไร? นอกจากจะบอกว่า...ถ้าน้ำมันเกิดหมดกลางทาง คุณโบว์ต้องเป็นคนเข็นรถนะครับ”

“พี่กี๋มีสิทธิ์อะไรมาว่าโบว์ขี้เหนียว มีสิทธิ์อะไรมาใช้โบว์ให้เข็นรถ” โบว์หันไปค้อนกี๋ตาคว่ำ แล้วก็หันหน้าทำทีว่าสนใจทิวทัศน์นอกรถมากกว่ากี๋ ‘พี่กี๋นะพี่กี๋ ถ้าโบว์ไม่แอบรักพี่กี๋ล่ะก้อ จ้างให้ก็ไม่มีวันยอมพูดดีด้วยแบบนี้หรอกนะ เฮ้อ! การแอบรักเขาข้างเดียวมันช่างทรมานหัวใจจริงๆ’

“ก็สิทธิ์ที่ผม...เอ่อ...” กี๋ไม่กล้าพูดต่อเพราะกลัวสิ่งที่ตนจะพูดออกมาจะได้รับการปฏิเสธ

“ไม่ต้องมาอ้ำอึ้งเลยพี่กี๋ พูดมาซิ! พี่กี๋มีสิทธิ์อะไร?” โบว์หันมาจ้องหน้ากี๋ แล้วลุ้นคำตอบจากกี๋ด้วยใจเต้นระทึก

“ก็...ก็สิทธิ์ที่ผม...เปรียบเสมือนเป็นพี่ชายคนหนึ่งของคุณโบว์ไงครับ” กี๋รู้สึกเจ็บแปลบๆ ตรงหัวใจของตัวเองทันทีที่พูดปดออกไปแบบนั้น ‘เฮ้อ!! ผู้หญิงมีตั้งมากมายดันไม่ไปหลงรัก ดันแอบมาหลงรักน้องสาวสุดหวงของเจ้านายซะง้าน ช่างไม่เจียมเนื้อเจียมตัวเลยไอ้กี๋เอ๋ย’

โบว์ใจหายวาบ หน้าซีดเผือด เมื่อได้ยินคำตอบจากปากของกี๋ ‘อย่าร้องให้ออกมานะ อย่าทำให้เขารู้ว่าเราอ่อนแอ อย่าทำให้เขารู้ว่าเราเป็นคนน่าสมเพช...อย่านะโบว์ อย่านะ’ โบว์พยายามฝืนความรู้สึกเต็มที่

“โบว์มีพี่ชายคนเดียวคือพี่ปั๊ม ส่วนพี่กี๋ไม่ใช่”

“ถ้าคุณโบว์ไม่ให้ผมเป็นพี่ชาย แล้วอยากให้ผมเป็นอะไร?” กี๋ลุ้นคำตอบของโบว์ด้วยใจเต้นระทึกเช่นกัน

“พี่กี๋จะเป็นอะไรได้ล่ะ ถ้าไม่ใช่ลูกน้อง...” โบว์ยังพูดไม่ทันจบประโยค กี๋ก็สวนกลับทันทีด้วยความโมโห “คุณโบว์ไม่ต้องใช้คำสุภาพกับผมหรอก จะบอกว่าผมเป็นขี้ข้าก็ได้ คนอย่างผมเป็นคนยอมรับความจริงอยู่แล้ว”

“หยุดพูดได้แล้วนะพี่กี๋” โบว์พูดตัดบทเสียงห้วน “ถ้าพี่กี๋อยากเป็นพี่ชายของโบว์นัก เอ้า! โบว์ใจป้ำอยู่แล้ว ให้เป็นก็ได้” โบว์พยายามกลั้นน้ำตาไว้สุดฤทธิ์ แล้วหันไปพูดกับพี่ชายนอกสายเลือดด้วยเสียงหวานๆ ที่ฝืนความรู้สึกสุดๆ ว่า “พี่กี๋ขา พี่ชายสุดที่รักของโบว์ ตอนนี้โบว์หิวข้าวจนจะกินช้างได้ทั้งตัวแล้ว ช่วยพาน้องสาวคนสวยคนนี้ไปทานหน่อยนะค่ะ พลีส!!!!!!!!!”

“ทำไมจะไม่ได้ล่ะครับ น้องสาวสุดที่รักของพี่กี๋” กี๋หันไปพูดกับโบว์เพื่อเอาใจ พร้อมกับส่งรอยยิ้มแถมไปให้ด้วย

โบว์แค่เห็นรอยยิ้มที่กี๋ส่งมาให้ และยังได้ยินกี๋แทนตัวเองว่า ‘พี่กี๋’ เป็นครั้งแรก หัวใจดวงน้อยๆ ของโบว์ก็กลับมาพองโตมีชีวิตชีวาเหมือนเดิมอีกครั้งหนึ่ง




กี๋ขับรถมาจอดที่ร้านอาหารไทยมีชื่อร้านหนึ่ง เป็นร้านอาหารที่สร้างอยู่กลางน้ำ เขาเลือกร้านนี้เพราะเขาชอบบรรยากาศของร้านนี้มาก ดูเงียบสงบและร่มรื่น แต่ใครจะรู้ว่า จริงๆ แล้วเหตุผลหลักที่เขาพาโบว์มาร้านนี้ก็เพราะโบว์เป็นคนชอบทานอาหารไทยมากที่สุดต่างหาก

กี๋เดินไปเปิดประตูรถให้โบว์ แต่พอโบว์ก้าวลงมาจากรถแล้วก็รีบเดินไปคล้องแขนกี๋ทันที กี๋เหลือบตามามองนิดหนึ่งแต่ไม่ว่าอะไร ทั้งสองพากันเดินเข้าไปในร้าน ถ้ามองผิวเผินก็เหมือนคู่รักหนุ่มสาวควงคู่กันมาทานอาหารยังไงยังงั้นเลยล่ะ

กี๋ดึงเก้าอี้มาให้โบว์นั่ง แล้วบอกให้โบว์เลือกสั่งอาหารได้ตามใจชอบ ระหว่างที่โบว์กำลังตั้งอกตั้งใจสั่งอาหารอยู่นั้น กี๋ก็หันไปมองรอบๆ ร้าน พลัน! สายตาของเขาก็ไปปะทะกับโต๊ะอาหารโต๊ะหนึ่ง ที่มีหนุ่มสาวคู่หนึ่งนั่งทานอาหารอยู่ด้วยกัน ‘อ๊ะ! ใช่แล้ว...ผู้หญิงคนนี้ไงที่เจ้านายของเขาสั่งให้เขาไปสืบมา และผู้ชายที่นั่งทานอาหารอยู่ด้วยกันก็คงเป็นว่าที่เจ้าบ่าวของเธออย่างแน่นอน เฮ้อ! ทำไมโลกมันกลมแบบนี้หนอ?’

โบว์สั่งอาหารเสร็จก็หันมามองกี๋ นึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก ที่เห็นกี๋เอาแต่จ้องมองผู้หญิงที่นั่งทานข้าวอยู่โต๊ะถัดไปอย่างจริงเอาจัง ขนาดเธอเรียกเขาตั้งหลายครั้งแล้ว แต่เขาก็ยังไม่รู้สึกตัว

“พี่กี๋ค่ะ พี่กี๋” โบว์ตะโกนเรียกกี๋เสียงค่อนข้างดัง เพราะเริ่มไม่พอใจที่กี๋เอาแต่สนใจผู้หญิงคนอื่นต่อหน้าต่อตาเธอ

“อ๊ะ!” กี๋สะดุ้ง พอรู้สึกตัวเลยรีบพูดกลบเกลื่อน “อยู่ใกล้กันแค่นี้ จะตะโกนทำไมล่ะคุณโบว์”

“พี่กี๋จ้องมองผู้หญิงคนนั้นทำไมค่ะ” โบว์พูดเสียงห้วน

“ทำไมถึงมองไม่ได้ล่ะ หึงเหรอ?”

“อะไร? ใครหึงใคร?” โบว์หน้าแดงด้วยความเขิน “คนอย่างโบว์นะเหรอจะหึงพี่กี๋ โบว์ก็แค่กลัวว่าพี่กี๋จะถูกแฟนเขามาชกเอาก็เท่านั้น”

“อ๋อ! ไม่หึง แต่เป็นห่วง”

“ไม่ได้เป็นห่วงซะหน่อย อย่ามาขี้ตู่นะ โบว์ก็แค่...” ระหว่างนั้นอาหารก็ถูกนำมาเสิร์ฟพอดี โบว์เลยรีบเปลี่ยนเรื่องพูด “มาทานข้าวกันดีกว่าค่ะพี่กี๋ เอ๊ะ! รึว่าพี่กี๋อิ่มแล้ว”

“ยังไม่ได้ทานอะไรเลย จะอิ่มได้ยังไงล่ะ”

“ก็จ้องความสวยจนอิ่มไงค่ะ”

“ไม่หึง ไม่ห่วง สงสัยโมโหหิวเลยพาล” กี๋พูดจบ เลยเจอโบว์ค้อนไปวงใหญ่




ระหว่างขับรถกลับบ้านไร่พฤกษ์พนา โบว์ไม่ยอมปริปากพูดกับกี๋อีกเลย เพราะงอนที่เห็นกี๋สนใจผู้หญิงคนอื่นมากกว่าตัวเธอ จึงแกล้งทำเป็นนอนหลับ...แกล้งนอนไปไม่นาน ก็เลยหลับไปจริงๆ

กี๋ชำเลืองมองคนนอนหลับเป็นระยะๆ ‘ในอนาคตความรักของเขาจะเป็นอย่างไรบ้างนะ? เฮ้อ! ไม่ต้องคิดก็รู้คำตอบอยู่แล้ว...อกหัก...สถานเดียว’

รถยนต์คันหรูแล่นเข้าสู่เขตไร่พฤกษ์พนา กี๋จอดรถชิดริมถนนข้างทางก่อนที่จะเข้าเขตบริเวณบ้านหลังใหญ่ เขาหันไปมองหน้าคนนอนหลับ ...แล้วล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูทที่เขาสวมอยู่ หยิบกล่องของขวัญเล็กๆ ที่ผูกโบว์สีแดงไว้อย่างสวยงามออกมา แล้วหย่อนลงไปในกระเป๋าถือของโบว์...กี๋หันไปมองหน้าคนนอนหลับอีกครั้งหนึ่ง ความน่ารักและสดใสของโบว์ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า ทำให้กี๋สุดที่จะหักห้ามใจได้ เขาค่อยๆ ก้มลงเอาริมฝีปากไปประทับลงบนริมฝีปากบางของโบว์นิ่งและนาน

“ขอแสดงความยินดีกับความสำเร็จของคุณด้วยนะครับ สุดที่รักของผม” กี๋พึมพำออกมาเบาๆ เพราะกลัวคนที่หลับอยู่จะได้ยิน

 

โดย: takatan (แม่มดน้อยจอมเวิ้น ) 13 มกราคม 2553 1:36:11 น.  

 


ตอนที่ 3





หลังจากกรีนกลับจากไปลองชุดแต่งงานและรับประทานอาหารข้างนอกมากับมิวสิคแล้ว กรีนก็เดินเข้ามาในครัว

“ป้าอ้อยจ๋า กรีนซื้อขนมร้านโปรดของป้าอ้อยมาฝากด้วยค่ะ” กรีนพูดพลางยื่นถุงขนมให้

“โถ...แม่คุณของป้า ขนาดเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ยังมีน้ำใจนึกถึงคนแก่” ป้าอ้อยพูดด้วยน้ำเสียงตื้นตันใจ

“ใครบอกกันค่ะ...ว่าป้าอ้อยของกรีนแก่ ป้าอ้อยน่ะยังสาวและสวยพริ้งอยู่เลย” กรีนพูดเสร็จก็เดินเข้าไปกอดเอวป้าอ้อยไว้

“ปากหวานแบบนี้ล่ะมั๊งค่ะ ที่ทำให้คุณมิวสิคถึงได้รักและหลงคุณกรีนหนักหนา”

“แหม! ป้าอ้อยก็พูดเกินไปค่ะ” กรีนยิ้มและเขินหน้าแดงกับคำพูดของป้าอ้อย

“นั่นไง...มัวแต่คุยกันเพลิน ป้าอ้อยก็เกือบลืมไปแล้วนะเนี่ย ว่าคุณท่านสั่งไว้ว่า ถ้าคุณกรีนกลับมาแล้วให้ไปพบที่ห้องทำงานค่ะ”

“ป้าอ้อยพอรู้ไหมค่ะ ว่าคุณพ่อมีเรื่องอะไรจะคุยกับกรีน” กรีนปล่อยแขนออกจากเอวป้าอ้อย แล้วเดินมานั่งบนเก้าอี้เพื่อรอฟังคำตอบ

“ป้าก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ แต่ถ้าจะให้ป้าเดา คงหนีไม่พ้นเรื่องงานแต่งของคุณกรีนที่จะมีขึ้นต้นเดือนหน้าหรอกมังคะ”

“ขอให้เป็นเรื่องนี้จริงๆ เถอะค่ะ กรีนเดาความคิดของคุณพ่อไม่เคยถูกสักที” กรีนบ่นพร้อมทำหน้ามุ่ย

กรีนนึกย้อนอดีตกลับไปวันที่พ่อแม่ของเธอได้ตกลงแยกทางกัน ลูกสาวฝาแฝดสองคนถูกจับแยกออกจากกัน โดยคุณพ่อเลือกเธอให้อยู่กับท่าน ส่วนพี่กู๊ดพี่สาวฝาแฝดของเธอต้องไปอยู่กับคุณแม่ที่ประเทศอังกฤษ ...ก่อนออกเดินทาง กรีนยังจำสีหน้าและแววตาของแฝดผู้พี่ได้ดี เพราะพี่กู๊ดอยากอยู่เมืองไทยมากกว่าจะไปอยู่กับคุณแม่ แต่ก็นั่นแหละ มันเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ตกลงกัน ตอนนั้นกรีนอายุก็แค่ 8 ขวบ ไม่สามารถจัดการหรือช่วยอะไรได้

นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา กรีนพยายามเขียนจดหมายและโทรศัพท์ไปหาพี่กู๊ดอยู่อย่างสม่ำเสมอ แต่พี่กู๊ดก็ไม่เคยรับโทรศัพท์หรือเขียนจดหมายตอบกลับมาหากรีนเลย ทำไมกรีนจะไม่รู้ว่า...พี่กู๊ดรักคุณพ่อมากขนาดไหน? พอคุณพ่อเลือกกรีนแทนที่จะเป็นพี่กู๊ด พี่กู๊ดจึงทุ่มเทความโกรธและความเกลียดชังมาที่เธอทันที เฮ้อ!! นี่ระยะเวลาก็ผ่านมาถึง 16 ปีกว่าแล้ว ที่กรีนไม่เคยได้คุยกับพี่กู๊ดเลย นอกจากสอบถามข่าวคราวจากคุณแม่เท่านั้น เมื่อไรนะที่ความโกรธและความเกลียดชังของพี่กู๊ดจะลดน้อยลง และเข้าใจว่า...กรีนไม่ได้แย่งคุณพ่อมาจากพี่กู๊ด... นี่ก็ไม่รู้ว่างานแต่งงานของกรีนครั้งนี้ คุณแม่กับพี่กู๊ดจะมาร่วมงานด้วยหรือเปล่า?

“คุณกรีนค่ะ คุณกรีนเป็นอะไรไปค่ะ? นั่งเงียบเชียว” ป้าอ้อยส่งเสียงเรียกกรีนขึ้นมา เพราะเห็นกรีนกำลังนั่งใจลอย ‘สงสัยเรื่องที่คุณกรีนคิดคงจะหนีไม่พ้นเรื่องเก่าๆ ของคุณท่านกับคุณผู้หญิง และคุณกู๊ดแน่ๆ เลย น่าสงสารคุณกรีนจริงๆ’

“อ๊ะ! เปล่าจ๊ะป้าอ้อย” กรีนรีบปฏิเสธทันที “เอ่อ...งั้นกรีนขอตัวไปหาคุณพ่อก่อนนะค่ะ เผื่อท่านจะมีธุระด่วนให้กรีนทำ” กรีนพูดจบก็รีบเดินออกไปจากห้องครัวทันที



ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! เสียงประตูห้องทำงานถูกเคาะเบาๆ เมื่อเจ้าของห้องทำงานเอ่ยปากอนุญาต กรีนก็เปิดประตูเข้าไปข้างใน เดินตรงเข้ามานั่งที่เก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของผู้เป็นพ่อ

“คุณพ่อมีธุระอะไรกับกรีนหรือค่ะ?”

“ก็เรียกมาคุยเรื่องงานแต่งของเราน่ะแหละ เห็นอ้อยบอกว่าวันนี้ไปลองชุดแต่งงานกันมาเหรอ?” กฤษณะเข้าเรื่องทันที เพราะเห็นท่าทางของลูกสาวแล้ว สงสัยคงจะเหนื่อยเพราะเพิ่งกลับเข้าบ้านมา

“ค่ะคุณพ่อ”

“แล้วเรื่องโรงแรม ห้องจัดเลี้ยง อาหาร การ์ด รายชื่อเชิญแขก เรียบร้อยหมดหรือยังล่ะ”

“พี่มิวสิคช่วยจัดการเรียบร้อยแล้วค่ะ คุณพ่อวางใจได้”

“อืม! มิวสิคเนี่ยเค้าก็เป็นคนดีมีน้ำใจนะ พ่อคิดไม่ผิดจริงๆ ที่ยกลูกสาวของพ่อให้เขาดูแลแทน” กฤษณะพูดถึงว่าที่ลูกเขยในอนาคตด้วยความชื่นชม

“เอ่อ...คุณพ่อค่ะ แล้วคุณแม่กับพี่กู๊ดจะมางานแต่งกรีนหรือเปล่าค่ะ?” กรีนถามออกไปด้วยความอยากรู้

“พ่อก็ไม่แน่ใจนะ ที่คุยกันล่าสุด เขาก็ไม่ได้บอกว่าจะมาหรือว่าไม่มา แต่พ่อคิดว่า...ลูกสาวแต่งงานทั้งที แม่ของลูกก็ต้องมาร่วมงานอยู่แล้วล่ะ” กฤษณะพูดออกไปทั้งๆ ที่เขาก็ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไรนักว่า อดีตภรรยาของเขาจะมาร่วมงานนี้หรือเปล่า?

“เอ่อ...แล้วพี่กู๊ดล่ะค่ะคุณพ่อ พี่กู๊ดจะมาด้วยหรือเปล่าค่ะ” กรีนพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย เพราะรู้ดีว่า พี่สาวฝาแฝดของเธอคงไม่มาอย่างแน่นอน

“อย่าเพิ่งคิดมากไปซิลูก ถ้าแม่เขามา พี่กู๊ดเขาก็ต้องมาด้วยนั่นแหละ ตอนนี้ทำใจให้สบายก่อน เดี๋ยวพอถึงวันงานหน้าตาจะหมองคล้ำไม่สวยนะลูก” กฤษณะพูดปลอบออกไป ทั้งๆ ที่เขาเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า กู๊ดจะมาหรือเปล่า ‘เขาไม่น่าตัดสินใจผิดพลาดเลย แทนที่จะเลือกเอากู๊ดไว้อยู่กับเขาที่เมืองไทย แล้วให้กรีนไปอยู่กับแม่ที่อังกฤษแทน เฮ้อ!! แต่ก็นั่นแหละ ทุกอย่างมันเป็นอดีตที่ไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้แล้ว นอกจากปล่อยเลยตามเลย’

“แล้วเรื่องเรือนหอล่ะลูก ตกลงกันได้หรือยัง?” กฤษณะรีบเปลี่ยนเรื่องพูด

“พี่มิวสิคจะมาอยู่กับกรีนที่นี่ค่ะ เพราะกรีนไม่อยากย้ายออกไปโดยทิ้งให้คุณพ่ออยู่คนเดียว”

“พ่ออยู่คนเดียวที่ไหน มีคนรับใช้อยู่ด้วยเป็นสิบ”

“แต่ถึงจะมีคนรับใช้คอยอยู่ดูแลคุณพ่อ แต่ก็สู้กรีนมาคอยอยู่ดูแลไม่ได้หรอกค่ะ เอ่อ...คุณพ่อไม่พอใจเหรอค่ะที่กรีนแต่งงานแล้วไม่ย้ายออกไป” ท้ายประโยคน้ำเสียงของกรีนสั่นเครือ

“เปล่าลูก เปล่า...พ่อไม่อยากให้มิวสิคเขาลำบากใจ แต่ถ้าตกลงกันแล้วพ่อก็เต็มใจนะ อย่าทำหน้าแบบนั้นซิ...บอกแล้วไงว่าอย่าคิดมาก กรีนเป็นลูกสาวของพ่อ บ้านหลังนี้ต่อไปก็จะต้องเป็นของลูกอยู่แล้ว พ่อดีใจมากกว่า...ถึงแม้ว่ากรีนจะแต่งงานมีครอบครัวเป็นของตัวเองแล้วก็ยังคิดมาอยู่ดูแลพ่อ แต่ยังไงก็ตาม ลูกก็ต้องทำหน้าที่ภรรยาให้ดีที่สุดด้วย รู้ไหมลูก?”

“ค่ะคุณพ่อ”

“พ่อไม่มีอะไรแล้วล่ะ ไปพักผ่อนเถอะ กลับมาเหนื่อยๆ เดี๋ยวพ่อจะได้ทำงานต่อ”

“คุณพ่อก็อย่าหักโหมทำงานหนักมากจนเกินไป กรีนเป็นห่วงคุณพ่อนะคะ” กรีนลุกจากเก้าอี้เดินอ้อมโต๊ะทำงาน แล้วโน้มตัวลงเอาแขนทั้งสองข้างสวมกอดผู้เป็นพ่อไว้ทางด้านหลัง “กรีนรักคุณพ่อมากนะค่ะ รักที่สุดในโลกเลย” กรีนเอาจมูกไปหอมแก้มบิดาเพื่อประกอบคำพูด กฤษณะยิ้มอย่างมีความสุข เอื้อมมือขวาลูบหัวกรีนเบาๆ







รถยนต์คันหรูแล่นเข้ามาถึงบริเวณตัวบ้านหลังใหญ่ กี๋จอดรถแล้วหันไปมองคนที่นั่งข้างๆ ที่ยังไม่ยอมตื่นจากนิทราสักที ‘สงสัยคงจะโมโหหิวมาก เลยทานเยอะไปหน่อย ทำให้หนังท้องตึงหนังตาหย่อน นอนไม่รู้สึกตัวเลย’

“คุณโบว์ครับ ถึงบ้านแล้วครับ” กี๋ใช้มือสะกิดแขนของโบว์เบาๆ โบว์ขยับตัวไปมา ทำท่าจะบิดขี้เกียจแต่พอนึกขึ้นได้ว่ากำลังอยู่ในรถกับกี๋ จึงทำให้ยกแขนค้าง กี๋เห็นอาการนั้นเลยอมยิ้ม ทำให้โบว์หน้าแดงด้วยความอาย จึงรีบคว้ากระเป๋าถือเตรียมเปิดประตูรถออกไปเอง

“คุณโบว์อย่าเพิ่งไปครับ” กี๋เรียกโบว์ไว้ก่อนที่โบว์จะก้าวลงจากรถ

“มีอะไร?” โบว์พูดเสียงห้วนเพื่อแก้อาการเขินที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้แทน

“เอ่อ...คุณโบว์อย่าลืมเช็ดน้ำลายที่เปื้อนอยู่ออกนะครับ” กี๋แกล้งพูดยั่วโบว์ต่อ

“บ้า!”

โบว์พูดจบก็รีบก้าวลงจากรถ แล้วปิดประตูรถเสียงดังสนั่นหวั่นไหว เล่นเอาคนที่อยู่ในรถเอามืออุดหูแทบไม่ทัน แล้วโบว์ก็รีบวิ่งเข้าประตูบ้านไปด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว



โบว์วิ่งเข้าประตูบ้านมาโดยไม่มองทาง ทำให้วิ่งเข้ามาชนร่างแข็งแรงของผู้ชายคนหนึ่งเข้า เธอกำลังจะล้มลง ถ้าไม่มีมือแข็งแรงของผู้ชายคนนั้นเอื้อมมารั้งร่างบางเอาไว้ได้เสียก่อน

“อ้าว! ยายโบว์วิ่งหนีอะไรมาน่ะ เดี๋ยวก็หกล้มหัวแตกหรอก” ปั๊มพูดยิ้มๆ

“พี่ปั๊ม! โบว์คิดถึงพี่ปั๊มที่สุดในโลกเลยค่ะ” โบว์พูดเสียงหวาน พร้อมทั้งกระโดดกอดปั๊มไว้แน่น

“มาถึงก็ปากหวานเลยนะเรา สงสัยว่าเมื่อตอนกลางวันกี๋คงพาไปกินน้ำตาลแทนข้าวมาแน่ๆ” ปั๊มแซวโบว์ต่อ แต่คนโดนแซวถึงกับหน้างอทันที

“พี่ปั๊มอ่ะ ล้อโบว์อยู่ได้ ไม่อยากพูดกับพี่ปั๊มแล้ว ไปหาน้องรอนดีกว่า” โบว์พูดจบก็ผละร่างออกจากปั๊ม แล้วหมุนตัวเพื่อจะขึ้นไปหารอนบนห้องนอนชั้นบนแทน แต่ก็ช้าไปกว่าปั๊ม เพราะปั๊มเอื้อมมือมาคว้าแขนโบว์ไว้เสียก่อน

“เดี๋ยวก่อนซิโบว์ รอนนอนหลับอยู่ มะกี้ป้าพิมเพิ่งมาบอกพี่เอง เราน่ะมาถึงเหนื่อยๆ ไปอาบน้ำก่อนดีกว่า จะได้ลงมาทานข้าวเย็นพร้อมกัน เอ่อ...แล้วนี่กี๋ไปไหนแล้วล่ะ?”

“ใครจะไปรู้ ตัวไม่ได้ติดกันนี่นา” โบว์พูดประชดออกไป

“ที่พี่ถามน่ะ ก็เห็นว่ามาด้วยกัน ทะเลาะกันเป็นเด็กๆ ไปได้” ปั๊มบ่นอย่างรำคาญ

“ไม่ได้ทะเลาะกันเสียหน่อย” โบว์พูดเสียงอ่อย แต่ก่อนที่เรื่องจะบานปลาย เสียงกี๋ก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะเสียก่อน

“ผมอยู่นี่ครับนาย”

“อยู่แล้วก็ไม่รีบส่งเสียงบอก ปล่อยให้พี่ปั๊มอารมณ์เสียอยู่ได้” โบว์พูดขึ้นมาลอยๆ

“ยายโบว์!” ปั๊มพูดเสียงห้วน ทำให้โบว์หน้างอหนักเข้าไปอีกที่เห็นว่าปั๊มเข้าข้างกี๋ เลยเกิดอาการน้อยใจรีบเดินหนีไปทันที ปั๊มเห็นดังนั้นถึงกับส่ายหน้า

“กี๋ก็อย่าไปถือสายายโบว์เลยนะ ถูกเลี้ยงตามใจมาตั้งแต่เด็กก็เป็นแบบนี้แหละ ไม่รู้เอานิสัยจากใครมาใช้ เอาแต่ใจไม่เคยเปลี่ยน” กี๋ได้แต่นึกในใจว่า ‘ก็จะให้เอานิสัยจากใครมาใช้ล่ะ ถ้าไม่ใช้นิสัยจากพี่ชายของเธอ’ แต่กี๋ก็ได้แต่คิดเท่านั้น ไม่กล้าพูดออกมา

“เดี๋ยวเย็นนี้กี๋มาทานข้าวด้วยกันนะ เสร็จแล้วจะได้คุยธุระกันต่อ”

“ครับนาย” ไม่รู้ว่านี่คือคำสั่งหรือเปล่า แต่กี๋ก็รับคำด้วยความเต็มใจ



โบว์เข้าห้องนอนมาได้ ก็เหวี่ยงกระเป๋าถือลงไปบนเตียงทำให้ของที่อยู่ภายในกระเด็นออกมาบางส่วน แต่เจ้าตัวหาสนใจไม่ กลับทุ่มตัวลงมานอนคว่ำหน้าบนเตียงด้วยอารมณ์หงุดหงิด นึกน้อยใจปั๊มและหมั่นไส้กี๋ไปพร้อมๆ กัน

“คอยดูนะพี่กี๋ โบว์จะไม่พูดกับพี่กี๋ และจะเลิกรักพี่กี๋ข้างเดียวแล้ว โบว์จะต้องทำให้ได้ ไม่เห็นจะง้อเลย ผู้ชายไม่ได้มีคนเดียวในโลกเสียหน่อย....” โบว์บ่นพึมพำไปเรื่อยๆ พร้อมกับมือก็ปัดป่ายไปมาบนเตียง จนมือเกิดไปปัดโดนกับของสิ่งหนึ่งเข้า โบว์เลยลุกขึ้นมานั่งดูว่าเป็นอะไร?

“ว้าว! กล่องของขวัญของใครเนี่ย? แล้วมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร?” โบว์จับกล่องของขวัญที่ผูกโบว์สีแดงพลิกไปมา นึกสงสัยอยู่ครามครันว่ามันเป็นของใครกันนะ และด้วยความอยากรู้จึงรีบเปิดดู และเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ข้างในปรากฏต่อสายตา โบว์ก็อุทานเสียงดังด้วยความตื่นเต้น



“อร๊ายยยยย!!! กรี๊ดดดดดดด!!! สร้อยจี้รูปหัวใจ ของใครอ่ะ สวยจังเลย” โบว์พยายามมองหาการ์ดเพื่อจะหาว่าเจ้าของกล่องของขวัญเป็นใคร แต่ก็ไม่พบแต่อย่างใด?

โบว์นึกย้อนกลับไปว่า...ตอนที่เธอก้าวออกมาจากคอนโด ยังไม่มีกล่องของขวัญกล่องนี้อยู่ในกระเป๋าถือของเธอนี่นา แล้วมันจะเป็นของใครได้ล่ะ หรือว่าจะเป็น...

“พี่กี๋เหรอ พี่กี๋ให้เราเหรอเนี่ย?” โบว์ฉีกยิ้มอย่างมีความสุข เมื่อรู้ว่าคนที่แอบให้สร้อยจี้รูปหัวใจแก่เธอนั้นต้องเป็นกี๋อย่างแน่นอน เธอค่อยๆ เอากล่องด้านที่มีสร้อยรูปหัวใจแขวนอยู่เอามาแตะไว้กับหัวใจตัวเอง

“พี่กี๋ขา ขอบคุณนะค่ะ โบว์ไม่เคยมีความสุขอะไรแบบนี้มาก่อนเลย เป็นของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิตของโบว์ โบว์จะเก็บรักษาหัวใจดวงนี้ตลอดไปเลยนะค่ะ”


 

โดย: takatan (แม่มดน้อยจอมเวิ้น ) 18 มกราคม 2553 23:39:02 น.  

 


ตอนที่ 4





“คุณปั๊มค่ะ รอสักครู่นะค่ะ คุณโบว์กำลังจะลงมาคะ” ป้าพิมเอ่ยขึ้น หลังจากได้เดินขึ้นไปตามโบว์ให้ลงมารับประทานอาหารเย็นตามคำสั่งปั๊มแล้ว

ปั๊มพยักหน้ารับรู้ “แล้วรอนล่ะครับป้า เย็นนี้ทานข้าวเยอะหรือเปล่า?” ปั๊มถามป้าพิมถึงน้องชายอีกคนที่ตั้งแต่กลับมาอยู่ที่บ้านไร่ ก็เอาแต่ขลุกตัวอยู่แต่ในห้องนอนเท่านั้น ไม่ยอมออกไปไหนเลย

“ทานไปได้นิดเดียวเองค่ะ คุณรอนบอกว่าไม่ค่อยหิว ป้าพิมเลยไม่อยากบังคับ”

“ไม่เป็นไรครับป้า ทานได้บ้างก็ยังดีกว่าไม่ทานอะไรเลย” ปั๊มทำสีหน้าเครียดนึดหนึ่งเมื่อนึกถึงรอน แต่พอหันไปมองที่ประตูทางเข้าของห้องรับประทานอาหาร เขาถึงกับอุทานออกมาเสียงดัง

“โอ๊ะ! แม่เจ้าโว้ย! นางฟ้าที่ไหนหนอ? แปลงกายลงมาให้หนุ่มหล่อสองคนได้ยลโฉมถึงโต๊ะทานข้าว”

“พี่ปั๊มอ่ะ อย่ามาแซวโบว์หน่อยเลย โบว์ไม่ได้สวยอะไรขนาดนั้นซะหน่อย” โบว์กล่าวงอนๆ เพราะใจจริงที่เย็นนี้เธอลงมาทานข้าวช้าก็เพราะมัวแต่แต่งตัวให้สวยที่สุด เพื่อใครสักคน? ต่างหาก

แต่ถ้าโบว์ไม่มัวแต่หันหน้าไปพูดคุยกับปั๊ม ก็คงเห็นสีหน้าของคนที่เธอต้องการให้เห็นความสวยที่เธอบรรจงแต่งมาอวด กี๋มองโบว์ตะลึงจังงังไปเลย เพราะเขาคิดว่า...วันนี้โบว์แต่งตัวได้สวยและน่ารักมาก โบว์มาในชุดแซคสั้นแค่เข่า เป็นผ้าไหมชีฟองสีชมพูลายดอกไม้ แขนกุด ตรงช่วงเอวขลิบด้วยลูกไม้สีขาวเล็กๆ กี๋กราดตามามองที่ช่วงลำคอขาวเนียนของโบว์ แล้วสายตาของเขาก็ไปหยุดนิ่งเมื่อเห็นสร้อยจี้รูปหัวใจที่โบว์สวมติดคอมา กี๋หน้าร้อนผ่าวโดยไม่ทราบสาเหตุเพราะเขาคาดไม่ถึงว่า โบว์จะใส่สร้อยที่เขาแอบให้เป็นของขวัญมาทานข้าวเย็นนี้ด้วย

โบว์ทรุดลงนั่งตรงข้ามกี๋ ขณะที่ป้าพิมกำลังตักข้าวใส่จานให้ โบว์ก็แอบเหลือบตามองกี๋ แต่เห็นกี๋ทำท่าทีไม่สนใจ เลยคิดอยากเอากำปั้นไปกระแทกหน้าขี้เก๊กของเขาสักหมัดหนึ่ง ‘ผู้ชายอะไรฟอร์มเยอะจัง?’

ระหว่างรับประทานอาหาร ปั๊มก็สังเกตเห็นสร้อยจี้รูปหัวใจที่คอของโบว์ เลยเอ่ยปากถามออกไป

“เอ๊ะ! นั่นสร้อยอะไรน่ะโบว์ สวยดีนี่ ใครให้มาเหรอ?”

โบว์ได้ยินปั๊มถามก็ฉีกยิ้มกว้าง ก่อนที่จะตอบปั๊ม เธอเอามือซ้ายยกมาจับที่จี้แล้วใช้นิ้วลูบไล้ไปมาเบาๆ

“สร้อยเส้นนี้สวยถูกใจโบว์มาก เพราะคนที่ให้โบว์มา เขาเป็น...” โบว์เว้นวรรคนิดหนึ่ง จ้องหน้ากี๋ไม่วางตา เพราะอยากเห็นเวลาเขาได้ยินคำตอบที่เธอจะตอบปั๊ม “เขาเป็นคนพิเศษของโบว์เองค่ะ” โบว์พูดจบก็ยิ้มหวานให้กี๋ เลยทำให้กี๋เขินหน้าแดงทันที ปั๊มก็ไม่ทันสังเกตุเห็นอาการของคนทั้งคู่เพราะมัวแต่ก้มหน้าก้มตาทานข้าวอยู่

“คนพิเศษ! แฟนโบว์เหรอ? พี่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าโบว์คบใครอยู่” ปั๊มถามเสียงเข้ม

“ไม่รู้ว่าเขาเรียกว่าแฟนหรือเปล่าน่ะพี่ปั๊ม เพราะเขาไม่เคยบอกรักโบว์สักที” โบว์หันมาพูดกับปั๊มเสียงหวาน

“แล้วโบว์ล่ะ รู้สึกยังไงกับคนที่ให้สร้อยนี้มา? อย่าบอกนะว่า...โบว์แอบรักเขาข้างเดียวน่ะ” ปั๊มดักคอจนทำให้โบว์อ้ำอึ้ง เพราะกลัวว่ากี๋จะรู้ว่าเธอแอบรักเขาอยู่

ระหว่างที่โบว์กำลังคิดหาคำตอบอยู่นั้น พอเธอได้ยินคำพูดที่ปั๊มถามกี๋ เลยทำให้โบว์เผลอตัวหัวเราะขำออกมา

“เฮ้ย! กี๋ เป็นอะไร? ไม่สบายหรือเปล่า? ทำไมหน้าแดงแบบนั้นน่ะ?” ปั๊มถามด้วยความเป็นห่วง แต่คนถูกถามนี่ซิ ไม่รู้จะตอบอย่างไร?

“เอ่อ...เปล่าครับนาย ผมไม่ได้เป็นอะไร?” กี๋ปฏิเสธออกไปเบาๆ

“ไม่เป็นอะไร แล้วทำไมหน้าแดงแบบนี้ล่ะ แต่ถ้าไม่สบายก็ไปพักผ่อนก่อน เดี๋ยวธุระเอาไว้คุยกันพรุ่งนี้ก็ได้”

“ผมสบายดีครับ นายไม่ต้องเป็นห่วง”

ก่อนที่จะมีใครได้พูดอะไรออกมาอีก ก็มีเสียงพูดดังขึ้นมาที่ประตูทางเข้าห้องรับประทานอาหารเสียก่อน ซึ่งเสียงนี้ทำให้โบว์ถอนหายใจโล่งอก เพราะไม่ต้องตอบคำถามที่ปั๊มถามค้างไว้

“หนูโบว์กลับมาถึงเมื่อไรจ๊ะ ไม่เห็นมีใครไปบอกน้าบ้างเลย?” น้าอรเอ่ยปากทักโบว์เสียงหวาน แต่ฟังดูก็รู้ว่าแกล้งพูดหวานไปแบบนั้นเอง

“สวัสดีค่ะน้าอร” โบว์หันไปยกมือไหว้น้าอรอย่างเสียไม่ได้ “โบว์เพิ่งมาถึงเมื่อเย็นนี้เองค่ะ กะว่าพรุ่งนี้เช้าจะไปสวัสดีน้าอรที่บ้านอยู่พอดี เอ่อ...น้าอรทานข้าวมาหรือยังค่ะ เดี๋ยวโบว์ให้เด็กจัดให้”

“โอ๊ย! อะไรกันหนูโบว์ น้าน่ะไม่ทานข้าวเย็น หนูจำไม่ได้เหรอจ๊ะ”

“โบว์ขอโทษค่ะน้าอร โบว์ลืมไปจริงๆ” โบว์พูดเสียงอ่อย

“น้าอรมาถึงนี่มีธุระอะไรกับผมหรือเปล่า?” ปั๊มถามเสียงเข้มออกไปเพราะเริ่มรู้สึกรำคาญ

“แหม! ปั๊มพูดเหมือนกับว่า ถ้าน้าไม่มีธุระ น้ามาหาเราไม่ได้งั้นแหละ”

“บอกมาเถอะครับ น้าอรอย่ามาโยกโย้ให้เสียเวลาเลย เราก็ต่างรู้ว่าอะไรเป็นอะไรไม่ใช่หรือครับ” ปั๊มเริ่มพูดเสียงดังขึ้น จนทำให้น้าอรเริ่มใจฝ่อ เพราะรู้ดีว่า...ถ้าเธอขืนยังดึ้อดึงอยู่อาจถูกปั๊มงดจ่ายเงินรายเดือนให้เธอใช้ก็ได้

“ก็ได้ๆ ปั๊มจำอ๊อฟกับซานิ หลานสาวของคุณไพศาล สามีเก่าของน้าได้หรือเปล่า”

“จำได้ครับ”

“เผอิญเขาสองคนจะขอมาพักที่ไร่สักพักหนึ่ง ไม่รู้ว่าปั๊มจะว่าอะไรไหม?” น้าอรแกล้งพูดออกไปเหมือนกับเกรงใจปั๊มหนักหนา แต่ความจริงแล้ว เธอมีแผนการชั่วร้ายแอบแฝงอยู่ต่างหาก

“ไม่ว่าหรอกครับ ถ้าเขาสองคนจะพักอยู่ที่บ้านน้าอร ไม่ขึ้นมาวุ่นวายในบ้านของผม” ปั๊มรีบพูดดักคอก่อนเพราะรู้ทันความคิดน้าอร ว่าน้าอรกำลังคิดทำอะไร? ‘ก็จะมีอะไรเสียล่ะ ถ้าไม่ใช่คิดจะจับเขาให้กับซานิ และจับโบว์ให้กับอ๊อฟ’

น้าอรได้ฟังคำตอบของปั๊ม เธอรู้สึกหงุดหงิดอยากจะใช้คำพูดที่รุนแรงโต้ตอบออกไป แต่ก็ไม่กล้า ‘ใจเย็นๆ และอดทนเข้าไว้ อีกไม่นานทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องตกเป็นของเราทั้งหมด’ น้าอรนึกกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ ที่คิดว่าสักวันหนึ่งสิ่งที่เธอฝันไว้จะเป็นความจริง

“น้าอรจะบอกเขาสองคนให้ค่ะ ปั๊มวางใจได้ แค่ปั๊มยอมให้เขามาพักที่นี่ได้ น้าก็ไม่รู้จะขอบคุณยังไงแล้ว เอางี้ดีไหม? ถ้าเขาสองคนมาถึง น้าจะให้เขามาขอบคุณกับตัวของปั๊มเองเลย”

“ไม่จำเป็นหรอกครับน้าอร” ปั๊มรีบปฏิเสธทันที “ถ้าน้าอรหมดธุระแล้วผมต้องขอตัวก่อน” ปั๊มหันกลับไปพูดกับกี๋ต่อ “กี๋ ไปรอฉันในห้องทำงานก่อนนะ เดี๋ยวฉันขอขึ้นไปหยิบอะไรบนห้องนอนก่อน แล้วจะตามเข้าไป”

“ครับนาย”

น้าอรหน้าบึ้งตึงทันทีที่ถูกหลานชายไล่ทางอ้อม จึงเดินปึงปังออกไปทันที ทิ้งให้สองหนุ่มสาวอยู่กันตามลำพัง ต่างคนต่างจ้องมองหน้ากัน ต่างคนต่างลุ้นว่าใครจะเป็นฝ่ายเริ่มต้นพูดก่อน เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า จนในที่สุด...ก็มีคนยอมแพ้

“คุณโบว์ครับ เดี๋ยวผมขอตัวก่อนนะครับ” กี๋พูดจบโดยไม่รอฟังคำตอบจากโบว์ เขาลุกจากเก้าอี้ก้าวเดินออกไป โบว์มองตามแผ่นหลังของชายหนุ่มที่เธอแอบหลงรักเดินจากไปจนลับตา แต่เมื่อคิดอะไรได้ โบว์ก็รีบลุกขึ้นวิ่งตามกี๋ไปทันที




โบว์ตามมาทันเมื่อกี๋เข้ามาในห้องทำงานของปั๊มแล้ว โบว์เปิดประตูเข้าไปเงียบๆ แล้วเข้าไปรั้งแขนกี๋เอาไว้

“พี่กี๋เดี๋ยวก่อนซิ หันหน้ามาคุยกันก่อน”

“คุณโบว์มีอะไรกับผมหรือครับ?” กี๋หันหน้ามาพูดกับโบว์ด้วยน้ำเสียงเรีบบๆ แต่ใจกลับเต้นระทึก

“เอ่อ...โบว์จะมาขอบคุณสำหรับของขวัญที่ให้โบว์นะค่ะ โบว์ชอบมากเลย” โบว์ยิ้มกว้างและพูดออกไปเสียงหวาน พร้อมกับยกมือซ้ายจับสร้อยที่คอไว้แน่น ส่วนมือขวาก็ยังจับแขนกี๋ไว้ไม่ยอมปล่อย

“ผมดีใจที่คุณโบว์ชอบ แต่ว่า...มันเป็นเพียงของเล็กๆ น้อยๆ ที่ผมพอจะหาซื้อมาได้ มันไม่ได้มีราคาค่างวดอะไรนักหรอก” กี๋ลืมตัวพูดออกไปก็แทบจะกัดลิ้นตัวเอง ‘เอาแล้วไงไอ้กี๋ พูดพล่อยๆ ออกไปอีกแล้ว’

“ถึงมันจะไม่มีราคาค่างวดในสายตาพี่กี๋ แต่มันมีค่ามากนะค่ะสำหรับโบว์” โบว์กล่าวเสียงสั่นเครือ ทำให้กี๋ใจกระตุกวูบ

“โบว์ขอถามอะไรพี่กี๋หน่อยได้ไหมค่ะ โบว์อยากให้พี่กี๋พูดความจริง ทำไมพี่กี๋ถึงซื้อสร้อยที่มีความหมายแบบนี้ให้โบว์ค่ะ?” โบว์ยืนลุ้นขอให้คำตอบที่ได้ตรงกับใจที่เธอคิดไว้ด้วยเถิด

กี๋ยืนอึ้ง นึกไม่ถึงว่าโบว์จะกล้าถามออกมาแบบนั้น กี๋นึกอยากตอบสิ่งที่ตรงกับใจออกไป แต่ภาพใบหน้าของปั๊มก็ลอยเข้ามาในความคิด ‘จริงซินะ! เราไม่คู่ควรกับคุณโบว์ มันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้’

“มันไม่ได้มีความหมายอะไรมากหรอกครับ ก็แค่พี่ชายคนหนึ่งนึกอยากจะซื้อให้น้องสาว ก็แค่นั้นเอง” กี๋เสียใจมากที่พูดปดออกไป แต่คนได้ยินคำตอบเสียใจมากกว่า

“แค่พี่ชายซื้อให้น้องสาวหรือค่ะ” โบว์สุดจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้ หยดน้ำตาค่อยๆ ไหลลงมาเปื้อนแก้ม มือขวาที่เกาะเกี่ยวแขนกี๋ไว้ร่วงหล่นลงมาอย่างไร้เรี่ยวแรง “ถ้าเป็นเช่นนั้น น้องสาวคนนี้ก็ขอขอบคุณพี่ชายคนนี้มากๆ นะค่ะ ที่มีน้ำใจซื้อมาให้”

กี๋ยืนตะลึงเพราะตกใจที่เห็นโบว์ร้องไห้ เขายืนทำอะไรไม่ถูก นึกอยากจะเอามือไปเช็ดคราบน้ำตาให้ แต่พอเขาคิดจะทำ โบว์ก็ไม่อยู่ตรงนั้นเสียแล้ว



ร่างบางของโบว์เดินขึ้นบันไดมาอย่างหงอยๆ มือซ้ายก็ยังคงกำสร้อยอยู่ที่คอไว้ไม่ยอมปล่อย พอเปิดประตูห้องนอนมาได้ เธอก็เดินไปทรุดนั่งที่เก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง มองหน้าตัวเองในกระจก ก็พบใบหน้าหญิงสาวคนหนึ่งที่ตอนนี้ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาผสมกับเครื่องสำอางค์ที่แต่งแต้มไว้

ไม่มีเสียงสะอื้นออกมาให้ได้ยิน นอกจากน้ำตาที่ไหลออกมาไม่ขาดสาย โบว์ตัดสินใจค่อยๆ ถอดสร้อยจี้รูปหัวใจที่สวมไว้ที่คอออก ก้มมองดูมันในมือเป็นครั้งสุดท้าย น้ำตาหยดหนึ่งตกลงไปโดนที่จี้รูปหัวใจ ก่อนที่เธอจะวางมันลงไปในกล่องแล้วปิดฝา เปิดลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้งออก แล้วก็ค่อยๆ หย่อนกล่องใบนี้ลงไปไว้ในลิ้นชัก

“ลาก่อนค่ะพี่กี๋”


 

โดย: takatan (แม่มดน้อยจอมเวิ้น ) 18 มกราคม 2553 23:44:09 น.  

 


ตอนที่ 5





ปั๊มเปิดประตูเข้ามาในห้องทำงานพร้อมซองเอกสารสีน้ำตาลในมือ สายตาชำเลืองมองไปที่กี๋นิดหนึ่ง นึกแปลกใจที่เห็นท่านั่งของกี๋บนโซฟา ที่เอาข้อศอกทั้งสองข้างวางไว้บนเข่าแล้วเอามือทั้งสองกุมขมับไว้

“กี๋” ปั๊มเอ่ยปากเรียกชื่อกี๋ทันทีด้วยความเป็นห่วง แต่เหมือนกับว่า คนที่นั่งอยู่บนโซฟานั้นกำลังใจลอยอยู่เลยไม่ได้ยินเสียงที่ปั๊มเรียก

“กี๋ เป็นอะไรไปน่ะ?” ปั๊มเดินเข้ามาเรียกกี๋ใกล้ๆ

“อ๊ะ!” กี๋สะดุ้งสุดตัว รีบลุกพรวดขึ้นยืนทันทีด้วยความตกใจ

“เป็นอะไรไปน่ะกี๋? ฉันเรียกตั้งหลายครั้งแล้วทำไมถึงไม่ได้ยิน?” ปั๊มพูดพลางเดินไปทรุดนั่งบนโซฟาฝั่งตรงข้าม “กี๋มีท่าทางแปลกๆ ตั้งแต่ตอนทานข้าวเย็นแล้วนะ ไม่สบายรึว่าเป็นอะไรก็บอกฉันได้ อย่าเอาแต่คิดว่าฉันเป็นเจ้านาย เลยไม่กล้าบอกอะไร? กี๋ก็รู้นี่นา ว่ากี๋น่ะเป็นเพื่อนรักของฉันนะ”

กี๋ทรุดนั่งลงบนโซฟาตามเดิม เขานึกอยากบอกสิ่งที่อยู่ภายในใจออกไปให้ปั๊มรับรู้ความรู้สึกของตนเอง ว่าตอนนี้หัวใจของเขามีน้องสาวสุดรักสุดหวงของปั๊มอยู่เต็มหัวใจ แต่คำพูดที่พูดออกไปกลับตรงกันข้าม

“เปล่าครับนาย ผมไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ ขอบคุณนายมากที่เป็นห่วงผม”

“ถ้ากี๋บอกว่าไม่เป็นอะไร? ฉันก็เชื่อนะ แต่ถ้ามีอะไรที่ไม่สบายใจก็บอกฉันได้ทุกเมื่อ อย่าคิดว่าฉันเป็นคนอื่นสำหรับกี๋”

“ครับนาย”

“งั้นถ้าไม่มีอะไรแล้ว ก็มาคุยธุระกันเลยดีกว่าจะได้ไม่เสียเวลา” ปั๊มพูดพร้อมกับหยิบเอกสารที่อยู่ในซองสีน้ำตาลออกมา แล้วส่งให้กี๋

“นี่เป็นจดหมายและก็รูปถ่ายของผู้หญิงคนนั้นที่ฉันให้กี๋ไปหาข้อมูลมา” ปั๊มพยายามระงับอารมณ์โกรธที่เกิดขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วนเมื่อนึกถึงผู้หญิงคนที่ทำให้น้องชายของเขาตาบอด

“ผู้หญิงคนนี้...เป็นแฟนของรอนที่คบกันอยู่ตอนที่รอนไปเรียนต่อที่อังกฤษ” ปั๊มเริ่มเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่ได้รับรู้มาจากรอนเกี่ยวกับความเป็นมาของกรีนให้กี๋ฟังอย่างละเอียด รวมทั้งความแค้นทั้งหมดในใจของปั๊มที่มีต่อกรีนด้วย

“ฉันโกรธและเกลียดผู้หญิงสารเลวคนนี้มาก แม้แต่ชื่อ ฉันเองก็ไม่อยากเอ่ยถึงหรือว่าได้ยิน และฉันสาบานไว้ว่า ฉันจะทำทุกวิถีทางที่จะต้องเอาตัวเธอมาลงโทษให้สาสมกับสิ่งที่เธอทำกับรอนไว้”

“เอ่อ...นายแน่ใจแล้วเหรอครับว่า เอ่อ...เธอเป็นคนทำให้คุณรอนตาบอดน่ะครับ” กี๋แข็งใจถามออกไป

“กี๋...นี่ถ้าเป็นคนอื่นถามฉันแบบนี้ เป็นได้โดนชกหน้าแหกไปแล้ว” ปั๊มพูดเสียงห้วน

“ผมขอโทษครับนาย”

“เรารู้จักกันมานานแล้วนะกี๋ กี๋ก็รู้ว่า ฉันเป็นคนยังไง ถ้าไม่แน่ใจอะไรแล้ว ฉันจะไม่มีวันทำแบบนั้นเด็ดขาด” ปั๊มลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปที่หน้าต่างเพื่อระงับอารมณ์ที่กำลังพลุ่งพล่านในใจ

“กี๋คิดดูซิ! ตั้งแต่รอนกลับมาอยู่ที่นี่ ก็ปาเข้าไปจะ 3 เดือนแล้ว ไม่เห็นมีวี่แววเลยว่า ผู้หญิงคนนั้นจะติดต่อกลับมาแต่อย่างใด? ฉันทิ้งข้อความฝากไว้ที่อพาร์ทเม้นต์ที่รอนพักอยู่ รวมทั้งที่โรงพยาบาลฉันก็ทิ้งไว้ด้วยนะ แต่ทุกอย่างกลับเงียบกริบ” ปั๊มถอนหายใจยาว ก่อนหันกลับมาพูดกับกี๋ “แล้วเรื่องที่ให้ไปสืบมาน่ะ ได้ความว่าไงบ้าง?”

“ข้อมูลที่ผมได้มาทุกอย่างก็เหมือนกับที่นายทราบมาก่อนแล้วนั่นแหละครับ แต่ตอนเที่ยงที่ผมพาคุณโบว์ไปทานอาหารก็เจอเธอเข้าโดยบังเอิญ”

“ถ้าจะให้ฉันเดา ก็คงพอเดาได้ว่า เธอควงเจ้าบ่าวมาทานข้าวด้วยล่ะซิ” ปั๊มพูดเสียงกระด้าง ความโกรธที่เริ่มคลายไป เริ่มคุกรุ่นขึ้นมาอีก “แล้วเขาสองคนจะแต่งงานกันเมื่อไร?”

“ต้นเดือนหน้าครับนาย เขาจัดงานกันที่โรงแรม...” กี๋เอ่ยชื่อโรงแรมระดับ 5 ดาวแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ออกมา

“ก็ดีเหมือนกัน ฉันจะได้มีเวลาวางแผน จะได้ไม่มีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้น”

“เวลาวางแผน เอ่อ...นายพูดแบบนี้หมายความว่ายังไงครับ?” กี๋ถามออกไปเพื่อคลายข้อสงสัยทันที

“ฉันจะไปลักพาตัวเจ้าสาวคนสวยแต่ใจดำเป็นอีกามาลงโทษนะซิ” ปั๊มพูดเสียงกร้าว

“อะ...อะไรนะครับนาย? มะ...หมายความว่า...” กี๋พูดติดอ่างไปเลย เพราะตกใจในสิ่งที่ได้ยินจากปากปั๊ม

“ใช่แล้วกี๋ กี๋เข้าใจถูกต้องแล้วล่ะ เธอเป็นคนทำให้รอนตาบอด เธอก็ต้องมาเป็นตาให้รอนแทน”

“แล้วนายแน่ใจเหรอครับว่า เอ่อ...ว่าเธอจะยอมมาอยู่ที่นี่ง่ายๆ โดยที่ไม่โวยวายหรือว่าคิดหนี แล้วไปแจ้งตำรวจมาจับนาย ข้อหาลักพาตัว กักขังหน่วงเหนี่ยวติดคุกหลายปีเชียวนะนาย”

“ฉันจะทำให้หล่อนเต็มใจมาอยู่ที่นี่เอง”

“เอ่อ...นายคงไม่ได้หมายความว่า...นายจะ...เอ่อ...”

“นี่กี๋ หยุดคิดอกุศลแบบนั้นกับฉันเลยนะ คนอย่างฉันไม่เอาตัวไปเกลือกกลั้วกับผู้หญิงสกปรกพรรณนั้นหรอกน่า”

“แต่นายกำลังจะพาหล่อนเข้ามาอยู่ในบ้าน เข้ามาดูแลคุณรอน แล้วถ้าเกิดคุณรอน เอ่อ...ต้องการแต่งงานกับหล่อนล่ะครับ” กี๋ออกความเห็นด้วยความเป็นห่วง

“กี๋ไม่ต้องกังวลไปหรอกนะ เมื่อถึงเวลานั้นจริงๆ ฉันจะจัดการเอง” ปั๊มพูดตัดบทออกไป “กี๋ไปพูดกับลุงแก้วให้ฉันหน่อยนะ ให้แกกลับไปเยี่ยมญาติที่ต่างจังหวัดสักระยะหนึ่ง ฉันต้องการใช้กระท่อมของลุงแก้วที่อยู่ท้ายไร่ในการจัดการกับผู้หญิงคนนี้”

“ได้ครับนาย ผมจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย”

“ฉันขอบใจกี๋มากนะ ทุกอย่างเป็นความลับระหว่างเราสองคนนะกี๋ ฉันไม่อยากให้ใครรู้เรื่องนี้เป็นอันขาด”

“นายสบายใจและไว้ใจผมได้เลยครับ ผมทำได้ทุกอย่างอยู่แล้วเพื่อนาย” กี๋พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“อย่าพูดแบบนั้นซิกี๋ มันทำให้ฉันเหมือนเป็นคนเห็นแก่ตัว เพราะฉันรู้ดีว่า...เรื่องนี้กี๋ก็ไม่เห็นด้วยกับฉันนักหรอก จริงมั้ย? แต่เป็นเพราะกี๋รักฉัน ก็เลยตามใจฉัน” ปั๊มเดินไปตบบ่ากี๋เบาๆ “แต่กี๋รู้ไหม? ฉันก็ไม่เคยคิดทำเรื่องไม่ดีแบบนี้เลยนะ แต่ว่า...เธอทำร้ายสิ่งที่ฉันรักมากที่สุดก่อน”

ปั๊มพูดเสียงเข้ม พร้อมทั้งหันหลังเดินออกไปจากห้องทำงานเงียบๆ กี๋มองตามหลังเจ้านายหนุ่มไปจนประตูห้องทำงานปิดสนิทลง เขาค่อยๆ ก้มลงเก็บเอกสารเข้าซองเงียบๆ แต่ในใจของเขาตอนนี้กลับปวดร้าวเหลือเกิน เมื่อนึกไปถึงคำพูดของเขาที่ทำให้โบว์ร้องไห้

“คุณโบว์ ผมขอโทษ”













ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

“นี่ยัยกู๊ด เราน่ะเตรียมตัวไปงานแต่งงานของยัยกรีนแล้วหรือยัง?” เสียงบ่นดังแว่วมาก่อนที่จะเห็นตัวผู้เป็นมารดาเดินเข้ามาทรุดนั่งบนเก้าอี้นวมฝั่งตรงข้าม

“ใครบอกแม่ค่ะ ว่ากู๊ดจะไปงานแต่งยัยกรีน?” กู๊ดเงยหน้าจากหนังสือนิตยสารมาพูดกับมารดาเสียงห้วน

“แกจะบ้าเหรอกู๊ด นั่นน่ะ น้องสาวแกทั้งคนเลยนะ แกจะไม่ไปร่วมแสดงความยินดีกับน้องของแกเลยเหรอไง? ผ่านมาตั้ง 16 ปีแล้ว เลิกพาลแบบนี้เสียที แม่พูดจนปากจะถึงใบหูอยู่แล้ว ว่าเรื่องนั้นมันไม่เกี่ยวกับยัยกรีน” คุณอังคณาพูดเสียงดัง เพราะเริ่มเบื่อและรำคาญความเจ้าคิดเจ้าแค้นไม่เป็นเรื่องของกู๊ดเต็มที

“ทำไมจะไม่เกี่ยวค่ะคุณแม่ มันแย่งคุณพ่อของกู๊ดไปนะค่ะ” กู๊ดก็ตอบเสียงดังกลับมาไม่แพ้กัน

“ยัยกรีนแย่งตรงไหน? ทุกเรื่องคุณพ่อเป็นคนตัดสินใจเองทั้งนั้น แม้แต่แม่ยังไม่มีสิทธิ์ออกความเห็นเลย”

“ทำไมมันจะไม่แย่ง? มันน่ะออดอ้อนออเซาะคุณพ่อ จนคุณพ่อใจอ่อนเลือกมันแทนที่จะเลือกกู๊ด”

“เลิกเรียกน้องว่ามันซะทีนะกู๊ด แม่ไม่อยากได้ยิน” คุณอังคณาปรามกู๊ดเสียงเข้ม “พูดกันกี่ครั้งๆ แกก็ไม่เคยเข้าใจ ไม่รู้ว่าสมองของแกมันเป็นอะไรถึงเข้าใจอะไรยากเย็นแบบนี้”

“คุณแม่ก็เข้าข้างมัน เอ๊ย ยัยกรีนตลอดนั่นแหละ แตะนิดแตะหน่อยก็ไม่ได้” กู๊ดเอ่ยด้วยน้ำเสียงน้อยอกน้อยใจ

“ไม่ต้องพูดแบบนี้เลยนะกู๊ด แม่รักเราสองคนเท่ากันนั่นแหละ แต่บางครั้งแม่ก็ไม่อยากให้กู๊ดโกรธและเกลียดกรีนเลยนะลูก เป็นพี่น้องกันน่ะ ต้องรักกันซิถึงจะถูก” คุณอังคณาพยายามหว่านล้อมกู๊ด

“คุณแม่เลิกพูดเถอะค่ะ กู๊ดขี้เกียจฟัง ถ้าเป็นไปได้ กู๊ดก็อยากจะผ่าตัดเปลี่ยนใบหน้าไปเลยเหมือนกัน เพราะพอมองกระจกทีไร มันเหมือนกับว่า ทุกวันนี้กู๊ดไม่ได้เกลียดกรีนแต่เกลียดตัวเอง”

“ดูพูดเข้า เฮ้อ!!!” คุณอังคณาถอนหายใจเฮือกใหญ่ เพราะรู้ดีว่าพูดไปก็จบลงแบบนี้ทุกที “สรุปว่าจะไม่ไปงานแต่งงานยัยกรีนจริงๆ ใช่ไหมนี่?”

“ค่ะคุณแม่ คุณแม่เลิกมาเซ้าซี้กู๊ดได้แล้ว” กู๊ดพูดจบก็ยักไหล่ ก้มหน้าลงอ่านนิตยสารในมือต่อ ไม่สนใจคุณอังคณาอีกต่อไป

“แต่ถึงอย่างไร? แม่ก็ต้องพาแกไปงานแต่งยัยกรีนให้ได้ ถึงแม้ว่าแม่จะต้องลากแกขึ้นเครื่องบินก็ตาม”

คุณอังคณาเอ่ยออกมาเสียงเยือกเย็น แล้วก็เดินออกไปจากห้องนั่งเล่นทันที ทิ้งให้กู๊ดมองตามหลังมารดาไปด้วยใบหน้าเซ็งๆ เพราะเธอรู้ดีว่า ตราบใดที่มารดาทำเสียงเยือกเย็นเช่นนี้ เธอไม่มีทางคัดค้านมารดาได้สำเร็จแน่นอน

 

โดย: takatan (แม่มดน้อยจอมเวิ้น ) 22 มกราคม 2553 0:20:51 น.  

 


ตอนที่ 6





เช้าวันรุ่งขึ้น...ขณะที่ปั๊มกับกี๋ออกตรวจงานและดูความเรียบร้อยภายในไร่พฤกษ์พนา ซึ่งไร่แห่งนี้เป็นไร่องุ่นขนาดใหญ่บนพื้นที่กว่า 816 ไร่ ต้นองุ่นจะปลูกเรียงรายเป็นแถวอย่างมีระเบียบล้อมรอบด้วยทิวเขาทำให้บรรยากาศโดยรอบดูอบอุ่นและโรแมนติค นอกจากนี้ภายในไร่องุ่นยังมีร้านจำหน่ายทั้งองุ่นทานสดและองุ่นแปรรูปอีกหลายอย่าง เช่น ไวน์ แยม เจลลี่ คุกกี้ต่างๆ และน้ำองุ่น เมื่อไร่องุ่นแห่งนี้ทำแบบครบวงจร ทำให้งานในไร่ของปั๊มในแต่ละวันค่อนข้างยุ่ง แต่เขาก็ไม่ได้เหนื่อยมากเท่าไหร่นัก เพราะมีกี๋เป็นผู้ช่วยที่ดีนั่นเอง

“คุณปั๊มค่ะ” เสียงหวานๆ ของมิกกี้เลขาส่วนตัวของปั๊มดังขึ้นมาทางด้านหลังของปั๊ม

“มีอะไรหรือ?” ปั๊มหันไปถามเสียงเรียบ

“ป้าพิมโทรมาให้มิกกี้บอกคุณปั๊มว่า คุณโบว์ไม่สบายค่ะ”

“โบว์ไม่สบายเหรอ?” ปั๊มอุทานและเลิกคิ้วถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงน้องสาวสุดที่รัก “เป็นอะไรมากหรือเปล่า?”

“มิกกี้ไม่ทราบหรอกค่ะ ป้าพิมสั่งให้มาบอกคุณปั๊มแค่นี้” มิกกี้ยิ้มหวานตอบกลับไป

“เมื่อวานตอนเย็นก็ยังดีๆ อยู่นี่นา ทำไมตอนเช้าถึงได้ไม่สบายได้ล่ะเนี่ย?” ปั๊มบ่นพึมพำกับตัวเองแบบไม่ต้องการคำตอบ เขาโบกมือไล่ให้มิกกี้ไปทำงานต่อ ทำให้มิกกี้เดินหน้างอกลับไปเงียบๆ ด้วยความไม่พอใจ

“เอ่อ...นายไปดูคุณโบว์ก็ได้นี่ครับ เดี๋ยวทางนี้ผมอยู่จัดการเอง” กี๋เอ่ยขึ้นมาหลังจากตกใจไม่น้อย ที่จู่ๆ ก็ได้ทราบข่าวว่าหญิงคนที่ตนเองแอบหลงรักไม่สบายและนึกเป็นห่วงอยู่ในใจเงียบๆ

“ช่วงนี้ฉันต้องรีบเร่งเคลียร์งานให้เสร็จก่อนที่ฉันจะเข้ากรุงเทพฯ นะกี๋” ปั๊มเอ่ยขึ้นมาแบบห่วงหน้าผวงหลัง

“แต่ว่า...คุณโบว์อาจจะไม่สบายมากก็ได้ ไม่เช่นนั้นป้าพิมคงไม่โทรมาบอกหรอกครับ”

“ฉันไม่อยากทิ้งให้กี๋ทำงานคนเดียว เพราะงานช่วงนี้เยอะมาก งั้นเดี๋ยวฉันโทรไปถามป้าพิมก่อนดีกว่า” พูดจบปั๊มก็เดินเข้าไปข้างในของห้องทำงานทันที ปล่อยให้กี๋ยืนกระวนกระวายด้วยความเป็นห่วงโบว์อยู่ข้างนอก

เวลาผ่านไปไม่นาน ปั๊มก็เดินออกมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียดที่กี๋เห็นแล้วก็ถึงกลับใจหายวาบ นึกเป็นห่วงโบว์จนอกสั่นระรัวไปหมด

“เอ่อ...นายครับ สรุปว่าคุณโบว์เป็นอะไรมากหรือเปล่าครับ?” กี๋เอ่ยถามทันทีด้วยความร้อนใจ

“เห็นป้าพิมบอกว่า โบว์ตัวร้อนมาก แต่ไม่ยอมทานข้าวทานยา เอาแต่บ่นว่าปวดศีรษะแล้วก็ร้องไห้ เฮ้อ!! เมื่อไหร่จะโตสักทีก็ไม่รู้ ดื้อเป็นเด็กๆ อยู่ได้” ปั๊มบ่นไปเรื่อยเปื่อย แต่คนที่ได้ฟังคำตอบถึงกับยืนอึ้งทำอะไรไม่ถูก นึกสังหรณ์ในใจว่าตนเองอาจเป็นต้นเหตุที่ทำให้โบว์เป็นแบบนี้ก็เป็นได้

“แล้วนายจะไปดูคุณโบว์หรือเปล่าครับ?”

“ไม่ไปหรอกกี๋ เดี๋ยวโบว์เขาหิวเขาก็กินข้าวเองแหละ ไปทำงานกันต่อเถอะ อย่ามาเสียเวลากับเรื่องไร้สาระแบบนี้เลย” ปั๊มพูดแบบไม่แยแสอาการป่วยของน้องสาว เพราะคิดว่าโบว์เพียงเรียกร้องความสนใจจากเขาเท่านั้น

“แต่ว่า...” กี๋ไม่กล้าพูดต่อ ทั้งๆ ที่ในใจของเขาอยากไปหาโบว์ใจแทบขาด

และแล้วเหมือนสวรรค์เบื้องบนจะเห็นใจในความรักของกี๋ ทำให้ปั๊มถามกี๋ออกไปเหมือนรู้ความนัย “กี๋เป็นห่วงโบว์เหรอ?”

“เอ่อ...คือว่า...” กี๋พูดไม่ออกอีกรอบ เพราะคาดไม่ถึงว่า ปั๊มจะกล้าถามเขาแบบนี้

“งั้นเอางี้ดีกว่า กี๋ไปดูโบว์แทนฉันล่ะกัน ส่วนฉันจะอยู่เคลียร์งานทางนี้เอง” ปั๊มพูดเปิดทางออกไป

“คือผมคิดว่า นายน่าจะไปดูอาการของคุณโบว์มากกว่าที่จะให้ผมไปแทนนะครับ ผมไม่อยาก...เอ่อ...เห็นคุณโบว์อาละวาด” พอกี๋พูดจบประโยค ปั๊มถึงกับหัวเราะขำออกมา

“อะไรกันกี๋ นี่กี๋กลัวโบว์ขนาดนี้เชียวเหรอนี่”

“ปะ...เปล่าครับ ผมก็แค่......” กี๋พูดยังไม่ทันจบประโยค ปั๊มก็สวนกลับมาเสียก่อน

“ถ้าไม่กลัว งั้นก็ดีเลย ไปจัดการยัยโบว์แทนฉันทีล่ะกัน” ปั๊มพูดพร้อมกับเดินเข้าไปในห้องทำงานอีกครั้งหนึ่ง และก่อนที่กี๋จะก้าวเท้าเดินออกไปยังลานจอดรถ ปั๊มก็เปิดประตูออกมา

“กี๋ เดี๋ยวก่อน!”

“มีอะไรครับนาย?” กี๋ถามออกไป แล้วยืนมองปั๊มนิ่งเพื่อรอฟังคำตอบ

“ฉันอนุญาตให้กี๋ตียัยโบว์ได้นะ ถ้าเห็นว่ายัยโบว์ดื้อไม่เชื่อฟัง”





ภายในห้องนอนโทนสีฟ้าอ่อนๆ โบว์นอนคว่ำหน้าร้องไห้ตาบวมอยู่บนเตียง เพราะยังทำใจให้ยอมรับไม่ได้กับสิ่งที่กี๋พูดในทำนองทำร้ายจิตใจเธอ มีเสียงเคาะประตูเบาๆ เธอเอ่ยปากอนุญาตออกไปเพราะนึกว่าเป็นป้าพิมมาบังคับให้เธอทานข้าวทานยา

“ป้าพิมเอาออกไปเถอะค่ะ โบว์บอกแล้วไงค่ะว่า โบว์ยังไม่หิว”

เงียบไม่มีเสียงตอบใดๆ ออกมาจากปากป้าพิม ทำให้โบว์นึกเอ๊ะใจ เธอค่อยๆ หันหน้าไปมอง พอเห็นหน้าคนที่เข้ามาในห้อง เธอถึงกับลุกพรวดอ้าปากค้างเพราะคิดไม่ถึงว่าจะเป็นเขา

ส่วนชายหนุ่มผู้ที่เปิดประตูเข้ามา ก็จ้องมองใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาและดวงตาทั้งสองข้างก็บวมเป่งเพราะผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก ใจของเขากระตุกวูบโดยไม่ทราบสาเหตุ

“ออกไปนะ ใครอนุญาตให้คุณเข้ามาในห้องนี้?” โบว์พูดพร้อมกับปาหมอนใส่กี๋ทันที ด้วยอารมณ์โกรธและพาล แถมสรรพนามที่เรียกก็เปลี่ยนไปด้วย

“เมื่อกี้คุณโบว์เป็นคนบอกให้ผมเข้ามาได้นี่ครับ” กี๋เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่แฝงไปด้วยความเศร้าในหัวใจ

“ก็ฉันนึกว่าเป็นป้าพิมนี่นา ถ้ารู้ว่าเป็นคุณ จ้างให้ฉันก็ไม่ยอมให้คุณเข้ามาเหยียบในห้องนี้เด็ดขาด” โบว์กล่าวเสียงห้วน

“ถ้าไม่ให้เข้ามา จะได้เห็นภาพแบบนี้เหรอ”

“เห็นภาพแบบนี้ หมายความว่าไง?” โบว์จ้องกี๋ตาเขียว

“ก็หมายความว่า...เห็นภาพของผู้หญิงคนหนึ่งที่ใส่ชุดนอนสีชมพูนอนร้องไห้ขี้มูกโป่ง มองตรงไหนก็เซ็กซี่ไปซะหมดนะซี” กี๋แกล้งจ้องมองโบว์แล้วทำตาหวานเยิ้ม

“คนบ้า! คนลามก!” โบว์โวยวายหน้าแดงกล่ำ รีบคว้าผ้าห่มมาคลุมตัวไว้



กี๋หัวเราะเบาๆ ก่อนที่จะล้วงมือขวาเข้าไปในกระเป๋ากางเกงหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมา แล้วเดินไปทรุดนั่งบนเตียงอย่างถือวิสาสะ เขาจ้องมองใบหน้าของโบว์นิ่ง โบว์เขินเลยรีบเมินหลบ กี๋ใช้มือซ้ายเอื้อมไปจับคางโบว์ให้หันมา แล้วค่อยๆ เช็ดคราบน้ำตาที่ยังหลงเหลืออยู่ที่แก้มออกให้ โบว์มองการกระทำของกี๋ด้วยความซาบซึ้งและปลาบปลื้มในหัวใจเป็นที่สุด น้ำตาเจ้ากรรมเลยไหลออกมาอีก

“อ้าว! ขี้แยอีกแล้ว เลิกร้องไห้ได้แล้วคุณโบว์ ดูซิ! ตาบวมไปหมดแล้ว เดี๋ยวไม่สวยนะ”

“ไม่สวยก็ช่าง” โบว์พูดประชดออกไป

“ต้องสวยซิ ขืนไม่สวย เดี๋ยวไม่มีคนมารักนะ” กี๋พูดแล้วอมยิ้ม

“ไม่รักก็ช่าง”

“แต่ก็นั่นแหละ ถ้าคนมันจะรักซะอย่าง ต่อให้สวยหรือไม่สวย ก็คงต้องรักอยู่ดี” กี๋พูดเสียงหวาน ทำให้คนที่ฟังอยู่ใกล้ๆ หัวใจสั่นไหวไปหมด

หลังจากเช็ดคราบน้ำตาจากแก้มของโบว์เสร็จ กี๋ก็เอามือไปแตะหน้าผากของโบว์เบาๆ

“คุณโบว์ไม่สบายนี่ครับ ตัวร้อนเชียว เดี๋ยวคุณโบว์ทานข้าวก่อนดีกว่า จะได้ทานยา” กี๋เอ่ยด้วยน้ำเสียงแสดงความเป็นห่วง

“ไม่ต้องมายุ่ง ฉันไม่ได้เป็นอะไร?” โบว์พูดเสียงแข็ง เพราะไม่แน่ใจว่ากี๋จะมาไม้ไหน

“ไม่ยุ่งได้ไงล่ะครับ เกิดเป็นอะไรขึ้นมา พี่ชายคุณโบว์เล่นงานผมตายเลย”

“อ้อ! ที่เข้ามายุ่งวุ่นวายก็เพราะกลัวว่าจะถูกพี่ปั๊มเล่นงานนั่นเอง” โบว์หน้างอ ชี้นิ้วไปที่ประตูทันที “โน่นประตู คุณมาทางไหนก็กลับไปทางนั้นเลย”

“ใจร้ายจัง อะไรนิดอะไรหน่อยก็ไล่ เดี๋ยวก็ไปจริงๆ ซะเลยนี่” กี๋แกล้งพูดไปแบบนั้นเอง เพราะเขาตั้งใจแล้วว่า วันนี้เขาจะต้องง้อโบว์และทำตามความปรารถนาของหัวใจของเขาให้สำเร็จให้ได้

“ไปเลย แล้วไม่ต้องกลับมาอีกนะ” แต่โบว์กลับเข้าใจผิดคิดว่ากี๋พูดจริง เลยทำให้น้ำตาที่แห้งไปแล้ว เริ่มเอ่อออกมาอีกด้วยความน้อยใจ

“คุณโบว์ครับ” กี๋นึกอยากเขกหัวตัวเองเป็นกำลังที่ชอบพูดอะไรไม่คิด “ผมขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจที่จะพูดแบบนั้นออกมา ผมเพียงแต่พูดแหย่คุณโบว์เล่นเฉยๆ”

“คุณพูดเล่น แต่ฉันเจ็บจริงนะ” โบว์พูดเสียงสะอื้น น้ำตาก็ไหลออกมาดั่งทำนบพังเพราะสุดจะกลั้นเอาไว้ได้

กี๋ตกใจเมื่อเห็นโบว์ร้องไห้ปานจะขาดใจตรงหน้าเขา ทำให้เขาลืมตัว คว้าตัวโบว์เข้ามากอดไว้แน่นเพื่อเป็นการปลอบขวัญ

“คุณโบว์ ผมขอโทษ” กี๋เอ่ยเบาๆ ข้างหูโบว์

“พี่กี๋” โบว์เรียกกี๋เสียงเบาหวิว พร้อมกับอ้อมกอดของโบว์ก็กอดตอบกี๋แน่นไม่แพ้กัน



เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า...แต่อ้อมกอดของคนทั้งคู่ก็ยังไม่คลายจากกัน จนกระทั่ง...มีเสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้นมาเสียก่อน ทำให้ร่างสองร่างก็เลยต้องรีบผละออกจากกันเหมือนถูกไฟฟ้าซ๊อต

“ข้าวต้มกุ้งร้อนๆ มาแล้วค่ะคุณกี๋” ป้าพิมเอ่ยขึ้น พร้อมกับเดินถือถาดข้าวต้มกุ้งไปส่งให้กี๋ กี๋รับถาดมาถือด้วยอาการเก้อเขิน ป้าพิมมองหน้ากี๋ที มองหน้าโบว์ที นึกสงสัยกิริยาของคนทั้งคู่อยู่ครามครันแต่ไม่พูดออกมา

“ขอบคุณครับป้าพิม” กี๋กล่าวขอบคุณเบาๆ

“เอ่อ...ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ป้าขอตัวไปดูคุณรอนก่อนนะค่ะ”

“ฝากบอกน้องรอนด้วยนะค่ะป้าพิม ว่าเย็นๆ โบว์จะไปหาที่ห้อง”

“คุณโบว์พักผ่อนก่อนก็ได้ค่ะ ป้าบอกคุณรอนไปแล้วว่า คุณโบว์ไม่ค่อยสบาย” ป้าพิมพูดกับโบว์จบ ก็หันไปพูดกับกี๋ต่อ “คุณกี๋ค่ะ ยาแก้ไข้ของคุณโบว์วางอยู่บนโต๊ะแล้วนะค่ะ อย่าลืมให้คุณโบว์ทานล่ะ คุณโบว์จะได้หายเร็วๆ”

“ครับป้าพิม แต่ไม่รู้ว่า ผมจะทำให้คุณโบว์ยอมทานได้หรือเปล่า?”

“ป้ารู้ว่า คุณกี๋ทำได้อยู่แล้วค่ะ” ป้าพิมพูดจบก็หันไปยิ้มกับโบว์ก่อนก้าวออกไปจากห้อง ทำให้โบว์เขินหน้าแดงเป็นลูกตำลึงสุก

หลังจากป้าพิมออกไปแล้ว กี๋ก็เดินถือถาดไปวางบนโต๊ะเล็กๆ ข้างเตียง ชำเลืองมองดูโบว์นิดหนึ่ง สายตาสองคู่สบกันโดยบังเอิญ ต่างฝ่ายต่างรีบหลบตากันพัลวัน เพราะความเขินจากอ้อมกอดของกันและกันเมื่อครู่นี้

“เอ่อ...คุณโบว์ทานข้าวเสียหน่อยนะครับ แล้วจะได้ทานยานอนพักผ่อน” กี๋เอ่ยขึ้นเบาๆ ไม่กล้ามองหน้าโบว์อีก เลยเสมองไปที่ชามข้าวต้มกุ้งแทน

“จริงๆ แล้วโบว์ยังไม่หิวเลยนะเนี่ย แต่ทานก็ได้ค่ะ” โบว์หยุดเว้นวรรคนิดหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อไปว่า “ถ้าพี่กี๋จะเป็นคนป้อนโบว์”

“อะ...อะไรนะครับคุณโบว์” กี๋อุทานเสียงดัง พร้อมกับหันขวับมามองโบว์ทันที เลยทำให้หน้าของโบว์ที่แดงอยู่แล้ว แดงเพิ่มขึ้นไปอีกด้วยความเขิน

“ยังไม่แก่สักหน่อย หูตึงซะแล้วหรือนี่” โบว์หัวเราะเสียงดัง “โบว์บอกว่า ถ้าจะให้โบว์ทานข้าว พี่กี๋ต้องป้อนโบว์นะ”

“เอ่อ...แล้วทำไมคุณโบว์ไม่ทานเองล่ะครับ ผมว่าง่ายกว่ากันเยอะเลย”

“โบว์ไม่ชอบอะไรที่ได้มาง่ายๆ ค่ะ ถ้าพี่กี๋ไม่ป้อน โบว์ก็ไม่กิน” โบว์ยื่นไม้ตายออกมาใช้

“ตั้งแต่ผมเกิดมา ผมยังไม่เคยป้อนข้าวใครเลยนะครับคุณโบว์” กี๋พยายามหาเหตุผลมาใช้อ้าง

“ไม่เคยก็ต้องหัดซิพี่กี๋ หัดเอาไว้ก็ไม่เสียหายอะไรนี่ค่ะ” โบว์พูดแล้วยิ้มหวาน

“แต่ผมว่า...เอ่อ...”

“พี่กี๋รังเกียจโบว์เหรอค่ะ” โบว์เอ่ยเสียงเครือ เท่านั้นแหละกี๋ก็รีบรับปากทันที เพราะกลัวสาวสวยตรงหน้าร้องไห้อีก ‘นี่เขาเริ่มไม่ชอบน้ำตาของคุณโบว์ตั้งแต่เมื่อไรกันนะ’

“ก็ได้ครับคุณโบว์ แต่ถ้ามันหกเลอะเทอะ คุณโบว์อย่าโทษผมก็แล้วกัน” กี๋รีบออกตัวก่อน

“รับรองว่าโบว์ไม่โทษพี่กี๋หรอกค่ะ” โบว์พูดเสียงหวาน พร้อมกับพูดต่อในใจว่า ‘ถ้าไม่จำเป็น’

กี๋ค่อยๆ ใช้ช้อนตักข้าวต้มกุ้งฝีมือป้าพิม เข้าปากโบว์ช้าๆ แต่พอข้าวต้มสัมผัสปากโบว์เท่านั้น เสียงกรีดร้องของโบว์ก็ดังขึ้นมา

“อ๊ายยยย! พี่กี๋ ร้อนค่ะร้อน ปากโบว์พองไปหมดแล้วมังคะเนี่ย”

“คุณโบว์ ผมขอโทษ” กี๋ละล่ำละลักรีบกล่าวคำขอโทษออกมา “ก็ผมบอกคุณโบว์แล้วไง ว่าผมไม่เคยป้อนใครมาก่อน?”

“ก็โบว์ไม่คิดว่า พี่กี๋จะไม่เป่าก่อนป้อนนี่ค่ะ” โบว์เอ่ยเสียงอ่อยๆ

“ปากคุณโบว์เป็นไงบ้าง พองหรือเปล่า ไหนขอผมดูหน่อยซิ”

โบว์ยื่นหน้าไปให้กี๋ดูปากใกล้ๆ โดยไม่คิดอะไรแทนคำตอบ แต่สำหรับกี๋นี่ซิ เห็นโบว์ยื่นหน้าเข้ามาหาใกล้ๆ ใจของเขาแตกกระเจิงทันที ‘อย่านะไอ้กี๋ อย่าทำอะไรคุณโบว์นะ’ นี่คือความคิดของกี๋ แต่การกระทำมันตรงกันข้ามกับความคิดได้ไงก็ไม่รู้เหมือนกัน

กี๋วางช้อนลงในชามข้าวต้ม เอื้อมมือขวาไปรั้งคอโบว์ ริมฝีปากของกี๋กดลงไปบนริมฝีปากบางของโบว์อย่างหนักหน่วงแต่ทว่าแฝงความนุ่มนวลไปเต็มเปี่ยม โบว์ตกใจกับการกระทำอันจาบจ้วงของกี๋ในตอนแรก แต่ด้วยความรักที่เธอมีต่อเขา ทำให้เธอยอมให้กี๋จูบด้วยความเต็มใจ

กี๋เริ่มรู้สึกตัว ค่อยๆ ถอนริมฝีปากออก สายตาสองคู่สบประสานกัน ถึงแม้จะไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมา แต่ทั้งคู่ก็รับรู้ได้ว่า...ตอนนี้หัวใจทั้งสองดวง ได้หลอมละลายกลายเป็นหนึ่งเดียวกันเรียบร้อยแล้ว

 

โดย: takatan (แม่มดน้อยจอมเวิ้น ) 22 มกราคม 2553 0:37:06 น.  

 


ตอนที่ 7




ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! เสียงเคาะประตูดังขึ้นติดกันหลายครั้ง แต่ก็ไม่สามารถทำให้คนที่นั่งใจลอยอยู่บนเก้าอี้นวมได้ยิน คนเคาะประตูเลยเกิดอาการหงุดหงิดเปิดประตูเข้ามาเลยโดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของห้อง

“รอน ทำอะไรอยู่น่ะ พี่เคาะประตูตั้งหลายครั้งแล้ว ไม่ได้ยินเหรอ โอ๊ะ!” น้ำเสียงแสดงความไม่พอใจของโบว์หยุดลงทันที เมื่อมองเห็นใบหน้าของน้องชายถนัดตา ทำให้ขอบตาของโบว์ร้อนผ่าว นึกสงสารน้องชายเหลือเกิน ‘ดูเถอะ! ขนาดเคาะประตูเสียงดังลั่นบ้าน เปิดประตูเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้า รอนก็ยังไม่รู้สึกตัวเลย โธ่...รอน’

โบว์เดินไปสะกิดแขนน้องชาย พร้อมกับเรียกชื่อ นั่นแหละรอนถึงได้รู้สึกตัว

“พี่โบว์ สวัสดีครับ” รอนทักโบว์เสียงเรียบ พร้อมกับยกมือไหว้ไปตรงหน้า มาดเด็กหนุ่มขี้เล่นของรอนคนเดิมไม่หลงเหลือให้เห็นอีกเลยในสายตาของโบว์ โบว์เลยเอื้อมมือไปจับมือน้องชายที่พนมไหว้ตนไว้ แล้วบีบกระชับแน่นเป็นเชิงให้กำลังใจและปลอบขวัญไปในตัว

“สวัสดีเช่นกันจ๊ะรอน พี่คิดถึงรอนเหลือเกิน” โบว์พยายามระงับเสียงไม่ให้สั่นสุดฤทธิ์ เพราะกลัวว่ารอนจะคิดมาก

“รอนก็คิดถึงพี่โบว์เหมือนกันครับ เห็นป้าพิมบอกว่า พี่โบว์สบาย หายดีแล้วเหรอครับ?”

“พี่ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกจ๊ะ แค่ปวดหัวเท่านั้นเอง ตอนนี้ก็รู้สึกค่อยยังชั่วแล้วล่ะ” โบว์พูดออกมา แล้วก็ยิ้มพรายเมื่อนึกย้อนกลับไปถึงสิ่งที่ทำให้ตนหายจากอาการป่วยทางใจ

“ดีจังเลยนะครับ ผิดกับรอนที่ทำยังไงก็คงไม่มีโอกาสจะมองเห็นแล้วล่ะ นอกจากนอนรอความตายอย่างเดียว” รอนพูดปลงๆ ออกมาโดยไม่รู้ว่าทำให้คนฟังแทบน้ำตาร่วง

“อย่าพูดแบบนี้ซิรอน มันไม่ดีรู้ไหม? อีกไม่นานหมอที่พี่ปั๊มหามาก็ต้องรักษารอนจนหายได้เองแหละ หมอสมัยนี้เก่งจะตายไป รอนต้องเข้มแข็งเข้าไว้นะ” โบว์พยายามพูดให้กำลังใจน้องชาย เพราะอยากเห็นเขากลับมาเป็นรอนคนเดิม

“ไม่รู้ว่ามันจะมีวันนั้นรึเปล่านะครับ แต่ก็นั่นแหละ ถึงแม้ว่าตารอนจะหาย แต่ตรงนี้ของรอนก็คงไม่มีหมอคนไหนรักษาให้หายได้หรอก” ท้ายประโยคเสียงของรอนเบาหวิว เขายกมือทาบและลูบไล้ไปที่หัวใจข้างซ้ายของเขาเบาๆ

ภาพที่น้องชายทำตรงหน้าทำให้โบว์น้ำตาร่วงทันที เพราะตัวเองก็เพิ่งสัมผัสความเจ็บแบบนี้มาหยกๆ เหมือนกัน แต่ดีหน่อยตรงที่ตอนนี้ความเจ็บดังกล่าวมันได้จางหายไปแล้ว ถ้าไม่เช่นนั้นล่ะก้อ...ป่านนี้เธอจะเป็นอย่างไรบ้างก็ไม่รู้?

ระหว่างที่โบว์กำลังยกมือปาดน้ำตาออกจากร่องแก้ม เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ไม่ต้องรอให้เจ้าของห้องอนุญาตก่อน เสียงประตูก็เปิดออกมาพร้อมกับร่างสูงแข็งแรงของปั๊มก็ก้าวเข้ามาในห้อง

“อ้าว! โบว์ก็อยู่ที่นี่เหมือนกันเหรอ ไหนบอกว่าไม่สบาย ทำไมไม่นอนพักผ่อน” เสียงของปั๊มเอ่ยทักด้วยความแปลกใจ แต่ก็แฝงด้วยความเป็นห่วง

“โบว์ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกจ๊ะพี่ปั๊ม ป้าพิมน่ะเว่อร์ไปเองต่างหาก” โบว์โยนไปให้ป้าพิมรับไปซะงั้น แต่ถ้าปั๊มสังเกตุน้องสาวของเขาให้ละเอียดมากกว่านี้ เขาก็จะเห็นว่า กิริยาท่าทางของโบว์ที่พูดออกมานั้น มันส่อพิรุธออกมาจนเห็นได้ชัด

“ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว ช่วงนี้งานในไร่เยอะมาก โบว์จะได้ไปช่วยพี่ทำงานซักที”

“โอ๊ย!! พี่ปั๊มใจร้ายจัง โบว์เพิ่งเรียนจบมาแท้ๆ ขอโบว์พักให้หายเหนื่อยก่อนไม่ได้เหรอค่ะ?”

“พักให้หายเหนื่อยเนี่ย สงสัยว่าคงใช้เวลาประมาณสองสามเดือนเป็นอย่างน้อยใช่ไหมล่ะ” ปั๊มพูดอย่างรู้ทันความคิดของโบว์

“พี่ปั๊มเนี่ย รู้ทันโบว์อีกแล้ว” โบว์เดินไปกอดแขนปั๊มไว้แน่น พร้อมพูดออดอ้อนเสียงหวาน “นะค่ะพี่ปั๊ม พลีส!!!!!!!!!”

“แล้วนี่ก็อีกอย่างที่พี่รู้ทันว่า...ถ้าโบว์ทำเสียงออดอ้อนพี่แบบนี้ทีไร พี่ก็ต้องใจอ่อนตามใจโบว์ทุกที” ปั๊มพูดยิ้มๆ พร้อมกับเอามือจับศีรษะโบว์โยกไปมา

“เย้ๆๆ รอนจ๊ะ เป็นพยานให้พี่ด้วยนะ ว่าพี่ปั๊มอนุญาตให้พี่หยุดพักผ่อนได้สามเดือนโดยไม่ต้องทำงาน แถมยังได้รับเบี้ยเลี้ยงเหมือนเดิมอีกด้วย” โบว์กระโดดไปจับมือรอนพยานคนเดียวที่อยู่ในเหตุการณ์นี้ขึ้นมาบีบเบาๆ ด้วยความดีใจที่ประจบพี่ชายได้สำเร็จ

“ครับพี่โบว์ แต่พี่โบว์ต้องแบ่งตังค์ให้รอนใช้ด้วยนะ ไม่งั้นรอนจะไปอยู่ข้างพี่ปั๊มแทน” รอนพูดยิ้มๆ แม้จะรู้ว่าฝืนทำ แต่ปั๊มกับโบว์ก็อยากเห็นรอยยิ้มของรอนแบบนี้ตลอดไป

“แหมๆๆ เข้าข้างกันเป็นปี่เป็นขลุ่ยเชียวนะ นึกน้อยใจเหมือนกันนะเนี่ย ว่าเราถูกรุมอยู่คนเดียว“ ปั๊มพูดแล้วก็หัวเราะออกมา ทำให้โบว์กับรอนหัวเราะตามเขาทันที

ปั๊มเดินเข้าไปโอบร่างน้องสาวกับน้องชายไว้ในอ้อมกอดแน่น ‘ไม่ว่าในอนาคตพี่ต้องสูญเสียหรือต้องแลกกับอะไรก็ตาม ถ้าสิ่งนั้นทำให้โบว์กับรอนมีความสุข พี่ก็เต็มใจทำเพื่อน้องที่พี่รักมากที่สุด’

“เอ่อ...โบว์ ตัวโบว์ยังร้อนรุมๆ อยู่เลยนี่นา ไปพักผ่อนก่อนเถอะ เดี๋ยวพี่ขอคุยธุระส่วนตัวกับรอนแป๊บหนึ่งนะ”

“ก็ได้ค่ะพี่ปั๊ม รอนพี่ไปก่อนนะ เดี๋ยวพรุ่งนี้พี่เข้ามาคุยด้วยใหม่จ๊ะ” โบว์พูดจบก็ก้มลงหอมแก้มรอนหนึ่งที แล้วเดินออกจากห้องไปเงียบๆ ทั้งๆ ที่นึกสงสัยเป็นกำลังว่า ปั๊มกับรอนมีความลับอะไรที่ปิดบังเธออยู่กันแน่นะ...’ไม่รู้ว่าพี่กี๋จะรู้รึเปล่า? เดี๋ยววันหลังไว้หลอกถามพี่กี๋ดีกว่า’ โบว์ยิ้มเขินเมื่อนึกไปถึงคนที่เธอคิดจะหลอกถาม



เมื่อโบว์ออกไปจากห้องเรียบร้อยแล้ว ปั๊มก็เดินหน้าเครียดไปยืนกอดอกพิงกรอบหน้าต่างหันมาจ้องมองรอนไม่วางตา

“รอน...วันนี้พี่มีข่าวดีจะมาบอกรอนน่ะ อยากรู้ไหม?” ปั๊มพูดหยั่งเชิงออกไป

“ข่าวดี! สำหรับรอนยังมีข่าวดีให้อยากรู้อีกเหรอพี่ปั๊ม”

“มีซิ! รับรองได้ว่าเป็นข่าวดีที่เมื่อรอนรู้แล้วจะต้องดีใจเป็นที่สุด”

“จริงเหรอครับพี่ปั๊ม” ท่าทางหงอยๆ ของรอนเปลี่ยนเป็นกระตือรือร้นด้วยความอยากรู้ทันที “บอกเลยครับพี่ปั๊ม รอนอยากรู้ใจจะขาดแล้วว่าเป็นข่าวดีที่รอนกำลังคิดไว้อยู่หรือเปล่า?”

“ข่าวดีที่ว่าก็คือ...” ปั๊มเว้นวรรคนิดหนึ่งเพื่อสังเกตสีหน้ารอน แต่เห็นกิริยาท่าทางที่ตื่นเต้นของรอน เลยต้องรีบพูดต่อว่า “แฟนของรอนที่อยู่อังกฤษน่ะ ชื่อกรีนใช่ไหม?” รอนพยักหน้าตอบรับ ปั๊มรีบพูดต่อให้จบ “เธอบอกว่า เธอจะมาเมืองไทยเร็วๆ นี้ และจะขอมาพักที่บ้านไร่ของเราด้วย” ตอนท้ายปั๊มพูดด้วยน้ำเสียงกระด้าง แต่รอนคงไม่ได้ฟังเพราะกำลังดีใจที่กรีนจะมาหา

“จะ จริง เหรอครับพี่ปั๊ม” รอนอุทานออกมาด้วยความดีใจ “รอนคิดถึงกรีนเหลือเกิน”

ปั๊มมองอาการดีใจของรอนด้วยสายตาแข็งกร้าว ‘นี่รอนไม่นึกโกรธผู้หญิงคนนี้บ้างเลยหรือไงกันนะ ทั้งๆ ที่ผู้หญิงคนนี้เป็นต้นเหตุให้ตัวเองตาบอดแท้ๆ’

“พี่จะไปโกหกรอนทำไมล่ะ?”

“ก็นั่นน่ะซิ พี่ปั๊มจะมาโกหกรอนทำไมกันเนอะ” แต่เหมือนรอนจะนึกอะไรได้ ใบหน้าที่สดใสเมื่อครู่ก็แปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือด จนทำให้ปั๊มนึกแปลกใจเลยต้องเดินไปหารอนใกล้ๆ

“ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะรอน?”

“เอ่อ...ปะ เปล่าครับ คือรอน...รอน...” เสียงรอนขาดหายเข้าไปในลำคอ

“พูดออกมาเถอะรอน อย่าเก็บเอาไว้คนเดียว มีอะไรก็บอกพี่ได้ รอนก็รู้นี่นาว่าพี่ทำได้ทุกอย่างอยู่แล้วเพื่อรอน”

“รอนขอบคุณพี่ปั๊มมากครับ ถ้าทุกวันนี้ไม่มีพี่ปั๊ม ไม่มีพี่โบว์ รอนยังไม่รู้เลยว่ารอนจะอยู่ได้อย่างไร?” รอนพูดเสียงสั่น เพราะซึ้งในความรักของพี่ๆ ทั้งสองคนที่มอบให้เขาอย่างไม่ต้องการอะไรตอบแทน

“รอนเป็นน้องของพี่นี่นา ไม่ให้พี่ช่วยน้อง แล้วจะให้พี่ไปช่วยใครล่ะ จริงไหม?”

“จริงครับพี่ปั๊ม” รอนยิ้มรับ แล้วทำให้มีความกล้าที่จะพูดต่อ “คือรอน...เกรงว่าถ้ากรีนเขารู้ว่ารอนตาบอดเขาอาจจะ...อาจจะรังเกียจรอนได้”

“ไม่ต้องกลัวเรื่องนั้นหรอกรอน กรีนน่ะเขารู้แล้ว”

“ห๊า! ว่าอะไรนะครับ กะ...กรีนรู้แล้วเหรอครับ ถ้าเช่นนั้น กรีนก็คง...”

“รอนสบายใจได้ กรีนไม่ได้รังเกียจรอนหรอก เธอบอกว่า เธออยากมาอยู่ดูแลรอนที่นี่ อันนี้กรีนเอ่ยปากเองเลยนะ พี่ไม่ได้พูดขึ้นมาเอง” ปั๊มพูดปดออกไป

“กรีนคงสงสารรอนกระมังครับ” รอนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงน้อยใจ

“ที่พี่ได้คุยกับกรีน ก็ไม่เลยนี่รอน กรีนเต็มใจมาอยู่ที่นี่เอง เพื่อดูแลรอน จนกว่ารอนจะหายจากตาบอด”

“งั้นถ้ารอนตาหายบอดแล้ว กรีนก็จะกลับอังกฤษ ใช่ไหมครับ?”

“อันนี้พี่ก็ออกความเห็นไม่ได้นะรอน เพราะมันขึ้นอยู่ว่า รอนกับกรีนรักกันมากแค่ไหน? ถ้ารอนรักกรีนจริง และกรีนรักรอนจริง พี่ก็ยินดีต้อนรับกรีนเข้ามาเป็นสมาชิกในครอบครัวของเรา” ปั๊มพูดเพียงเพื่อเอาใจรอนเท่านั้น เพราะถ้าหากถึงวันนั้นจริงๆ รับรองได้เลยว่า จะไม่มีการแต่งงานเกิดขึ้นระหว่างรอนกับกรีนเด็ดขาด

“นั่นซินะพี่ปั๊ม มันขึ้นอยู่กับว่าเราสองคนรักกันมากแค่ไหน? คอยดูนะ! รอนจะทำให้กรีนรักรอนให้ได้” รอนพูดด้วยความมั่นอกมั่นใจ โดยไม่ทันคิดว่า...สิ่งที่เขาพูดออกมานั้น จะทำให้ปั๊มเข้าใจผิดกันไปใหญ่

‘แล้วในที่สุด ฉันก็รู้ความจริงจนได้ ว่าเธอหลอกลวงน้องชายของฉันจริงๆ เธอไม่เคยรักน้องชายของฉันเลย เธอทำให้น้องชายฉันผิดหวัง พิการ หมดอนาคต ไม่มีความสุข ...ผู้หญิงอย่างเธอ มันต้องเจอกับคนอย่างฉันเท่านั้น!!’









คืนนี้ฝนตกหนักมาตั้งแต่หัวค่ำ กรีนเลยขึ้นนอนเร็วกว่าทุกวัน เพราะว่าวันนี้เธอเหนื่อยมากที่ต้องเร่งเคลียร์งานที่บริษัทของบิดาเป็นวันสุดท้าย เพื่อเตรียมตัวแต่งงานในอีก 3 วันข้างหน้า และยังต้องเตรียมตัวไปฮันนีมูนที่ฝรั่งเศสอีกด้วย

ขณะที่กรีนกำลังนอนหลับใหลอยู่ในห้วงนิทราอันแสนหวาน เธอมีความรู้สึกว่าเหมือนมีคนมายืนอยู่ข้างเตียงที่เธอนอนอยู่ แต่ด้วยความง่วงงุนที่มีมาก เลยทำให้เธอคิดว่าภาพที่เธอเห็นนั้นเป็นเพียงความฝัน

แต่แล้ว...กรีนก็รู้จนได้ว่า ภาพที่เธอเห็นนั้นไม่ใช่ความฝัน เมื่อมีน้ำหนักของใครคนหนึ่งกดทับอยู่บนตัวเธอ ทำให้เธอหายใจแทบไม่ออก พยายามจะส่งเสียงร้องด้วยความตกใจ แต่ก็ช้าเกินไป...เพราะร่างที่อยู่บนตัวเธอนั้นเอามือซ้ายปิดปากเธอไว้ กรีนพยายามใช้มือทั้งสองข้างง้างมันออก ทั้งดิ้น ทั้งทุบ แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะมือนั้นแข็งแรงมากเหลือเกิน

‘ตายแล้ว!!! กรีนเอ๋ย นี่เราจะถูกข่มขืนเพราะไอ้โจรคนนี้จริงๆ เหรอเนี่ย คุณพ่อขา พี่มิวสิค ช่วยกรีนด้วย’ กรีนร่ำร้องอยู่ในใจเงียบๆ เมื่อตอนนี้เธอรู้แล้วว่า มือแข็งแรงที่ปิดปากเธอไว้เป็นมือของผู้ชาย แล้วนี่เธอจะช่วยเหลือตัวเองยังไงดี

พรึ่บ! ไฟหัวเตียงถูกเปิดขึ้นมาด้วยมือที่ว่างอีกข้างของผู้ชายที่ทับอยู่บนตัวเธอ พอแสงไฟสว่าง ทำให้มองเห็นใบหน้าของกันและกันชัดเจน ดวงตาสองคู่สบประสานกันนิ่ง

‘โห...โจรอะไรกันเนี่ย? หล่อมั๊กมาก หล่อขนาดนี้ทำไมถึงได้มาเป็นโจรข่มขืนได้นะ แค่ส่งยิ้มและสายตาหวานๆ ออกไป ขี้คร้านสาวแก่แม่หม้ายจะตามกันเป็นพรวน แต่...อึ้ยยยยย ทำไมมองเราแปลกๆ แบบนั้นล่ะ น่ากลัวชะมัดเลย’ กรีนนึกอยู่ในใจเมื่อได้เห็นใบหน้าของปั๊ม

‘ผู้หญิงคนนี้เป็นผู้หญิงที่สวยมาก สวยอย่างไม่มีที่ติ สวยกว่าในรูปซะอีก นี่ละมั๊ง...ถึงทำให้รอนหลงรักหัวปักหัวปำ ผู้หญิงสวยแต่รูป แต่จูบไม่หอมซะงั้น’ ปั๊มพิจารณาใบหน้าของกรีนท่ามกลางแสงไฟ ครั้งแรกที่เขาได้เห็นใบหน้าของกรีน ใจของเขาเต้นโครมครามไปหมด นึกอยากจรดปลายจมูกไปที่แก้มเนียนใสเพื่อพิสูจน์ว่าจะหอมสักขนาดไหน? แต่พอนึกได้ว่า เธอคือผู้หญิงที่ทำร้ายน้องชายของเขา สายตาหวานๆ ที่มองกรีนในตอนแรก ก็แปรเปลี่ยนไปทันที

“หยุดดิ้น หยุดทุบได้แล้ว เหนื่อยและเสียเวลาเปล่า อีกอย่างความอดทนของฉันก็มีน้อยด้วย ถ้าเธอเข้าใจ ฉันจะเอามือออกจากปากของเธอ” พอปั๊มพูดจบ กรีนก็พยักหน้าทันที

แต่พอปั๊มเอามือออกจากปากของกรีนเท่านั้น กรีนก็กรีดร้องออกมาเสียงดังเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ด้วยความตกใจเสียงร้องของกรีน ทำให้สิ่งที่ปั๊มเคยคิดไว้ในใจเสมอว่า จะไม่แตะต้องผู้หญิงสารเลวคนนี้แม้แต่ปลายก้อยก็อันตรธานหายไปจากความนึกคิดชั่วครู่ทันที



ปั๊มใช้ปากของเขาปิดเสียงร้องของกรีนได้ทัน ก่อนที่คนในบ้านหลังนี้จะตื่นขึ้นมาได้ยิน ริมฝีปากของเขาในตอนแรกกะว่าจะประกบปิดริมฝีปากกรีนไว้เฉยๆ เพื่อให้เธอส่งเสียงร้องไม่ได้ แต่ด้วยความหอมละมุนที่ได้รับจากปลายจมูกที่เขาเผลอสูดดมเข้าไป ทำให้ปั๊มลืมตัวเผลอจูบกรีนจริงๆ

ระหว่างที่ริมฝีปากของปั๊มกำลังควานหาความหวานจากริมฝีปากของกรีนอยู่นั้น กี๋ที่คอยแง้มประตูห้องนอนของกรีนอยู่เพื่อดูต้นทาง พอเขาได้ยินเสียงกรีนร้องออกมาในตอนแรก เขากะว่าจะรีบวิ่งเข้าไปช่วยปั๊ม แต่ภาพที่เขาเห็นตรงหน้าทำให้กี๋ต้องหันหลังกลับไปเป็นยามดูต้นทางต่อทันที

‘ไหนนายบอกว่า เกลียดผู้หญิงคนนี้หนักหนาไงล่ะ จะไม่เอาตัวเข้าไปเกลือกกลั้วเพราะกลัวความสกปรกจะติด แล้วงั้ยถึงได้ไปจูบเธอแบบไม่ลืมหูลืมตาเช่นนั้นล่ะ เห็นแล้วก็นึกอยากหัวเราะให้ฟันหักซะจริง เข้าข่าย...เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลซดน้ำแกงชัดๆ’

ปั๊มเริ่มรู้สึกตัว เขาค่อยๆ ถอนริมฝีปากออก แล้วหันมาใช้มือซ้ายปิดปากกรีนไว้แทน ผงกตัวขึ้นมาเล็กน้อยเพื่อมองดูกี๋ เห็นกี๋หันหลังให้เพื่อดูต้นทาง ก็ค่อยใจชื้นขึ้นมาหน่อย เพราะกลัวว่ากี๋จะมาเห็นเขาทำในสิ่งที่เขาบอกตลอดเวลาว่า..เกลียด ‘ดีนะ! ที่กี๋ไม่เห็น ไม่งั้นล่ะก้อ เสียฟอร์มกันหมดพอดี เฮ้อ!!’

ส่วนทางด้านกรีน หัวใจของเธอเต้นระรัวและสั่นไปหมด เพราะตกใจกับการถูกขโมยจูบโดยไม่รู้ตัวมาก่อน แถมยังเป็นจูบแรกที่เธอสูญเสียไปด้วย เลยนึกเสียใจเป็นอย่างมาก ‘รู้อย่างงี้ยอมให้พี่มิวสิคจูบเป็นคนแรกไปก่อนก็ดีหรอก ไม่น่ารอวันแต่งงานเลย แล้วดูซิ! ดันมาเสียท่าให้ไอ้โจรบ้ากามจูบซะได้ โธ่...จูบแรกของช้านนนน’

ปั๊มก้มมองใบหน้าของกรีนที่ตอนนี้แดงกล่ำไปหมด เขารู้ดีว่านี่เป็นจูบแรกของเธอ ให้นึกแปลกใจเป็นอย่างมากว่าทำไมเธอถึงไม่เคยถูกจูบมาก่อน ทั้งๆ ที่ก็กำลังจะแต่งงานอีกไม่กี่วันข้างหน้าแล้วนี่นา ‘เอ๊ะ! รึว่าเจ้าบ่าวของเธอมันจะเป็นเกย์ว่ะ’ ปั๊มได้แต่ตั้งคำถามอยู่ในใจ แต่พลันความคิดก็ไปนึกถึงน้องชายต่ออีก ‘รอนก็ไม่เคยจูบเธอเหรอเนี่ย?’

เท่านั้นแหละ พอปั๊มนึกถึงน้องชาย ความโกรธ ความแค้น ความอาฆาต ก็เข้ามาแทรกทันที ทำให้มือที่ปิดปากกรีนไว้กดแรงตามอารมณ์จนทำให้กรีนรู้สึกเจ็บจนน้ำตาคลอ มือขวาของเขาค่อยๆ เอื้อมไปด้านหลังเพื่อหยิบปืนที่เหน็บไว้ที่ขอบกางเกงมาถือไว้ในมือ

ปั๊มจ้องมองกรีนด้วยสายตาเย็นชา เขาค่อยๆ เอาปืนออกมาให้เธอเห็น พอกรีนเห็นปืนในมือของปั๊มเท่านั้น หน้าของเธอก็ซีดเผือดและดวงตาก็เบิกกว้างด้วยความตกใจ

“คราวนี้ ถ้าเธอแหกปากร้องอีก ฉันจะยัดลูกตะกั๋วเข้าไปในปากเธอแทน” ปั๊มขู่เสียงห้วน ทำให้กรีนต้องแอบลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความหวาดกลัว

“ฉันจะเอามือออกจากปากของเธอแล้วนะ แต่ถ้าเธอร้องอีก ฉันจะให้ลูกน้องฉันไปจัดการพ่อของเธอด้วย” ปั๊มขู่อีกครั้ง กรีนพยักหน้ารับรู้ ปั๊มจึงเอามือออกจากปากกรีน

“คุณเป็นใคร? ต้องการอะไร? ถึงได้ทำกับฉันแบบนี้” กรีนเอ่ยถามขึ้นทันทีเมื่อปากเป็นอิสระ

“ฉันเอามือออกจากปากเธอ ไม่ใช่พอปากเธอว่าง จะได้มาตั้งคำถามถามฉัน” ปั๊มพูดเสียงแข็ง เขาค่อยๆ เลื่อนตัวออกจากร่างกรีนที่เขานอนทับอยู่ตั้งแต่แรกเพื่อกันไม่ให้เธอดิ้นหรือต่อสู้ขัดขืน จากนั้นก็กระชากข้อมือเธอให้ลุกขึ้นมาเต็มแรง

“โอ๊ย! ดึงเบาๆ หน่อยซิ ฉันเจ็บนะ” กรีนอุทานเสียงดังเพราะเจ็บข้อมือที่ถูกปั๊มกระชาก

“หยุดพูด หยุดส่งเสียงดังได้แล้ว”

“ก็คนมันเจ็บนี่นา จะให้ทนไม่พูดได้ยังไง”

“ผู้หญิงอย่างเธอ รู้จักคำว่าเจ็บเป็นด้วยเหรอ?” ปั๊มพากรีนไปทรุดนั่งบนเก้าอี้นั่งเล่นตรงมุมห้อง

“ฉันเป็นคน มีชีวิต มีเลือดเนื้อ มีจิตใจ ทำไมถึงคิดว่าคนอย่างฉันเจ็บไม่เป็นล่ะ?” กรีนยังคงต่อปากต่อคำปั๊มไม่เลิก เพราะต้องการหาช่องทางในการหนี

“ไม่ต้องพูดมาก ฉันขี้เกียจตอบ แล้วก็ไม่ต้องพูดอะไรอีกแม้แต่คำเดียวนะ ไม่งั้นศพเธอไม่สวยแน่นอน” ปั๊มพูดจบพร้อมกับชูปืนประกอบคำพูดด้วย กรีนผวาเฮือกทันทีด้วยความกลัว

“กระดาษกับปากกาของเธออยู่ตรงไหน?” เงียบไม่มีเสียงตอบจากกรีน

“ฉันถามว่ากระดาษกับปากกาของเธออยู่ที่ไหน?” เงียบไม่มีเสียงตอบจากกรีนอีกเช่นเคย ปั๊มเริ่มหงุดหงิดมากขึ้น เพราะมีความรู้สึกว่า ผู้หญิงคนนี้ชอบลองดีกับเขา

“ฉันจะถามอีกครั้ง กระดาษกับปากกาของเธออยู่ที่ไหน?” ปั๊มพูดจบก็จ้องไปที่ชุดนอนของกรีนแทน

ตอนแรกกรีนคิดว่าจะลองดีกับเขาต่ออีกสักตั้ง แต่พอเห็นสายตาของเขาจ้องมองชุดนอนที่เบาบางของเธอเท่านั้น หน้ากรีนก็ร้อนผ่าวขึ้นมาทันที

“คนบ้า! คนไม่มีมรรยาท!” กรีนยกมือกอดอกทันทีเพื่อปกปิดสิ่งที่เขากำลังจ้องมองอยู่

“ก็แค่นั้นแหละ” ปั๊มหันมามองหน้ากรีนเหมือนเดิม “สรุปแล้วสิ่งที่ฉันอยากได้ มันอยู่ที่ไหน?”

“อยู่ในลิ้นชักโต๊ะข้างเตียง” กรีนรีบตอบโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดอีก

“งั้นก็ลุกขึ้นมา เดินไปเอาด้วยกัน” ปั๊มดึงมือกรีนให้ก้าวเดินไปหยิบกระดาษกับปากกาที่ลิ้นชักโต๊ะข้างเตียงด้วยกัน พอได้สิ่งที่ต้องการแล้วก็พากรีนมานั่งที่เก้าอี้ตัวเดิม แล้วก็หันไปบอกให้กี๋เปิดไฟในห้องให้

“เอ้า! เขียนตามที่ฉันบอก” ปั๊มสั่งให้กรีนลงมือเขียนจดหมายตามที่เขาบอก

“เขียนไปทำไม?” กรีนไม่ยอมลงมือเขียนตามที่ปั๊มบอก เพราะนึกสงสัยว่าเขาต้องการให้เธอเขียนจดหมายไปทำไม? ‘รึว่า เขาจะให้ฉันเขียนจดหมายลาตาย ไม่นะ...ฉันยังไม่ได้แต่งงาน ฉันยังไม่อยากตายยยยยย’

“ฉันบอกแล้วไงว่า...ห้ามถาม” ปั๊มตะคอกพร้อมขึงตาจ้องมองกรีน จนกรีนผวาไปทั้งตัว

“ขะ เขียนก็ได้” กรีนรับคำเบาๆ ด้วยความกลัว




หลังจากกรีนเขียนจดหมายตามคำพูดของปั๊มจบแล้ว กรีนก็นึกสงสัยข้อความที่อยู่ในจดหมายมากมาย เลยลืมตัวถามปั๊มออกไปเพราะความอยากรู้

“นี่มันจดหมายอะไรกันเนี่ย? เหมือนจดหมายหนีตาม............” กรีนพูดได้เท่านั้น ก็มีผ้าเช็ดหน้ามาปิดจมูกของเธอไว้ เพียงไม่นาน...สติของเธอก็ค่อยๆ เลือนหายไป

เมื่อปั๊มเห็นว่ากรีนหมดสติไปแล้วด้วยยาสลบ เขาก็เลยเอาผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นยัดลงไปไว้ในกระเป๋ากางเกง แล้วเอาปืนมาเหน็บไว้ที่ขอบกางเกงด้านหลังเหมือนเดิม จากนั้นก็อุ้มร่างบางที่หมดสติไปนอนไว้บนเตียงก่อน

“กี๋ เรียบร้อยแล้ว ไปเก็บเสื้อผ้าของเธอให้ฉันที เอาเท่าที่จำเป็นไปนะ” ปั๊มว่าพลางก็รูดแหวนหมั้นจากนิ้วนางของกรีนออกไป เขาเอาไปวางไว้บนกระดาษจดหมายที่เขาบังคับให้กรีนเขียนไว้เมื่อสักครู่นี้

เวลาผ่านไปไม่นาน...กี๋ก็เก็บเสื้อผ้าของกรีนลงกระเป๋าเดินทางเสร็จ เขาเดินไปปิดไฟและก็ถือกระเป๋าเดินทางนำออกไปก่อน ส่วนปั๊มค่อยๆ ช้อนร่างบางของกรีนกระชับไว้ในอ้อมแขน แล้วอุ้มตามกี๋ออกไปทันที

 

โดย: takatan (แม่มดน้อยจอมเวิ้น ) 25 มกราคม 2553 1:17:56 น.  

 


ตอนที่ 8





เวลาประมาณตี 3 กว่าๆ...รถยนต์คันหนึ่งแล่นด้วยความเร็วสูงมุ่งหน้าออกจากกรุงเทพฯ เพื่อไปให้ถึงจุดปลายหมายทางก่อนสว่าง กี๋จึงต้องใช้ความระมัดระวังในการขับรถเป็นพิเศษ เพราะเบาะด้านหลังมีหญิงสาวสวยคนหนึ่งนอนหนุนตักเจ้านายหนุ่มของเขาอยู่ด้วย

“นายครับ ถ้าง่วงนอนก็นอนไปเลยนะครับ ถึงกระท่อมลุงแก้วแล้วเดี๋ยวผมปลุกนายเอง”

“ไม่เป็นไรหรอกกี๋ ฉันยังไม่ง่วง” ปั๊มพูดพลางก้มมองใบหน้าของกรีนที่ตอนนี้กำลังนอนหลับสนิทด้วยฤทธิ์ของยาสลบ ความรู้สึกในใจของเขาตอนนี้สับสนไปหมด

ใจหนึ่งก็อยากลงโทษเธอให้สาสมกับความแค้น แต่อีกใจหนึ่งก็เริ่มรู้สึกสงสารและเวทนา ‘ไม่นะ...อย่าใจอ่อนเด็ดขาดนะไอ้ปั๊ม เธอเป็นผู้หญิงร้ายกาจ เธอทำให้น้องชายของแกตาบอดนะ แกทำแบบนี้ถูกต้องแล้วต่างหาก’

ปั๊มก้มพิศใบหน้าของกรีนไม่วางตา เวลารถแล่นผ่านเสาไฟฟ้าข้างทาง ทำให้แสงสว่างส่องเข้ามาในรถเป็นระยะๆ เขาจึงมองเห็นใบหน้าสวยคมของหญิงสาวที่นอนหนุนตักเขาอยู่ตลอดเวลา ‘เธอสวยถูกใจฉันจริงๆ นี่ถ้าเธอไม่เป็นคนทำร้ายรอนล่ะก้อ ฉันอาจจะอยากได้เธอมาไว้เป็นของฉันก็ได้’ ปั๊มไม่ได้แค่คิดในใจเท่านั้น แต่มือของเขายังเอื้อมไปปัดปอยผมบนหน้าของกรีนออก และลูบไล้ใบหน้าของกรีนเล่นไปมาเบาๆ อีกด้วย

“กี๋ ถ้าถึงแล้ว กี๋กลับไปที่ไร่เลยนะ เดี๋ยวทางนี้ฉันอยู่จัดการผู้หญิงคนนี้คนเดียวล่ะกัน” ปั๊มเอ่ยขึ้นโดยที่ยังไม่ละสายตาออกจากใบหน้าของกรีน

“ได้ครับนาย” กี๋นึกแปลกใจปั๊มเป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่กล้าถาม นอกจากเอ่ยรับคำเบาๆ เท่านั้น ‘ไหนตอนแรกบอกเราว่าจะให้อยู่จัดการด้วยกัน แล้วทำไมตอนนี้เปลี่ยนใจซะแล้วล่ะ เอ๊ะ! รึว่า...’ กี๋เริ่มยิ้มออกมา เพราะเขาพอรู้เหตุผลแล้วว่าเป็นเพราะอะไร? เมื่อเขาแอบมองปั๊มทางกระจกหลัง ‘ก็เล่นจ้องหน้าเธอไม่วางตาแบบนั้น สงสัยติดใจรสจูบ’

“ถ้าใครถามถึงฉัน บอกว่าฉันยังทำธุระต่อที่กรุงเทพฯ ล่ะกัน”

“ครับนาย เอ่อ...แต่ว่า นายจะให้ผมมารับนายวันไหนครับ?”

“ยังไม่รู้เหมือนกันเลยกี๋” ปั๊มเงยหน้ามามองกี๋ “ดูท่าทางเธอจะเป็นคนไม่ค่อยยอมคนเท่าไร? แต่พยศแบบนี้ก็ดีฉันชอบปราบ เอ่อ..เอาเป็นว่า...ถ้าเธอยอมไปดูแลรอนดีๆ แล้วฉันจะโทรไปบอกกี๋ให้มารับล่ะกัน”

“ครับนาย” กี๋เอ่ยรับคำเบาๆ ‘สงสัยจะเป็นเอามาก มีการชอบปราบคนพยศด้วย งานนี้อยากรู้จัง...ระหว่างคนปราบกับคนถูกปราบใครจะชนะใครจะแพ้?’

“ที่กระท่อมกี๋จัดการเตรียมทุกอย่างไว้แล้วใช่ไหม?”

“เรียบร้อยแล้วครับนาย ผมตุนอาหารแห้งไว้เพียบ นายสามารถอยู่ได้เป็นอาทิตย์เลย” กี๋พูดเป็นนัยนิดๆ พร้อมกับแอบลอบยิ้มออกมา

“ขอบใจนะกี๋ แต่คงอยู่ไม่นานขนาดนั้นหรอก เอ่อ...ฉันขอนอนพักดีกว่า เพราะวันนี้ฉันอาจจะต้องใช้แรงเยอะในการปราบคน”

ปั๊มพูดจบก็ก้มมองหน้ากรีนอีกครั้ง เขานึกอยากเอื้อมมือไปกุมมือของกรีนเอามาไว้ในอุ้งมือของเขา แต่ก็เพียงได้แต่คิดเท่านั้น เพราะเขาไม่กล้าทำต่อหน้ากี๋ให้ประเจิดประเจ้อ เขาละสายตาจากใบหน้าของกรีน แล้วหงายศีรษะตัวเองพิงพนักแล้วหลับตา










เช้าวันใหม่...ขณะที่กฤษณะกำลังนั่งรับประทานของเช้าอยู่ที่โต๊ะอาหาร เสียงป้าอ้อยก็ดังขึ้นมา

“คุณท่านคะ ดิฉันไปเคาะประตูห้องปลุกคุณกรีนแล้วค่ะ แต่ว่าไม่มีเสียงตอบรับ สงสัยว่าจะยังไม่ตื่นกระมังค่ะ”

“สงสัยยัยกรีนคงจะเหนื่อยมากนะอ้อย เร่งเคลียร์งานหามรุ่งหามค่ำขนาดนั้น บอกว่าไม่ต้องทำก็ไม่เชื่อ งั้นก็ปล่อยให้นอนต่อไปล่ะกัน อีกไม่กี่วันก็ต้องเหนื่อยอีกแล้ว” กฤษณะบ่นถึงความดื้อรั้นของลูกสาวออกมาให้ป้าอ้อยฟังยิ้มๆ

ขณะนั้นเอง...ก็มีเด็กรับใช้คนหนึ่งเดินเข้ามาในห้องอาหาร เข้ามากระซิบบอกป้าอ้อยเบาๆ ข้างหู

“เอ่อ...คุณท่านคะ คุณผู้หญิงกับคุณกู๊ดมาค่ะ” ป้าอ้อยเป็นคนเอ่ยปากบอกให้กฤษณะรับรู้เสียเอง

“อ้าวเหรอ! ฉันดีใจแทนยัยกรีนมากเลยนะเนี่ย ที่แม่กับพี่สาวมาร่วมแสดงความยินดีด้วย” กฤษณะยิ้มออกมา “แล้วตอนนี้เขาสองคนอยู่ที่ไหนกันล่ะ?”

“อยู่ในห้องรับแขกค่ะ”

“เอ่อ...งั้นฉันอิ่มดีกว่า จะไปดูซิ ยัยกู๊ดโตขนาดไหนแล้ว ไม่ได้เจอกันนาน คิดถึงน่ะ” กฤษณะว่าพลางลุกจากเก้าอี้เดินเข้าไปในห้องรับแขกทันที

เมื่อมาถึงห้องรับแขก ภาพที่กฤษณะเห็นก็คือ... ’อังคณา’ ภรรยาเก่าของเขายังคงความสวยและทันสมัยไม่เคยเปลี่ยน ส่วนหญิงสาวอีกคนในห้อง แว่บแรกที่เห็นก็รู้เลยว่า ความสวยของกู๊ดก็คือความสวยของกรีนนั่นเอง


“สวัสดีคุณอัง ยัยกู๊ด” เสียงกฤษณะเอ่ยทักออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นระคนดีใจ ทำให้อังคณากับกู๊ดหันไปตามเสียงเรียกพร้อมกัน

“สวัสดีเช่นกันค่ะคุณกฤษณะ ไม่เจอกันนานคุณไม่เปลี่ยนไปเท่าไรเลยนะค่ะ” อังคณาเอ่ยทักตอบกฤษณะเบาๆ แต่กู๊ดยกมือไหว้ผู้เป็นบิดาอย่างเสียไม่ได้เท่านั้นเอง

“คุณก็เหมือนกันนะ เมื่อก่อนสวยยังไง ตอนนี้ก็ยังสวยแบบนั้นไม่เคยเปลี่ยน” กฤษณะเอ่ยปากชมภรรยาเก่าออกไป ทำให้อังคณายิ้มหน้าบาน เขาหันไปยิ้มให้กู๊ด แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่นว่า

‘ยัยกู๊ดเป็นไงบ้างลูก เดินทางมาเหนื่อยมากไหม?”

กู๊ดนิ่งไม่ยอมตอบที่บิดาถาม นอกจากเอาแต่จ้องหน้ากฤษณะด้วยดวงตาวาวโรจน์ ซึ่งกฤษณะเห็นแล้วก็เย็นยะเยือกในหัวใจทันที ‘เขาปล่อยเวลาให้ผ่านนานไปเหรอเปล่านะ ที่ไม่พยายามอธิบายให้กู๊ดเข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต’

“คุณค่ะ แล้วนี่ยัยกรีนไปไหนเหรอค่ะ? เงียบเชียว” อังคณาเห็นท่าไม่ดี เลยรีบเปลี่ยนเรื่องถามถึงลูกสาวอีกคนทันที

“กำลังให้อ้อยขึ้นไปตามน่ะ สงสัยเมื่อวานทำงานหนักเกินไป ผมเลยปล่อยให้นอนพักมากๆ เดี๋ยวพอถึงวันงานจะไม่สบายเสียก่อน”

และก่อนที่จะมีใครพูดอะไรต่อ เสียงป้าอ้อยก็กรีดร้องออกมาจากในห้องนอนของกรีนเสียก่อน ทุกคนจึงรีบวิ่งขึ้นไปข้างบนทันทีด้วยความตกใจและอยากรู้

กฤษณะไปถึงก่อนคนแรก ตามติดมาด้วยอังคณาและกู๊ด เมื่อเขาเปิดประตูเข้าไปในห้องของกรีน ภาพที่เห็นก็คือ ป้าอ้อยทรุดนั่งอยู่บนเก้าอี้ในมือถือกระดาษแผ่นหนึ่งด้วยมือสั่นระริก อีกมือหนึ่งยกทาบอก พร้อมกับเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นและน้ำตาที่ไหลออกมาเป็นทางไม่ขาดสาย

“มีอะไรเกิดขึ้นหรืออ้อย?” กฤษณะพูดพลางหันไปมองรอบๆ ห้อง “แล้วนี่ยัยกรีนไปไหน ไม่ได้อยู่ในห้องหรอกหรือ?”

“คุณกรีนไปแล้วค่ะ” ป้าอ้อยเอ่ยทั้งน้ำตา

“ไปไหนอ้อย?” อังคณาถามต่อทันทีเมื่อป้าอ้อยพูดจบ

“คุณท่านกับคุณผู้หญิงอ่านจดหมายฉบับนี้ดูก่อนซิค่ะ” ป้าอ้อยว่าพลางยื่นจดหมายให้

กฤษณะรีบคว้าจดหมายจากมือป้าอ้อยมาอ่านอย่างรวดเร็ว พอเขาอ่านจบ หน้าของเขาก็ซีดเผือด นัยน์ตาเบิกค้าง แล้วก็เอามือกุมหัวใจ ทรุดลงไปนอนกับพื้นห้องทันที










กรีนค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา แล้วหันไปมองรอบๆ ห้องอย่างงุนงง นึกแปลกใจว่าเธอมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? และที่นี่มันคือที่ไหน? แต่พอนึกไปถึงเหตุการณ์เมื่อคืนออก เธอจึงเกิดความหวาดกลัว รีบวิ่งไปเปิดประตูห้องทันที แต่ประตูดันถูกล็อคไว้จากข้างนอกทำให้เปิดออกไปไม่ได้

“ช่วยด้วย ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยฉันที” กรีนตะโกนร้องให้คนช่วยสุดเสียง และพยายามใช้มือทุบประตูจนมือเจ็บระบมไปหมด

แต่ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงประตูข้างนอกเปิดเข้ามาพร้อมร่างแข็งแรงของบุรุษคนหนึ่ง ที่กรีนเห็นก็จำได้ทันทีว่า เขาคือคนที่อยู่ในห้องของเธอเมื่อคืนนี้

“จะตะโกนทำไม? ถึงเธอจะตะโกนให้คอแตกตาย ก็ไม่มีใครได้ยินหรอกนะ?” ปั๊มตะคอกเสียงเขียว และมองกรีนด้วยดวงตาแข็งกร้าว ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว เขาไม่อยากทำแบบนี้สักเท่าไร แต่เพื่อน้องชายที่เขารัก เขาจำต้องละทิ้งความรู้สึกส่วนตัวออกไปก่อน

ปั๊มเดินย่างสามขุมเข้ามาในห้องและตรงดิ่งเข้ามาหากรีน ทำให้กรีนจำต้องถอยหนีด้วยความกลัวว่าเขาจะทำร้ายไปจนหลังของเธอชนกับฝาผนังห้อง

“คะ คุณเป็นใคร? แล้วพาฉันมาที่นี่ทำไม? รึว่าต้องการเรียกค่าไถ่” เสียงของกรีนสั่นพร่าไปหมดขณะที่ถามออกไป

“ฉันมีเงินมากพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องเอาตัวเธอมาเรียกค่าไถ่หรอก” ปั๊มมองกรีนตาขวาง

“ถ้าไม่เรียกค่าไถ่ งั้นก็หมายความว่า คุณ...คุณจะข่มขืนฉันเหรอ?” กรีนหน้าซีดเผือด เมื่อนึกได้ว่าเขาอาจเป็นโจรฆ่าข่มขืน

“ข่มขืนเธอหรือ? คนอย่างฉันไม่สิ้นคิดทำแบบนั้นหรอกน่า” ปั๊มเดินเอามือทั้งสองข้างมายันฝาผนังห้องไว้ โดยมีกรีนยืนอยู่ตรงกลาง ซึ่งการกระทำแบบนี้ของปั๊ม ทำให้ใบหน้าของคนทั้งคู่ห่างกันไม่ถึงคืบ

“ถ้าไม่ข่มขืน แล้วคุณมีเหตุผลอะไรไม่ทราบ ถึงต้องพาฉันมาที่นี่” กรีนรู้ว่าตัวเองเริ่มจนตรอก เลยถามออกไปเสียงเข้มเพื่อกลบเกลื่อนความกลัว

“นี่คนสวย ฉันจะพาเธอมาที่นี่ด้วยเหตุผลอะไร? ฉันไม่จำเป็นต้องตอบเธอ ขอให้เธอแค่รับรู้ว่า ถ้าเธอคิดหนี เธอจะได้รับโทษจากฉันอย่างสาสม” ปั๊มพูดจบก็ยิ้นหยันออกมา ทำให้กรีนนึกอยากตบใบหน้าหล่อๆ ของคนตรงหน้าเป็นกำลัง

“ตอนนี้ก็สายมากแล้ว ฉันหิวข้าว เธอไปหุงข้าวทำกับข้าวให้ฉันกินหน่อยซิ” ปั๊มเปลี่ยนเรื่องทันทีจนกรีนตามแทบไม่ทัน

“หิวก็ไปทำกินเองซิ ฉันไม่ใช่คนรับใช้คุณนะ ที่คุณจะมาชี้นิ้วสั่งได้” กรีนปฏิเสธเสียงห้วน

“เมื่อก่อนอาจไม่ใช่ แต่ตอนนี้เธอเป็นคนรับใช้ฉันแล้ว ฉันสั่งให้เธอทำอะไรเธอก็ต้องตามใจฉันเท่านั้น เข้าใจไหม?” ปั๊มตวาดกลับมาจนทำให้กรีนสะดุ้งโหยง

“ฉัน...ฉันหุงข้าวทำกับข้าวเป็นซะเมื่อไรล่ะ” กรีนแกล้งพูดออกไปเพราะไม่อยากทำ

“ไม่เคยทำ ก็ต้องลองทำดู ถ้าทำแล้วกินไม่ได้ เธอก็ต้องทำใหม่จนกว่าฉันจะกินได้”

“แบบนี้ฉันก็เหนื่อยตายนะซิ ถ้าฉันเกิดทำอร่อยขึ้นมา แต่คุณจะแกล้งฉัน บอกว่าฉันทำไม่อร่อยล่ะ” กรีนเถียงออกมาอย่างลืมตัว

“ไม่ต้องกลัวหรอกว่าคนอย่างฉันจะคิดกลั่นแกล้งเธอ มันไม่เคยอยู่ในสมองของฉันอยู่แล้ว เธอสบายใจได้”

“แล้วถ้าฉันไม่ยอมทำตามที่คุณสั่งล่ะ” กรีนยังหาข้ออ้างต่อไปเรื่อยๆ

“เธอก็จะโดนแบบนี้ไง”



ปั๊มพูดจบก็คว้าตัวกรีนมาไว้ในอ้อมแขน พร้อมกับริมฝีปากของเขาก็บดขยี้ริมฝีปากนุ่มของกรีนจนระบมไปหมด กรีนดิ้นต่อต้านเต็มแรง ทั้งหยิก ทั้งข่วน จนทำให้ปั๊มรู้สึกตัวค่อยๆ ถอนริมฝีปากออกมาด้วยความเสียดาย แต่เมื่อเขาคลายอ้อมแขนออกเท่านั้น สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

ฉาด!!!!!!!!!!

เมื่อกรีนเป็นอิสระ เธอจึงลืมตัวตบหน้าปั๊มไปฉาดใหญ่ พร้อมชี้หน้าด่าเขาเสียงดังลั่น “คุณเป็นคนที่เห็นแก่ตัวที่สุด เอาเปรียบผู้......”

กรีนพูดได้เท่านั้น ริมฝีปากของเธอก็ถูกปิดอีกครั้งด้วยริมฝีปากของปั๊ม คราวนี้มันรุนแรงกว่าเดิมหลายสิบเท่า แถมอ้อมกอดที่กอดเธอไว้ก็รัดแน่นจนเธอหายใจแทบไม่ออก

เวลาผ่านไปเนิ่นนานมากในความคิดของกรีน ความรุนแรงนั้นก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความนุ่มนวลแทน จนทำให้ร่างของเธออ่อนระทวยแทบทรุดลงไปกองกับพื้น ถ้าไม่มีอ้อมกอดของปั๊มกอดรัดร่างเธอเอาไว้เสียก่อน

เมื่อทำโทษกรีนจนเป็นที่พอใจแล้ว ปั๊มก็ถอนริมฝีปากออก แล้วก็ผลักร่างกรีนออกไปกระแทกฝาพนังห้องเต็มแรง

“โอ๊ย! เจ็บนะ” กรีนร้องออกมาเพราะความเจ็บ เธอเงื้อมือขึ้นอีกครั้ง แต่ก็ช้าไปกว่าปั๊ม เพราะเขาเอื้อมมือมาจับข้อมือของเธอได้ทันเสียก่อน

“ฉันเผลอให้เธอตบไปครั้งหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าฉันจะยอมให้เธอตบอีก จำไว้นะ...ถ้าเธอตบฉันอีกครั้ง คราวนี้ฉันจะไม่แค่จูบเธอ แต่ฉันจะทำอย่างอื่นกับเธอด้วย ไม่เชื่อก็ลองดู” ปั๊มพูดขู่ออกไปเสียงกระด้าง พร้อมกับปล่อยมือกรีนให้เป็นอิสระเป็นการท้าทาย

กรีนจ้องมองใบหน้าของปั๊มเขม็งเพื่อตัดสินใจว่าจะตบดีหรือไม่ตบดี ซึ่งตอนนี้แก้มซีกซ้ายของเขาเกิดผื่นแดงเป็นรอยนิ้วมือของเธอจนเห็นได้ชัด เธอลอบกลืนน้ำลายลงคอ แล้วตัดสินใจลดมือลง

“ห้องครัวอยู่ตรงไหน? นำทางไปซิ หิวมากไม่ใช่หรือ?” กรีนเปลี่ยนเรื่องพูดก่อนที่จะก้าวหลบตัวปั๊มเดินนำหน้าออกไปที่ประตู

ปั๊มมองตามแผ่นหลังของหญิงสาวไปเงียบๆ พลางยกมือลูบแก้มที่ถูกตบไปมาเบาๆ พร้อมกับฉีกยิ้มกว้างออกมาโดยไม่รู้ตัว ‘ผู้หญิงบ้าอะไร? มือหนักชะมัด’

 

โดย: takatan (แม่มดน้อยจอมเวิ้น ) 29 มกราคม 2553 17:09:35 น.  

 


ตอนที่ 9




หลังจากไปส่งปั๊มที่กระท่อมของลุงแก้วแล้ว กี๋ก็ขับรถเข้ามาจอดในบริเวณบ้านไร่พฤกษ์พนา เขาเดินลัดเลาะไปที่สระบัวที่อยู่ด้านหลังของเรือนหลังใหญ่ที่ปั๊มเป็นเจ้าของเงียบๆ

กี๋เดินมาทรุดนั่งพิงต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ริมสระบัว สายตาทอดมองออกไปดูดอกบัวที่กำลังบานสะพรั่งรับแสงแดดยามเช้า แมลงปอบินวนไปมาอย่างเริงร่า.....

“จ๊ะเอ๋ ทายซิใครเอ่ย?” โบว์เดินอ้อมเข้ามาทางด้านหลังกี๋ แล้วแกล้งเอามือปิดตากี๋ไว้

“คุณโบว์” กี๋เรียกชื่อโบว์เบาๆ พร้อมๆ กับดึงมือทั้งสองข้างของโบว์มาไว้ในอุ้งมือของเขา ก่อนที่จะดึงร่างโบว์ให้มาทรุดนั่งพิงต้นไม้ด้วยกัน

“ทำไมพี่กี๋มานั่งอยู่ตรงนี้คนเดียวล่ะค่ะ แล้วพี่ปั๊มไม่ได้กลับมาด้วยกันเหรอ?”

“นายยังต้องทำธุระต่อที่กรุงเทพฯ น่ะครับคุณโบว์ นายให้ผมกลับมาเคลียร์งานทางนี้ก่อน” กี๋พูดตามคำสั่งที่ปั๊มสั่งไว้ก่อนที่จะแยกจากกันมา

“งั้นเหรอค่ะ” โบว์ค่อยๆ แบมือขวาออกมาตรงหน้ากี๋

“อะไรหรือครับคุณโบว์” กี๋ก้มมองมือของโบว์ที่แบไว้ตรงหน้าเขา แล้วก็ทำหน้างง

“พี่กี๋อ่ะ ทำมาเป็นลืม ก็ของฝากไงค่ะ” โบว์ทำเสียงงอน

“โอ๊ะ! คุณโบว์ ผะ ผมขอโทษครับ คือว่า...” กี๋พูดอึกอักออกไปเพราะคิดข้อแก้ตัวไม่ทัน

“คือว่าอะไรพี่กี๋...พูดมาดีๆ นะ ไม่งั้นไม่ต้องมาพูดกันอีกเลย”

“เอ่อ...คือว่า...ตอนอยู่กรุงเทพฯ ผมกับนายทำธุระกันยุ่งมาก แล้วจู่ๆ นายก็ไล่ผมกลับมาเคลียร์งานที่ไร่ต่อ ผมก็เลยรีบกลับมาโดยไม่ได้แวะที่ไหนเลยครับ” กี๋ลอบกลืนน้ำลายเพราะกลัวโบว์ไม่เชื่อในสิ่งที่เขากล่าวคำโกหกออกไป

“จริงอ่ะ ไม่ได้แวะที่ไหนเลยเหรอ?” โบว์จ้องหน้ากี๋เพื่อค้นหาความจริง

“จริงซิครับคุณโบว์ ผมรีบขับรถกลับมาแทบตาย เพราะคิดถึงคนที่อยู่ทางนี้ เนี่ย...ยังไม่ได้นอนเลย ง่วงมั๊กมาก” กี๋ทำเสียงอ้อนและมองโบว์ตาหวานซึ้ง

“ไม่ต้องมาทำปากหวานเลย โบว์ไม่เชื่อหรอก ผู้ชายเจ้าชู้ทุกคน”

“รับรองว่าคนๆ นั้นไม่ใช่ผมแน่นอนครับคุณโบว์” กี๋พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“ง่วงนอนมาก แล้วทำไมถึงไม่ไปนอนล่ะพี่กี๋” โบว์เปลี่ยนเรื่องทันทีเพราะความเขิน

“ไม่อยากกลับไปนอนที่บ้าน อยากนอนที่นี่มากกว่า”

“พี่กี๋จะนอนที่นี่เหรอค่ะ งั้นไปนอนที่ห้องรับรองแขกก็ได้ เดี๋ยวโบว์บอกให้ป้าพิมเปิดห้องให้นะค่ะ” โบว์ดันเข้าใจที่กี๋พูดไปอีกทางหนึ่ง

“ไม่ได้หมายความว่าจะนอนที่บ้านคุณโบว์ ผมหมายถึงนอนที่นี่ ตรงนี้” กี๋ทำมือชี้ลงบนพื้นหญ้าประกอบคำพูด

“นอนที่นี่ ตรงนี้เหรอค่ะ จะนอนไปได้อย่างไร ไม่มีหมอน ไม่มีผ้าห่มสักหน่อย ไปนอนที่บ้านดีกว่า นอนที่นี่เดี๋ยวยุงกัด” โบว์บอกด้วยความเป็นห่วง

“ก็นอนหนุนตักคุณโบว์ไงครับ ไม่ต้องมีผ้าห่มเพราะอยู่ใกล้คุณโบว์ก็อบอุ่นดีแล้ว ยุงก็ไม่กัดด้วย เพราะคุณโบว์จะนั่งเฝ้าผมไว้”

“สำนวนลิเกจังเลยพี่กี๋ ไปจำจากไหนมาค่ะ” โบว์หัวเราะออกมาเบาๆ

“ความรักไงครับ ทำให้คนเราพูดแบบนี้ได้” กี๋มองโบว์ตาหวานฉ่ำ จนโบว์เขินต้องหลบตาไม่ยอมมองตอบ

กี๋ค่อยๆ เลื่อนตัวลงนอนเหยียดยาว โดยเอาศีรษะมาหนุนตักของโบว์ไว้ แล้วหลับตา

“ดูเถอะ! นอนลงไปได้” โบว์บ่นยิ้มๆ

โบว์ก้มมามองหน้าคนนอนหลับบนตัก ผมของเขายุ่งลงมาปกหน้าเล็กน้อย เปลือกตาที่ปิดสนิทบังดวงตาคมเข้มที่มักฉายแววอบอุ่นอยู่เสมอเสียสนิท ‘เอ! หน้าตาพี่กี๋ก็น่ามอง ดูอ่อนโยน ริมฝีปากก็....’ โบว์ค่อยๆ เอื้อมมืออย่างเผลอๆ หวังจะไปแตะริมฝีปากของกี๋เพื่อ....

“แอบมองแบบนี้ ระวังน๊า...จะโดนทำโทษ” เสียงของคนนอนหลับพูดออกมา ทำให้คนแอบมองสะดุ้งและหดมือกลับแทบไม่ทัน




กี๋และโบว์ไม่รู้ตัวเลยว่า...ห่างออกไปจากสระบัวเพียงเล็กน้อย ภาพของคนทั้งคู่อยู่ในสายตาของคนๆ หนึ่งที่ฉายแววความอิจฉาริษยาไว้เต็มเปี่ยม ‘สงสัยว่า ฉันต้องรีบลงมือเสียแล้วซิ ไม่งั้นจะชวดกันหมด’









ปั๊มเดินนำหน้ากรีนเข้ามาในห้องครัวเล็กๆ ที่สร้างยื่นออกไปจากตัวบ้านเล็กน้อย ภายในครัว..ไม่มีตู้เย็น มีเพียงตู้กับข้าวกับตู้เล็กๆ ตู้หนึ่งที่ชั้นบนไว้เก็บอาหารแห้ง ส่วนชั้นล่างเก็บอุปกรณ์ทำครัว มีเตาถ่านตั้งอยู่ตรงมุมห้องข้างหน้าต่าง มีโอ่งน้ำพร้อมฝาปิดมิดชิดตั้งอยู่ใกล้โต๊ะเล็กๆ สำหรับใช้เตรียมอาหาร

“ที่นี่ไม่มีน้ำประปาและไฟฟ้าใช้หรอกนะ” ปั๊มพูดขึ้นลอยๆ

“ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่นา ไม่มีก็ไม่มี” กรีนก็เอ่ยขึ้นมาในทำนองว่า ไม่สนใจเหมือนกันว่าที่นี่จะมีน้ำประปาหรือไฟฟ้าใช้หรือเปล่า? แต่จริงๆ แล้วกรีนกลับนึกประหวั่นอยู่ในใจเงียบๆ เพราะถ้าที่นี่อยู่ห่างไกลตัวเมือง เธอจะหาหนทางหนีไปได้อย่างไร?

กรีนพยายามเลิกคิด เสเดินเข้าไปเปิดตู้ที่เก็บอาหารแห้งไว้ “โห...มีของแห้งเพียบเลยอ่ะ นี่คุณกะจะอยู่ที่นี่เป็นเดือนเลยเหรอไง?”

“ใครบอกเธอว่าฉันจะอยู่ที่นี่เป็นเดือน ฉันอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เกิดแล้วต่างหาก”

“นี่คุณ ฉันไม่ใช่คนโง่หรอกนะ ถึงจะดูไม่ออกว่าคุณไม่ได้อยู่ที่นี่” กรีนหันมาพูดกับปั๊มแบบคนรู้ทัน “ฉันสังเกตจากการแต่งกาย การพูดจา ลักษณะท่าทางของคุณแล้ว คุณไม่ใช่คนรักสันโดษสักเท่าไรที่จะต้องมาหลบมุมปลีกวิเวกอยู่กลางป่าแบบนี้”

“ฉลาดเหมือนกันนี่นา” ปั๊มหัวเราะในลำคอเบาๆ พร้อมกับปรบมือให้เป็นรางวัลในความฉลาดของกรีน แต่ดูเหมือนการกระทำดังกล่าวจะเป็นการทำเพื่อประชดซะมากกว่า “งั้นคนฉลาดอย่างเธอ ก็คงพอจะเดาได้แล้วซิ ว่าฉันพาเธอมาที่นี่ทำไม?”

“ฉันไม่รู้หรอกนะว่าคุณพาฉันมาที่นี่ทำไม?” ระหว่างที่พูดกรีนก็เดินสำรวจห้องครัวไปเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ก็ไม่มีอะไรต้องสำรวจมากนัก

“แล้วเธอไม่อยากรู้เหรอว่าฉันพาเธอมาที่นี่ทำไม?”

“ฉันว่าฉันเคยถามคุณแล้วนะ แต่ว่าคุณเล่นลิ้นไม่ยอมตอบฉันเองต่างหาก แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวคุณอยากบอกก็คงบอกเองแหละ”

“ไม่น่าเชื่อว่าเธอจะเป็นผู้หญิงที่ไม่เรื่องมากเหมือนกับผู้หญิงคนอื่นๆ ที่ฉันเคยรู้จักมา”

“ขืนฉันเรื่องมาก ฉันก็คงโดน...เอ่อ....” กรีนเขินและอับอายเกินกว่าจะพูดต่อให้จบประโยค

“โดนจูบว่างั้นเถอะ ไม่เห็นต้องอายเลย เป็นเรื่องธรรมชาติระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย” ปั๊มหัวเราะเสียงดัง “ทำเป็นไม่เคยไปได้ กำลังจะแต่งงานอยู่แท้ๆ”

“ถึงฉันกำลังจะแต่งงาน แต่ฉันก็ไม่เคยปล่อยเนื้อปล่อยตัวเหลวไหลแบบที่คุณเข้าใจล่ะกัน” กรีนมองปั๊มตาขวางเพราะเริ่มไม่พอใจสิ่งที่ปั๊มพูด

“ไม่เคยทำตัวเหลวไหล แต่ชอบทำตัวเป็นสาวสวยรวยเสน่ห์หว่านใส่ผู้ชาย แล้วก็หักอกเล่นแทนใช่ไหมล่ะ?” ปั๊มพูดเสียงห้วนและนัยน์ตาลุกวาวเมื่อนึกไปถึงความร้ายกาจที่ผู้หญิงคนนี้ทำกับน้องชายของเขา

“หักอกเล่น ฉันหักอกใคร?” กรีนทำท่างุนงงกับสิ่งที่ปั๊มเผลอตัวพูดออกมา

“อย่าเพิ่งรู้เลยดีกว่า เดี๋ยวอีกไม่นานเธอก็จะรู้เองแหละ” ปั๊มพยายามระงับอารมณ์โกรธ เลยหันไปเปลี่ยนเรื่องพูดแทน “แต่ตอนนี้เธอรีบไปหุงข้าวทำกับข้าวให้ฉันกินก่อน ฉันหิวมากแล้วนะ”

“ฉันบอกคุณแล้วนะ ว่าฉันทำไม่เป็น ถ้าเกิดคุณกินไม่ได้ อย่ามาพาลโมโหหิวใส่ฉันก็แล้วกัน” กรีนพูดออกตัวไว้ก่อน

“เดี๋ยวก็รู้ว่าทำเป็นหรือไม่เป็น งั้นอย่ามามัวเสียเวลาอยู่เลย ลงไปเก็บผักกันก่อนดีกว่า แล้วค่อยมาติดไฟหุงข้าวทีหลัง”

“ที่นี่ปลูกผักสวนครัวด้วยเหรอ?” กรีนถามด้วยความแปลกใจ

“มีซิ ถ้าไม่มีจะเอาผักที่ไหนกิน เพราะที่นี่อยู่ไกลตัวเมืองมากกกกกกก” ปั๊มลากเสียงคำว่ามากซะยาวเพื่อบอกเป็นนัยๆ ให้กรีนรับรู้จะได้ไม่คิดหนี

“พูดเหมือนกับกลัวฉันจะหนีงั้นแหละ” กรีนดันรู้ทันความคิดปั๊มซะอีก

“จะหนีก็ได้นะ ถ้าเธอไม่กลัวเสือมันคาบไปกินก่อนที่จะหนีสำเร็จ” ปั๊มพูดขู่ออกมา พร้อมกับพยักหน้าให้กรีนเดินตามเขาลงไปด้านล่าง

“คุณไม่ต้องมาขู่ฉันหรอกนะ ฉันไม่ใช่เด็กอมมือที่จะมาให้คุณหลอกเล่นได้ง่ายๆ” กรีนก้าวเดินตามปั๊มออกไป

“ฉันรู้ว่าเธอไม่ใช่เด็ก เพราะฉันพิสูจน์มาแล้วกับตัวเอง” ปั๊มแกล้งพูดยั่วตอบกลับมาเสียงหวาน ทำให้กรีนหน้าแดงขึ้นมาอีกครั้ง

“หยุดพูดเลยนะ คนฉวยโอกาส” กรีนทำหน้างอตอบห้วนๆ กลับไป แต่เมื่อนึกอะไรได้กรีนก็อุทานออกมาเสียงดัง “เดี๋ยวก่อนซิคุณ อย่าเพิ่งไป”

ปั๊มหยุดเดินหันมามองกรีนอย่างไม่พอใจ “นี่เธอ เป็นอะไรอีกล่ะเนี่ย ฉันบอกแล้วไงว่าฉันหิวข้าว”

“ฉันรู้ แต่ว่าขอฉันไปอาบน้ำล้างหน้าแปรงฟันก่อนไม่ได้เหรอ อีกอย่าง...ฉันจะได้เปลี่ยนเสื้อผ้าด้วย คุณคงไม่อยากให้ฉันเข้าครัวทั้งๆ ที่ฉันกำลังใส่ชุดนอนอยู่หรอกนะ”

“ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่นา เซ็กซี่ดีออก เผื่อมันจะส่งผลให้อาหารที่เธอทำ รสชาติอร่อยขึ้น” ปั๊มพูดแล้วจ้องมองชุดนอนที่กรีนใส่ด้วยสายตาโลมเลีย ทำให้กรีนรีบยกมือมาปิดแทบไม่ทัน

“โรคจิต! หยุดมองฉันด้วยสายตาแบบนี้นะ” กรีนตะคอกเสียงเขียว

“เอาล่ะ ขี้เกียจทะเลาะด้วยแล้ว เบื่อ!” ปั๊มพูดตัดบท “งั้นเธอไปล้างหน้าแปรงฟันก่อน แต่ยังไม่ต้องอาบน้ำนะ ส่วนเสื้อผ้าของเธออยู่ในกระเป๋าเดินทางในห้องนอนเมื่อกี้นั่นแหละ”

กรีนรีบเดินกลับไปที่ห้องนอนทันที นึกแปลกใจว่า ทำไมเมื่อตอนตื่นมาถึงมองไม่เห็นนะ แต่ก่อนที่กรีนจะเปิดประตูเข้าไปในห้องก็ได้ยินเสียงปั๊มตะโกนตามหลังมาว่า

“ห้องน้ำอยู่ทางนี้นะ ฉันให้เวลาเธอ 8 นาที ถ้าเธอยังทำทุกอย่างไม่เสร็จ เดี๋ยวฉันจะไปช่วยทำให้”





แปลงผักสวนครัวที่ปั๊มพูดถึง เป็นแปลงผักขนาดใหญ่ที่ปลูกผักไว้หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นผักบุ้ง ผักกาดขาว ผักคะน้า ผักกวางตุ้ง มะเขือ พริก ต้นหอม ใบผักชี มันดูเยอะแยะไปหมด จนกรีนรู้สึกว่า...ผักสวนครัวเหล่านี้ปลูกไว้เพื่อขายมากกว่าเอามาใช้บริโภคอย่างเดียว

“เอ้า! นี่ตะกร้าใส่ผักกับมีด” ปั๊มพูดพลางส่งตะกร้ากับมีดด้ามเล็กๆ ให้กรีน “ไม่ต้องเอาไปเยอะล่ะ หมดแล้วค่อยมาเอาใหม่”

กรีนเอื้อมมือออกไปรับตะกร้ากับมีดจากมือปั๊ม พอมีวัตถุมีคมอยู่ในมือ กรีนก็มองมันนิ่งเหมือนคิดจะใช้มีดทำอะไรสักอย่าง แต่เหมือนปั๊มจะเดาความคิดกรีนออก

“มีดเล่มแค่นั้นน่ะ ทำอะไรฉันไม่ได้หรอกนะ เลิกคิดไปได้เลย เพราะฉันมีสิ่งที่ดีกว่ามีดเล่มนั้นหลายสิบเท่าอยู่กับตัว” ปั๊มพูดพร้อมกับเอื้อมมือไปด้านหลังแล้วดึงสิ่งที่ว่าออกมาจากเอว

กรีนเงยหน้ามองสิ่งที่ปั๊มบอกว่าดีกว่ามีดหลายสิบเท่าทันที แต่พอมองเห็นสิ่งนั้นในมือปั๊ม กรีนก็ตกใจหน้าซีดเผือด รีบเดินไปทรุดนั่งตรงแปลงผักเพื่อตัดผักที่ต้องการใส่ตะกร้าแทน

แดดตอนสายๆ แบบนี้ถึงแม้จะยังไม่ค่อยร้อนและแรงมาก แต่ก็เล่นเอากรีนเหงื่อท่วมตัวได้เหมือนกัน กรีนรีบตัดผักลงตะกร้าเงียบๆ จะได้เสร็จเสียไวๆ นึกหมั่นไส้ผู้ชายบางคนแถวนี้ที่ยืนเก๊กมาดหล่อเอาเปรียบผู้หญิงผู้บอบบางอย่างเธอได้ลงคอ ‘ช่างเป็นผู้ชายที่เห็นแก่ตัวที่สุด เกิดมาไม่เคยพบเคยเจอ’

“ทำอะไรให้มันเร็วๆ หน่อยซิ อย่ามัวโอ้เอ้ชักช้า ฉันหิวข้าวแล้วนะ” ปั๊มบ่นโวยวายเสียงดัง

“อยากให้เสร็จเร็วๆ ก็มาช่วยกันซิ ยืนเก๊กหล่ออยู่นั่นแหละ” กรีนก็บ่นโวยวายเสียงดังออกไปไม่แพ้กัน

“เธอเป็นคนรับใช้ห้ามขึ้นเสียงกับเจ้านายนะ เดี๋ยวจะถูกทำโทษ” ปั๊มพูดขู่ขึงขังออกไป

“คนบ้ากาม อะไรนิดอะไรหน่อยก็ทำโทษ ทำโทษ อย่าให้ถึงทีของฉันบ้างล่ะกัน” กรีนบ่นพึมพำกับตัวเองเบาๆ แต่ปั๊มก็ดันได้ยินซะอีก

“เธอพูดอะไรน่ะ คิดว่าฉันไม่ได้ยินเหรอไง?”

“หูหาเรื่อง” กรีนบ่นพร้อมลุกขึ้นยืนส่งตะกร้าผักในมือให้ปั๊ม “เสร็จแล้ว เอ้า! ช่วยถือไปให้หน่อย มันหนัก”

“ถือเองซิ” ปั๊มพูดจบก็เดินนำหน้ากรีนออกไปทันที กรีนเดินถือตะกร้าผักตามหลังปั๊มมาเงียบๆ นึกอยากเอามีดในมือแทงเข้าไปที่ข้างหลังของเขานัก แต่ก็ไม่กล้า เพราะกลัวปืนที่เขาเอาออกมาขู่เมื่อกี้





เสียงกรีนไอแค่กๆ ดังออกมาติดกันหลายครั้ง ทำให้ปั๊มจำต้องเดินเข้าไปดูในห้องครัวว่าเกิดอะไรขึ้น พอเขามองเห็นภาพของกรีนที่กำลังตั้งอกตั้งใจก่อเตาถ่านอย่างขะมักเขม้นนั้นชัดเจน เขาก็หลุดหัวเราะขำออกมาเสียงดัง เพราะตอนนี้ใบหน้าของกรีนเต็มไปด้วยเขม่าและผงถ่านติดเต็มหน้าไปหมด

กรีนได้ยินเสียงหัวเราะเยาะจากปั๊ม เลยเกิดอาการหมั่นไส้อยากเอาชนะขึ้นมา เธอค่อยๆ เอามือล้วงเข้าไปคลุกกับเศษผงถ่านภายในถุงจนมือของเธอดำปี๋ จากนั้นก็เอามือไขว้หลัง ค่อยๆ เดินไปหาปั๊มช้าๆ โดยที่ปั๊มไม่ทันระวังตัว

กรีนเอามือที่เปื้อนผงถ่านละเลงป้ายลงไปบนใบหน้าที่กำลังฉีกยิ้มและปากที่กำลังหัวเราะอยู่ของปั๊มอย่างจัง ทำให้ปั๊มตกใจร้องเสียงหลง

“เฮ้ย!!! เล่นบ้าอะไรเนี่ย?”

ปั๊มคว้าข้อมือของกรีนเอาไว้แน่นทั้งสองข้าง กรีนก็ดิ้นรนเต็มที่เพื่อจะหนีให้หลุดจากการเกาะกุม ทั้งสองยื้อยุดฉุดกระชากกันไปมา จังหวะนั้นเอง...เท้าของปั๊มก็สะดุดเข้ากับขอบพื้นไม้กระดานที่ยกระดับไม่เท่ากันระหว่างห้องครัวกับห้องโถง จนปั๊มเซหงายหลังล้มลงไป แต่เขาล้มไม่ล้มเปล่าดันลากร่างของกรีนล้มลงไปทับบนตัวเขาอีกด้วย

กรีนดิ้นขลุกขลักไปมาบนตัวปั๊ม ทำให้ปั๊มต้องเปลี่ยนจากการจับข้อมือของกรีนมาเป็นเอามือทั้งสองข้างของเขารัดเอวกรีนไว้บนตัวเขาแทน กรีนใช้มือของเธอที่ว่างจากการเกาะกุมยันหน้าอกของปั๊มไว้

“กรี๊ดดดดดดด!!!! ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ คนบ้า!”

“ปล่อยก็โง่นะซิ เธอเนี่ยฤทธิ์มากจริงๆ แบบนี้มันต้องถูกทำโทษซะบ้าง จะได้หมดพยศสักที”

ปั๊มพูดขู่จบก็พลิกร่างกรีนลงไปอยู่ด้านล่างแทนเขา เขามองหน้ากรีนที่ตอนนี้หลับตาปี๋เพราะความกลัว เขาฉีกยิ้มกว้างแล้วล้วงมือไปในกระเป๋ากางเกงหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมา เขาค่อยๆ เช็ดลงไปเบาๆ บนใบหน้าของกรีนที่เปื้อนเขม่าและผงถ่าน

พอผ้าเช็ดหน้าสัมผัสถูกใบหน้า กรีนเลยรีบลืมตามามองปั๊มตาโต เพราะคาดไม่ถึงว่าเขาจะทำแบบนี้ให้เธอ มันดูนุ่มนวลและอบอุ่นมากในความรู้สึกของเธอ

“คุณก็ทำแบบนี้เป็นกับเขาเหมือนกันเหรอ?” กรีนเอ่ยออกมาเบาๆ แต่คนได้ฟังถึงกับชะงักมือค้างไปทันทีเพราะเขิน

“ฉันจำเป็นต้องทำน่ะ” ปั๊มจ้องตากรีนอย่างมีเลศนัย

“จำเป็นต้องทำ หมายความว่าไง?”

“ที่ฉันทำแบบนี้ก็เพราะ...” ปั๊มหยุดเว้นระยะนิดหนึ่งเพื่อให้กรีนลุ้นคำตอบ “ฉันจะได้จูบเธอโดยที่หน้าฉันไม่เลอะผงถ่านไปด้วยไงล่ะ”

พอปั๊มพูดต่อจนจบ กรีนก็แทบร้องกรี๊ดออกมา แต่ก็ร้องไม่ได้เพราะปากถูกปากของปั๊มปิดไว้เสียก่อน

 

โดย: takatan (แม่มดน้อยจอมเวิ้น ) 29 มกราคม 2553 17:58:36 น.  

 


ตอนที่ 10



กู๊ดออกมาเดินเล่นที่สนามหน้าบ้านระหว่างรอป้าอ้อยจัดเตรียมข้าวของต่างๆ เพื่อไปเยี่ยมบิดาที่โรงพยาบาลด้วยกัน เธอแหงนหน้ามองคฤหาสน์หลังงามที่เธอไม่เคยได้กลับมาเหยียบที่นี่อีกเลย ตั้งแต่บิดากับมารดาแยกทางกัน และเธอต้องเดินทางไปอยู่อังกฤษกับมารดา

เธอเดินมานั่งเล่นบนชิงช้า แกว่งมันไปมาอย่างช้าๆ แล้วนึกย้อนถึงอดีตเมื่อครั้งเยาว์วัยที่ตนได้อยู่กับกรีน ถึงแม้จะทะเลาะกันบ้าง แย่งของเล่นกันบ้าง แต่ไม่นานก็ดีกัน จนกระทั่งบิดาให้เธอไปอยู่กับมารดา และนั่นก็ถึงจุดแตกหักระหว่างเธอกับกรีน เธอรับไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงเลือกเอาความโกรธความเกลียดความไม่พอใจความอิจฉามาลงที่กรีนแต่เพียงผู้เดียว

‘กรีน...เกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่นะ? ทำไมเธอถึงหนีการแต่งงาน?’ กู๊ดเริ่มรู้สึกเป็นห่วงน้องสาวเหมือนกัน ถึงแม้จะพยายามบอกกับตัวเองว่า เธอเกลียดกรีน แต่พอมาถึงเมืองไทยแล้วไม่เจอกรีน ใจของเธอก็กระตุกวูบ มันเหมือนมีลางสังหรณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นลึกๆ ภายในจิตใจที่เฝ้าบอกเธอว่า กรีนกำลังลำบาก ต้องการความช่วยเหลือ

ระหว่างที่กู๊ดนั่งคิดโน่นคิดนี่ไปเรื่อยเปื่อย เธอก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อมีอ้อมแขนมาสวมกอดเธอทางด้านหลัง แถมมีจมูกมาหอมแก้มเธออีกฟอดใหญ่

“ว๊ายยยยยยย! อะไรกันเนี่ย?” กู๊ดดิ้นรนหนีออกจากอ้อมกอดปริศนานั้นเป็นพัลวัล เมื่อดิ้นหนีออกมาได้สำเร็จเธอก็หันไปจ้องหน้าเจ้าของอ้อมกอดตาเขียว

“น้องกรีนเป็นอะไรไปครับ?” มิวสิคทำสีหน้างุนงงเพราะแปลกใจท่าทีของกู๊ดที่เขาเข้าใจว่าเป็นกรีนแสดงออกมา

กู๊ดเริ่มเดาสถานการณ์ออกว่าเป็นการเข้าใจผิด และชายหนุ่มมาดเท่ห์คนนี้ก็คงเป็นแฟนของกรีนอย่างไม่ต้องสงสัย ‘แฟนของกรีนหล่อเท่ห์ไม่เบาเหมือนกันนี่หว่า? แบบนี้ต้องลองหว่านเสน่ห์ดูเสียหน่อย’

“อุ๊ย! กรีนนึกว่าใคร ที่แท้ก็เป็นสุดที่รักของกรีนน่ะเอง” กู๊ดเดินเข้าไปเกาะแขนมิวสิคไว้แน่น พร้อมกับกระโดดหอมแก้มเขาเบาๆ

แต่เมื่อกู๊ดแสดงการทักทายกับมิวสิคแบบนี้ แทนที่มิวสิคจะหายงุนงง เขากลับงุนงงเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า เพราะกรีนไม่เคยหอมแก้มและเรียกเขาว่าสุดที่รักมาก่อนเลย อาการงุนงงของมิวสิคทำให้กู๊ดคิดได้ว่า เธอทำพลาดไปแล้ว ‘ยัยกรีนเอ๋ย...เป็นแฟนกันประสาอะไร ไม่เคยหอมแก้มเขาเลยเหรอเนี่ย’

“น้องกรีนไม่สบายเหรอเปล่าครับ?” มิวสิคถามออกไปด้วยความเป็นห่วง พร้อมยกมือแตะหน้าผากกู๊ดเบาๆ “เอ...ตัวก็ไม่ร้อนนี่นา”

“เอ่อ...” กู๊ดอึ้งพูดไม่ออกไปชั่วขณะ เพราะเธอไม่เคยได้สัมผัสถึงความห่วงใยแบบนี้มาก่อน ไม่ว่าจะเป็นจากผู้ชายคนไหน แม้แต่บิดาของเธอเอง

“มานั่งคุยกันตรงนี้ดีกว่า” มิวสิคว่าพลางกอดประคองกู๊ดไปทรุดนั่งที่เก้าอี้นั่งเล่นที่อยู่เยื้องออกไป

เมื่อมานั่งด้วยกันเรียบร้อยแล้ว มิวสิคก็จับคางของกู๊ดให้หันหน้ามามองสบตาเขา กู๊ดใจเต้นแรงด้วยความตื่นเต้นเมื่อสายตาไปสบกับนัยน์ตาหวานเยิ้มของมิวสิคเข้า

‘โอ๊ย! ตายแน่ๆ ไอ้กู๊ดเอ๋ย...ใจเต้นตึกตักไปหมดแล้วนะเนี่ย ผู้ชายอะไรตาหวานมั๊กมาก’

‘เอ๊ะ...ทำไมวันนี้น้องกรีนเปลี่ยนไปนะ ดูมีเสน่ห์ชวนจูบดีพิลึก’

ต่างคนต่างคิดถึงอีกฝ่ายในใจเงียบๆ และจ้องมองหน้ากันนิ่งเหมือนต้องมนต์ กู๊ดเริ่มรู้สึกริมฝีปากแห้งผาก เลยแลบลิ้นออกมาเลียริมฝีปากของตัวเองไปมา เท่านั้นแหละ..ความอดทนของมิวสิคก็สิ้นสุดลง

เขาลืมตัวก้มลงจูบริมฝีปากของกู๊ดทันที กู๊ดสั่นไปทั้งตัวเพราะคาดไม่ถึงว่ามิวสิคจะกล้าทำแบบนี้กับตน จุมพิตที่มิวสิคมอบให้กู๊ดนั้นทั้งหวานซึ้งและนุ่มนวล จนทำให้กู๊ดลืมดิ้นรนต่อสู้ขัดขืน ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงมันเป็นสิ่งที่เธอควรจะต้องทำอย่างยิ่ง

“หวานจัง” มิวสิคเอ่ยออกมาเบาๆ และฉีกยิ้มหวาน หลังจากถอนริมฝีปากออกมาแล้ว

กู๊ดพูดอะไรไม่ออกและไม่กล้ามองหน้ามิวสิคเลย เพราะอีกไม่นานเขาก็คงรู้ความจริงว่า คนที่เขาจูบเมื่อสักครู่นี้ไม่ใช่กรีน เจ้าสาวที่เขากำลังจะแต่งงานด้วย

แต่ตรงกันข้ามกับมิวสิคตอนนี้ เขาเห็นกู๊ดก้มหน้าไม่มองเขา ก็เลยพาลคิดไปว่าเป็นเพราะเธอโกรธเขา เขาจึงค่อยๆ จับคางของกู๊ดหันมาหาเขาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้กู๊ดขืนไว้ไม่ยอมหันมา

“ทำไมล่ะ? โกรธพี่เหรอ?”

กู๊ดไม่รู้ว่าจะตอบมิวสิคอย่างไร ก็เลยใช้ความเงียบเป็นคำตอบแทนคำพูด มิวสิคเลยเข้าใจว่ากู๊ดโกรธเขามาก เลยคว้าตัวของกู๊ดมากอดไว้กับอกแน่น


“พี่ขอโทษนะจ๊ะ ถ้าทำให้น้องกรีนโกรธ แต่อีกไม่กี่วันเราก็จะแต่งงานกันแล้ว พี่ก็เลยลืมตัวไป เพราะพี่อยากจะจูบน้องกรีนแบบนี้มาตั้งนานแล้ว”

ยิ่งมิวสิคพูดมากเท่าไร กู๊ดก็ยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้นเท่านั้น ‘ถ้าเขารู้ความจริงว่าเราไม่ใช่กรีน สงสัยงานนี้เราต้องถูกสับเละเป็นโจ๊กแน่ๆ เลย’

“คุณกู๊ดค่ะคุณกู๊ด อยู่ไหนค่ะ ป้าอ้อยเตรียมของเสร็จแล้วนะค่ะ”

เสียงป้าอ้อยเรียกชื่อของกู๊ดดังแว่วมา ทำให้กู๊ดตกใจมากรีบดีดตัวออกจากอ้อมกอดของมิวสิคทันที

“อ้อ! อยู่ที่นี่เองเหรอค่ะ อ้าว! คุณมิวสิคก็อยู่ด้วย รู้จักกันแล้วใช่ไหมค่ะ ป้าอ้อยจะได้ไม่ต้องแนะนำ”

“รู้จัก รู้จักอะไรกันหรือครับป้า”

“ก็รู้จักกับคุณกู๊ด พี่สาวของคุณกรีนยังไงล่ะค่ะ” ป้าอ้อยทำสีหน้าแปลกใจ เพราะตอนที่เธอเดินเข้ามาก็เห็นคนทั้งคู่อยู่ด้วยกันนี่นา

“คุณกู๊ดเหรอ” มิวสิคหันขวับไปทางกู๊ดทันที กู๊ดค่อยๆ หันหน้ามามองเขาแล้วยิ้มแหยๆ นัยน์ตาของมิวสิคที่มองสบตากลับมาดูแข็งกร้าวและน่ากลัว บ่งบอกว่าตอนนี้เขากำลังโกรธจัด

“ทำไมคุณไม่บอกผม? ห๊า!!!” มิวสิคพูดตะคอกเสียงดัง ลืมตัวไปเลยว่ามีป้าอ้อยยืนอยู่ด้วย

“เอ่อ...คือว่า...” กู๊ดพูดไม่ออกเอาแต่อ้ำอึ้ง

“มีอะไรกันเหรอค่ะ?” ป้าอ้อยเอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัย จนทำให้มิวสิครู้สึกตัว

“เปล่าครับป้า ไม่มีอะไร?” มิวสิคปรับน้ำเสียงให้เรียบด้วยความยากเย็นก่อนจะเอ่ยออกไป “แล้วตอนนี้น้องกรีนอยู่ไหนครับป้า ขอผมพบเธอหน่อยได้ไหม?”

“คุณกรีนเหรอค่ะ เอ่อ...คือว่า ตอนนี้...ตอนนี้คุณกรีน...คุณกรีน...” ป้าอ้อยหยุดพูด แล้วยกมือปิดหน้าตัวเองร้องไห้ออกมาเบาๆ

กู๊ดรีบเดินเข้ามาประคองป้าอ้อยให้ไปทรุดนั่งที่เก้าอี้เพราะกลัวป้าอ้อยจะเป็นลมและล้มลงไป มิวสิคเห็นอาการของป้าอ้อยก็นึกสงสัยเป็นอย่างมาก

“ป้าอ้อยครับ...เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ?” มิวสิคเอ่ยถามป้าอ้อยเสียงเครียด

ป้าอ้อยไม่ตอบเอาแต่ร้องไห้ กู๊ดเห็นท่าไม่ดี เลยเอ่ยออกมาเสียเอง

“คุณตามฉันมาในบ้านดีกว่านะ ฉันมีอะไรจะให้คุณดู” กู๊ดก้มลงไปพูดกับป้าอ้อย “ป้าอ้อยค่ะ อยู่คนเดียวสักครู่ได้ไหมค่ะ”

“คุณกู๊ดพาคุณมิวสิคไปในบ้านเถอะค่ะ ป้าอยู่คนเดียวได้” ป้าอ้อยบอกปนสะอื้น

กู๊ดก้าวเดินเข้าไปในตัวบ้านก่อน โดยมีมิวสิคเดินตามหลังเธอไปเงียบๆ

“คุณนั่งรอตรงนี้ก่อนนะ...เดี๋ยวฉันลงมา” กู๊ดพูดจบก็เดินขึ้นไปชั้นบน เพียงไม่นานกู๊ดก็กลับลงมา เธอเดินไปทรุดลงนั่งฝั่งตรงข้ามกับมิวสิค

“อ่านจดหมายฉบับนี้เสียก่อนนะ” กู๊ดว่าพลางยื่นจดหมายให้ มิวสิคมองสบตากู๊ดนิดหนึ่งแล้วเอื้อมมือมารับจดหมายไปอ่าน

พอมิวสิคอ่านจดหมายจบ ใบหน้าของเขาก็ซีดเผือด เขาลืมตัวขยำจดหมายจนยับยู่ยี่ไปหมด

“นี่ค่ะแหวนที่กรีนฝากมาคืนคุณ” กู๊ดยื่นแหวนไปตรงหน้ามิวสิค เขารับมันไปดูแล้วใช้นิ้วหมุนเล่นไปมา “เอ่อ...แล้วคุณพอรู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมกรีนถึงต้องทำแบบนี้?”

“ไม่รู้ซิ ตอนนี้ผมคิดอะไรไม่ค่อยออก สมองมันมึนไปหมด”

“งั้นเอาแบบนี้ดีกว่า คุณกลับไปพักผ่อนก่อนล่ะกัน เดี๋ยวฉันกับป้าอ้อยจะรีบไปโรงพยาบาล”

“ไปโรงพยาบาล ไปทำไม ใครเป็นอะไร?” มิวสิคเงยหน้าจากแหวนในมือมามองหน้ากู๊ดแทน

“คุณพ่อน่ะ พออ่านจดหมายของกรีนแล้วก็เป็นลมล้มลงไป คุณแม่พาไปส่งโรงพยาบาล ฉันกับป้าอ้อยกำลังจะตามไปสมทบ”

“เป็นอะไรมากหรือเปล่า?”

“คุณแม่โทรมาบอกว่า...ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว แต่ยังไม่ได้คุยรายละเอียดกันน่ะ เพราะคุณแม่ยุ่งๆ เกี่ยวกับจองห้องพักให้คุณพ่ออยู่”

“งั้นผมไปเยี่ยมท่านด้วยล่ะกัน” มิวสิคเอาแหวนหย่อนลงไปไว้กระเป๋าเสื้อ “คุณกับป้าอ้อยไปรถผมนะ จะได้ไม่เสียเวลา”

“ก็ได้ เดี๋ยวฉันเดินไปบอกป้าอ้อยก่อน”

กู๊ดว่าพลางลุกขี้นยืน แล้วก้าวเดินไปทันที แต่ก็ยังช้าไปกว่ามิวสิค เขาเดินมาคว้าแขนของกู๊ดไว้ก่อนที่เธอจะก้าวออกไปพ้นตัวบ้าน

“มีอะไรอีกหรือคุณ?” กู๊ดหันมาเลิกคิ้วถาม

“ผมยังไม่ได้จัดการคุณเลย ที่คุณบังอาจหลอกลวงผมเมื่อสักครู่นี้”

“นี่คุณ...จัดการเรื่องของตัวเองให้รอดก่อนเถอะ แล้วค่อยคิดมาจัดการฉัน” กู๊ดพูดจบก็กระชากแขนออกจากการเกาะกุมของมิวสิค ทำให้มิวสิคยืนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันมองตามหลังกู๊ดไปด้วยความโมโห









กรีนง่วนอยู่กับการปรุงอาหารให้ปั๊มอยู่ในครัว เธอไม่ค่อยคุ้นเคยกับครัวชนบทแบบนี้สักเท่าไหร่ เพราะที่บ้านของเธอมีแต่อุปกรณ์ทำครัวที่ทันสมัย พอมาเจอแบบนี้เข้า ทำให้การทำอาหารของเธอล่าช้าและติดขัดไปซะหมด

“เสร็จหรือยัง ฉันหิวจวนจะเป็นลมอยู่แล้วนะ” เสียงของปั๊มตะโกนโวยวายดังลั่นบ้าน

“ใกล้เสร็จแล้ว” กรีนเดินออกไปชะโงกตอบปั๊มพร้อมมีเสียงบ่นต่อท้ายแถมไปด้วย “อยากกินเร็วๆ ทำไมไม่มาช่วยกันทำล่ะ”

“งานบ้านงานเรือนเป็นหน้าที่ของผู้หญิงเขาทำกัน ไหนๆ เธอก็จะแต่งงานอยู่แล้ว หัดทำไปเถอะน่า สามีจะได้รักจะได้หลงไงล่ะ”

“ใครมาเป็นภรรยาของคุณ สงสัยโชคร้ายแน่ๆ ดันมีสามีใจแคบแบบนี้”

“ฉันว่าผู้หญิงคนนั้นโชคดีต่างหากที่ได้มาเป็นเมียฉัน เพราะงานบ้านงานเรือนฉันจะไม่ให้เธอทำหรอกนะ ฉันจะให้เธอทำงานบนเตียงอย่างเดียว”

“คนบ้า! คนลามก!” กรีนพูดจบก็สะบัดหน้าเข้าไปทำอาหารในครัวต่อ หยุดต่อล้อต่อเถียงกับเขาเพราะพูดไปก็กลัวเข้าเนื้อตัวเอง

“อ้าว! พูดเรื่องจริงก็ดันจะรับไม่ได้ซะงั้น” ปั๊มหัวเราะออกมาเสียงดัง



เวลาผ่านไปพักใหญ่ๆ อาหารที่กรีนทำก็เสร็จเรียบร้อย เธอค่อยๆ ยกลำเลียงออกมาวางไว้บนโต๊ะในห้องโถง เธอหันไปเรียกปั๊มที่ตอนนี้ยืนคุยโทรศัพท์อยู่อีกด้านหนึ่ง

“อาหารเสร็จแล้วค๊าเจ้านาย เชิญมารับประทานได้แล้วค่ะ” กรีนพูดประชดออกไป

ปั๊มเงยหน้ามาตามเสียงเรียก สักครู่ต่อมา...เขาก็วางสายเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกง เดินมาที่โต๊ะเล็กๆ ที่ตอนนี้กลายเป็นโต๊ะอาหารจำเป็นไปเสียแล้ว แต่พอเขาเดินมาถึงโต๊ะและเห็นอาหารที่กรีนทำให้ทานเท่านั้น เขาก็แหกปากร้องลั่น

“เฮ้ย!! ทำไมมันมีแต่ไข่ทั้งนั้นเลยอ่ะ แล้วผักที่ให้ไปตัดมาเอาไปทำอะไรหมด”


“ก็ฉันบอกคุณแล้วไง ว่าฉันทำกับข้าวไม่เป็น นอกจากอาหารประเภทไข่เท่านั้น” กรีนพูดยิ้มๆ เพราะสามารถแกล้งปั๊มได้สำเร็จ ‘อยากเอาเปรียบผู้หญิงดีนัก กินไข่ให้คลอเรสเตอรอลจุกอกตายไปเลย’

“ฉันรู้นะ ว่าเธอแกล้งฉันน่ะ แต่ไม่เป็นไร กินไข่ก็ดีเหมือนกัน เผื่อว่าคืนนี้ฉันจะต้องใช้พลังงานเยอะ” ปั๊มพูดจบก็หันมาหยักคิ้วให้กรีนแบบมีเลศนัย ที่พอกรีนเห็นแล้วหุบยิ้มแทบไม่ทัน

กรีนใช้ทัพพีตักข้าวใส่จานให้ปั๊มกับตัวเองเสร็จ ก็ทรุดนั่งลงรับประทานเงียบๆ ส่วนปั๊มก็ลงมือรับประทานเช่นกัน คำแรกที่เขาตักเข้าปากคือไข่เจียว

“อืมมม...เธอทำกับข้าวอร่อยเหมือนกันนี่นา ฉันนึกว่าเธอจะแกล้งให้ฉันกินอาหารเค็มๆ เผ็ดๆ แทนซะอีก”

“ถ้าฉันทำแบบนั้น คุณคงบังคับให้ฉันกินแทนคุณแน่ๆ ฉันเลยไม่เอาดีกว่า”

“เฮ้อ!! เบื่อจังคนรู้ทัน” ปั๊มนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเหมือนกำลังใช้ความคิด “งั้นเอายังงี้ดีกว่า เธอทำตัวดีและน่ารักแบบนี้ เดี๋ยวฉันมีรางวัลให้”

“เฮ้ย! ไม่ต้อง คุณไม่ต้องให้รางวัลอะไรฉันทั้งนั้น ฉันไม่เอา!” กรีนรีบปฏิเสธเสียงแข็งออกไป เพราะกลัวรางวัลที่ปั๊มพูดถึงจะหมายถึงจูบ

“ทำไมไม่เอา รางวัลของฉันน่ารักนะ แถมมีชิ้นเดียวในโลกอีกด้วย” ปั๊มพูดยิ้มๆ รู้ทันว่ากรีนไม่เอารางวัลเพราะอะไร?

“เก็บเอาไว้เองเถอะ ฉันไม่อยากได้”

“ไม่อยากได้จริงๆ เหรอ”

“จริง”

“แล้วจะมานึกเสียดายทีหลังนะ”

“ไม่มีทาง” กรีนก็ยังปฏิเสธเสียงแข็งเหมือนเดิม

“เอ้า! ไม่เอาก็ไม่เอา งั้นฉันบอกเลยดีกว่า ว่ารางวัลที่ฉันจะให้เธอน่ะ คืออะไร?

กรีนก็นั่งลุ้นรอฟังด้วยความอยากรู้เหมือนกัน ว่ารางวัลที่ปั๊มพูดถึงคืออะไร? แต่ปั๊มก็ดันเล่นตัวไม่ยอมเฉลยออกมาสักทีเหมือนจะแกล้งซะงั้น เธอเลยค่อยๆ เงยหน้ามองเขา ก็เห็นเขาก้มหน้าก้มตาทานข้าวอย่างเอร็ดอร่อยไม่สนใจที่จะพูดต่อ เธอเลยแลบลิ้นให้เขาทีหนึ่งด้วยความหมั่นไส้ ‘ชริ! ไม่เห็นอยากจะรู้เลย กินข้าวต่อดีกว่า’

อากัปกิริยาของกรีนอยู่ในสายตาของปั๊มตลอดเวลา แต่เขาแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น

“ถ้าเธออยากรู้ ต้องเสียจูบให้ฉันทีหนึ่งนะ เดี๋ยวฉันจะบอกให้” ปั๊มพูดยั่วกรีนออกไป

“บ้า! ฉันไม่ได้อยากรู้เสียหน่อย” กรีนค้อนให้ปั๊มวงใหญ่

ปั๊มฉีกยิ้มกว้าง แต่พอรู้สึกตัวเขาก็หุบยิ้มทันที พลางลอบถอนหายใจ ‘เฮ้อ!! นี่เราเป็นเอามากขนาดนี้เชียวเหรอเนี่ย ไม่นะปั๊ม...แกต้องไม่ใจอ่อน ท่องไว้ ท่องไว้ เธอทำร้ายรอน เธอทำร้ายรอน’

พอกรีนเงยหน้ามองปั๊มอีกครั้ง เธอก็เห็นสีหน้าของเขาเปลี่ยนไป ดูเคร่งขรึมและเย็นชาอย่างไรชอบกล ‘ผู้ชายคนนี้เป็นคนที่แปลกมาก เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย น่ากลัวจริงๆ สงสัยคืนนี้ต้องหาทางหนีไปจากที่นี่เสียแล้ว’

 

โดย: takatan (แม่มดน้อยจอมเวิ้น ) 30 มกราคม 2553 23:28:57 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


แม่มดน้อยจอมเวิ้น
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





Friends' blogs
[Add แม่มดน้อยจอมเวิ้น's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.