กันยายน 2555

 
 
 
 
 
 
1
2
3
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
All Blog
9 พ.ค. 2555 นาร๊า นารา – โกเบ๊ โกเบ

หลังจากขาเดี้ยงมาจากเมื่อวานก็ทำให้เราตื่นกันตอนสายๆกว่าจะได้เวลาเยื้องกายออกจากโรงแรมก็ปาเข้าไปเกือบสิบเอ็ดโมงลงมาปั๊บเจอป้ายโรงแรมก็ทำหน้าที่ชาวไทยที่ดีด้วยการไปแชะหน้าตัวเองกับป้ายโรงแรม Sheraton Miyako Osaka แล้วก็แวะ Family Martเพื่อหาอะไรเล็กๆน้อยๆใส่ท้องระหว่างนั่งรถไฟไปนาราวันนี้ต้องเดินทางด้วยตัวเองไม่มีไกด์ท้องถิ่นอีกแล้ว คำพูดติดปากของเราตอนนี้คือซุมิมาเซน (แปลว่าขอโทษ) ไม่ว่าจะไปถามใครทำอะไรก็เริ่มด้วยคำนี้ก่อนเลยการบ้านที่ทำก่อนไปเที่ยวก็คือหาสถานีในการเดินทางด้วย hyperdia ว่าเราอยากจะไปเที่ยวไหน ต้องลงสถานีอะไร ก็จะได้คร่าวๆมาพอถึงสถานีก็ถามนายสถานีอีกครั้งเค้าก็จะบอกเราว่าต้องไปรอที่ชานชลาที่เท่าไหร่เวลาไหนถึงจะมา แต่เวลาของรถไฟเราก็ดูเอาเองจากป้ายที่แจ้งอยู่ที่ชานชลานั้นๆได้วันนี้เริ่มต้นใช้บัตร Kansai Thru Pass วันแรกรู้สึกว่าสะดวกดีมากเลยไปไหนก็สบายมีแค่ใบเดียวเที่ยวได้หมด


จากสถานีที่โรงแรมตรงยาวไปถึงนาราได้เลยใช้เวลาประมาณสี่สิบกว่านาทีไปถึงปั๊บเราก็แวะ Tourist Information กันซะก่อนขอแผนที่เดินเที่ยวในนาราเพราะว่าเราสามารถเดินเที่ยวได้เองโดยใช้เวลาประมาณครึ่งวันเพื่อเก็บสถานที่สำคัญๆหลังจากได้แผนที่มาถือไว้ในมือแล้วเราก็เริ่มเดินไปตามเส้นทางยอดฮิตตามคำแนะนำของคุณป้าจากtourist information ระหว่างทางเจอเด็กๆมาทัศนศึกษาเยอะแยะไปหมดเลยอันดับแรกก็แวะไป Kofuku-ji temple ที่มีเจดีย์สูง 5 ชั้น แล้วก็มีน้องกวางเยอะแยะให้เราซื้ออาหารเลี้ยงใช้เวลาอยู่ที่นี่ไม่นานมากนักเพราะว่าไม่ได้เสียตังค์เข้าไปด้านในของวัดได้แต่เดินถ่ายรูปรอบๆเมมโมรี่เจ้ากรรมดันเกิดเจ๊งไปบางส่วนทำให้รูปที่ถ่ายไปก่อนหน้าหายไปหลายรูปอยู่เหมือนกัน(แอบเศร้าเล็กน้อย) เสร็จจากที่นี่ก็เดินผ่าน Nara National Museum รอบๆเป็นสวนขนาดใหญ่มีชาวญี่ปุ่นผู้รักในศิลปะไปนั่งสเก็ตภาพ museumแล้วก็รอบๆแถวนั้น แถมมีเด็กๆนักเรียนเยอะแยะนั่งพักกินข้าวกลางวันเพราะเป็นช่วงเที่ยงๆพอดี 


เราสองคนเดินดุ่มๆเพื่อจะไปให้ถึง Todai-ji temple เพื่อไปสักการะพระใหญ่ที่วัดแห่งนี้เสียดายวันที่ไปคนเยอะมากจริงๆโดยเฉพาะเด็กๆเลยทำให้หมูอ้วนสองสาวไม่ได้ลองลอดรูจากเสาใหญ่ภายในวัดที่เป็นที่เลื่องลือว่าถ้าลอดผ่านรูนี้ได้แล้วคำอธิฐานที่ขอไว้จะสมหวังเราก็ได้แต่มองตากันปริบๆเพราะว่าแถว (เด็ก) ยาวมากกกกกกก็เลยได้แต่ตัดใจแล้วก็เดินจากไปก่อนจะไปก็แวะทำบุญกันสักเล็กน้อยแล้วก็เดินต่อไปเพื่อไปแวะไหว้พระที่ศาลเจ้าคาซูกะแล้วก็เดินชมบรรยากาศไปตามที่ต่างๆเรื่อยๆขากลับแวะกินข้าวร้านแถวๆนั้นสั่งกันมาคนละนิดคนละหน่อยพอประทังชีวิตติดใจเจ้าไชโป๊ะหวานๆที่มีเมล็ดข้าวผสมอยู่ด้วยก็เลยสอยมาสักห่ออยากให้ที่บ้านลองชิมพอเดินกลับมาแถว tourist information ก็แวะไปเดินเที่ยวตามร้านค้าข้างสถานีรถไฟก็เลยได้เจ้าไชโป๊ะมาอีกสี่ห้าห่อกลับบ้านคิดว่าได้เวลาอันสมควร (ซึ่งเกือบเย็นแล้ว) ก็เลยตัดสินใจจับรถไฟต่อไปยังโกเบ

ที่โกเบเราไม่ได้ใช้เวลานานมากเพราะว่าเริ่มจะเย็นแล้วแล้วก็ไม่ได้ทำการบ้านมาก็ได้แต่เดินดุ่มๆไปเรื่อยๆเพื่อหาทางไปดู Kobe Tower แล้วก็อนุสรณ์ปลาเดินไปถามไปเจอสาวญี่ปุ่นใจดีคนนึงพาเราเดินไปจนถึงทางจะไปต่อแถวท่าเรือโกเบกันเลยทีเดียวน่ารักมากทำงานโรงแรมเหมือนพวกเราด้วยตอนไปถึงแถวนั้นก็มืดแล้วถ่ายรูปออกมาก็ไม่ค่อยเป็นสับปะรดก็เลยได้แค่ชื่นชมผ่านสายตา เดินรอบๆแถวนั้นแล้วก็หาทางกลับมาขึ้นรถไฟขากลับก็เอาอีกแล้วสองสาวจอมเปิ่นหาทางกลับสถานีไม่ถูกคราวนี้ไม่ใช่หญิงสาวแต่เป็นชายวัยกลางคนเพิ่งเลิกงาน เราก็ทันทีเลยพุ่งเข้าไปหาเริ่มด้วยการพูดขอโทษแล้วถามทางไปสถานีชายคนนี้ก็ใจดีให้เราเดินตามเค้าไปเรื่อยๆแล้วค่อยไปแยกกันเพราะว่าเค้าต้องไปอีกทางก็เลยเกาะติดได้แค่แป๊บเดียวโชคดีที่สุดท้ายก็ยังกลับมาถึงสถานีแล้วก็ตัดสินใจไม่ไปต่อ 


จับรถกลับมาแวะร้านกุลิโกะในโอซาก้าเพื่อซื้อป๊อกกี้ชาเขียวยักษ์ให้เพื่อนอีกคนแล้วก็แวะหาของกินแถวนั้นแต่ก็ไม่รู้จะกินอะไรเลยซื้อทาโกะยากิที่เค้าว่าเป็นของขึ้นชื่อของเมืองนี้อีกอย่างกินแก้หิวตอนแรกนัดกะน้องยู๊เอาไว้เพราะว่าเค้าจะพาไปออนเซ็นแถวร้านใกล้บ้านแล้วน้าของน้องยู๊บอกว่าที่นี่ใหญ่มากแล้วก็มีอะไรเยอะแยะน่าสนใจเสียดายที่มันค่อนข้างดึกแล้วก็เลยเกรงใจโทรไปบอกว่าคงไม่ได้เจอกันแล้วก็เลยได้แค่บอกลากันทางโทรศัพท์ 


เราสองคนก็กลับโรงแรมไปติดต่อเรื่องจะส่งกระเป๋าใบใหญ่ของเราสองคนไปที่บ้านเพื่อนที่เมืองอิบารากิโดยใช้บริการแมวดำคาบลูก โดยไปติดต่อที่ Concierge ใช้เวลาสักพักใหญ่ๆเหมือนกันเพราะว่ามีเอกสารต้องกรอกแต่มีปัญหาเรื่องไม่แน่ใจเรื่องที่อยู่เลยต้องให้เพื่อนโทรมาคุยกับทางเจ้าหน้าที่โรงแรมสุดท้ายทุกอย่างก็เรียบร้อย ก็เลยกลับขึ้นไปซุกหัวนอนเตรียมตัวเดินทางไปเกียวโตต่อวันรุ่งขึ้นขอบคุณ Kansai Pass ที่ทำให้เรื่องการขึ้นลงรถไฟเป็นไปได้ง่ายขึ้นเยอะเลยJ




Create Date : 04 กันยายน 2555
Last Update : 4 กันยายน 2555 22:24:17 น.
Counter : 1401 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

tabokrabi
Location :
กระบี่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ชีวิตคือการเดินทางตลอดเวลา