มิถุนายน 2557

1
2
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
All Blog
นั่งรถไฟไปหลังคาโลก 9 พ.ค. 2557

9 พ.ค. 2557 พร้อมลุย Everest Base Camp

วันนี้ตื่นมาแบบไม่ค่อยสดชื่นเท่าที่ควร เริ่มมีอาการแอบมึนหัวนิดๆแล้วก็ไม่ค่อยอยากกินอะไรเท่าไหร่แต่ก็รู้ตัวว่าเราต้องหาอะไรรองท้องซะหน่อยไม่งั้นเดี๋ยวจะยิ่งแย่ก็เลยแวะไปกินข้าวเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรมซึ่งเมนูเดิมที่เราถนัดคือไข่ต้มกะแม๊กกี้ แล้วตามด้วย diamox สำหรับช่วยเรื่องaltitude sickness จากนั้นก็เตรียมตัวย้ายถิ่นฐาน ซึ่งวันนี้เราจะไปพักกันที่ guesthouse ของวัด Romg Buk ซึ่งถือว่าเป็นวัดที่สูงที่สุดในโลก(แล้วหล่ะมั้ง)

จาก New Tingri เราก็จะนั่งรถต่อไปยัง Old Tingri ซึ่งระยะทางทั้งหมดประมาณ60 กิโลเมตร เราใช้เวลาทั้งสิ้น 60 นาทีแล้วเราก็จะเริ่มเข้าสู่เส้นทางของเอเวอเรสเบสแคมป์กันแล้วซึ่งจริงๆแล้วระยะทางจาก Old Tingri ไปยังวัด Romg Buk หรือจุดที่ใกล้เอเวอเรสเบสแคมป์ที่สุดคือระยะทาง70 กิโลเมตร แต่ลองเดากันดูว่าพวกเราใช้เวลาในการนั่งรถมินิบัสเพื่อไปถึงจุดหมายเป็นระยะเวลากี่ชั่วโมงคำตอบก็คือประมาณ 4 ชั่วโมง (ทรมานมากจริงๆ)สาเหตุที่เราต้องใช้เวลามากมายมหาศาลขนาดนี้เนื่องจากว่าเราไม่ได้ใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อเอ้ยไม่ใช่ เนื่องจากถนนที่นี่ค่อนข้างแย่มาก ประมาณถนนพระจันทร์ที่เสียหายหนักๆแต่โชคดีของเส้นทางนี้ที่เทนบอกพวกเราคือพวกเราจะได้ใช้บริการนวดแบบไม่คิดเงินไปตลอดเส้นทางกันเลยทีเดียว(ถือว่าเป็นโชคดีได้รึป่าววะเนี่ย)

แถมระหว่างทางเราก็เจอเรื่องให้ต้องลุ้นกันอีกเนื่องจากรถที่พวกเรานั่งกันมาดันติดหล่มรถเคลื่อนไปไม่ได้คนขับรถก็เลยขออันเชิญพวกเราลงมาโดยใช้แรงงานผู้ชายช่วยกันเข็นรถส่วนผู้หญิงบอบบางอย่างพวกเราก็ไปหาที่ยิงกระต่ายกันก่อนโดยมีพี่คนนึงทีไปด้วยกันพกผ้าถุงแบบมียางยืดไปด้วยเผื่อเวลาฉุกเฉินเช่นนี้จะได้ใช้ในการฉี่ได้สะดวกขึ้นเราก็เลยได้อานิสสงน์นี้ไปด้วย เราก็ตามพี่ๆเค้าไปหาที่ฉี่ห่างไกลจากรถที่ติดหล่มแต่เนื่องจากพื้นที่แถบนั้นแทบจะไม่ค่อยมีหญ้าปกปิดหรือเนินกำบังมากมายนักพวกเราเลยตัดสินใจว่า เอาวะ เดินให้มันไกลๆหน่อยอย่างน้อยก็มองไม่เห็นแล้วเราก็ผลัดกันช่วยจับผ้าถุงเพื่อให้อีกคนได้ใช้เวลาในการฉี่อย่างปลอดภัยไร้กังวลเสร็จสิ้นภารกิจฟิชโช่ พวกผู้ชายก็เข็นรถกันได้เรียบร้อยพอดีโดยคุณเพื่อนของอิชั้นถึงขั้นเกิดอาการมึนกันเลยทีเดียวเพราะว่าดันสูดคาร์บอนจากท่อไอเสียรถเข้าไปพอสมควรแต่ยังไงก็ต้องขอบคุณเหล่าฮีโร่ที่ทำให้เราไม่ต้องติดอยู่ตรงนั้นนานเกินไป

และแล้วพวกเราก็เดินทางมาถึงจุดตรวจก่อนเข้า Everest Base Campซึ่งถ้าได้อ่านสองวันก่อนหน้านี้ที่บอกว่าเทนต้องแวะทำpermit สำหรับเข้าเบสแคมป์ซึ่งใบอนุญาตที่ว่านั้นก็คือต้องนำมาโชว์ให้เจ้าหน้าที่ตรงจุดตรวจนี้เค้าเช็ครายละเอียดพร้อมทั้งพวกเราทุกคนต้องเอาหน้าหล่อๆสวยๆมาโชว์เจ้าหน้าที่ด้วยจากนั้นเราก็มาถึงวัด Romg Buk ซึ่งที่วัดนี้มีบริการที่พักสำหรับคนที่ต้องการมาเยือนEverest Base Camp ด้วยซึ่งคืนนี้พวกเราจะใช้บริการ Guest House ของวัดแห่งนี้กันที่เราเลือกพักที่วัดนี้เนื่องจากว่าถัดจากวัดไปจะไม่มีที่พักแบบเป็นแนว guesthouse แล้วโดยถ้าเราเข้าไปใกล้กว่านี้ก็จะเป็นที่พักแบบกระโจมซึ่งเทนก็คงจะกลัวว่าพวกเราอาจจะไม่ไหวกันกับที่พักแบบนั้นเค้าจึงได้ตัดสินใจเลือกตรงนี้ให้เป็นที่พักของพวกเราในคืนนี้ห้องพักที่นี่พักได้ห้องละ 4 ถึง 5 คน โดยห้องของเราจะพักกัน 4 คนพวกเรานำของเข้ามาเก็บในห้องพักเรียบร้อยที่ห้องพักจะมีผ้าห่มหนาๆหนักๆเตรียมไว้ให้พร้อมกับอ่างล้างหน้า(กะละมังสแตนเลสบ้านเรานี่หล่ะ)และไม่มีเครื่องทำความร้อนอื่นใดเลยในห้องพักแห่งนี้ เรานั่งทำใจอยู่สักพักก็เลยเดินไปสำรวจห้องน้ำพร้อมกับใช้บริการอยากจะบอกว่าห้องน้ำสุดยอดมากก แบบไม่รู้จะบรรยายเยี่ยงไรถึงจะอธิบายหน้าตาได้

ที่นี่ไม่มีน้ำให้ใช้ในห้องน้ำเหมือนๆกันกับแต่ละที่ๆเราได้รับประสบการณ์มาเพราะฉะนั้นเรื่องนี้สบายมากสำหรับเราแต่ดูท่าทางจะไม่ใช่เรื่องสบายๆสำหรับเจ้าเพื่อนที่มาด้วยกันเพราะว่ามันมีปัญหาเรื่องการเข้าห้องน้ำอย่างแรงโดยเฉพาะเวลาถ่ายหนักพี่แกต้องมีน้ำติดตัวในการเข้าห้องน้ำ ประมาณว่าไม่ถนัดใช้กระดาษเช็ดก้นท่านผู้อ่านลองจินตนาการถึงชายวัยเริ่มจะกลางคนนุ่งลองจอนสีฟ้าแล้วนุ่งผ้าเช็ดตัววิ่งเข้าห้องน้ำพร้อมขวดน้ำหนึ่งใบในเวลาที่อุณหภูมิประมาณเลขตัวเดียว ส่วนรองเท้าเนี่ยไม่แน่ใจว่าพี่แกเปลี่ยนเป็นแตะแล้วหรือว่ายังคงเป็นผ้าใบอยู่ผ่านไปไม่กี่นาที หรือ วินาที ก็ไม่แน่ใจ พี่แกก็วิ่งกลับมาบอกว่าไม่สามารถเข้าห้องน้ำแบบนี้ได้ แล้วพี่แกก็พยายามจะหาทางไปเข้าห้องน้ำที่อื่นแต่โชคไม่อำนวยเพราะว่าแถวนั้นไม่มีห้องน้ำอื่นให้เข้าได้เลย สุดท้ายเราเลยแนะวิธีบอกไปว่ายังไงขากางเกงก็ไม่มีทางเลอะเด็ดขาด เราก็แค่เดินไปแล้วตังหลักให้ดีดีกางขาแล้วเล็งให้มั่น ให้มันตรงรูที่เค้าทำไว้ให้หลังจากนั้นก็ปล่อยตัวตามสบายแล้วมันจะไม่มีทางกระเด็นโดนขาเด็ดขาดจากนั้นก็ยัดทิชชู่เปียกใส่มือบอกว่า เอาไปใช้ซะแล้วจะรู้ว่ามันไม่ได้ยากเย็นอะไรเลยสุดท้ายเรื่องขึ้ๆก็ผ่านไปได้ด้วยดี (ระดับนึง) เพราะว่าถ้าไม่ผ่านมันไปให้ได้ก็จะไม่มีทางได้ขี้แน่ๆ

จากนั้นก็ได้เวลารวมพลกินข้าวกันโดยมื้อนี้จะเป็นบะหมี่คนละถ้วยใหญ่ๆรสชาดพอไหวแถมมีพริกเผ็ดๆให้เราเลือกปรุงอีกด้วย มื้อนี้เทนบอกว่ากินแบบง่ายๆก่อนเพราะว่าเดี๋ยวเราต้องเดินทางกันต่ออีกโดยการนั่งรถของทางเบสแคมป์ขึ้นไปอีก8 กิโลเมตร (ใช้เวลานั่งรถประมาณครึ่งชั่วโมง) เพื่อไปยังจุดที่เรียกว่า BaseCamp จริงๆและมีป้ายให้เราไปเต๊ะท่าถ่ายรูปเพื่อบอกว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตคุณได้มาเยือนสถานที่แห่งนี้ (สูง 5200 เมตรเหนือน้ำทะเล) กลับไปจะได้ลำรึกว่ามันหฤโหดขนาดไหนนอกจากป้ายที่ว่านี้แล้วก็ยังสามารถปีนขึ้นไปเพื่อไปชมวิวของยอดเขาหิมาลัยและมองเห็นเบสแคมป์อีกด้วยแต่เนื่องด้วยสภาวะทางร่างกายเราไม่ค่อยดีและเหมือนเราจะรู้ตัวว่าอาการเราไม่ค่อยดีจริงๆ เราเดินไปได้แค่ปลายๆทางขึ้นก็เริ่มหัวใจเต้นแรงมากและเกิดอาการมึนหัวรวมทั้งเหนื่อยก็เลยตัดสินใจไม่ปีนขึ้นไปบนนั้น

หลังจากนั้นพวกเราก็กลับลงมาที่พักตามเดิม ซึ่ง ณ จุดนี้อยากบอกว่าอาการปวดหัวเริ่มมากขึ้นแล้ว ดูท่าทางจะไม่ไหวแน่ๆแล้วก็มีพี่คนนึงในกลุ่มเค้ามีความสามารถในการคัวซา (เขียนถูกรึป่าวไม่รู้)ก็คล้ายๆกับการนวดแต่นี่เป็นการเอาถ้วยหรืออะไรสักอย่างมาขูดที่หลังคอเพื่อทำให้อาการปวดหัวมันดีขึ้นซึ่งมันก็ช่วยได้อยู่บ้างแต่ก็ยังไม่หายชะงัดสุดท้ายพี่เค้าเลยตัดสินใจไปเอายาไมเกรนชุดสุดท้ายที่พี่เค้าตั้งใจเก็บเอาไว้กินเผื่อกรณีฉุกเฉินของตัวเองเนื่องจากยาที่พี่เค้าพกมาได้นำไปแจกให้คนอื่นๆในทีมที่อาการไม่ค่อยดีไปหมดแล้วและทุกคนกินยาแล้วก็มีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดงานนี้อยากบอกว่าซึ้งในน้ำใจพี่สาวคนนี้อย่างแรง ที่เค้ายอมเสียสละยาชุดสุดท้ายของตัวเองเพราะเห็นว่าอาการเราแย่มากๆและรู้ว่าถ้าปล่อยไว้อย่างนี้เราคงต้องทรมานทั้งคืนแน่ๆขอบคุณจากใจจริงๆค่ะ You really save my lifeเพราะว่าหลังกินยาไปสักสิบกว่านาทีอาการปวดหัวที่ว่านี้ก็หายไปเราก็เลยต้มมาม่ากินแทนข้าวและนั่งดูเค้าเล่นไพ่กันเพราะว่าเราก็ไม่มีกิจกรรมอื่นๆให้ทำการเล่นไพ่ก็คงถือเป็นการฆ่าเวลาที่ดีที่สุด

เมื่อถึงเวลานอนพวกเราตัดสินใจว่าเราจะเอาเตียงมาชนกันแล้วนอนเรียงกันสี่คนเพราะว่าน่าจะช่วยเรื่องอากาศหนาวได้บ้างอากาศที่นี่หนาวจับใจจริงๆ คืนนี้ใส่กางเกงประมาณ 4 ชั้น เสื้อก็เหมือนกันยังรู้สึกเหมือนจะเอาไม่อยู่ สุดท้ายเวลานอนจริงๆผ้าห่มที่ทางเกสเฮาท์เตรียมไว้ให้มันหนักมากก็เลยอึดอัดกลายเป็นว่านอนไม่ค่อยหลับอีก พยายามใส่หูฟัง ฟังเพลงก็แล้ว สวดมนต์ก็แล้วไม่ได้ช่วยอะไรเลย แถมมีเสียงกรนของเพื่อนๆร่วมห้องมาช่วยขับกล่อมให้อีกสรุปแล้วคืนนี้ตาค้างแทบจะทั้งคืน

ตกกลางคืนก็จะมีเจ้าหน้าที่ดูแลเกสเฮาท์ถือกาน้ำร้อนมาเทน้ำร้อนใส่ในอ่างแต่ละห้องและนี่คือน้ำที่เค้าให้เราใช้สำหรับล้างหน้าแปรงฟัน หรือจะใช้อะไรก็ได้แต่น้ำมีจำนวนค่อนข้างจำกัด เราก็คงทำได้เพียง แปรงฟันและล้างหน้าจริงๆสรุปแล้วชั้นไม่ได้อาบน้ำมาสองคืนแล้วเหรอเนี่ย กรี๊ดดดดดด

ยังไงก็แล้วแต่ คงต้องบอกว่าประสบการณ์แสนทรมานครั้งนี้แลกมากับการได้ทำตามความฝันที่เราตั้งใจไว้นานแล้วสำหรับเราถือว่าคุ้มค่า ได้นั่งรถไฟมาหลังคาโลก แถมได้มานั่งกินข้าวไปโดยมีวิวของยอดเขาหิมาลัยอยู่ด้านหลังให้นั่งมองแบบชัดๆคิดแล้วก็ เถอะน่า ครั้งหนึ่งในชีวิต ชั้นไม่เสียใจเลยที่ตัดสินใจเลือกเดินทาง ทริปนี้ !!!!!



Create Date : 03 มิถุนายน 2557
Last Update : 3 มิถุนายน 2557 23:50:52 น.
Counter : 78 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

tabokrabi
Location :
กระบี่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ชีวิตคือการเดินทางตลอดเวลา