มิถุนายน 2557

1
2
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
All Blog
นั่งรถไฟไปหลังคาโลก 5 พ.ค. 2557
5 พ.ค. 2557 เหยียบหลังคาโลกอย่างเป็นทางการ

ต่อเนื่องจากเมื่อคืนที่ใช้ชีวิตบนรถไฟและพยายามข่มตาหลับก็พอหลับสนิทกะเค้าได้บ้างเล็กน้อยถ้าเทียบกับเจ้าเพื่อนที่ไปด้วยกัน ขานั้นหัวถึงหมอนหรือถ้านิ่งปั๊บหลับปุ๊บเข้าตำราที่ว่า นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นแด๊กกก (เยอะ) ประมาณนั้นเลยอันนี้ต้องขอชมนะว่าเป็นบุญของมันจริงๆที่มีความสามารถพิเศษนี้ติดตัวมาเพราะว่าด้วยความที่ตัวเองเป็นคนหลับยากก็เลยแอบอิจฉาและเขม่นมันในทีสรุปแล้วเช้านี้ตื่นมาเกือบๆ 7 โมงเช้า ก็ล้างหน้าแปรงฟัน ไปตามเรื่องตามราวแต่เลิกฝันเรื่องอาบน้ำไปได้เลย ก็ซักแห้งกันไปก่อนแล้วกันนะฮ๊า

อาหารเช้าบนรถไฟหน้าตาไม่น่ารับประทานอย่างแรงโชคดีที่เป็นคนกินง่ายม๊ากกกกก มากก (เสียงสูงปรี๊ด)เลยกินข้าวต้มกะไข่ต้มเหยาะแม๊กกี้ที่ทางพี่ใหญ่ (ไกด์ทางฝั่งไทย) เตรียมไปเผื่อลูกทัวร์ทั้งหลายเลยค่อยยังชั่วหน่อย แถมด้วยหมูหยองจากพี่ร่วมคณะ (พี่เค้าหิ้วมาเป็นปิ่นโตเลยนะ น่ารักจริงๆ) ระหว่างทานอาหารก็ถามกันไปเรื่อยๆว่า เอ๊ะเมื่อไหร่จะถึงสถานีที่สูงที่สุดในโลก (ถังกูล่า) ทุกคนก็บอกว่ายังไม่เห็นเลยนะหรือไม่ก็ ไม่เห็นนายสถานีประกาศเลยนะ (อันนี้ไกด์ชาวจีนที่ซีหนิงบอกมาว่าวันดีคืนดีนายสถานีก็จะประกาศเสียงตามสายให้ได้รู้ว่าเราจะผ่านสถานีที่สูงที่สุดในโลก)สุดท้ายเลยกลายเป็นว่าทุกคนแห้วหมดเพราะสถานีที่ว่ามานี้น่าจะผ่านไปตั้งแต่ตอนพวกเรายังนอนฝันกันอยู่เลย อด อด อด

ในที่สุดรถไฟก็จอดเทียบชานชลาสถานีลาซาซึ่งเป็นสถานีปลายทางของรถไฟขบวนนี้นั่นหมายความว่าพวกเราได้มาถึงหลังคาโลกโดยปลอดภัยแล้วคราวนี้ก็เริ่มท่องกันให้ขึ้นใจ ช้าหนอ อย่าเร็วหนอเพราะว่าที่เมืองลาซาอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณเกือบๆสี่พันเมตรทำให้อากาศค่อนข้างเบาบ้างเอาการอยู่เหมือนกันลงจากสถานีปั๊บก็ต้องเริ่มพิธีกรรมแรกกันก่อนคือถ่ายรูปกับป้ายสถานีเพื่อประกาศให้ชาวโลกรู้ว่าตรูถึงแล้วว๊อยยย หลังคาโลก ฮาๆๆๆ

ก่อนออกจากสถานีก็จะต้องโดนตรวจอีกครั้ง โดยเจ้าหน้าที่จะขอดูใบอนุญาตท่องเที่ยวในทิเบต หรือในภาษาปะกิตว่า Tibet Permit ซึ่งถือว่ามีความสำคัญมากถ้าไม่มีเจ้าตัวนี้เวลาเดินเหินไม่ระวังอาจจะโดนเจ้าหน้าที่จับไปสอบสวนได้แต่เอกสารทุกอย่างได้ถูกจัดการโดยเอเจนซีเรียบร้อยเราเลยไม่ต้องกังวลใจเรื่องพวกนี้ตอนขาออกก็จะต้องโชว์พาสปอร์ตให้เจ้าหน้าที่รถไฟดูก่อน พอออกมาพ้นสถานีได้ก็ต้องมาเจอด่านตม. อีก ซึ่งจริงๆ พี่ใหญ่ก็เข้าไปจัดการให้หมดทุกคน แต่ดันมาติดปัญหา สองคนและหนึ่งในผู้โชคดีก็คือเรา ซึ่งเค้าบอกว่าพาสปอร์ตเราสแกนไม่ผ่านเราเลยต้องเอาหน้าตาอันโคตรน่ารัก (ที่สำคัญไม่ได้อาบน้ำมาทั้งคืนกะเกือบวัน)ไปโชว์ให้เค้าดู แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปอย่างเรียบร้อย

พอผ่านพิธีการ ตม. (ตรวจคนเข้าเมือง) มาได้ก็มีไกด์ท้องถิ่นมารอรับอยู่แล้ว เป็นชาวทิเบตมีชื่อว่า เทนซินแต่เรียกสั้นๆเข้าใจง่ายๆว่าเทน ซึ่งประโยคแรกหลังจากผ่านกระบวนการทักทายกันแล้วคือเทนขอห้ามทุกคน อย่าถ่ายรูปทหารหรือตำรวจนะฮ๊า เพราะว่าถ้าเค้าจับได้รับรองว่าติดคุกหัวโตแน่พวกเราเลยต้องเล็งลำกล้องให้ดีดีเวลาจะถ่ายหนุ่มถ่ายสาวชาวทิเบตต้องระวังอย่าให้ติดพวกหมาต๋าเด็ดขาด แล้วเทนก็นำพวกเราไปที่รถซึ่งมารอรับเราอยู่โดยรถที่เราจะใช้ตลอดทริปที่อยู่ในทิเบตคือรถเมลล์ขนาดเล็ก ง่ายๆคือ มินิบัสสำหรับประมาณ 22 ที่นั่ง ซึ่งสภาพรถต้องอุทานในใจว่า "ทำไมเยินขนาดเนี๊ยเนี่ย"ต่อมาภายหลังถึงได้รู้ว่าเทนกะคนขับเพิ่งตีรถกลับจากชายแดนทิเบตเนปาลเพราะว่าเพิ่งส่งกรุ๊ปแรกเสร็จแล้วรีบบึ่งมารับกรุ๊ปเราต่อเลย (เอิ่มมมตรูจะปลอดภัยตลอดการเดินทางใช่มะเนี่ย)

หลังจากแนะนำคนขับรถเรียบร้อยเทนก็มีการต้อนรับพวกเราในแบบของชาวทิเบตคือนำผ้าสีขาว(ลักษณะเหมือนผ้าพันคอแต่แบบบาง) มาคล้องคอพวกเราทีละคน(เหมือนเวลาคล้องพวงมาลัยนั่นหล่ะ) ซึ่งเป็นธรรมเนียมของทางบ้านเค้าแล้วเราก็ไปเที่ยวต่อเลย (ย้ำอีกครั้งว่าตรงดิ่งไปเที่ยวเลย เพราะงั้นเรื่องอาบน้ำลืมไปก่อนได้เลย)โดยสถานที่ๆเราจะไปวันนี้ คือ พระราชวังนอบูลิงคา หรือ อีกชื่อคือพระราชวังฤดูร้อนขององค์ดาไลลามะ องค์ที่ 14 ก่อนที่ท่านจะลี้ภัยไปอยู่ที่อินเดีย อีกทั้งยังได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก(ที่ที่สองสำหรับทริปนี้ที่เป็นมรดกโลก) ก็อย่างที่รู้ๆกันนะคะถ้าใครติดตามอ่านบันทึกการท่องเที่ยวของอิชั้นมาตั้งแต่วันแรก จะรู้ว่าวิชาการน้อยหน่อย ไร้สาระ พร่ำเพรื่อมากหน่อย เพราะงั้นใครที่ติดใจประวัติของพระราชวังฤดูร้อน ให้ไปหาอ่านเพิ่มเติมเอาเองนะคะรับรองว่าถ้าเล่าเนี่ยคงอีกหลายหน้า จริงๆอยากจะบอกว่า เทนได้อธิบายประวัติของพระราชวังฤดูร้อนนี้ได้ดีทีเดียวเชียวแต่เป็นเพราะเรามันแก่แล้ว ความจำเลยไม่ค่อยดีบางจุดก็แปลถูกบ้างผิดบ้างแล้วแต่จะจับใจความได้

ในช่วงหนึ่งของการเดินกลับจากชมวังได้มีโอกาสอยู่กับเคนสองต่อสอง(จริงๆคือคนอื่นๆเดินตามมาด้านหลัง แค่อยากเขียนให้มันดูตื่นเต้นสักฮีดด ก็ยังดี)เลยถามคำถามที่ค้างคาใจมานาน นั่นคือมันจะมีความเป็นไปได้บ้างไม๊ที่ท่านดาไลลามะจะได้กลับมาสู่ดินแดนบ้านเกิดซึ่งเทนเองก็ทำหน้าเศร้าๆแล้วบอกว่า พวกเราได้แต่ภาวนาขอให้ท่านได้กลับมา โดยเทนบอกว่าชาวทิเบตอย่างน้อย90+ % ที่อยากให้ท่านดาไลลามะกลับมา (ที่เหลืออาจจะเป็นพวกนอกคอกซึ่งเป็นส่วนน้อยมากๆ) เราเลยได้แต่บอกว่าเราจะคอยเอาใจช่วยนะ (คือ จริงๆแล้วเป็นแฟนเพจท่านดาไลลามะในเฟสบุ๊คด้วยหน่ะ เลยอยากช่วยลุ้น) แต่จากแววตารู้ได้เลยว่าพวกเค้ามีความศรัทธาในตัวองค์ดาไลลามะกันขนาดไหน

ออกจากพระราชวัง เทนก็แนะนำให้พวกเรารู้จักยาจีนตัวใหม่ มีชื่อว่าเก้าหยวนอัน ซึ่งสรรพคุณก็คือช่วยเรื่องของ Altitude Sickness หรือโรคแพ้ความสูงเค้าบอกว่าดีกว่ากินพวกไดอะม๊อก พวกเราก็เลยสอยกันมาคนละกล่องสองกล่อง ตกกล่องละ45 หยวนโดยเรากะเพื่อนกะจะเริ่มกินยาตัวนี้วันพรุ่งนี้เพราะจะได้ไม่ตีกะไดอะม๊อกที่กินมาแล้วสองสามวันล่วงหน้าซึ่งเจ้ายาจีนนี้สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายาทั่วไปในกรุงลาซาแต่เอ๊ะ...ใกล้ๆร้านขายยาเราแอบเห็นนะว่าคือร้าน Bread Talk สมองก็สั่งการไปที่ขาให้วิ่งเข้าไปในร้านนี้ทันทีเหมือนคนเจอโอเอซิส ก็สอยขนมปังกันมาคนละชิ้นสองชิ้นกะจะเอาไว้เป็นอาหารเช้าวันพรุ่งนี้ ส่วนอาหารเย็นวันนี้ก็อย่างที่รู้ๆเมนูคล้ายๆเดิม มีอะไรแปลกใหม่นิดหน่อยแต่ก็ยังไม่ดึงดูดเทนก็จะมาถามหลังจากพวกเรากินอาหารกันไปได้สักพักว่า อาหารเป็นยังไงบ้างและนี่คือวันแรกที่เริ่มกินอาหารในทิเบต คำตอบเราก็คือ ดีค่ะ โอเคค่ะ(หน้าตายังดูจริงใจกันอยู่ ณ จุดนี้ 555+)

แล้วเทนก็ส่งพวกเราเข้าที่พักซึ่งโรงแรมที่เราจะพักในสองคืนที่ลาซานี้เรียกได้ว่าเป็นโรงแรมใหม่และดูดีทีเดียวเชียวการตกแต่งเป็นสไตล์จีนๆ ห้องใหญ่กว้างขวาง สิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมแถมไวไฟก็มีให้ใช้อีกด้วย หลังจากเก็บกระเป๋าเรียบร้อยเราเองมีภาระกิจฟิชโช่ที่ต้องไปจัดการ นั่นคือ ต้องไปเช็คอินที่ร้าน SpinnCafe ให้ได้ ส่วนหนึ่งคือน้าสองคนฝากมาว่าอย่าลืมไปร้านนี้ให้ได้นะอีกส่วนก็เป็นเพราะเราเองเคยอ่านเรื่องราวของพี่โอ๊ต (เรียกเหมือนหนิดหนมเลยวุ้ย)ซึ่งเป็นนักปั่นจักรยาน และปั่นไปที่ทิเบตจนเกิดติดใจบ้านเมืองเค้าเลยตัดสินใจเปิดร้านกาแฟอยู่ที่นั่น แต่วันที่เราไปพี่โอ๊ตดันกลับไปซะนี่เลยได้แต่ฝากโน๊ตเอาไว้ให้รู้ว่า หนึ่งในคนไทยที่อยากไปเยือน Spinn Cafe ได้ไปถึงร้านแล้วนะแต่มโนภาพสำหรับร้านที่นึกเอาไว้กับที่ไปสัมผัสจริงๆมันต่างกันค่อนข้างมากร้านจะดูเล็กๆและตั้งอยู่ในตรอกที่ดูน่ากลัวๆหน่อยๆแต่งานนี้เราไปกะหนุ่มๆตั้งสามคน ก็เลยหาได้กลัวภัยไม่

ขาไปพวกเรานั่งแท๊กซี่กันไป สี่คน เค้าคิด 20 หยวนแต่จากคำบอกเล่าที่รู้มาคือ ไปไหนๆก็เริ่มที 10 หยวน (ไม่ได้พูดถึงคนนะพูดถึงทั้งหมด) พวกเราก็แอบคิดในใจว่าเอ๊ะ ตรูโดนฟันแล้วเหรอเนี่ยเอาเข้าจริงๆมารู้ทีหลังว่าอีกรุ๊ปที่ออกไปก่อนโดนคิดค่าแท๊กซี่คนละ 10 หยวน เพราะงั้นขากลับพวกเราสี่คนเลยตัดสินใจว่าเดินกลับไปเรื่อยๆแวะดูของรายทาง (ตอนเวลาเกือบๆสี่ทุ่มเนี่ยนะ)เราเดินผ่านถนนขายของจิปาถะ คล้ายๆถนนคนเดินบ้านเราแล้วก็ไปเจอร้านหนังสือ+โปสการ์ดร้านหนึ่งน่ารักดี ดูอบอุ่น สบายๆโดยชั้นล่างจะขายหนังสือส่วนชั้นบนจะขายโปสการ์ดและมีบริการติดแสตมป์สำหรับคนที่ต้องการส่งต่างประเทศด้วยโดยตู้เขียวจะตั้งอยู่ด้านล่างของร้าน อยากส่งก็ไปหย่อนเอาเองแต่ที่น่ารักกว่านั้นคือ เราได้ยินเหมือนเสียงเปียโนบรรเลงตอนแรกก็ไม่ได้เอะใจนึกว่าคงเปิดเครื่องเสียงปกติปรากฎว่าที่ร้านเล่นเปียโนสดๆเลยค๊าบบ ชิวจริงๆ

กว่าจะเดินกลับถึงโรงแรมก็ปาเข้าไปเกือบๆห้าทุ่มแล้วจัดโน่นนี่ตั้งท่าว่าจะอาบน้ำนอน ดันเจอคนรบกวนจนได้ย้ำว่าคนไม่ใช่สิ่งที่มองไม่เห็น เป็นคนที่หายไปจากชีวิตได้สองสามปีอยู่ดีดีก็ส่งข้อความงี่เง่ามาหลอกหลอนเลยทำให้การเข้านอนคืนนี้ไม่เป็นสุขเท่าที่ควร จงหายไปซะเดี๋ยวนี้ เพี๊ยงงงงงงงนอนดีกว่า



Create Date : 03 มิถุนายน 2557
Last Update : 3 มิถุนายน 2557 23:47:37 น.
Counter : 83 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

tabokrabi
Location :
กระบี่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ชีวิตคือการเดินทางตลอดเวลา