มิถุนายน 2551

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
30
 
 
All Blog
Cheonggyecheon - Changdeokgung Palace-KimChi Museum-27 May 2008
เริ่มต้นการเดินทางใหม่คนเดียว วันนี้ตื่นสายนิดหน่อยเพราะว่าเหนื่อยมาจากสองวันก่อน (จริงรึป่าวหว่า??) จากที่วางแผนไว้ว่าจะไปโน่นก่อนนี่ก่อน กลายเป็นว่าแต่ละวันต้องมานั่งคิดแผนใหม่ คนเรานี่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาจริงๆเลยนะ หุหุ โดยเฉพาะข้าพเจ้าเนี่ย แผนเปลี่ยนตลอดเวลา วันนี้ก็เลยตั้งต้นที่แม่น้ำชองเกชอน (Cheong Gye Cheon River) จริงๆก็ไม่ได้เรียกว่าตั้งต้นหรอก จุดประสงค์จริงๆก็คือจะไปที่พระราชวังชางด๊อกกุง แต่ว่ามันเป็นทางผ่าน ด้วยความขี้เหนียว เอ้ย ไม่ใช่ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นบ้านเมืองเค้ามากขึ้นก็เลยตัดสินใจเดินไปเรื่อยๆ เห็นว่ามันไม่ได้ไกลจากที่พักของเรามากนัก

เดินไปถามเค้าไปเรื่อยๆ ก็ไปเจอแม่น้ำชองเกชอน ที่นี่เป็นแม่น้ำที่ชาวเกาหลีสร้างขึ้นมาไม่ได้เกิดจากธรรมชาติจริงๆ ว่าไปก็เหมือนเป็นสวนหย่อมจำลองนั่นหล่ะ แต่ว่าเค้าทำให้มันสวยงาม มีน้ำตกมีภาพเขียนตามผนังกำแพง แล้วก็มีการวางหินข้ามแม่น้ำ ยังไงก็ลองไปดูรูปที่เอาไปโพสไว้ดูก็แล้วกันนะ ตอนช่วงที่ไปนี่คือช่วงสายๆติดจะกลางวันแล้ว ก็ไม่ค่อยมีคนเท่าไหร่ มีคนสูงอายุบางคนมาเดินออกกำลังกายแล้วก็เด็กนักเรียนมาถ่ายรูปเล่นกัน (เอ..แล้วมันออกนอกโรงเรียนเวลาอย่างงี้ได้ไงเนี่ย) เราก็เดินไปเรื่อยๆถ่ายรูปเก็บไว้นิดหน่อย เพราะว่าการเที่ยวคนเดียวนี่สิ่งที่ไม่ดีก็คือ หาคนถ่ายรูปให้เราไม่ได้ เลยจะได้มาแต่รูปสถานที่ เศร้าจริงๆ ไงก็ตามแต่ ได้ยินว่าช่วงกลางคืนที่นี่จะสวยเหมือนกันเพราะว่าเค้าจะมีคนมาขายของ มาเดินซื้อของกันเยอะแยะ แล้วก็อาจจะมีการแสดงด้วย เสียดายที่ไม่มีโอกาสมาช่วงกลางคืน

ชมแม่น้ำนี่ได้สักพักก็คิดว่าได้เวลาเดินต่อไปพระราชวัง ชางด๊อกกุงแล้วหล่ะ ต้องรีบไปให้ทันเวลาที่เค้าระบุไว้ เพราะว่าที่นี่จะต้องเข้าเป็นรอบๆ โดยที่จะมีไกด์เป็นคนนำและบรรยาย เค้าจะไม่ให้เราเข้าไปเอง เพราะงั้นข้าพเจ้าเลยต้องตามไกด์ที่บรรยายเป็นภาษาอังกฤษเข้าไป สำหรับรอบภาษาอังกฤษจะมีทั้งหมด สามรอบ คือ 11.30, 13.30, แล้วก็ 15.30 รอบที่เราเลือกคือ 11.30 ก็มีสมาชิกประมาณสิบกว่าคนได้ ในนั้นก็มีคนไทยอยู่สักกลุ่มเล็กๆ แต่ว่าเค้าก็อยู่กันไม่ค่อยนานเท่าไหร่ เพราะอย่างว่านิสัยพี่ไทย ชอบช๊อบปิ้ง อิอิ พอเข้าไปปั๊บ ไกด์เค้าก็จะพาเดินและบรรยายตั้งแต่ประวัติของแต่ละสถานที่ซึ่งต้องขออภัยที่ไม่สามารถบรรยายได้ ถ้าใครอยากรู้ประวัติของที่นี่ก็สามารถหาอ่านได้ตามเวบไซด์หรือว่าซื้อหนังสือ เที่ยวไม่ง้อทัวร์ตีตั๋วไปเกาหลีก็ได้นะ เค้าก็มีบอกเอาไว้เหมือนกัน (ไม่มีคอมมิสชั่นนะค๊า) ที่นี่เป็นพระราชวังแห่งที่สองหลังจากที่พระราชวังแรกถูกญี่ปุ่นบุกแล้วก็เผาไป กษัตริย์ของเกาหลีสมัยนั้นเลยย้ายมาประทับที่นี่ โดยจุดเด่นอีกอย่างของที่นี่ก็คือ Secret Garden ซึ่งเป็นสวนในพระราชวังที่กษัตริย์ใช้สำหรับพักผ่อน อ่านหนังสือ แล้วก็ ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด (เซนเซอร์ค่ะ) สมัยโน้นเค้าก็มี Heater ใช้กันแล้วนะคะ เค้าออกแบบไว้เก่งดีนะคะ คนก่อสร้างสมัยก่อนเนี่ย เนื่องจากว่าเกาหลีจะมีอากาศหนาวด้วยเพราะฉะนั้นเค้าก็เลยมีการออกแบบให้ใต้อาคารแต่ละหลังเนี่ยมีช่องสำหรับใส่พวกถ่านที่จะทำให้พื้นห้องอุ่น แล้วก็นอนได้สบายๆช่วงหน้าหนาว แล้วก็ไม่มีควันออกมาด้วยนะคะเพราะว่าเค้าจะทำช่องให้ควันลอยออกไปอยู่นอกตัวอาคารเลย ว่ากันต่อที่สวนลับเนี่ย จะมีสระน้ำเล็กๆอยู่ในนั้น (เหมือนสระบัวอ่ะค่ะ) แล้วก็มีบริเวณลานกว้างๆสำหรับให้พวกเรานักท่องเที่ยวนั่งพักหลังจากเดินมาเหนื่อยๆแล้วก็มีร้านขายของที่ระลึกไว้หลอกล่อนักท่องเที่ยว ฮ่าๆ แต่ไม่ได้จากเราหรอกนะเพราะว่าตั้งใจไว้แล้วว่าจะซื้อที่ตลาดนัมแดมุน ใกล้บ้านเรา (เพื่อนกระซิบว่าที่นี่ถูกสุดแล้วอ่ะ)

เดินกันอีกสักพักก็จบการชมพระราชวัง ก่อนออกก็ได้เพื่อนใหม่หนึ่งคนเป็นชาวจีนแต่สัญชาติอเมริกัน เดินทางคนเดียวเหมือนกันเลยไม่มีคนถ่ายรูปให้ บ่นเรื่องเดียวกันเลย ก็เลยผลัดกันถ่ายรูปกะประตูวังก่อนจากไป อ้อ ลืมบอกว่าที่นี่ค่าตั๋วสำหรับเข้าชมวังเนี่ย 3,000 WON นะคะ ก็ไม่ถือว่าแพงมาก ออกจากการชมวัง หิวค่ะ หิว เพราะว่ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องตั้งแต่เช้า เดิน

ออกมาก็คิดว่าจะกินอะไรดีหว่า ก่อนที่จะเดินทางต่อ เดินหันไปหันมาอยู่บริเวณสี่แยก (เหมือนบ้านนอกเข้ากรุงอ่ะค่ะ) เพราะว่าใจก็ต้องหาทางไปขึ้น subway ให้ได้ด้วย เหลือบไปเห็นร้านอาหารเล็กหลังปั๊มน้ำมัน เอาวะ ลองหน่อยก็ได้ เป็นร้านขายบะหมี่เล็กๆ (ซึ่งจริงๆก็แกะออกจากซองสำเร็จรูปนั่นหล่ะ) ก็เลยชี้บอกอาจูม่า (เรียกผู้หญิงที่มีอายุหน่อยที่แต่งงานแล้วซึ่งเดาเอาว่าเค้าคงแต่งแล้วหล่ะ) ว่าเอาอันนี้ เค้าก็น่ารักนะ ตอบกลับมาว่า โอเค๊ เลยได้บะหมี่มาชามนึงใส่เค๊กข้าวมาด้วยนะ ซึ่งก็ไม่ค่อยกินหรอก เพราะให้ความรู้สึกเหมือนเคี้ยวแป้งอ่ะ แต่ขอบอกว่าอร่อยมากเลยทั้งกินจิและบะหมี่ของอาจูม่าคนนี้ ไม่ผิดหวังจริงๆที่ตัดสินใจเข้ามา ราคาก็ถูกมากอ่ะ 3,000 WON เท่านั้นเอง ชามบะเอ้งเลย (แต่ก็กินจนหมด) พอเรียกเก็บตังค์ก็ถามว่าเรามาจากไหน (ภาษาปะกิตด้วยนา) ก็เลยบอกว่า ไทยแลนด์ ค่ะ หลังจากท้องอิ่มก็ได้เวลาเดินทางหาที่ขึ้นรถไฟต่อไป

ก็เดินไปเรื่อยๆ จนเจอก็นั่งรถไฟต่อไปที่ COEX Mall เพราะว่าจุดหมายคือไปดู พิพิธภัณฑ์ กิมจิ Kim Chi Museum แต่ก็ไม่ค่อยมีอะไรมาก เหมือนเป็นสถานที่ให้เด็กๆหรือว่าคนที่ต้องการศึกษาเรื่องกิมจิมาค้นคว้าหาความรู้มากกว่า เดินแป๊บๆก็หมดแล้ว ในนั้นจะมีกิมจิจริงๆให้ลองชิม ตอนที่ไปอ่ะมีสองชนิดจำไม่ได้แล้วว่าแบบไหนมาก แต่ก็ไม่ได้ชิมหรอกนะ แค่เปิดฝาแล้วถ่ายรูปเอาไว้เฉยๆ แล้วก็จะมีคอมพิวเตอร์สองสามชุดตั้งเอาไว้ให้ศึกษาเกี่ยวกับกิมจิ ตั้งแต่วิธีการทำ สูตรในการทำ ส่วนผสม ทั้งหลายทั้งแหล่ เดินไปอีกหน่อยก็จะมีรูปผู้หญิงกำลังคีบกิมจิจะป้อนลูก แต่เค้าเว้นที่ว่างเอาไว้ให้สำหรับถ่ายรูป โชคดีที่มีเด็กคนนึงนั่งอ่านข้อมูลอยู่แถวนั้น ก็เลยขอช่วยให้ถ่ายรูปให้หน่อย เราก็เลยไปนั่งอ้าปากรับกิมจิอยู่ให้เค้าถ่ายรูปให้ เย้ๆๆ อย่างน้อยก็ได้รูปจากที่นี่บ้างก็ยังดี ให้คุ้มกับที่เสียตังค์ไป 3,000 WON

เสร็จจากที่นั่นก็ไปเจอเพื่อน(ใหม่) ไม่เคยเจอกันมาก่อน แบบว่าอยากหาคนเกาหลีพาเที่ยวหน่ะ ก็เลยไปติดต่อเอาไว้ เค้าก็อยากคุยภาษาอังกฤษพอดี เลยนัดเจอกันที่ที่พักของเรา เค้าชื่อว่า ควางฮ๊ (Kwang Hee) เพิ่งกลับมาจากนิวยอร์คเพื่อมาจัดการเรียนให้จบที่นี่แล้วจะได้กลับไปเรียนให้จบที่โน่น งงอ่ะดิ เราก็เกือบจะงง แต่ไม่งง คนเกาหลีนี่มักจะชอบ ดร็อบการเรียนของตัวเองเอาไว้ก่อนแล้วไปเรียนภาษาที่ต่างประเทศ เสร็จแล้วก็กลับมาเรียนใหม่ให้จบ เนื่องจากว่าผู้ชายเกาหลีต้องไปเป็นทหารสองปี หลังจากที่เข้าเรียนปีหนึ่งแล้ว ทำให้เรียนช้ากว่ารุ่นเดียวกันที่เข้าตอนแรก อย่างชานซูก็เหมือนกัน ไปเรียนภาษาที่นิวยอร์ค กลับมาเรียนต่อป.ตรี ให้จบ อันนี้ก็ไปเรียนต่อที่โน่น(ป.ตรี) ดร็อปของที่เกาหลีไว้ แล้วก็กลับมาจัดการที่นี่ให้จบ โดยดร็อบของที่นิวยอร์คไว้ เอาเป็นว่าตามนั้นนะ ไม่งั้นไม่ได้ไปเรื่องอื่น

เค้าก็พาเราเดินทะลุตลาด นัมแดมุน (ใกล้ที่พักตัวเองแต่ยังไม่ได้เดินเลย) เดินดูนั่นนี่นิดหน่อย แล้วเค้าก็พาเรานั่งแท็กซี่ไปแถว คังนัม ซึ่งเป็นย่านวัยรุ่นย่านใหม่ของโซล ได้ยินว่าพวกคนมีกะตังค์จะอยู่ที่นี่กันเยอะ ตอนทีไปนี่ก็เป็นเวลาทุ่มนิดๆได้แล้วหล่ะ ก็เดินดูโน่นนั่นไปเรื่อยๆ แล้วเค้าก็พาไปร้านอาหารที่เค้าชอบเป็นแนวผสมผสานระหว่างเกาหลีกับตะวันตก อาหารก็โอเคนะ ก็อร่อยดี แต่เผ็ด เค้าสั่งขนมหวานขึ้นชื่อของร้านนั้นมาให้เราลองชิม เป็นขนมปังก้อนสี่เหลี่ยมแล้วด้านในมีไอติมใส่เอาไว้ แล้วก็มีน้ำบลูเบอร์รี่สำหรับเอาไว้ราดเป็นน้ำเชื่อม เค้าก็เอาทั้งหมดมารวมกัน โดยค่อยๆเอาเนื้อขนมปังด้านในผสมกับไอติมแล้วก็เติมน้ำเชื่อมนิดหน่อยทำอย่างงี้ไปเรื่อยๆจนเหลือแต่ขอบขนมปัง ก็อร่อยดีนะ แต่กินมากๆก็เลี่ยนเหมือนกัน กินข้าวเสร็จก็จัดการจ่ายตังค์ จริงๆเค้าจะเลี้ยงหล่ะ แต่เราไม่เอาหรอก เจอกันครั้งแรก ก็เลยแชร์ดีกว่า

หลังจากนั้นก็ออกมาเดินย่ำราตรี ดูโน่นนี่ ร้านรวงเยอะแยะมากมาย แล้วเค้าก็บอกความเป็นมา รวมทั้งพาไปดูสถานบันเทิง ของวัยรุ่นเกาหลี (แค่ผ่านนะ) ไม่ได้เข้าไปหรอก เค้าก็บอกว่าแหล่งนี้จะเป็นพวกคนทำงานหน่อยๆ เพราะว่าจะแพงกว่า ถ้าแบบนี้จะเป็นพวกวัยรุ่นเพราะว่าพอจะมีกำลังจ่าย แล้วก็อธิบายโน่นนี่อีกหน่อย ที่นี่เราก็เจอร้าน Skin Food ก็เลยจัดการซื้อของที่เพื่อนฝากซะก่อน เดี๋ยวจะลืม รับปากเค้าไปแล้วเลยให้ ควางฮี บอกที่ร้านให้ เพราะว่ามีโพยมาจากเพื่อนอ่ะนะ เค้าก็หาให้เรียบร้อย เสร็จไปหนึ่งอย่าง เดินอีกสักพักก็ได้เวลากลับแล้วเพราะว่าไม่อยากกลับดึกเกินไป ก็เลยนั่ง subway กลับมาลงสถานีที่พักตัวเอง ส่วน ควางฮีก็นั่งต่อไปอีกสองสถานี เราก็เดินขึ้นมานิดเดียวก็ถึงที่พักแล้ว ก็ถือว่าไม่น่ากลัวเท่าไหร่ วันนี้การเดินทางก็จบลงเพียงเท่านี้



Create Date : 29 มิถุนายน 2551
Last Update : 29 มิถุนายน 2551 19:41:00 น.
Counter : 240 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

tabokrabi
Location :
กระบี่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ชีวิตคือการเดินทางตลอดเวลา