ตุลาคม 2551

 
 
 
1
2
3
4
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
29
30
31
 
 
28 ตุลาคม 2551
All Blog
นี่แหละชีวิต...
วันนี้ไปเยี่ยมคุณย่า คุณย่าเข้าโรงพยาบาล เพราะคุณย่าไม่สบาย
เขานัดเที่ยง แต่หวานไปพึ่งบ่ายสาม เพราะมัวแต่ดูละครอยู่

พอไปถึงหวานก็เจอป้าที่มีศักดิ์ที่เป็นสะใภ้ เพราะแต่งงานกะพี่ชายพ่อ
ตอนที่หวานยังเด็กๆ ประมาณเจ็ดขวบได้ พี่ชายพ่อแต่งงานครั้งที่สอง
แล้วป้าเขามีลูกติดมา ก็คือ ป้าสะใภ้ คนนี้นั่นแหละ

ตอนช่วงชีวิตแรกๆ ของหวานเนี้ย จะถูกเลี้ยงดูมาด้วยญาติฝั่งพ่อ
พอโตมา หวานก็ย้าย เพราะแม่เขาทนย่าไม่ไหว
ถึงไม่ใช่ปัญหา แม่ผัว-ลูกสะใภ้ แต่มันก็ใกล้เคียง

แม่หวานเป็นคนจีน ตามธรรมเนียม คนจีนเวลาแต่งลูกสาว
เขาก็จะให้แต่งออกจากบ้านไป แม่หวานก็ทำตามธรรมเนียม
ระหว่างนี้ พ่อเขาก็ต้องทำงานที่ต่างจังหวัด
หวานเลยอยู่กับแม่สองคนที่บ้านย่า อยู่ได้ก็ทนไป..อยู่ไม่ได้ก็..
พอโตหวานก็ย้ายไปอยู่กับพ่อที่บ้านราชการ

การที่แม่หวานเลิกเคารพต่อธรรมเนียม
ก็คิดดูล่ะกัน ว่ามันหนักหนาแค่ไหน

เพื่อนเล่นของหวานก็มีสามคน ประกอบด้วย
ลูกสาวของป้าที่เป็นพี่สาวแม่กับ ลูกสาวญาติอีกคนหนึ่ง
ซึ่งตอนนี้เราเจอหน้าก็ไม่ทักกัน เพราะ เราไม่อยากคบค้ากันอีก
คนมันไม่มีผลประโยชน์ต่อกันแล้ว ก็ให้แล้วกันไป

ลูกสาวของป้าสะใภ้เจอหน้ากันทีไหร่ก็เล่นกันไม่เบื่อสักที
โตแล้วตอนอายุสิบเจ็ดสิบแปดก็ยังเล่นด้วยกันอยู่

ถึงในความทรงจำของหวานเด็กจะมีย่า
แต่หวานก็ไม่อยากกตัญญูต่อเขา เพราะย่าไม่เอ็นดูหวาน
แล้วยังเป็นคนไม่จริงใจ เหมือนในบล๊อกที่กล่าวๆ มา

ย่าก็เหมือนคนแก่ทั่วไป ที่ต้องดูแลลูกๆ หลานๆ
หวานก็ไม่รู้ว่าจะโทษสังคม โทษผู้ใหญ่ หรือ โทษตัวหลานๆ
เพราะแ่ต่ละคน มีชีวิตที่ดูไม่ได้ทั้งนั้น ..
ประมาณหวานสอบเอนท์ ลูกสาวของป้า(พี่สาวแม่ เพื่อนเล่นหวานตอนเด็ก)
มาบอกหวานว่า"ลูกน้า... เขาท้องแล้วนะ"

หวานไม่รู้สึกแปลกใจ เพราะหวานไม่จำเป็นต้องรู้สึก
แต่แน่ล่ะ หวานก็เป็นคน ถึงจะใจร้ายยังไง หวานก็ยังเป็นคนอยู่ดี
ลึกๆ ลงไป มันก็รู้สึกย่ำแย่.. แต่ไม่รู้จะทำอย่างไง ได้แต่ลืมๆ มันไป

ในขณะที่หวานกำลังเครียดว่าจะจัดการชีวิตตัวเองอย่างไง
จะเรียนจบสี่ปีไหมว่ะ? เวลาก็กระชั้นชิดเข้ามาแล้ว
เพราะดูท่าทางหวานจะต้องเคลียร์อีกกับอาจารย์หลายเจ้า
อาจารย์เขาบอกให้รอเปิดเทอม .. เขาจะบอกเอง
ว่าจะให้ทำอย่างไงต่อไป ...

นี่ยังไม่นับเรื่องว่าจบแล้วหวานจะทำอะไรต่อไป..
ปีหน้า เป็นปีที่หนักสำหรับหวานมาก แต่มองอีกแง่ก็ตื่นเต้นดีเหมือนกัน
แต่ก่อนจะตื่นเต้น ต้องให้ผ่านวันจันทน์หน้าไปให้ได้ก่อน

ป้าสะใภ้เรียกเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ให้ตื่น
แล้วเรียกหวานว่า "น้า..."
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตของผู้หญิงวัยยี่สิบ
ที่มีเด็กเรียกว่าน้าได้โดยสายเลือดตามศักด์เต็มขั้น เป็นครั้งแรกจริงๆ
หวานกลายเป็นน้าคนแล้ว
เพื่อนเล่นของหวานกลายเป็นแม่คนแล้ว เป็นแม่ของเด็กที่รู้ความแล้ว

หวานเคยเห็นหน้าของลูกน้าตอนเด็กๆ
เพราะเราเคยเป็นเพื่อนเล่นกันมา ในช่วงสั้นๆ
จำได้ไม่ลืมในความทรงจำ แต่พอมองหน้าเด็กแล้ว
หวานไม่เห็นใครอยู่ในหน้านั้นเลย มองไม่เห็นใครสักคนเลย
นอกจากเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่พึ่งรู้จักกัน

หวานถามถึงแม่เด็ก เขาบอกว่าพึ่งทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราวในองค์การเภสัช
ดูเขาภูมิใจดีนะ หวานก็เออๆ
แล้วก็ถามถึงหลานสาวอีกคน ที่ย่าเอามาเลี้ยง
พอโตเป็นสาว มันก็แรดไปตามวัย แต่หวานคิดว่านี่ปีกว่าแล้ว
ชีวิตคงจะเรียนรู้อะไรบ้าง แต่ชีวิตมันก็เป็นอย่างนี้
เราไม่เคยได้อยากที่เราหวังไว้จริงๆ หรอก

น้าบอกว่า อย่าไปพูดถึงมันเลย เดียวย่าจะซ้ำใจ

อย่าไปพูดถึงมันเลย ก็คือ ... มันหนีออกจากบ้านไปตั้งแต่ครั้งนั้นยังไม่กลับ
ถ้ามันกลับมา ก็คงหนีไม่พ้นมีเด็กกลับมา ให้ต้องเลี้ยงกันอีก

หวานมีแนวคิดที่แน่วแน่ว่า..
ผู้หญิงที่มีลูกตอนวัยรุ่น จะมีชีวิตที่เหลืออยู่อย่างแง่ร้ายแต่ก็ฝันเฟื่อง
ใครบางคนอาจจะมองภาพที่เห็นแล้วตัดสินไปต่างๆ นานา
แต่สำหรับหวาน หวานจะมองสภาพแวดล้อมที่เขาอยู่ ที่เขาจากมา
แล้วค่อยตัดสินเขา ผิดบ้างถูกบ้าง ก็ว่ากันไป

หวานคิดอย่างนี้ ทั้งๆ ที่รู้แน่แก่ใจว่าปัจจัยแค่นี้
ไม่ใช่เหตุผลที่จะอธิบายเหตุผลอะไร สิ่งที่คนเราเป็น

หวานไม่ได้พบลูกสาวน้า แม่ของเด็กนานแล้ว
เพราะเราไม่ได้มีเหตุให้พบกันบ่อย
หวานไม่รู้ว่า เขายินดีที่จะพบหวานด้วยหรือเปล่า ไม่แน่ใจจริงๆ

พอตอนเยี่ยมย่า ก็เหมือนงานรวมญาติกลายๆ
ต่างคนก็ต่างเล่าเรื่องของตัวเอง
ลูกสาวของน้าก็ภูมิใจที่ลูกสาวได้ทำงานในองค์การเภสัช
พยาบาลที่ดูแลย่า เพื่อนของพ่อ ก็ภูมิใจที่ลูกสาวเขาได้ไปฝึกงาน
ในตระกูลจีรวรานนท์ มีแต่ครอบครัวหวานนี่แหละ ที่มีีแต่เรื่องไม่ดีเล่าให้ฟัง
การพูดถึงคนที่เรารักด้วยความภาคภูมิใจนี่มันยากนะ
เรื่องดีๆมีเยอะ แม่ก็ไม่เล่า ส่วนหวานเองก็ชินแล้ว กับการยิ้มรับความผิดพลาด

หวานพยายามพูดกับแม่หลายเรื่อง
ทั้งเรื่องไม่เรียนต่อโท แล้วจะเข้าไปทำงานที่แถวๆ เกษตร
แถวๆ เกษตร มีโรงเรียนสอนภาษาเยอะ
หวานอยากเรียนภาษาอังกฤษที่นั่น
หวานอยากพูดภาษาอังกฤษให้ได้จริงๆ เอาแบบแกรมม่าปึกๆ ไปเลย
หวานตั้งความหวังไว้ลึกๆ บางที หวานอาจจะสอบเข้าภาคค่ำที่เกษตรได้

แม่อยากให้หวานเรียนป.โท จบแล้วไปทำงานธนาคารที่น้าหวานถือหุ้นอยู่
ไม่อยากให้ทำงานแถวเกษตร แต่ก็อยากให้เรียนภาษา
เพราะต้องใช้ที่ทำงานธนาคาร ฟังดูดีเนอะ.. แต่หวานรู้เลยว่าหวานทำไม่ได้

ตะกี้หวานพึ่งคุยเรื่อง หวานต้องไปคุยกับอาจารย์เรื่องปีสุดท้าย
ที่หวานยังติดค้างเขาอยู่ หวานไม่ได้พูดตรงๆ ว่าหวานสอบตกนะ
แต่หวานคิดว่า แม่คงรู้ แม่ก็บอกเหมือนเคย มันผ่านไปแล้ว
ถึงตอนแรกจะโมโหนิดหน่อย แต่สุดท้ายแม่ก็ไล่หวานไปอาบน้ำแล้วก็นอน

ช่วงหลังๆ หวานมักจะรอให้คนในบ้านหลับก่อน แล้วหวานค่อยนอน
ไม่มีเหตุผล แต่หวานทำงี้แล้วสบายใจดี
หวานรู้ตั้งแต่ตอนก่อนสอบแล้วว่า หวานคงไม่มีทางผ่านมันไปได้แน่
ถึงหวานจะไม่ยอมแพ้ แต่ก็พยายามปล่อยวาง ..
ผลสุดท้าย ก็ตกต่ำหมดทุกอย่าง หวานก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่รอ..

ปิดเทอมหวานก็เครียดนะ คิดอยู่ทุกวัน ว่าวันหนึ่งเพื่อนต้องโทรมาบอกว่า
อาจารย์มีเรื่องจะคุยด้วย แล้ววันหนึ่งมันก็มาถึง .. วันนั้นคืออังคารที่แล้ว
หวานก็พยายามใจเย็น ด้วยการทำเป็นผัดผ่อนไม่รู้ร้อนรู้หนาวไปก่อน
เพราะตั้งอีกสองอาทิตย์ ถึงจะได้เจอแล้วคุยกับอาจารย์จริงๆ
ถึงเวลานั้นค่อยมาเครียด .. แต่หวานจะหนีความเป็นจริงพ้นไปได้อย่างไง

สุดท้ายหวานก็ต้องนั่งคิด ว่า.. เราจะจบสี่ปีไหม?

หวานเชื่อมั่นเหลือเกินว่าคนอย่างหวานไม่น่าจะสอบได้วุฒิบัญชีมาได้
เพราะหัวหวานมันไม่ไป และ ไม่เคยไปทางนี้เลย
หวานชอบเรื่องธุรกิจ อ่านได้เป็นวรรคเป็นเวรในตัวหนังสือ
แต่ถ้าคำนวณเมื่อไหร่ ด้อย เดี้ยง แล้วการสอบบัญชีเขาเน้นแต่คำนวณ
จนถึงวินาทีแม้หวานจะไม่คิดว่าจะผ่าน แต่หวานก็ต้องให้ผ่าน

เพราะหวานไม่รู้ว่าจะทำอย่างไงแล้ว ให้ชีวิตดีขึ้นกว่านี้ หวานไม่รู้จริงๆ
หวานอยากเกิดมาให้เป็นคนที่ดีกว่านี้ เป็นคนที่สมบูรณ์กว่านี้
เอาแค่ง่ายๆ หวานอยากทำให้พ่อแม่สบายใจ มีความสุขที่มีหวานอยู่
หวานพยายามไปเรียนหนังสือทุกวัน ถึงหวานจะนั่งเรียน ทำงานส่ง เข้าสอบ
แต่ทุกวันผ่านไป ความรู้สึกก็เหมือนการเอาเวลาไปโยนทิ้งเสียเปล่าๆ

หวานคิดว่ามันสำคัญนะใบปริญญาเนี้ย มันคือความภูมิใจ มันคือใบเบิกทาง
แต่นอกนั้นหวานไม่เห็นอะไรเลย บางทีหวานก็นึกสงสัยว่า
ชีวิตของหวานมีค่าเฉพาะกับใคร? กับตัวเอง หวานไม่ค่อยมีค่าอะไร
เอาแต่ใจตัวเองเป็นที่ตั้ง ถ้าสำเร็จก็สุขแล้ว
แต่เรื่อง.. ถ้ามีค่าเฉพาะกับครอบครัว
แล้วค่าของหวานคือแค่เรียนจบปริญญา ทำงานธนาคาร แค่นี้นะเหรอ?
มันคงไม่ใช่เพราะมันง่ายไป พ่อแม่ไม่อยากให้หวานลำบาก หวานก็เข้าใจ

หวานพูดกับแม่ไม่รู้กี่ร้อยหน ว่าหวานไม่ชอบชีวิตแบบตอกบัตร
แม่ถามว่า แล้วหวานจะทำอะไร หวานตอบไม่ได้
บ่อยครั้งหวานคิดว่า เพราะหวานวุฒิภาวะต่ำหรือเปล่า?
เิกิดมาได้แค่ยี่สิบปี มันจะรู้ จะเข้าใจอะไรได้มากมาย
หวานถึงคิดอะไรไม่ค่อยออกเลย

ไมกี่ก่อน พิมมาดา ตั้งทู้ถามว่า คุณได้ทุกอย่างที่อยากได้หรืออย่างหรือเปล่า
เป็นไม่กี่กระทู้ที่หวานหวานใช้คิดนานมากเลย ..
หวานไม่เคยเสียใจสิ่งที่ตัวเองทำเลย จะต้องตกอับสมเพชแค่ไหน
ชีวิตดีพอสำหรับหวานเสมอ ทุกวินาทีที่ผ่านมา ชีวิตหวานมีค่า
มันสนุก.. มันใช่.. มันคุ้มค่า.. มันไม่เจ็บ ..

แต่หวานเสียใจเสมอที่ชีวิตไม่เคยดีพอสำหรับคนที่หวานแคร์
เหมือนที่ผ่านมา หวานควรทำได้ดีกว่านี้นะ เพราะ เป็นหวานไง
ถึงหวานจะต้องฝืนใจ หวานเจ็บ แต่หวานก็ต้องไม่เป็นไร
แต่พอหวานพูดว่าทำไม่ได้ ผิดพลาด มันแย่อ่ะ ..
มันทำให้คนที่หวานแคร์ผิดหวัง นั่นไม่ดี.. นั่นไม่ใช่อย่างที่หวานหวังเลย
นั่นคงเข้าข่ายที่หวานไม่ได้ทุกสิ่งที่หวานอยากได้

หวานเคยทำงานพิเศษหลายอย่างนะ
หนึ่งในนั้นก็มีชีวิตตอกบัตร ตอกบัตรมันสบายมากเลย
คุณแค่ตื่นให้เช้าหน่อย ทำงานล่วงเวลานานๆ ..อืม..
เซ็งหน่อยก็เจ้านาย เซ็งอีกนิดก็เพื่อนร่วมงาน เนื้องานจริงๆ ก็เท่านั้น

ไปๆมาๆ หวานเหมือนคนมีลูกตอนวัยรุ่นเลยแหะ..
ทั้งมองโลกในแงร้ายแต่ก็ยังฝันเฟื่อง
ส่วนตัว หวานคิดว่าการทำแท้งไม่ผิดนะ ถึงจะเป็นผู้หญิงก็เหอะ
แล้วแถมให้ด้วยว่าเป็นเด็กที่เกิดก่อนสมรสด้วยเอ้า..
ใจจริงลึกๆ หวานอยากผลักดันในทำแท้งถูกกฏหมายด้วยซ้ำไป
แต่ก็ไม่มีประเทศที่กำลังพัฒนา ประเทศไหนเขามีนะ
สุดท้ายพยายามคุมกำเนิดกันต่อไป..

เปิดเทอมนี่เรื่องอีกเยอะ .. ต้องรอแก้ไข ชีวิตก็แบบนี้ ต้องแก้ไปทีละเรื่อง

พอตอนกลับเราแวะไปกินข้าวที่ใบหยกกัน
อาหารก็ดี แต่ส่วนมากก็ดูวิว
อยู่ดีๆ น้องชายหวานก็ถามว่า ชีวิตหวานมีอะไรที่น่าภาคภูมิใจบ้างไหม
หวานบอกว่า ไม่มี.. ชีวิตหวานเกิดมางั้นๆ

คนเราเนี้ย พอเกิดมาคนละช่วงเวลา ถึงจะแค่ห้าปี
แต่มันจูนกันไม่ค่อยจะติดเหมือนกันนะ

หวานเกิดมาตอนที่มีแต่คนชัง เคยชินกับการอยู่คนเดียว
พยายามเรียนรู้การไม่มีศักดิ์ศรี ความยากจน อยู่กับความเหยียดหยาม
กินแค่ข้าวคลุกพริกป่นแกล้มแตงกวา กับน้ำซุปที่ไปขอเขามา
อาหารดีๆ เฉพาะตอนพ่อกินเหล้า บ้านก็อยู่บ้านพักราชการ
น้ำอัดลมก็กินนับครั้งได้เลย ไปไหนก็มีแต่มอไซค์ให้พ่อขับไปส่ง
แต่ล่ะที่ก็โคตรจะไกลเลย.. สมัยตอนเด็กๆ มากรุงเทพที โคตรตื่นเต้นเลย

แต่ดูวันนี้ สิบห้าปีต่อมา หวานได้มานั่งที่ตึกที่สูงที่สุดในประเทศไทย
ใจกลางกรุงเทพล่ะมั้ง มีสิทธิ์จะเลือกกิน หรือ ไม่กินอะไรได้
มีคนคอยมาเติมน้ำในแก้วสวยๆ ไม่ขาด
ได้อยู่กับครอบครัวเดิมที่เราเกิดมา

อีกหนึ่งชั่วโมงก็กลับมาหัวฟูใส่แว่น ติดละครเหมือนเดิม
ชีวิตหวานไม่มีอะไรน่าภูมิใจนักหรอก แค่ไม่หาเรื่องให้ครอบครัวปวดหัว
ใ้ห้มันมากนัก เอาใจตัวเองให้มันมากหน่อย
เป็นแค่คนธรรมดาๆ ที่พร้อมจะทำใจเสมอ ..

ชีวิตไม่เคยยุติธรรม แต่ใครทำอะไรมา มันก็ได้อย่างนั้น นั่นแหละ
ถึงมันจะมีปัญหามากมาย แต่เราต้องผ่านมันไป
นี่แหละชีวิต..



Create Date : 28 ตุลาคม 2551
Last Update : 29 ตุลาคม 2551 2:04:08 น.
Counter : 335 Pageviews.

4 comments
  
คำสารภาพจากใจ
ถึง นายจำรัส และนางอัมพร อินประมูล ผู้ซึ่งเป็นบิดามารดาของ นายรัฐภูมิ อินประมูล ข้าพเจ้ามีความต้องการอยากที่จะสารภาพถึงเหตุการณ์ทั้งหมดที่ผ่านมา ข้าพเจ้า ได้รู้จักและพูดคุยกับนายรัฐภูมิ ตั้งแต่ ปี2549 ซึ่งระหว่างนั้น นายรัฐภูมิ(รัฐ)ได้คบหากับผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ก่อนหน้าแล้ว ชื่อว่าน้ำฝน พี่รัฐรักฝนมาก แต่เนื่องจาก ข้าพเจ้าก็ชื่นชอบในตัวพี่รัฐเหมือนกัน จึงแอบติดต่อกันเรื่อยมา ทั้งๆที่ระหว่างนั้นข้าพเจ้าก็มีแฟนอยู่แล้ว ซึ่งทางครอบครัวกีดกันขัดขวางการอยู่ด้วยกันของข้าพเจ้า และแฟน เมื่อถึงวันที่ข้าพเจ้าเรียนจบ ม.6 ข้าพเจ้าสอบแอดมิดชั่นไม่ติดในคณะเภสัช มช. เพราะคะแนนข้าพเจ้าได้เพียง 4000คะแนน จึงได้โทรปรึกษา น้ำฝน เธอก็ใจดีพยายามช่วยแนะนำต่างๆแต่ข้าพเจ้าชอบใจที่พี่รัฐยื่นมือเข้ามาช่วยมากกว่า ประกอบกับเป็นช่วงที่เกิดปากเสียงกับแฟน ทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีกว่าพี่น้องกับพี่รัฐขึ้นมา หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็โทรไปพูดคุยกับพี่รัฐตลอดมา ซึ่งฝนก็เริ่มระแวงในความสัมพันธ์ ระหว่างข้าพเจ้ากับพี่รัฐ จนถึงวันหนึ่งที่พี่รัฐได้บอกเลิกกับฝน ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้เข้าใกล้มากยิ่งขึ้น โดยความสัมพันธ์ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว เมื่อประมาณเดือน พฤษภาคม ปี 2550 มีการ เดินขึ้นดอยสุเทพในวันเข้าพรรษา วันนั้นพี่รัฐโทรหาข้าพเจ้าและมารับถึงที่บ้าน พาไปซื้อของต่างๆจูงมือขึ้นดอยสุเทพให้ไปนอนที่คอนโด ณ เหตุการณ์วันนั้นนั่นเอง เป็นวันที่ข้าพเจ้ารู้สึกเริ่มหลงรักพี่รัฐเข้าเต็มๆ จึงกลับไปบอกเลิกกับแฟนที่คบอยู่ สองปี และเวลาผ่านไปประมาณสองอาทิตย์ ข้าพเจ้าได้เสียกับพี่รัฐ และได้รู้ว่าพี่รัฐไม่เคยลืมผู้หญิงที่ชื่อฝนเลย และยิ่งได้รู้ว่าเธอกำลังจะไปเรียนต่ออเมริกา พี่รัฐยิ่งตั้งหน้าตั้งตารอคอยวันที่เธอกลับมา แต่ความจริงแล้วเธอไม่ได้ไปเรียนต่อ เธอแค่ไปโครงการ walk &travel เป็นเวลา สามเดือนเท่านั้นเอง จากเรื่องนี้ข้าพเจ้าอดทนไม่ได้ที่จะได้อยู่กับพี่รัฐแค่ตัวไม่เคยได้หัวใจมาเลย ข้าพเจ้าจึงโทรไปบ้านพี่รัฐในเวลาดึกๆ เที่ยงคืนบ้าง ตีหนึ่งบ้าง ก่อกวนต่างๆ แอบปลอมเสียงโทรผิดบ้าน คอยเช็คโทรศัพท์พี่รัฐตลอดเวลาว่าได้โทรออกหรือรับสายอะไรที่แปลกๆบ้าง แล้วฝนก็กลับมาและโทรคุยกับพี่รัฐในวันเด็กในเดือนมกราคมปี 2551 เธอกลับมาเมืองไทยแล้ว แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ได้กังวลเท่าไหร่เพราะคิดเสมอว่า รักแท้แพ้ใกล้ชิดเสมอ จนถึงวันเกิดพี่รัฐ วันที่3 เดือน มีนาคม แววตาและความรู้สึกของพี่รัฐ แปลกไปเหมือนรออะไรสักอย่างในวันนั้น และประมาณวันที่ 7มีนาคม พี่รัฐบอกข้าพเจ้าว่าจะไปงานวันเกิดเพื่อน ข้าพเจ้าของติดตามไปก็ไม่ให้ไปด้วย ทำให้ข้าพเจ้าเกิดความขุ่นเคืองใจว่าไปไหนกันแน่ ซึ่งข้าพเจ้าได้แอบเก็บเบอร์โทรของฝนไว้วันนั้นจึงโทรไปหา แต่ให้เบอร์ของเพื่อนโทรไปแทน ซึ่งฝนก็รับสาย ข้าพเจ้าแกล้งโทรผิดเพื่อจะฟังเสียงว่าอยู่ด้วยกันกับพี่รัฐหรือไม่ ซึ่งก็ไม่ได้อยู่ด้วยกันจริง หลังจากนั้นข้าพเจ้า ก็กลับไปอยู่ที่บ้านเนื่องจากเป็นช่วงปิดเทมอ แต่ไม่ทราบเช่นกันว่าฝนกับพี่รัฐใครแอบโทรหาใครก่อน และใครนัดพบใครก่อน ซึ่งข้าพเจ้าได้ทราบจากเพื่อนข้าพเจ้าว่าเห็นพี่รัฐเดินกับผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ทำให้ข้าพเจ้ารู้ทันทีว่า พี่รัฐเดินกับใคร และมีช่วงหนึ่งที่พี่รัฐปิดโทรศัพท์เงียบหายไปหลายวัน ซึ่งช่วงเวลาเหล่านั้นเอง ข้าพเจ้ารู้สึกได้ทันทีว่าเข้าสองคนกำลังอยู่ด้วยกัน ข้าพเจ้ามีคามรู้สึกแค้นใจอย่างมากที่พี่รัฐทำกับข้าพเจ้าอย่างนี้ ทั้งๆที่ตลอดเวลาที่ข้าพเจ้าอยู่บ้าน ข้าพเจ้าได้แวะเวียนไปเยี่ยมที่บ้านพี่รัฐ ไปพุดคุยกับพ่อแม่พี่รัฐ และไปเล่นกับหมาพี่รัฐที่ไปซื้อด้วยกันตลอด แต่พี่รัฐกลับทรยศแบบนี้ รวมถึงช่วงเวลานั้นฝนไม่สบายหนักถึงขั้นนอนโรงพยาบาล และฝนโทรมาที่บ้านพี่รัฐของให้พี่รัฐไปเยี่ยมเพราะคิดถึง ทำให้ข้าพเจ้าคิดแผนการได้คือ ข้าพเจ้าปล่อยข่าวเรื่องการปล่อยของฝน โดยสวมรอยเป็นเพื่อนฝนโทรไปที่บ้านพี่รัฐบอกว่าฝนใกล้ตาย พยายามเรียนคะแนนความสงสารจากพ่อแม่พี่รัฐ ซึ่งได้ผลอย่างไม่คาดคิด และข้าพเจ้าโทรไปบ่อยขึ้นเพื่อให้เกิดความรำคาญที่อยากพบอยากเจอมากจนเกินเหตุ ซึ่งก็ได้ผลตามคาดเช่นกัน แล้วข้าพเจ้าก็หยุดการแก้แค้นไประยะหนึ่ง เพราะพี่รัฐได้พูดกับฝนให้ข้าพเจ้าฟังว่า อย่างไรก็ตามรัฐก็ไม่มีวันเลือกฝนแน่นอน ทำให้ข้าพเจ้ามั่นใจว่าถึงข้าพเจ้าไม่ทำให้ฝนเสื่อมเสีย พี่รัฐก็ไม่มีทางกลับไปคบเหมือนเดิมอีกแน่นอน จากนั้นต่างฝ่ายต่างเงียบหายไป ข้าพเจ้าก็ดำเนินชีวิตตามปกติ จนวันหนึ่งพี่รัฐไปงานรับปริญญาพี่สาว พอได้กลับมาถึงก็เปลี่ยนไป มีความลังเลใจว่าอยากจะเรียนจบเร็วๆได้รับปริญญาเหมือนกับพี่สาว ซึ่งฝนและพี่รัฐก็เรียนอยู่ชั้นปีที่สามแล้ว อีกเพียงแค่ปีเดียวก็จะเรียนจบ ซึ่งพี่รัฐลองค้นใจลึกๆดูว่าถ้ายังรักกันอาจกลับไปคบกันในที่สุด ดังนั้นข้าพเจ้าจึงไม่อาจอยู่เฉยได้ ข้าพเจ้าวานเพื่อนปลอมเสียงโทรเข้าบ้านของข้าพเจ้าเอง เพื่อนตั้งใจจะบอกว่าตัวข้าพเจ้านั้นแหลวแหลกมาก ซึ่งเป็นที่แน่นอนอยู่แล้วที่ทางบ้านจะไม่คิดว่าเป็นตัวข้าพเจ้าทำเอง รวมถึงโทรก่อกวนทางบ้านพี่รัฐ โดยวานเพื่อนชายโทรไปบอกพ่อแม่พี่รัฐว่าฝนท้องไม่มีพ่อแต่มาบังคับพี่รัฐให้รับเป็นพ่อของลูก ทางบ้านพี่รัฐโกรธและเกลียดฝนมาก ซึ่งเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ และอีกหนึ่งอาทิตย์ถัดมาข้าพเจ้าได้สืบค้นหาเบอร์โทรบ้านน้ำฝน แล้วโทรไปบอกพ่อแม่ฝนว่าฝนท้องไม่มีพ่อ ใส่ความต่างๆจนทางบ้านฝนเกิดอาการเลือดขึ้นหน้า เพื่อที่จะได้ขึ้นมาโวยวายใส่ฝน แต่เรื่องไม่เป็นไปตามอย่างที่คิดกล่าวคือ เพื่อนชายที่ข้าพเจ้าวานโทรไปบ้านพี่รัฐ เกิดสำนึกผิดเนื่องจากทราบข่าวว่าตอนนี้ฝนกำลังโดนข้าพเจ้าเล่นงานอย่างหนัก และข้าพเจ้าสะใจมาก จึงมาบอกกับข้าพเจ้าว่าจะโทรไปสารภาพกับที่บ้านพี่รัฐ แล้วเพื่อนชายคนนั้นก็ทำจริงๆ แต่ก็ไม่เป็นผลเนื่องจากเขาเชื่อหมดแล้วว่าฝนเป็นคนทำ ดั้งนั้นเรื่องนี้ก็ไม่สามารถทำให้ข้าพเจ้าเดือดร้อนได้ ต่อไปข้าพเจ้าก็ได้โทรไปก่อกวนพี่กิ๊ก พี่หนิง พี่แนน พี่ป้อ ซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นพี่ของพี่รัฐ ว่าฝนกำลังจะมาแย่งสามีของพวกเขาไป ซึ่งทุกคนก็เชื่ออย่างสนิทใจ โดยเฉพาะพี่หนิงถึงขนาดขับรถมาหาพี่รัฐที่มหาลัย เพื่อที่จะมาดูหน้าคนที่ชื่อฝนเลยทีเดียว งานนี้ เรียกได้ว่าประสบผลสำเร็จสำเร็จสูงสุด จากนั้นก็มีโทรศัพท์เบอร์หนึ่งโทรมาหาพี่รัฐตลอดซึ่งคนๆนั้นชื่อจ๋า เป็นแฟนเก่าพี่รัฐคนที่พี่รัฐคบก่อนหน้าฝน โทรมาหาอยู่ตลอดแต่พี่รัฐก็รับบ้างไม่รับบ้าง ประกอบกับฝนหายไปแล้ว ข้าพเจ้ากลัวว่าพี่รัฐจะกลับไปพูดดีกลับคนที่ชื่อจ๋าอีก ข้าพเจ้าจึงหาเบอร์แปลกๆโทรเข้าเครื่องตัวเอง แล้วกุเรื่องบอกพี่รัฐว่ามีคนโทรมาด่า พี่รัฐก็เชื่อข้าพเจ้าอยู่แล้ว ข้าพเจ้าเลยปล่อยเลยตามเลยแล้วพยายามบอกว่าเบอร์ที่โทรมาเป็นเบอร์ฝน ข้าพเจ้าพยายามทำทุกอย่างที่จะให้ทุกคนเกลียดฝน รวมถึงส่งเมล์ไปด่าฝนต่างๆนานโดยใช้เมล์ของพี่รัฐส่งไป เพราะถ้าฝนส่งกลับมาอย่างไรพี่รัฐก็คิดว่าฝนเป็นคนเขียนเองอยู่แล้ว โดยส่วนมาพี่รัฐจะอยู่ติดกับคอมตลอดทำให้ค่อนข้างยากที่จะเข้าเมล์ ข้าพเจ้าอาศัยช่วงที่พี่รัฐออกไปเรียน แอบส่งเมล์ไป แล้วก็เป็นไปตามที่คิดว่าฝนจะต้องโกรธแล้วส่งกลับมา และพี่รัฐก็ไม่เชื่อตามคาด ประกอบกับคำพูดของข้าพเจ้าที่ทำให้หมดความสงสัย แล้วเรื่องของคนชื่อฝนก็เงียบหายไปแต่ยังคงมีโทรศัพท์ของคนชื่อจ๋าโทรมาอยู่เรื่อยๆ จนพี่รัฐเปลี่ยนเบอร์ในที่สุดทำให้คนชื่อจ๋าไม่สามารถโทรเข้าหาได้ แม้ข้าพเจ้าจะอยู่กับพี่รัฐตลอดเวลาแต่ข้าพเจ้าก็ไม่ไว้ใจว่าพี่รัฐจะไม่แอบโทรหาฝนหรือจ๋าอีกไหม แต่ข้าพเจ้ามาคิดทบทวนดูแล้วเรื่องที่ข้าพเจ้ากระทำขึ้นมันเป็นเรื่องที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะหวงสามีของตนไว้ไม่ให้ใครมาแย่งไป มันผิดด้วยเหรอ
โดย: Muyong_mam^-^ IP: 115.67.203.174 วันที่: 29 ตุลาคม 2551 เวลา:7:55:51 น.
  
หนูว่าชีวิตทุกคนี่ค่า มีความน่าภูมิใจในตัวทุกคนแหละพี่

พูดถึงเรื่องงานหนูก็ชักอยากเปลี่ยนแล้วอะแต่แม่ต้องไม่เห็นด้วยแน่เลยอะ
โดย: น้องผิง วันที่: 29 ตุลาคม 2551 เวลา:9:53:50 น.
  
อ่านแล้วก็ โห ผู้หญฺง อะไน ร้าย กว่าใน tv อีก เฮ้อ จะรักจะห่วงน่ะได้ แต่ หวานทำในสิ่งที่เรียก ว่า ถูก แล้ว หรอ
โดย: เอก IP: 124.120.13.60 วันที่: 3 พฤศจิกายน 2551 เวลา:21:54:41 น.
  
ก้อเป็นคนนึงที่ผ่านอะไรที่เดลวร้ายมาในชีวิต และมันก้อผ่านไปในที่สุด...
ส่วนที่ว่าประสพการณ์เหล่านั้นจะมาดึงให้เราต่ำลง หรือเป็นตัวที่ผลักดันให้เราดีขึ้น ผมคิดว่าหวานน่าจะเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้ดีครับ...
บางทีเราผ่านเรื่องเลวร้ายอะไรมา มันก้อทำให้เราเป็นคนที่กร้านโลก แววตาของพวกเราอาจจะเปลี่ยนไปไม่ออกแนวใสๆเหมือนแต่ก่อน.. แต่ก้อนี่แหละครับ ชีวิตที่ไม่ได้อยู่บนกองเงินกองทอง..แต่ก้อดีนะครับ เราจะได้เห็นคุณค่าของมันมากขึ้น และปลงกับชีวิตได้มากขึ้น
วันหน้าเราเจอเรื่องเลวร้ายอะไร จะได้เห็นมันเป็นแค่เรื่องขี้ๆ เพราะเราได้ผ่านมันมาแล้ว
เป้นกำลังใจให้นะครับ
ผมคนนึงล่ะที่เป็นคนคิดมากกกกก แต่บางเวลาก้อเป็นคนที่ไม่ได้คิดไรเลย...ก้อเลยเข้าใจว่า สวรรค์และนรกมันอยู่ในใจเรานี่เอง...

ขอให้คุณหวานโชคดีครับและฝันดีครับ
โดย: อย่าิไปคิดมากกับชีวิต วันที่: 10 พฤศจิกายน 2551 เวลา:0:15:26 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

หวานใจนายโหด
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




add me!!plz~
Add to Google

ไม่สวยก็เซ็งเป็น


MY VIP Friend