กันยายน 2550

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
11
12
13
15
16
18
19
21
22
24
25
26
27
28
29
30
 
 
All Blog
ถ้าต้องเลือกระหว่าเขียนหนังสือ กับ ลมหายใจ เราคงเลือกที่เขียน จะอยู่ไปทำไม ถ้าเขียนไม่ได้

หวานไม่มีอะไรจะเขียนค่ะ ... ช่วงนี้เป็นช่วงตันๆ ในการเขียนบล๊อก หวานไม่ค่อยอยากจะเล่าอะไร เพราะรู้สึกว่า มันคงไม่น่าสนใจพอที่เล่าให้ใครฟัง

วันนี้ก็มาเล่าเรื่อง งานที่หวานทำประจำ แม้ไม่มีใครจ้าง..ก็ตาม

นั่นก็คือเขียนหนังสือ

หวานชอบเขียนหนังสือตั้งแต่จำความได้ หลายๆ คนคงรู้ว่า หวานชอบเขียนหนังสือมาก หวานชอบจดนั่นจดนี้ ที่หวานเรียนบัญชีรอดได้ทุกวันนี้ เพราะไอ้นิสัยชอบจดนี่ล่ะ .. มันตรงกับนิสัยหวานพอดี

หวานเป็นพวกจินตนาการบรรเจิดตั้งแต่เด็ก แต่ที่บ้าน เขาไม่ชอบเรื่องพวกนี้ หวานก็เลยแอบทำ ถ้าที่บ้านสนับสนุน ป่านนี้หวานคงเป็นทมยันตรีสองไปแล้ว เว่อร์ซ๊า.. ฮ่าๆๆ ไม่หรอก เพราะหวานเขียนเรื่องสั้นได้ตั้งแต่ป.1 ถ้าหากว่าได้รับการสนับสนุนฝึกฝน หวานคงไปได้ไกลกว่านี้

พอหวานพ้นประถม หวานก็เริ่มเขียนงานอย่างจริงจัง ช่วงแรกๆ หวานฝึกตัวเองจากคำแนะนำจากหนังสือเล่มหนึ่ง จำไม่ได้แล้วว่าชื่ออะไร เขาว่า ถ้าอยากเขียนหนังสือเก่งๆ ให้เขียนไดอารี่...

... เวลาที่มีใครพูดว่า เราเขียนไดอารี่ด้วยล่ะ แม้กระทั่งทุกวันนี้ ... หวานจะคิดถึงภาพสาวน้อย หรือ ชายหนุ่มใส่ชุดขาวอยู่บ้าน ก็ไม่รู้จะใส่ชุดขาวทำไม.. แต่ก็คิดแบบนี้จริงๆ เขาเขียนบนสมุดบันทึกความรู้สึก.. ลั่นล๊า.. บนโต๊ะมีดอกไม้ที่เธอพวกปลูกเองปักในแจกันแก้ว

ทั้งๆ ที่ ตัวหวานนะ ไม่ใกล้เคียงเลย แต่หวานก็ชอบเขียนไดอารี่ .. เมื่อก่อนหวานจะบังคับให้ตัวเองเขียนทุกวัน ยิ่งตอนอินเลิฟ ไอ้ที่มันน้ำเน่า อ่านแล้วจะอ้วกเอง ยิ่งชอบเขียน แต่ทุกวันนี้ ก็เขียนไปเรื่อยๆ นึกอะไรได้ก็เขียนไป

มีคำกล่าวอยู่คำหนึ่ง สำหรับคนหัดเขียนหนังสือที่คนเขียนส่วนใหญ่จะชอบคิดแบบฝังหัว คือ "ไม่มีใครทนฟังเรื่องน่าเบื่อได้หรอก เราทุกคนย่อมพยายามหาเรื่องตื่นเต้นให้ตัวเอง ชีวิตเราทุกคนมันช่างน่าเบื่ออยู่แล้ว ถ้าต้องให้มาทนความจริงที่น่าเบื่อ ซ้ำซากเข้าไปอีก น่าเบื่อตายโหงเลย"

เมื่อก่อน หวานก็เลยพยายามเขียนเรื่องที่มันค่อนข้างหลุดขอบ ถ้าหวานก็หวานจนเลี่ยน ถ้าอยากจะฆ่าใคร ก็ให้ฆ่าให้ตายหลายรอบๆ ทุกชาติไป นางเอกส่วนใหญ่จะฉลาดล้ำ.. แบบคนที่นั่งเขียนอยู่ตรงนี้ ยังนึกรำคานชีด้วยซ้ำไป

แต่พอเขียนไปมากๆ เข้า มันก็เหมือนเราไปคนละทิศละทางกับสิ่งที่ตัวเองตามหา เหมือนตอนเด็กที่เคยคิดว่า การแต่งงานจุดหมายปลายทางของความรัก จริงๆ แล้วไม่ใช่ มันเป็นจุดเริ่มต้นต่างหาก

พอถึงระดับหนึ่ง.. หวานรู้เริ่มตัวว่า ตัวเองเขียนหนังสือได้ดี และ เขียนได้ห่วยแตกไปพร้อมกัน

ที่รู้สึกว่าตัวเองเขียนได้ดีเนี้ย เพราะเวลาไปนั่งอ่านเรื่องเก่าที่ตัวเองเขียน มีเป็นลังเลยที่บ้าน( ตอนอ่านแบบว่าลืมไปแล้ว ว่าตูเขียนไรไว้ ) หวานจะตื่นเต้นมาก เรียกได้บางทีนั่งอ่านไปนั่งลุ้นเอง พอจบแล้วก็โล่ง..

คิดนะ.. ว่าทำไมถึงสนุก เพราะเอ็งเขียนเอ็งไงล่ะ มันก็มีสิ่งที่เราชอบอยู่แล้ว

ที่รู้สึกว่าตัวเองเขียนได้ห่วยเนี้ย เพราะเวลาอ่านที่ตัวเองเขียนไปขณะนั้น มันจะหงุดหงิดตอนเวลาว่า นี้ตูเขียนอะไรฟร่ะ .. บางทีเขียนไปได้ครึ่งเรื่อง แล้วปริ้นท์ออกมาอ่าน เพื่อทวนคำผิด (อ่านในคอมไม่ได้ ตาลาย..)

การพิสูจน์อักษรตัวเองเนี้ย เป็นเรื่องที่น่าเบื่อมาก แถมยังมีการใช้คำที่ดูแปลก บางทีอ่านแล้วมันก็ขัดแย้งกันเอง เพราะอารมณ์ตอนที่เริ่มเขียน กับจุดใกล้พีคของเรื่องมันไม่ตรงกัน ความรู้สึกตอนนั้นเนี้ย แทบอยากจะขว้างทิ้งเลย .. หมดอารมณ์

มีหลายเรื่องมาก ที่หวานยังเขียนไม่จบ แต่ก็ไม่ได้ทิ้งนะ ก็เชฟๆ ไว้ ว่างก็ต่อเติมไปเรื่อย หวานจะมีสมุดอยู่เล่มหนึ่ง เป็นตัวไกค์ จะจดทุกอย่างที่นึกได้ ใช้ไม่ใช้ ก็จดไว้ พอนึกไม่ออกว่ามันต่อไปไงว่ะ ก็เปิดดู บางทีเรื่องไม่ตรงกับตอนแรกด้วย แต่ตัวละครมันทำไปแล้ว ก็ต้องปล่อยมัน ก็ต้องรับผิดชอบกันไป

เรื่องที่จบก็ปริ้นใส่ลังไว้ เก็บไว้นานๆ รื้อบ้านทีก็เอามาอ่าน เพราะได้คำแนะนำดีๆ จากพันทิพนี่แหละ เขาว่า เขียนเสร็จให้ทิ้งไว้นานๆ แล้วค่อยกลับมาอ่าน จะทำให้แก้ได้ดีขึ้น ..หวานอ่านเสร็จ แล้วก็มานั่งแก้..แก้เสร็จ 'รมย์เสียอีกตามเคย รำคานเวลาตัวเองเขียนผิด

ช่วงแรกที่หวานเริ่มเขียน หวานจะเขียนเรื่องสั้นแนวระทึกกับสะท้อนสังคม แต่ตอนหลัง มันก็ถึงจุดที่ว่า ตูจะเขียนไปสะท้อนสังคมไปทำไม ในเมื่อสังคมมันก็เหมือนเดิม ช่วงนั้น มีจดหมายเวียน เขาส่งเว็ปไซค์นิยายรักมาให้อ่าน หวานก็เออ ลองเขียนแนวรักมั้งดีกว่า

เรื่องแรก เป็นเรื่องสั้น แนวแอบรักชาวบ้านแล้วตอนจบสมหวัง .. เรตติ้งถล่มทลาย ปรกติเว็ปนั้น คอมเม้นต์ห้าคน ก็เก่งแล้ว แต่นังหวานโกยไปได้ ยี่สิบคอมเม้นต์

ก็เลยเริ่มคิดว่าเข้าทางกูแย้ว.. ตอนนั้นคิดอย่างเดียวคือทำไงให้ดัง ทำไงให้ดัง

หลังจากนั้น หวานก็เริ่มเขียนนิยาย ผลก็คือ ห่วยแตก คนคอมเม้น 2 คน เหมือนเข้ามาลงชื่อเฉยๆ ตอนนั้นไม่รู้จริงๆ ว่าทำไม คนถึงไม่ชอบงานของเรา ถ้ามองย้อนไป สาเหตุที่ทำได้ไม่ดีเพราะ เรื่องสั้นมันคุมง่ายกว่าเรื่องยาว

คนที่พร้อมจะเขียนทุกคน จะเหมือนน้ำหวานเข้มข้น ทุกเรื่องในโลกนี้มันสนุกหมดแหละ เพราะถ้าไม่สนุก คงไม่เสียเวลาเขียน เวลาที่เขียนเหมือนผสม น้ำหวานเข้มข้น น้ำ กะโซดา เราต้องรู้จักสัดส่วนในการชง บางคนน้ำน้อยชงซ่ะเข้ม คนอ่านไปก็คลื่นไส้ไป บางคนน้ำเยอะ ก็บางไป คนอ่านก็จะรู้สึกเหมือนไม่ได้อ่านอะไรเลย

บางคนเกิดมามีพรรสวรรค์มาก เขาสามารถเขียนไปได้เรื่อยๆ โดยไม่ต้องอ่านทวนเลย หรือ คิดว่างานที่พิมพ์ลงไปดีแล้ว ไม่คิดจะเกลาข้อความ ตัดทอนบริบทที่ไม่จำเป็น แต่ว่า ผู้ชอบเขียนส่วนใหญ่ ชอบคิดว่าเข้าข้างตัวเอง ว่าเป็นเช่นนั้น

หวานอ่านหลายงานหลายคน เพื่อศึกษา ตอนแรกหวานก็กล้าจะติ แม้ว่าตัวเองไม่ได้เก่งกาจอะไร แต่คิดว่า เขาคงอ่านความคิดเห็นที่ตรงไปตรงมา จากในฐานคนอ่าน คิดว่าเขาก็น่าจะอยากฟัง แต่พอนานไป เจอแต่งานที่ ฟุ่มเฟื่อย ย่นเย่อ บีบบังคับตัวละคร ใช้งานตัวละครผิดประเภท ความสมผลแต่ปราศจากเหตุ ฯลฯ หวานว่าหวานก็ปาดจัดอยู่ ติไป เขาคงบั่นทอนกำลังใจมากกว่า หวานเลยไม่กล้าแสดงคห. อีกต่อไป

บางงาน เป็นชิ้นงานที่เรียกได้ว่า "ยอดนิยม" แต่คุณภาพสวนทางกัน บางครั้ง หวานไปนั่งรื้อชิ้นงานของคนที่แทบไม่มีใครอ่าน แต่พออ่าน.. งานที่อ่านนี้ละเมียดมาก รู้เลยว่าเขาตั้งใจที่จะเขียนมันออกมา แต่ส่วนใหญ่ คนที่ทำงานละเมียด มักจะท้อแท้เขียนไม่จบ ช่างเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย

หวานค่อนข้างเข้าใจว่าการเขียนนะ มันเหนื่อยแล้ว การตามแก้ ตรวจอักษร ยิ่งยากกว่า ... มองตัวเอง แค่นิยายที่แปะอยู่ข้างๆ ไอ้ผมเหงา เธอเปลี่ยวนี้ ตั้งใจว่าจะแก้มารีรันใหม่ ผ่อนแล้วผ่อนอีก ก็ไม่ได้ทำสักที ไม่ได้ขี้เกียจ แต่เข้าคิวไว้ก่อน

พูดเรื่อง การผันตัวเองจากคนชอบเขียนเรื่องสั้นเป็นนิยายต่อ..
ตอนนั้น หวานเหมือนคนที่เริ่มหัดชงน้ำหวานในปริมาณมากๆ มันก็มีทั้งบาง ทั้งน่าคลื่นไส้ ... หาสัดส่วนที่ลงตัวไม่ได้สักที ตอนนั้น หวานเขียนเรื่องสั้นส่งประกวดในเว็ปที่คนน้อยๆ นั่นแหละ เข้าประกวด สี่สิบสองเรื่อง หวานได้คะแนนโหวตอันดับที่สิบสี่ แอบกดโหวตเองอีกหนึ่งคะแนน เอิ๊กๆ

พอเขียนนานเข้า ราวๆ ปีที่สอง คนที่ดังในเว็ปนั้น ส่วนใหญ่ก็ถูกชื้อเรื่องไปขาย หมด มันเป็นช่วงพีคของนิยายรักพอดี หวานก็ได้แต่มองเขาถูกกว้านซื้อไปเรื่อยๆ ท้อแท้ในใจ แต่ก็ได้แต่หวังว่าสักวัน คงจะมีส่วนผสมที่เราต้องการ

จากนั้นก็เขียนเดินดุ่มไปเรื่อย จนวันหนึ่ง เพื่อนพาไปมีทติ้งเว็ปเด็กดี หวานเรียนมัธยมแต่คนที่ไปมีทส่วนใหญ่ก็เรียนมหาลัยแล้ว หวานได้คำแนะนำดีมากๆ จากคนที่เขียนหนังสือขายได้หลายเล่มแล้ว ว่า ถ้าคุณอยากเขียนให้ได้ดี คุณต้องอ่านเยอะๆ นะ หวานก็ค่ะ แต่ปัญหาคือ หวานไม่อ่านนิยายรัก หวานอ่านแต่เรื่องสั้น อนาถไหมล่ะ? ทุกวันนี้หวานก็พยายามจะอ่าน แต่ว่า มันไม่ชอบ ชอบเขียนมากกว่า

หลังจากนั้น หวานพับเรื่องเขียนนิยายไป เพราะติดสอบเอนท์ จนมาเรียนมหาลัยปีแรก ก็รู้สึกสับสน เราไม่ชอบเรียนบัญชี เราชอบเขียนหนังสือ เราอยากเรียนภาษา บัญชีไม่ใช่ชีวิตเรา (ตอนนี้กลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ไปแล้ว)

ในช่วงที่สับสนนี่ล่ะ .. ตอนนั้นเป็นช่วงที่มีคนขอติดต่อเอางานเราไปตีพิมพ์ หวานก็ขอเวลาล่ะกันค่ะ ก็แอบคิดในใจนะ ว่า มีแต่คนง้อให้ไปตีพิมพ์ แต่กูนี่เล่นตัวซ่ะงั้น

มันเหมือนเป็นโชคดีในโชคร้ายนะ คือ การได้ตีพิมพ์นี่เป็นความฝันของเรามาทั้งชีวิตที่เขียนหนังสือ แต่ว่า พอเวลานี้มาถึงจริงๆ มันก็ไม่ใช่..

พอมาเปิดอ่านเรื่องที่เขาติดต่อมาว่าสนใจ หวานก็นั่งอ่าน แล้วก็คิดอยู่สองสามวัน สำหรับหวาน มันเป็นเวลาที่ค่อนข้างสั้นมาก .. สุดท้ายก็บอกพี่เขาไปว่า เราไม่ขาย ตอนนั้น หวานให้เหตุผลกับตัวเองว่า ที่ไม่ขายก็เพราะว่า .. เรื่องที่เราเขียนไปยังไม่ดีพอ.. มันกำกวม อะไรก็ยังไม่ชัดเจน ถ้าไหนๆ จะขายงานที่ทำ เราก็น่าจะขายที่เรามั่นใจว่าดี

ไม่อยากหลอกหลวงผู้บริโภค ไหนๆ จะเสียเวลาอ่าน ก็ควรได้อ่านเรื่องดีๆ

เล่าให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็ด่านะ บอกว่า มันจะไม่ดีพอได้ไง? งานมึงขายได้ แสดงว่ามันก็ดีพอ อย่าโง่...

หวานก็ว่าไม่ใช่ .. ซึ่งหวานตอบตัวเองตอนนี้ ก็ว่าจริง.. สิ่งที่เราตามหา มันไม่ใช่เศษเงินที่นายทุนโยนให้เรา (เปรียบไปนั่น... ) แต่มันคือความรู้สึกยินดี ที่ได้พบตัวละคร เวลาที่ได้ลงมือเขียน ได้นั่งฟังเรื่องไม่น่าเชื่อที่ตัวละครเล่าให้เราฟังผ่านตัวอักษร โดยไม่รู้จักเบื่อ พอเราเขียนหนังสือไปนานๆ มันก็เหมือนว่า เราได้ทำกิจกรรมกับเพื่อนที่รู้ใจ หกล้ม คลุกคลาน ยินดี จากลา ถ้าเราได้ทำเรื่องที่สนุกที่สุดไปแล้ว ผลจะเป็นไงก็ช่างแล้ว



สยิว ตัวอย่างเรื่องที่หวานอยากจะเขียน

หวานเริ่มเขียนหนังสือ จาก เรื่องสั้นระทึก กับ สะท้อนสังคม > นิยายรัก > เวลานี้..

เวลานี้ เรื่องที่หวานอยากจะเขียนต่อไป ..

คุณคิดว่าหวานอยากจะเขียนอะไรต่อไป?

อยากเขียนเรื่องธรรมดา เรื่องธรรมดานี่ล่ะคะ

หวานเริ่มค้นพบว่าตัวเองชอบเรื่องธรรมดาจากหนังเรื่องสยิว ทั้งๆ ที่ตัวหนังทำรายได้ไม่ดี เป็นหนังสุดห่วยในสายตาใครหลายคน

สยิว..เป็นเรื่องธรรมดาๆ นี่ล่ะ แต่ให้แง่คิดดี บางคนอาจจะไม่เคยดู ถ้างั้นหวานจะเล่าให้ฟัง

... เป็นเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่ง เธอชื่อเต่า
เธออาศัยอยู่กับน้าสาวที่กรุงเทพ เรียนอักษร เพราะชอบเขียนหนังสือ แต่เธอให้เหตุผลกับคนอื่น ว่าเธออยากเป็นครู ในยุคนั้น ใครเป็นทอมนี่เท่ห์มาก ยุคอัญชลี หนึ่งเดียวคนนี้

เธอจึงใช้ชีวิตเป็นทอม มีสาวน้อยหน้าหมวยหน้าอกโตคนหนึ่งเข้ามากระร่อก่อติกด้วย

เต่ามีเพื่อนสนิทเป็นผู้ชายกะเขาอยู่คนหนึ่ง ที่พยายามตามจีบเธอ ซึ่งเธอนึกรำคาน ว่า มันจะทำตัวเป็นคนดีไปถึงไหนฟร่ะ? ด่าเช้าด่าเย็นก็ไม่โกรธสักที

ทั้งๆ ที่ชีวิตก็สมบูรณ์ในระดับหนึ่งที่เด็กสาวจะมีได้ แต่เพราะความซ้ำซาก วนเวียน มันทำให้รู้สึกว่าชีวิตตัวเองที่น่าเบื่อซ่ะนี้กระไร สิ่งเดียวที่จะทำให้เธอพ้นไปได้ ก็มีการได้แต่เขียนเรื่องสั้นลงหนังสือโป๊ เป็นรายได้เสริมค่าขนมเล็กน้อย จากเฮียกังฟู ญาติคนหนึ่งของเธอ

จนวันหนึ่ง มีหนุ่มหล่อคนหนึ่ง นามแฝงว่าไอ้หนุ่มพลังม้า (ในเรื่องเขาว่าหล่อ ก็หล่อไปเถอะนะ ) เขามาพร้อมเรื่องสั้นที่เซ็กซ์จัด รุนแรง ซาบซ่าน เต่าหมั่นไส้ตาขี้เก็กนี่เป็นบ้า.. ยิ่งพอเขาได้อ่านเรื่องสั้นที่เต่าเขียนก็หัวเราะเยาะ ว่าอ่อนว่ะ..

(ปล. แอบเห็นด้วย.. เต่าเขียนได้อ่อนจริงๆ )

เต่าคิด.. พยายามเขียน และใช้จินตนาการให้มากขึ้นเรื่อยๆ จนแทบทับซ้อนกับความเป็นจริงบาที แต่ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นผลอะไรเลย เต่านึกโทษเป็นเพราะว่า เธอไม่เคยมีเซ็กส์ แหง่ล่ะ ..ก็เธอเป็นทอม จะมีเซ็กส์ได้ไง

มีเซ็กส์ ก็ต้องมีผู้ชายใช่แล้ว ..เมื่อมองหา ผู้ชายใกล้ตัวที่สุด.. ก็ดันกลายคนที่เธอไล่ถีบได้ทุกวัน มันก็ช่างไม่ประสาอะไรเลย ช่วยอะไรไม่ได้สักอย่าง เป็นไอ้เหย่เหลาก๊ก

ความกดดันค่อยๆ ไล่เธอเข้ามาเรื่อยๆ นับวันไอ้หนุ่มพลังม้า ก็เขียนได้ดีนำหน้าเธอขึ้นไปเรื่อยๆ เธอพยายามเสาะหาวัตถุดิบ และ โครงเรื่องที่อยากจะเขียน ในขณะที่วิทยานิพนธ์ความหวังที่จบการศึกษาก็ดูลางเลือน อาจารย์ที่ปรึกษาก็เริ่มขู่ว่าเธอจะไม่จบ ... แถมสาวหมวยที่คอยก้อร้อก้อติกเธอมาตลอด ก็อยากพิสูจน์ความเป็นทอมของเธอขึ้นมาซ่ะงั้น

เต่าเริ่มลังเล.. เธอลองมาหมดทุกวิธีทางแล้ว ดูวีดีโอโป๊ที่ไม่หมดม้วน แอบดูคนข้างบ้านเขามีอะไรกัน จินตนาการว่าได้ขย้ำน้องหมวย แต่ทุกอย่างก็ไม่เห็นจะดีขึ้นเลย .. หรือเพราะว่า เธอต้องลองมีประสบการณ์ที่จะเขียนจริงๆ ดูสักครั้ง

ไอ้หนุ่มพลังม้าก็ก้าวเข้ามาในตอนที่ต้องการพอดีแป๊ะ เต่าตัดใจถามเขาว่า ทำไงถึงจะเขียนได้ดี เขาว่า ต้องลอง... ดูสิครั้งสิหนูเอ๊ย.. เมื่อทุกอย่างพีคจนถึงที่สุด เต่าก็แล่นไปอยากลองถึงบ้านไอ้หนุ่มพลังม้า ...

แต่นับว่าโชคดี.. ที่เต่าคิดได้ ว่าเธอไม่อยากลอง แล้วไอ้หนุ่มพลังม้าก็เป็นคนดีพอที่จะปล่อยเธอกลับบ้านไป ขากลับ.. เต่าวิ่งผ่านสายฝน

วินาทีนั้นเอง เต่าเริ่มจินตนาการว่าตัวเองเป็นนางเอกที่วิ่งผ่าสายฝนมาพบกับชายหนุ่มแสนดี (ในหนังซึ่งก็คือเพื่อนสนิทคนเดียวที่แอบรักเธอเสมอมา) ไม่ว่าเธอจะเป็นอย่างไร เธอจินตนาการบรรเจิด ถึงกับได้จูบร้อนแรงกลางสายฝน โอ้.. ความรัก ความรัก.เร่งเร้าร้อนแรง

แต่พอรู้สึกตัว ไม่ใช่นางเอกที่ได้พบรักร้อนแรง ไม่ใช่แม้แต่คนรักของผู้ชายที่เขาแอบมีใจมาตลอด เธอก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่งหลังแป้นพิมพ์ เธอก็..เป็นเพียงผู้หญิงที่เปียกปอนจากสายฝน ที่พยายามหนีตัวตนที่แสนน่าเบื่อของตัวเอง ด้วยการสร้างเรื่องบนกระดาษ

ฉากในหนัง เป็นซีนที่เพื่อนนางเอกเปิดประตูเข้ามาในห้อง แล้วเปิดดูทีวี ดูละครที่ชาวบ้านกำลังติดงอมแงมในขณะนั้น ละครขึ้นได้แป๊บเดียว ก็จบบริบูรณ์ เพื่อนพระเอกบ่นกระปอดกระแปดว่าดูไม่ทัน นางเอกค่อยๆ หันไปมอง แล้วหันกลับมายิ้ม พิมพ์บนแป้นพิมพ์ต่อไป

แล้วหนังก็ค่อยๆ ฉายอริยาบทของแต่ละคนเมื่อหนังจบ บางคนก็ลุกไปล้างจาน บางคนก็รีดผ้าต่อ บางคนก็กำลังขมักเขม้นกับการหางานทำ .. ฉากนี้เปรียบได้ดังความเป็นจริงที่มนุษย์ทุกคน ที่อยากแสวงหาความตื่นเต้นให้ตัวเอง แต่..ต่อให้สร้างเรื่องที่แสนตื่นเต้น สนุกสนานสักเท่าไหร่ แต่สุดท้าย... วันหนึ่งก็ต้องถึงตอนที่อวสาน ... งานเลี้ยงต้องเลิกลา

เมื่อละครจบ ทุกคนก็ต้องกลับไปมีชีวิตของตัวเอง ไปใช้ชีวิตอย่างเดิมที่เคยเป็นมา .. ชีวิตที่คิดว่ามันช่างน่าเบื่อซ้ำซาก แต่นั่นก็เป็นชีวิตของเรา

หวานชอบนะ แต่แม่บ่นว่าหนังอะไรฟร่ะ.. หวานจับใจในความคิดที่เสนอออกมานะ เราพยายามหาอะไร? เราทุกคนชอบเรื่องตื่นเต้น แต่ว่า สุดท้าย เรื่องที่ตื่นเต้นที่สุด ก็คือเรื่องธรรมดา ที่เราดำรงอยู่ทุกวัน

หลังจากนั้น หวานก็เริ่มเขียนเรื่องธรรมดานี่ล่ะ .. เรื่องที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่มันต้องไม่ใช่เรื่องที่ใครๆ ก็เดาได้แน่ เป็นเรื่องคนทั่วไป ไม่ต้องมีเวทมนต์มนต์วิเศษผิดมนุษย์ แต่ว่าอ่านแล้วต้องเพลินต้องสนุก

จริงๆ สยิวยังมีต่อไปอีก เป็นบทสรุป ก่อนจบ สามนาทีสุดท้าย ถ้าอยากจะรู้จะอยู่ในกรอบสุดท้าย



อีกสองอาทิตย์จะสอบแล้ว

อาทิตย์หน้า เป็นอาทิตย์นรกแตก อาจารย์นัดสอบเก็บตกกลางภาค

วันอังคารหวานมีสอบอังกฤษ กลางภาค
วันพุธมีสอบคอม กลางภาคอีกเช่นกัน
วันศุกร์เช้ามีพรีเซนต์ ออดิท อ่า.. ผลคะแนนออกแล้ว หวานตกไปคะแนนหนึ่ง แต่สูงกว่ามีน เป็นไงล๊า ..เก่งแบบอนาถๆ
วันศุกร์เย็นมีสอบเก็บต้นทุนเพิ่ม

เห็นจารย์บอกว่า บางคนสอบเหมือนไม่มีความรู้เรื่องบัญชีเลย ขนาดตอนเรียนเศรษฐศาสตร์ยังไม่ตกกันปัญญาอ่อนขนาดนี้เลยนะเออ

(พูดแล้วคันปากอยากบ่น ไอ้ชายV1 แต่ไม่เอาดีกว่า)

พอเปิดมา ก็มีสอบปลายภาคเลย .. สอบรัวๆๆ เข้าไป แล้วปิดเทอมตุลาคม

วันนี้ก็ไปสมัครงาน PT ที่เซ็นลาดพร้าวมา รับจ๊อบห่อของขวัญช่วงปีใหม่ ได้ค่าแรงวันละ 210 บาท เพื่อนบอก ได้ดีกว่าตอนทำงานเป็นเบ๊ allaroud เยอะเลย

ตอนนี้กำลังบ้าเพลงนี้ ฟังทั้งวันแล้ว เปิดฟังแล้วจะไม่เชื่อว่า คนนี้เป็นคนร้อง เสียงกับเนื้อ น่ารักมากๆ มัวแต่ไป ..โฆษณาเธอเป็นกางเกงในขาดอยู่ทำไมก็ไม่รู้




สปอย..


เต่าแต่งงานกับเพื่อนสนิท ไม่แน่ใจว่าชือต้นหรือเปล่า ต้นเป็นข้าราชการจนๆ ชื้อบ้านจัดสรรเล็กๆ มีลูกสองคน ในท้องอีกหนึ่ง

เฮียกังฟูหนีคดีสื่อลามกไปตอนกลางเรื่อง เหตุการณ์นี้มีเกือบท้ายเรื่อง ส่งผลทำให้เต่าเครียด รู้สึกไร้ค่าจนถึงขีดสุด ตอนที่ไปคุยกับไอ้หนุ่มพลังม้า เพราะตั้งใจจะขอเขียนเรื่องต่อ ไอ้หนุ่มก็เลยชิงถามว่า จะมาเขียนนะ มีประสบการณ์หรือยัง? นู๋ เต่าก็เลย กึ่งๆ ท้า ว่าลองดูไหมล่ะ : แต่ผล คือ เต่าไม่ลอง ไอ้หนุ่มพลังม้าปล่อยเต่ากลับบ้าน ... ตอนจบเฮียกลับมา ทำไนท์ไลฟ์ นิตยสารแนวแนะนำหมอนวด

ไอ้หนุ่มพลังม้า จริงๆ แล้ว เป็นชะนี... ชอบแบบโบกเบรกน้ำแตกอยู่หลังเขา ตอนหลังรับจ๊อบถ่ายหนังโป๊วิตถาร สงสัยวิตถารเกินไป ก็เลยโดนจับ (ฮามากฉากนี้)

เต่าเลี้ยงลูก ยังชอบฟัง อัญชลีเหมือนเดิม เวลาว่างๆ เธอเป็นนักเขียนนิยายแนวนิยายรัก โดยการสนับสนุนของสำนักพิมพ์เฮียกังฟูนั่นเอง

น้องหมวยนมโต ไปเป็นดาราแอ๊บแบ๊ว คนนี้เอามาเรื่องจริงเดี๊ยะๆ 555(เล่นโดยบอลลูน) อ๋อแต่ช่วงท้ายๆ เขาประกาศงานแต่งกับผู้ชายที่ดูแล้วโง่ อย่างบอกไม่ถูก

อัญชลี ผู้ร้องเพลง หนึ่งเดียวคนนี้ เวลาว่างๆ ชอบทำกับข้าว แล้วดูเหมือนว่า.. จะไม่ได้เป็นทอม หรือเป็น..? ไม่รู้แหะ

ost.สยิว ฝันกลางฝัน -สี่เต่าเธอ
ตอนนี้มันเมื่อไหร่ ไยรอบกายของฉันช่างสวยงาม
เป็นเวลาที่สุขล้ำ เป็นไปตามต้องการของหัวใจ
ไม่เหมือนนาทีก่อน มองหันไปทางไหนก็สีจาง
มีชีวิตที่เคว้งคว้าง แต่พลันทุกอย่างก็สดใส"

"ฉันเป็นอย่างที่เป็น หรือว่าเป็นฝันที่ฉันต้องการเป็น
รอบตัวฉันเป็นอย่างที่เป็น หรือเป็นภาพฝัน ที่ฉันมองเห็น~"


นังหวานโหด ก็ยังหาเพลง ไอ้ ost. เรื่องนี้ไม่ได้ ต่อไป... ตั้งแต่หนังฉาย เคยได้ฟังแค่ สามครั้ง หาโหลดไม่ได้สักที








Create Date : 10 กันยายน 2550
Last Update : 11 กันยายน 2550 1:18:46 น.
Counter : 261 Pageviews.

1 comments
  
ถ้าเป็นหนูเขียนเรื่องแล้วมีคนมาติดต่อขอซื้อคงดีใจมากมายเลยพี่ สงสัยขายเอาเงินไปซื้อขนมกินแน่ๆเลยอะ ^^

หนูเองก็ชอบเขียนเรื่องนั่นเรื่องนี่นะแต่ถ้าให้เขียนเป็นเรื่องยาวๆคงไม่ไหวอะ

จะว่าไปสมัยนี้หนูว่ามีหนังสือให้เลือกซื้อเยอะเลยนะ แต่จะก็หาถูกใจยากจริงๆอะ
โดย: น้องผิง วันที่: 12 กันยายน 2550 เวลา:15:01:38 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

หวานใจนายโหด
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




add me!!plz~
Add to Google

ไม่สวยก็เซ็งเป็น


MY VIP Friend