ความสุขความรื่นรมณ์ในสังสารวัฎและธรรมะที่เอาชนะใด้
 
ความสุขความรื่นรมณ์ในสังสารวัฎนี้ หากเปรียบไปแล้วไม่แตกต่างกับการลิ้มรสของความหอมหวานของน้ำผึ้งที่หยดลงใบมีดโกน ขณะที่เราได้ลิ้มรสความหอมหวานของน้ำผึ้งอยู่นั้น เราก็ได้ลิ้มรสความเจ็บปวดจากคมมีดในเวลาเดียวกัน นี่แหละคือรสชาติของความสุขจากในสังสารวัฏนี้ ดังนั้นความสุขในสังสารวัฎจึงไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง ขณะที่ความทุกข์รุนแรงยิ่งนัก
ภาพจากbuddhajak.org
 
ความทุกข์ทั้งมวลในโลก เกิดจากการแสวงหาความสุขเพื่อตนเอง
 ความสุขทั้งมวลในโลก จะเกิดขึ้นได้จากความต้องการให้ผู้อื่นมีคความสุข (องค์ดาไลลามะของธิเบต )
 ตราบใดที่บุคคลยังมีกิเลสอยู่เขาย่อมต้องทำกรรมดีบ้าง ชั่วบ้าง กรรมดีย่อมมีวิบาก (ผล) ดี กรรมชั่วมีวิบากชั่ว วิบากดีก่อให้เกิดสุข วิบากชั่วก่อให้เกิดทุกข์ สุขทุกข์เหล่านั้นย่อมมีชาติ คือความเกิดเป็นที่รองรับ ปราศจากความเกิดเสียแล้ว ที่รองรับสุขทุกข์ย่อมไม่มี กรรมก็เป็นหมันไม่มีผลอีกต่อไปพูดอย่างสั้นว่า ตราบใดที่บุคคลยังมีกิเลสอยู่ เขาย่อมเกิดอีกตราบนั้น
บุคคลที่หน่ายกามแล้ว เลิก ละ กามแล้ว แต่จิตยังเอิบอิ่มอยู่ในฌานสมาบัติเบื้องต้น ๔ ขั้น ที่ท่านเรียกว่ารูปฌาน เขาย่อมเกิดอีกในรูปภพ เพื่อเสพสุขอันเกี่ยวกับฌานในภพนั้น ท่านผู้พอใจในความสุขอันประณีตกว่านั้น ที่เรียกว่าความสุขในอรูปฌาน ย่อมเกิดอีกในอรูปภพ ผู้เบื่อหน่ายต่อความสุขอันยังเจืออยู่ด้วยกิเลสดังกล่าวมาแล้ว ละกิเลสได้หมด ไม่มีกิเลสเหลือ ก็เข้าถึงนิพพาน ไม่ต้องเกิดอีกต่อไป สิ้นสุดการเวียนว่ายตายเกิด ไม่ต้องสุขบ้าง ทุกข์บ้าง อีกต่อไป เป็นผู้พ้นจากสภาพที่จะเรียกได้ว่า เป็นอะไร เป็นอย่างไร พ้นจากสุขทุกข์ทั้งปวง ภพคือที่ถือกำเนิดของสัตว์จึงมี ๓ ภพ คือ กามภพ รูปภพ และอรูปภพ พ้นจากนี้แล้วไม่เรียกว่าภพ   ( ที่มา : หลักกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด.....อาจารย์วศิน อินทสระ)

 
โพธิจิต โดย อาจารย์ ศานติเทวะ/santideva
        การได้เกิดเป็นมนุษย์ที่มีลักษณะครบถ้วนนั้น เป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่งนัก ดังนั้นในเมื่อเวลานี้เราต่างพากันโชคดีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ เราควรใช้ชีวิต ใช้ร่างกายที่เป็นมนุษย์ให้เป็นไปในแนวทางที่เหมาะสมอย่างคุ้มค่าที่สุด เพราะมันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง แนวทางการปลูก-พัฒนาโพธิจิตมีดังนี้
        1.โพธิจิตและการเอาชนะพลังอกุศล : ชีวิตในแต่ละวันของเรา อกุศลนั้นมีพลังอันยิ่งใหญ่อยู่เสมอ จนพลังแห่งคุณธรรมในตัวเรามันออ่นแอจนยากที่จะเกิด พลังแห่งอกุศลกรรมนั้นยิ่งใหญ่จนยากที่เราจะขจัด เพราะตัวเราเองสะสมมันมานานแสนนาน ขณะที่กุศลกรรมนั้นเรากลับสะสมไว้เพียงให้มีพลังปรากฎ ดุจสายฟ้าแลบที่จะเกิดขึ้นพี่ยงชั่ววินาทีเดียว องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนเราถึงวิธี การเอาชนะพลังอกุศลด้วยการสร้างสรรค์โพธิจิตอันสมบูรณ์และพฤกษาแห่งโพธิจิตนั้นจักผลิดอกออกผลไม่รู้จบตลอดไป
         2.การสารภาพบาปและการตั้งสัจจะ : การสารภาพและอศุกลกรรมทั้งหลายที่เราได้กระทำไปแล้ว ที่เหนี่ยวรั้งเราเอาไว้ให้ยังคงเวียบว่ายอยู่ในกองทุกข์แห่งห้วงวัฎสงสาร และการตั้งสัจจะที่จะไม่หวนกลับไปกระทำผิดเช่นนั้นซ้ำอีก และเพื่อที่เราจะได้เริ่มต้นกระทำดีต่อไป
         3.การน้อมรับโพธิจิต : การตั้งมั่นที่จะน้อมรับโพธิจิตโดยสมบูรณ์โดยยินดีทีจะเสียสละทุกสิ่งเพื่อเป็นทานแก่สรรพสัตว์ และตั้งมั่นปฎิบัติตนตามวิถีแห่งโพธิสัตว์ เพื่อมุ่งสู่การตรัสรู้อันจะนำประโยชน์มาสู่สรรพสัตว์ทั้งปวง (ติดตามตอน2)



Create Date : 26 กันยายน 2555
Last Update : 26 กันยายน 2555 10:00:57 น.
Counter : 782 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

surya21
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 50 คน [?]



New Comments
กันยายน 2555

 
 
 
 
 
 
7
14
15
22
24
29
30
 
 
All Blog