สงครามระหว่างอาณาจักรสยามและพม่าในสมัยพระนเรศวร
 
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช  ได้ทรงทำสงครามกับพม่าตั้งแต่พระชันษาได้ 20 ปี  การสงครามช่วงแรกเป็นการกู้อิสรภาพของไทย  ให้พ้นจากอำนาจของพม่า  พระองค์ใช้เวลา 9 ปีในช่วงนี้  ต่อมา เป็นการรวบรวมอาณาเขตของไทยที่ได้เสียไป คือ เมืองทวาย  เมืองตะนาวศรี กลับมาจากพม่าและนำกรุงกัมพูชา  กลับมาเป็นของไทยทั้งหมด  ช่วงนี้ใช้เวลา 4 ปี  และท้ายสุด เป็นการแผ่พระราชอาณาเขต ให้กว้างขวางออกไป  ดังที่ได้กล่าวมาแล้วแต่ตอนต้น รวมเวลาที่ทรงทำสงครามมา 16 ปี (รบกับพม่า15ครั้ง ) ด้วยพระปรีชาสามารถ และพระปรีชากล้าหาญ อันพึงเห็นได้จากการทำสงครามทุกครั้งของพระองค์  จนประเทศไทยมีอาณาเขตแผ่ไพศาล  รุ่งเรืองเดชานุภาพ  คนทั้งหลายทั้งชาวไทยและต่างชาติ ต่างพากันยกย่องพระเกียรติยศของพระองค์ว่า  วิเศษทั้งที่เป็นนักรบ และที่เป็นพระเจ้าแผ่นดิน นับเป็นมหาราชพระองค์หนึ่ง ที่เคยปรากฎในโลกนี้  หนังสือพงศาวดารของชาติอื่น เช่น  พม่า  มอญ  เขมร  ลานช้าง และจดหมายเหตุของจีน และชาวตะวันตก  บรรดาที่กล่าวถึงพงศาวดารของประเทศตะวันออกในสมัยนั้น ต่างก็ยกย่องสมเด็จพระนเรศวรมหาราชว่าเป็นวีรมหาราช  สอดคล้องต้องกัน 
thaisamkok.com
 
สงครามครั้งที่10 สงครามยุทธหัตถี . 2135 : สำนวนของวันวลิต ชาวฮอลันดา  ซึ่งเข้ามาที่กรุงศรีอยุธยา เมื่อปี .. 2176 ได้บรรยายเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ว่า  พระเจ้ากรุงหงสาวดียกทัพอันมีกำลังใหญ่หลวง มายังกรุงศรีอยุธยา  พระนเรศวรยกทัพมาถึงวัดร้างแห่งหนึ่ง เรียกว่า เครง หรือ หนองสาหร่าย  เพื่อปะทะทัพมอญ  เมื่อกองทัพทั้งสองมาประจัญกันเข้า  พระนเรศวรและพระมหาอุปราชา (ซึ่งต่างก็ทรงเครื่องอย่างกษัตริย์ และประทับบนพระคชาธาร) ต่างทอดพระเนตรเห็นกันเข้า  ต่างองค์ก็มีพระทัยฮึกเหิม  เสด็จออกจากกองทัพ  ขับพระคชาธารโดยปราศจากรี้พลเข้าหากัน  แต่พระคชาธารที่พระนเรศวรทรงอยู่นั้น  เล็กกว่าช้างทรงพระมหาอุปราชามากนัก  เมื่อกษัตริย์ทั้งสองพระองค์มุ่งเข้าหากัน  ช้างที่เล็กกว่าก็ตกใจกลัวช้างที่ใหญ่กว่า ถึงกับเบนหัวจะถอยกลับ  พระนเรศวรทรงเห็นดังนั้น จึงตรัสปลอบพระยาช้างต้นให้มีใจฮึกเหิมกลับมาสู้ช้างข้าศึก และทรงพรมน้ำเทพมนต์ซึ่งพราหมณ์ได้ทำถวายไว้สำหรับโอกาสนี้ ลงบนศีรษะช้าง  พระยาช้างต้นผู้ชาญฉลาดเมื่อได้รับน้ำเทพมนต์  และได้ยินเสียงพระราชดำรัสของวีรกษัตริย์ก็มีใจฮึกเหิม  ชูงวงขึ้นประณตแล้วเบนหัวสู่ข้าศึก  พลันวิ่งพุ่งเข้าสู่กษัตริย์มอญอย่างเมามัน  อำนาจของพระยาช้างต้นในการสู้รบครั้งนี้ แลดูน่าสพึงกลัว และน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
            ทั้งหมดที่กล่าวมา  เป็นเหตุการณ์ก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่การกระทำยุทธหัตถีของสองกษัตริย์  และสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงได้ชัยชนะอย่างงดงาม  เป็นที่เลื่องลือไปทั่วทิศานุทิศ  ข้าศึกศัตรูไม่หาญกล้ามาเบียดเบียนราชอาณาจักรไทยอีกเลยถึง 160 ปี
 
สยามรบพม่าครั้งที่13 . 2138 : สมเด็จพระนเรศวรเสด็จยกกองทัพหลวงไปตีเมืองหงสาวดี ออกจากพระนคร เมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น3 ค่ำ เดือนอ้าย ปีมะแม .. 2138 มีกำลังพล 120,000 คน เดินทัพไปถึงเมืองเมาะตะมะ  แล้วรวบรวมกองทัพมอญเข้ามาสมทบ  จากนั้น ได้เสด็จยกกองทัพหลวงไปยังเมืองหงสาวดี เข้าล้อมเมืองไว้  กองทัพไทยล้อมเมืองหงสาวดีอยู่ 3 เดือน  และได้เข้าปล้นเมือง เมื่อวันจันทร์ แรม 13 ค่ำ เดือน ครั้งหนึ่ง  แต่เข้าเมืองไม่ได้  ครั้นเมื่อทรงทราบว่าพระเจ้าแปร  พระเจ้าอังวะ  พระเจ้าตองอู  ได้ยกกองทัพลงมาช่วยพระเจ้าหงสาวดีถึงสามเมือง  เห็นว่าข้าศึกมีกำลังมากนัก  จึงทรงให้เลิกทัพกลับ เมื่อวันสงกรานต์ เดือน 5 ปีวอก .. 2139  และได้กวาดต้อนครอบครัวในหัวเมืองมณฑลหงสาวดี มาเป็นเชลยเป็นอันมาก  และกองทัพข้าศึกมิได้ยกติดตามมารบกวนแต่อย่างใด
อ่านเพิ่มเติม http://heritage.mod.go.th/king/naresuan/naresuan3.htm



Create Date : 18 กันยายน 2555
Last Update : 18 กันยายน 2555 11:56:10 น.
Counter : 2522 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

surya21
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 50 คน [?]



New Comments
กันยายน 2555

 
 
 
 
 
 
7
14
15
22
24
29
30
 
 
All Blog