เศรษฐกิจสีเขียว-สงครามชิงน้ำ 2015

    ขณะนี้คนไทยและรัฐบาลไทย  กำลังเป็นโรคกลัวน้ำและกำลังทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อจะผลักดันน้ำลงทะเลให้เร็วที่สุด  โดยแท้จริงแล้วน้ำคือความอุดมสมบูรณ์ของผืนแผ่นดิน ที่ต้องบริหารจัดการ กล่าวคือน้ำฝนทุกเม็ดที่ตกมาบนผืนแผ่นดินสยามนั้นจะต้องมีการใช้แล้วใช้อีกอย่างน้อย 7 ครั้งจึงจะปล่อยน้ำลงทะเล  ป่าต้นน้ำในภาคเหนือและแม่น้ำเจ้าพระยานั้นนำความอุดมสมบูรณ์และสร้างอารยธรรมไทยที่โดดเด่นเหนือเพื่อนบ้านมานับพันปี เฉกเช่นแม่น้ำไนล์ในอียิปต์

สุโขทัย - น้ำยมทะลักท่วมสุโขทัยไม่หยุด ระดับน้ำเพิ่มต่อเนื่อง ย่านกลางเมืองท่วมสูงกว่า 1 เมตรแล้ว-ศาลากลางฯ-อบจ.-ที่ว่าการอำเภอฯ-เทศบาลฯ จมบาดาลถ้วนหน้า (10 กันยายน 2555 )

             การขาดแคลนน้ำมีความสำคัญเร่งด่วนยิ่งถึงขนาดปราชญ์สองคนเขียนหนังสือโดยใช้ชื่อเดียวกันว่า “สงครามชิงน้ำ” ซึ่งพิมพ์ออกมาในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน เล่มแรกชื่อ Water Wars: Privatization, Pollution, and Profits เขียนโดย Vandana Shiva เล่มที่สองชื่อ Water Wars: Drought, Flood, Folly, and the Politics of Thirst เขียนโดย Diane Raines Ward

กระบวนการล่าน้ำนั้นมักไม่มีการพูดถึงกันตรงๆ หากพูดถึงในประเด็นของการล่าที่ดิน

นักล่าที่ดินอาจแบ่งได้เป็นสองกลุ่มด้วยกัน กลุ่มแรกได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลของพวกเขาโดยตรง เช่น รัฐบาลของประเทศอาหรับซึ่งร่ำรวยจากการขายน้ำมันแต่ประเทศส่วนใหญ่เป็นทะเลทรายทำให้ขาดความมั่นคงทางอาหาร รัฐบาลของเกาหลีใต้ก็กลัวการขาดแคลนอาหารเช่นเดียวกัน ฉะนั้น ประเทศเหล่านั้นจึงมีนโยบายส่งบริษัทออกไปกว้านซื้อ หรือเช่าที่ดินทั่วโลกเพื่อผลิตอาหารส่งกลับไปยังบ้านของตน

กลุ่มที่สองเป็นนักลงทุนและบริษัทเอกชนซึ่งมองว่าราคาสินค้าเกษตรและที่ดินจะพุ่งขึ้นไปด้วยปัจจัยต่างๆ รวมทั้งการเพิ่มของประชากรโลก ความต้องการพลังงานชีวภาพ และการสูญเสียพื้นที่เกษตรจากการพังทลายและการเป็นพิษของดิน พวกเขามองว่า การลงทุนในที่ดินเพื่อการเกษตรจะทำกำไรได้อย่างงดงามเหนืออย่างอื่น ในด้านนี้ พ่อมดการเงินเช่นจอร์จ โซรอส ก็เห็นพ้องและเข้าร่วมในกระบวนการล่าที่ดินผืนใหญ่ๆ นับแสนนับล้านไร่ในประเทศยากจนด้วย

ที่มา ดร.ไสว บุญมา

 

“อุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) หมายถึงอุตสาหกรรมที่ยึดมั่นในการประกอบกิจการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วยการมุ่งเน้นในเรื่องของการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการผลิตและการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องรวมถึงความรับผิดชอบต่อสังคมทั้งภายในและภายนอกองค์กรตลอดห่วงโซ่อุปทาน”

หลักการสีเขียว 4 ข้อ (Four Pillars of Green Party)

 

ที่พรรคกรีน เยอรมนีและของประเทศอื่นๆ ด้วยได้ยึดถือปฏิบัติกันมากว่า 30 ปีแล้วก็คือ

 

1. ต้องใช้ภูมิปัญญาเชิงนิเวศ (Ecological Wisdom)

 

2. ต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมในสังคม (Social Justice)

 

3. ต้องใช้กระบวนการประชาธิปไตยรากหญ้า (Grassroot Democracy)  

 

4.ไม่ใช้ความรุนแรง (Nonviolence)

ที่มา : ประสาท มีแต้ม

กรอบการขับเคลื่อนการพัฒนาระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2555-2559) ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนและสังคมไทยให้มีคุณภาพ มีโอกาสเข้าถึงทรัพยากร และได้รับประโยชน์จากการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะการสร้างฐานทางปัญญาในการก้าวสู่สังคมและเศรษฐกิจสีเขียวที่มีแบบแผนการผลิตและบริโภคอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

7 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย

 

1) อนาคตเกษตรไทยสู่การเติบโตสีเขียว

 

2) อุตสาหกรรมสะอาด วิถีใหม่ของอุตสาหกรรมอนาคต

 

3) มุ่งสร้างสรรค์การท่องเที่ยวสีเขียว เพื่อการพัฒนาอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

 

4) การพัฒนาระบบขนส่งและพลังงานเพื่อระบบเศรษฐกิจสีเขียว

 

5) เส้นทางสู่นวัตกรรมสีเขียว

 

6) สังคมสีเขียว นวัตกรรมทางสังคมสู่การพัฒนาที่ทั่วถึงและยั่งยืน

 

7) การรับมือภัยพิบัติภายใต้การเติบโตสีเขียว

ที่มา : ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ

GOING GREEN THAILAND.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




Create Date : 11 กันยายน 2555
Last Update : 11 กันยายน 2555 11:00:57 น.
Counter : 1062 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

surya21
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 50 คน [?]



New Comments
กันยายน 2555

 
 
 
 
 
 
7
14
15
22
24
29
30
 
 
All Blog