โปรดช่วยอุปการะเด็กยากไร้ ccfthai.or.th เพียง 500 บาทต่อเดือน
Group Blog
 
<<
เมษายน 2553
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
10 เมษายน 2553
 
All Blogs
 
สรุปผลประกอบการสองปีกว่าๆ

สองปีที่ผ่านมาจากการเล่นแบบวีไอ ด้วยแรงบันดาลใจจากหนังสือบัฟเฟต ตัวแรกที่เล่นคือ TR ซื้อที่ 70 เจ๊งไม่เป็นท่า เหตุที่ซื้อเพราะเป็นหุ้นที่หนี้น้อย p/e p/vb ฯลฯ สวย เป็นหุ้นในดวงใจของวีไอหลายๆคน

พลาดไปเพราะตอนนั้นยังเป็นวีไออ่อนซ้อม แม้ TR จะเป็นหุ้นที่ดี หุ้นหนึ่ง แต่การซื้อหุ้นนอกจากจะประเมินบริษัทแล้วยังต้องหาราคาที่เหมาะสม ต้องมีจิตใจที่มั่นคงต่อหุ้นนั้นๆก่อนซื้อ TR เคยลงไปต่ำที่สุดที่ 15 บาท หากผมมีใจมั่นคงต่อหุ้นนี้พอ ผมคงเข้าไปช้อนเฉลี่ยต้นทุนจนต้นทุนเฉลี่ยที่ 30 กว่า ซึ่งหมายความว่าตอนนี้ราคาดีดกลับมาอยู่แถวๆ 70 ผมจะได้กำไรจากหุ้นตัวนี้ 100% เลยทีเดียว

ผมมักจะเน้นเสมอว่า จิตใจสำคัญกว่าเทคนิค เพราะเมื่อเรามีหลักการมีเหตุมีผล มีความมั่นใจในหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง (แน่นอนหุ้นนั้นต้องเป็นหุ้นดี มีกำไร ไม่ใช่หุ้นปั่น) การเล่นหุ้นนั้นก็ไม่ยาก แค่ รอ ซื้อ รอ ขาย ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ TR แม้ผมจะซื้อ TR ในราคาที่ไม่เหมาะสม แต่ด้วยบริษัทนี้ เป็นบริษัทดี หนี้น้อย ฯลฯ ทำให้ TR สามารถกลับมายืนที่ 70 กว่าๆได้เหมือนเดิม ภายในเวลาสองปี

นอกจากนั้น เมื่อพลาดแล้ว แทนที่เราจะท้อ แต่ถ้าจิตใจเรามั่นคงพอ เราก็จะสู้ครับ ผมไปหาหนังสือมาอ่านเพิ่ม คราวนี้ไปเจอหนังสือหุ้นห่านทองคำ หนังสือเล่มนี้เป็นแรงบันดาลใจให้ผมเปลี่ยนวิธีเล่นใหม่ คราวนี้หันมาเล่นหุ้นปันผล ด้วยเหตุผลง่ายๆ เหมือนกับ TR นั่นแหละ แม้ตอนนี้กำไรราคาหุ้นจาก TR ผมจะแค่ 3-4 หมื่นแต่ผมได้ปันผลจาก TR 3 รอบ อีกประมาณ 5-6 หมื่น นั่นหมายความว่า ต่อให้ผมซื้อหุ้นแล้วราคาหุ้นร่วง หากหุ้นนั้นเป็นหุ้นดีจริง ในระยะเวลาหนึ่ง ราคาหุ้นตัวนั้นจะต้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนั้น เมื่อราคาร่วงลง แต่ปันผลเท่าเดิมแสดงว่าถ้าเราซื้อหุ้นตัวนั้นในราคาที่ถูกลง เราก็จะได้ปันผลมากขึ้น

ปัจจุบันขายหุ้น TR ไปละ เพราะหุ้นตัวนี้มีข้อเสียตรงปันผลน้อย เดี๋ยวนี้ผมเน้นแต่หุ้นที่ปันผลเยอะๆ ปรับเปลี่ยนแผนตลอดเวลา ค่อยๆพัฒนาผีมือกันไป ตามเหตุและผล ปัจจุบัน กำไรแล้ว ประมาณ 28% เรียกได้ว่าไม่เลว สองปี 28% สำหรับเซียนบางคนอาจจะเรียกว่าน้อย แต่ก็ไม่เป็นไร เรายังมือใหม่นี่น่า ช่วงปีแรกเสียไปเยอะ พึ่งมาได้จริงๆก็ช่วงหลังๆ

ข้อดีของการซื้อเพราะดูปันผล คือทำให้เรากล้าซื้อทุกราคา หากเห็นว่าหุ้นตัวนั้นปันผลคุ้ม ตอนช่วง set ร่วงๆแถวๆ 700 ผมก็เป็นคนหนึ่งที่กล้าเข้าไปซื้อในขณะที่ใครๆก็บอกให้ขาย ที่ผมซื้อเพราะตอนนั้นหุ้นหลายๆตัวยังปันผลอยู่ที่ประมาณ 10-15% ตอนนี้ set ขึ้นมาเป็น 800 หุ้นก็ยังปันผลอยู่ที่ประมาณ 6-10% อยู่ ซึ่งสำหรับผมยังถือว่าน่าซื้อ เพราะ 6-10% ยังมากกว่าหุ้นกู้ แน่นอนครับ แม้ตอนนี้ผมก็ยังไล่ช้อนอยู่ ในขณะที่ใครๆก็บอกว่าตรงนี้เป็นดอยแล้ว

ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าคราวนี้จะร่วงรึเปล่า แต่ร่วงก็ไม่เป็นไรครับ เพราะทุกครั้งที่ผมซื้อผมจะเผื่อเงินอีกก้อนนึงไว้ ช้อนก๊อกสองเสมอ หากมันจะร่วง ผมก็รอกินปันผลไป 6-10% ดีกว่าปล่อยเงินไว้เฉยๆ ถือว่าฝากประจำซัก 10 ปี นอกจากนั้นหากมันร่วงมาจนปันผลเพิ่มเป็น 10-20% ผมก็จะช้อนอีก นอกจากเฉลี่ยต้นทุนแล้ว ผมยังได้ปันผลเพิ่มมากขึ้น ดีกว่าทิ้งเงินไว้เฉยๆครับ

มาดูกันต่อว่าปีหน้าผมจะกำไรกี่ % ครับ แต่จากเงินปันผลที่ผมจะได้จากหุ้นตอนนี้อยู่ที่ 6-7% ยังไงก็ดีกว่าเงินฝาก ผมตั้งใจว่าหากกำไรจนซื้อบ้านได้เมื่อไหร+มีเงินปันผลเพียงพอกับค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนจะเลิกทำงานละ ถือว่าเป็นอิสระทางการเงิน คำนวนคร่าวๆหากกำไรแบบนี้ไปเรื่อยๆอีกประมาณ 10 ปีก็จะสำเร็จ แนววีไอเป็นแนวเต่าจริงๆ บัฟเฟตใช้เวลาถึง 30 ปีกว่าจะพิสูจน์ว่าวิธีเล่นของเค้าดีที่สุด คนโดยมากพลาดเพราะไม่ยอมเป็นเต่า คิดว่าหุ้นคือทางลัดรวยเร็ว แต่ตรงกันข้ามเลย หุ้นคือธุรกิจที่รวยช้าต่างหาก 10 ปีที่่ว่าหมายถึงผมกินปันผลไปเรื่อยๆนะครับ โดยไม่ขายหุ้นที่ผมถือตอนนี้ หากแต่ผมโชคดีราคาหุ้นที่ผมถือพุ่งปรวดปราด ผมอาจจะประกาศความเป็นไทก่อนกำหนดก็ได้ใครจะไปรู้




Create Date : 10 เมษายน 2553
Last Update : 10 เมษายน 2553 6:28:06 น. 23 comments
Counter : 270 Pageviews.

 






โดย: จีนี่ในกระจกแก้ว วันที่: 10 เมษายน 2553 เวลา:7:55:02 น.  

 
ขอให้คุณจีนี่มีความสุขในวันสงกานต์นะครับ


โดย: ษุภณัฏฐ์ วันที่: 10 เมษายน 2553 เวลา:8:16:08 น.  

 
สุขสันต์วันสงกรานต์


โดย: ทส IP: 114.128.139.226 วันที่: 10 เมษายน 2553 เวลา:8:43:15 น.  

 
สุขสันต์วันสงกานต์ครับ คุณ ทส



โดย: ษุภณัฏฐ์ วันที่: 10 เมษายน 2553 เวลา:8:44:03 น.  

 
สวัสดีคับ แอบอ่านมานานแระ 555

ชอบอ่านประสบการณ์ในบทนี้ ..
เพราะรู้สึกคล้ายๆกับตัวเอง ใจไม่มั่นคง

จิตใจสำคัญกว่าเทคนิค

เป็นสิ่งที่ต้องเรียนควบคู่กับการเรียนรู้ทางวิชการ

ใครที่เรียนแต่วิชาการ(เทคนิค พื้นฐาน) แต่ไม่เรียนวิชาทางใจด้วย ก็มักไม่ประสบสำเร็จเท่าที่ควรเป็น


ส่วนแนวคิด เรื่องหุ้นห่านทองคำ
เป็นตัวค้ำยันจิตใจได้ดีสำหรับผมเช่นกัน

เมือไรเราซื้อหุ้นแล้วเรานึกถึง การปันผล ดอกเบี้ย เราจะยืนด้วยความมั่นคงได้ง่าย
บริษัทไหนมีปันผลสม่ำเสมอ ก็บ่งชี้อยู่ในตัวอยู่แล้วว่า เราเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานที่ดีในระดับหนึ่ง

....

ขอให้มีความสุขในวันปีใหม่ไทยครับผม



โดย: kunjoja (kunjoja ) วันที่: 10 เมษายน 2553 เวลา:9:53:26 น.  

 
จริงๆเล่นหุ้นก็ไม่ยากครับ รอ ซื้อ รอ ขาย เพียงแต่ว่าจิตใจคนเราอ่อนแอ พอเห็นมันลงมากๆก็กลัว กลัวว่ามันจะลงไปกว่านี้ไม่กล้าซื้อซะที หรือพอเห็นมันขึ้นมากๆ ก็กลัวว่าจะเป็นดอยไม่กล้าซื้อเหมือนกัน พอซื้อแล้ว เห็นราคามันลงกลัวจะดอย ก็รีบคัทลอส หรือพอเห็นราคามันขึ้นก็รีบขาย กลัวกำไรหาย ปล่อยหมูไป สิ่งเหล่านี้เป็นอารมณ์ที่ทำให้การเล่นหุ้นไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

การเล่นหุ้นจิตใจต้องนิ่ง ต้องยึดในหลักการอย่างมีเหตุผล ราคาไม่ถึงจุดซื้อไม่ซื้อ ซื้อแล้วลงอีกก็ต้องมีแผนรองรับไว้ จะคัทลอสหรือจะซื้อเฉลี่ยก็แล้วแต่ แต่ต้องเป็นไปตามหลักการไม่ใช่อารมณ์ ตั้งจุดขายไว้ เมื่อถึงจุดขายก็ต้องขาย จะขายทีเดียวหรือขายเฉลี่ยก็ได้ แต่เมื่อขายแล้วต้องไม่เสียดายหากราคามันพุ่งขึ้นไปอีก

จริงทีเดียวครับ ปันผลเป็นตัวค้ำยันจิตใจที่ดีจริงๆ ทำให้ไม่ซื้อไม่ขายหุ้นง่ายเกินไป และสมเหตุสมผลในการซื้อหุ้น เพราะนอกจากหุ้นที่ปันผลได้แสดงว่าหุ้นนั้นมีกำไร ไม่ใช่หุ้นปัน เวลาที่เราถือรอนานๆ มันก็มีปันผลมาเป็นน้ำจิ้มให้เรา

ขอให้มีความสุขในวันปีใหม่ไทยเช่นกันคับ



โดย: ษุภณัฏฐ์ วันที่: 10 เมษายน 2553 เวลา:10:17:06 น.  

 
$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$ RoofChange@ParadiseResort



.........................test n' thanks......................



WWWWWWWWWWWWWWWWWWWWWWWWWW


โดย: light@Freelife IP: 118.173.10.24 วันที่: 10 เมษายน 2553 เวลา:12:15:15 น.  

 
เห็นด้วยครับ การตัดสินใจ และ อารมณ์ รวมทั้งจิตใจ นั้น สำคัญ ที่สุดเท่าที่ ประสบ มาครับ ปีที่แล้ว ตอนช่วงก่อนวันแดงเดือน ตุลาคม (2552) ซัด PTTAR ตอนนั้น วิ่งไปซะแรง ซัดมา 27.5 (ไม่มีการศึกษาไร เลย แต่ย่ามใจ)เพราะเห็นว่า มันขึ้นมาทั้งปี เดี๋ยว มัน คงขึ้นอีก (เล่นหุ้นปีแรก ครับ)เลยหารู้ไม่ว่า ที่ กระพ๊ม ซื้อในราคานี้น่ะ มัน เป็น ราคาดอย วาวี นะ ตอนนั้น ปรากฎ หลังซื้อได้ สองสามวัน เจอวันแดงเดือดเข้าไป กลัวครับ กลัว ถือไปหลังจากนั้น ได้ เดือนนึง ราคาอยู่ ที่ 23 หรือไง เนี่ย คัตไปครับ เพราะตอนช่วงนั้นกระแส มาบตพุตก็แรงมากๆ เหลือเกิน (ไม่รู้ว่าคัตไปทำบ้าอะไร) เลยกลัว ยอมขาดทุนก็ ยอม ติดอย่างนี้ เพราะ ขาดทุน ตอนนั้น คือขาดทุนกำไร สะสมทั้งปี หายไป ร่วม 30% ได้มั๊ง สรุป กลายเป็น ว่า ตั้งแต่ ขายตัวนั้น แล้ว มาเห็น ตอนช่วงเดือนที่แล้ว มัน ขึ้นๆๆๆ เอา ขึ้นเอา จน สุดท้าย เมื่ออาทิตย์ก่อน 29.xx บาท เลยยังมานั่งคิดอยู่เลยว่า เราเสียสามเด้ง นี่หว่า

1. ทั้งๆ ที่เงินเป็น เงิน เย็นมากๆๆๆๆ แล้ว ตอนเรา ขายไป ก็ เกิด อาการไม่กล้าซื้อไร เพราะเข็ด กลัว เห็น ตลาด ซึม (อันนี้อารมณ์ส่วนตัวล้วนๆ คิดเอาเอง เพราะยังเจ็บมาอยู่) ช่วงนั้น ทั้งๆ ที่มี หุ้นถูกๆ เต็มตลาดไปหมด

2. หากวันนั้นไม่ขาย แล้ว มาขาย ตอน 30.xx เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ก็ จะ ออกตัวได้ กำไร ที่สะสมปีก่อนก็ ไม่ลด ล ง30% แล้ว

3.ยังสามารถ ได้ ปันผล อีก 1.5 บาท รึไง เนี่ยอีกด้วย แล้วยังสามารถมีกำไร จาก ส่วนต่างราคา ก หุ้นล่ะ 3 บาท หากวันนั้น ไม่ใช้อารมณ์ตัดสิน วันนี้ก็ คงจะดีก่านี้ แต่ก็ นะ ผม ก็คิดว่ามันเป็น บทเรียน เหมือนกัน หลายๆ ท่านครับ

หากเอาส่วนต่างที่ว่าไปตะกี้มารวมกันนะ หุ้น ราคาตอนซื้อ 27.5 ปันผล 1.5 ใช่มะ แล้วตอนที่ สุดๆ เมื่อ ก่อน มีวันม๊อบแดงแรงฤทธิ์ ก็ 30.xx ส่วนต่าง อีก 3 บาท

รวมมาถึง ตอนนี้ก็ แค่ 6 เดือนเองนี่น่า แต่ได้ส่วนต่าง 4.5 บาท จาก 27.5 บาท ก็ เทียบเท่ากับ ประมาณ 17-18% ใน 6 เดือน!!!!

ดังนั้น ผม จึง เห็นด้วย กับท่านเจ้าของกระทู้เป็นอย่างยิ่งครับ ว่า หากต้องการจะ รวยแบบ ยั่งยืน ต้องถือไป จนกว่าจะได้รอบ ของมัน หรือ มีการเปลี่ยนพื้นฐาน แล้ว ถึงตอนนั้น ควรต้องตัดสินใจ เลิกหรือไม่เลิกกับตัวนี้ ซึ่ง ควรจะ เซ็ท ไว้เลย เป็น % ในการ คัตลอส แล้วก็ ต้องเป็น เงินเย็นนะครับ จะได้ไม่ ลุกลี้ลุกลนมาก เมื่อไหร่ก็ได้ ชิวๆ ไร ทำนองเนี๊ยะ

ปีที่แล้วเล่นไปเล่นมาเปมือนการศึกษาหาความรู้ มีผลประกอบการ 10% เอง เพราะเกิดจากการ คัตลอสแบบไม่มี แบบแผน และเอาความรู้สึก + อารมณ์ มาเป็น ที่ตั้ง

ปีนี้จาพยายามใหม่คร๊าบบ


โดย: Parpaya IP: 124.120.28.21 วันที่: 13 เมษายน 2553 เวลา:0:00:01 น.  

 
ใช่ครับ ปัญหาคือความโลภเพราะเราหวังกำไรจากส่วนต่างหุ้นมากไปซึ่งจริงๆนั่นคืออารมณ์ตลาด ซึ่งไม่มีวิธีไหนที่จะสามารถคาดเดามันได้ 100% แม้จะใช้ความรู้ทางเทคนิคมาช่วยก็ไม่ 100% อยู่ดี เราพยายามคิดว่าเราต้องเก่ง เราต้องได้ ซึ่งจริงๆแล้วมันเป็นไปไม่ได้ 17-18% ใน 6 เดือนจริงๆก็เยอะแล้วนะครับ เราอย่าลืมความจริงว่า แม้แต่คนที่เล่นหุ้นเก่งที่สุดในโลกอย่างวอเรน บัฟเฟตยังสามารถกำไรได้แค่ 30-40% ต่อปี การที่เราพยายามทำให้ได้มากกว่านั้น แสดงว่าเราต้องเก่งกว่าบัฟเฟต ซึ่งเป็นไปไม่ได้ อย่างผมตั้งไว้แค่ 5-10% ผมก็พอใจแล้ว เพราะมันมากกว่าหุ้นกู้หรือเงินฝากธนาคาร

ปล จริงๆถ้าปันผล 1.5 บาท เรายังสามารถได้เงินเพิ่มจากเครดิตภาษีได้อีกนะครับ

ขอให้ประสบความสำเร็จในการลงทุนครับ



โดย: ษุภณัฏฐ์ วันที่: 13 เมษายน 2553 เวลา:8:11:09 น.  

 
ขอแนะนำในฐานะวีไอรุ่นพี่ละกันนะครับ

ขอแนะนำสั้น ๆ คำเดียว ระวังกับดักเงินปันผล
คุณต้องแน่ใจว่า หุ้นนั้นกำไรจะ ไม่ลดลงไป
ทำให้ปันผลที่ผ่านมา เป็นเพียงอดีต ซึ่งไม่ได้ยืนยันใด ๆ
ว่าอนาคตจะยังปันผลในอัตรานั้นอยู่


โดย: vi IP: 125.24.6.78 วันที่: 13 เมษายน 2553 เวลา:8:36:05 น.  

 
เห็นด้วย กับ ท่าน vi

ยกตัวอย่างคือ ADVANC เห็นกันจะๆๆๆ เมื่อวานนี้ ปันผล 8 บาท แต่ราคาหุ้น ทิ้งดิ่งลงมา จาก

1. Effect จากม๊อบแดงเดือดเมื่อวันเสารื
2. Effect จากการขายของทิ้งเมื่ออิ่มหนำแล้วกับปันผล

หากผมได้ ซื้อ ADVANC ไปเมื่อตอนที่มีข่าวยึดทรัพย์สินใหม่ๆ ลองคิดดูจิ 76.xx รึไง เนี่ย วันนี้ ถือว่ากินปันผลฟรี หากยัง ถืออยู่ หรือใครไม่คิดได้ปันผล ฟรี ขายไปเมื่อก่อนวันม๊อบแดงเดือด ก็ 92.00 กำไร ส่วนต่าง 92-76 = 16 บาท มันยิ่งมากก่า ปันผล ซะอีกตั้ง 100%
แต่เมื่อวาน ราคาหุ้นเหลือ 79 รึไง เนี่ย ใครได้ไปชมดอยมาแล้วไม่ยอมขายของหวังจะเอาปันผลก็ โดนไปเต็มที่ 92-79 = 13 บาท ติดลบ 5 บาท หากหักทิ้งจากปันผล มี สัก หมื่นหุ้นก็ โดนไปตามระเบียบ 50,000 บาท

ดังนั้น เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับ ที่ว่าต้องระวังกับดักปันผลให้ดีครับ

แต่เวลาปฎิบัติจิงมันไม่เป็งงั้นน่ะสิ ท่าน อารมณ์และ ความคาดหวัง รวมทั้งความฝันหวาน มันล่อให้เราเคลิ้ม จนมองความจริงไม่เห็นค๊าบบบ และ นอกนั้นส่วนใหญ่ที่เจอคือไม่ได้โดนกับดักครับ แต่โดนปล่อยบนดอย (T_T) แล้ว มันเย็นสบายดีเลยไม่อยากลงจากดอย แบบว่าเย็นดี ชิวๆ คิดว่าได้ของดีมา (^_^) จนมารู้ตัวอีกที ก๊อ เข้าหน้าร้อนแล้วไม่มีนักท่องเที่ยว ขึ้นไป เลยไม่มีรถให้เกาะลงมา ครับ เลยต้องรอรับ ปันผล แกมบังคับ และรอเวลาลงจากดอย ตอนหน้าหนาวครั้งถัดไป (T_T)

ล่าสุดยังว่าจะไม่กลับขึ้นไปแล้วนะเนี่ยแต่ ก็ เราคนไทยอ่ะนะ ไม่ค่อยมีหน้าหนาวกับเค้า พอมีคนมาชวนก็ไปด้วยอีกแระ รอบนี้โดนไป 3 ตัว ยังดี ว่าจะปันผลแล้ว แล้ว ก็ แค่ 30% ของปอด เลยกะว่าจะไปชมวิวและเดินให้รอบดอยไปก่อนแล้วค่อยหาทางลงทีหลังค๊าบบบบ


โดย: Parpaya IP: 124.120.27.23 วันที่: 13 เมษายน 2553 เวลา:13:03:08 น.  

 
เล่นหุ้นไม่เป็น แต่เข้ามาทักทายคงไม่ว่ากันนะคะ

สวัสดีปีใหม่ไทยค่า


โดย: จีนี่ในกระจกแก้ว วันที่: 13 เมษายน 2553 เวลา:18:00:13 น.  

 
ขอบคุณคุณ vi ครับ เรื่องกับดับปันผล ผมก็ทราบครับ จริงๆวิธีที่ดีที่สุด คือประเมินปันผลในอนาคต แต่ผมอยากเสนอวิธีที่คนไม่เก่งประเมินตัวเลขพวกนี้ในอนาคตไม่ได้ ให้ทำอย่างนี้ครับ
1 คือเอาปันผลหลายๆปีมาเฉลี่ยครับ
2 คือซื้อหลายๆตัว

เพื่อลดความเสี่ยงเราคงไม่โชคร้ายกำไรลดลงทุกบริษัทมั้งครับ ถึงลดลงก็ต้องดูด้วยว่าลดลงชั่วคราวหรือฐาวร ปกติถ้าดูเฉลี่ยหลายๆปี ถึงปีที่เราซื้อจะลดลง ปีต่อไปก็น่าต้องกลับมาที่เดิมครับ


โดย: ษุภณัฏฐ์ วันที่: 13 เมษายน 2553 เวลา:19:21:20 น.  

 
ขอบคุณคุณ Parpaya ที่มาเม้นนะครับ วิธีลดความเสี่ยงจากกับดับปันผล ผมก็เขียนไว้ข้างบนแล้วครับ แต่ถ้ามีวิธีเพิ่มเติมก็เสริมได้ครับ


โดย: ษุภณัฏฐ์ วันที่: 13 เมษายน 2553 เวลา:19:23:51 น.  

 
สวัสดีปีใหม่ไทยครับ คุณจีนี่


โดย: ษุภณัฏฐ์ วันที่: 13 เมษายน 2553 เวลา:19:24:23 น.  

 
หวัดดีค่า

แวะมาบอกว่า



โดย: จีนี่ในกระจกแก้ว วันที่: 14 เมษายน 2553 เวลา:22:30:08 น.  

 
ฝันดีครับ คุณจีนี่


โดย: ษุภณัฏฐ์ วันที่: 15 เมษายน 2553 เวลา:20:16:46 น.  

 
มาแอบอ่านด้วยคน

ผมเล่นสไตล์DSM

แต่ก็เลือกหุ้นเล่นแบบVIนี่แหละ

ดูพื้นฐานไม่ค่อยเป็น ส่วนใหญ่ก็ไปแอบเอาจาก

ชอบที่ตัวที่มีปันผลthaivi

มีตัวไหนน่าสนก็บอกด้วยนะครับ

.........


โดย: ซุ้มเฟื่องฟ้า วันที่: 18 เมษายน 2553 เวลา:10:37:08 น.  

 
สวัสดีคับ ชอบมาแอบอ่าน
5555

แนวคิดการซื้อหุ้น โดยดูจากการปันผลและผลประกอบการของบริษัท เป็นแนวคิดที่ผมก็ได้ลองเลือกมาใช้อยู่ปัจจุบันเหมือนกันครับผม

(ผมมีเอดวาน ปัจจุบันต้นทุนผมเป็นราคา ดอย ครับผม)
แต่ก็ไม่ได้กังวลไรมากมาย

บางครั้งกลไกทางใจทำให้เราหาเหตุผลในการตัดสินใจอะไรๆ เสมอ
การตัดสินใจจากกลไกการป้องกันทางใจ
นั้นอาจจะเป็นกับดับของจิตใจ ที่น่ากลัวอย่างหนึ่ง


โดย: kunjoja วันที่: 25 เมษายน 2553 เวลา:18:42:34 น.  

 
ถึงคุณซุ้ม เฟื่องฟ้าครับ ผมไม่มีตัวแนะนำหรอกครับ ผมซื้อเฉลี่ยหลายๆตัวครับ ลดความเสี่ยง

ขอบคุณคุณ kunjoja สำหรับเม้นครับ



โดย: ษุภณัฏฐ์ วันที่: 25 เมษายน 2553 เวลา:23:52:14 น.  

 
หนูสงสัยอะว่า

ที่พี่บอกกันว่ากำไรกันแล้ว 10,20,30%
นี่คือ ขายของออกแล้วใช่มั้ยคะ

แล้วถ้าหนูซื้อของมาแล้วไม่ขายกะกินปันผลไปจนชั่วลูกชั่วหลานนี่ จะนับกำไรเป็นเปอร์เซ็นต์ได้มั้ย

ตอนนี้หนูกำลัง งง ว่าในปอดของตัวเองเนี่ยะ ควรขายหรือไม่ควรขาย

บางตัวก็อยากขาย แต่รู้สึกว่า เงินเย็นรอไปเรื่อยๆ ไม่รีบใช้เงิน

แต่ถ้ามองอีกด้าน ก้คิดว่า เอ๊ะเราควรขายแล้วเผื่อมันตกจะได้มีเงินซื้อในราคาต่ำกว่านี้ดีมั้ย

เพราะเงินในปอดก้เริ่มร่อยหรอ เนื่องจากว่า ได้แต่ซื้อแต่ไม่ขาย

งง งง งง
งง งง งง
งง งง งง


โดย: น้องนู๋ GaZib วันที่: 14 กันยายน 2553 เวลา:16:57:54 น.  

 
จริงๆของแบบนี้ขึ้นอยู่กับมุมมองครับ แม้ยังไม่ขายแต่กำไรที่สะสมในราคาของหุ้น ก็สามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้ทุกเมื่อนี่ครับ แน่นอนครับ หากเราคิดจะสะสมหุ้นเป็นสินทรัพย์เราย่อมไม่ขาย กินปันผลไปเรื่อยๆ เหมือนมีบ้านนั่นแหละครับ บางคนซื้ออยู่ชั่วลูกชั่วหลาน ที่บางคนหากขายก็ได้หลายสิบล้าน แต่ก็เสียดายไม่ขาย เพราะราคามันก็ยังขึ้นไปเรื่อยๆ



โดย: ษุภณัฏฐ์ วันที่: 6 ธันวาคม 2553 เวลา:16:53:42 น.  

 
อ่านอีกหน้าบอกว่าได้กำไร10%
ทำไมหน้านี้คุณเจ้าของบล็อกบอกว่าได้กำไร28%ครับ
(ถามเพราะกำลังศึกษาอยู่นะครับ)
แล้วเปอร์เซ็นต์กำไรนี่ต่อปีเหรอครับ


โดย: สับสน IP: 58.11.57.87 วันที่: 12 สิงหาคม 2554 เวลา:7:16:47 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ษุภณัฏฐ์
Location :
นนทบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




Friends' blogs
[Add ษุภณัฏฐ์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.