Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2548
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
16 สิงหาคม 2548
 
All Blogs
 
เรียนเพื่อเกลียดชัง "พม่า" ในระบบการศึกษาไทย

การสร้างชาติ โดยการหลอมรวมความหลากหลาย จำเป็นที่จะต้องสร้างสำนึกของชาติร่วมกัน

ในยุคที่ซ้ายเติบโต พวกขวากลัวการเปลี่ยนแปลง จึงปลุกระดมความเป็นชาติ โดยอาศัยเพลงปลุกใจ "หนักแผ่นดิน" "อยุธยาเมืองเก่าของเราแต่ก่อน" บ้า ๆ บอ ๆ มันเป็นการสร้างชาติ แบบเกลียดคนอื่น ใช้ความเกลียด ผ่านระบบการศึกษาและการใช้สื่อมวลชนในการหลอมรวม

เราไม่รู้จักพม่า ทั้งที่มีพรมแดนติดกันนับพันกิโลเมตร เราปล่อยให้หนังสือแบบเรียนทางประวัติศาสตร์สอนให้เราเชื่อว่าเราไม่เคยรุกรานใคร มีแต่คนอื่นมารังแกชาติไทยของเรา

เคยคุยกับผู้นำนักศึกษาที่หนีตายมาจากพม่าเมื่อสิบกว่าปีก่อน เขาก็บอกว่า เขาเกลียดคนไทย เพราะคนไทยเคยไปรุกรานประเทศเขา อ้าว...เวรมั๊ยล่ะเนี่ย ใครมันมันอันตพาลกันแน่

เคยสังเกตมั๊ยว่า ประเทศรอบข้างเราไม่มีใครชอบเราเลย...พม่าเกลียดเรา ลาวเกลียดเรา เขมรเผาสถานฑูตเรา เวียดนามเกลียดเรา

โรงเรียนไม่เคยสอนเราเรื่อง สงครามที่เราไปร่วม อย่างในลาว เวียดนาม เกาหลี เราไม่เข้าใจว่า เรื่องแบบนี้เขาไม่สอนกันหรือยังไง เรายังคิดว่า เราไม่เคยไปรบกับคนอื่นนอกประเทศเรา นอกเสียแต่ปกป้องประเทศของเราเอง

ทุกวันนี้ เรายังเกลียดแรงงานพม่า เราเกลียดชาวเขา เพราะคิดว่าพวกนี้เป็นพม่า

ไอ้ความเกลียดชุดเดียวกันนี่แหละ ที่มันทำให้คนในจังหวัดทางใต้เราเกลียดชังคนไทยด้วยกัน มันเป็นชุดความเกลียชนิดเดียวกัน

การสอนประวัติศาสตร์ ไม่ควรเป็นเครื่องมือทาการเมือง เราควรสอนประวัติศาสตร์เพื่อการสร้างความเข้าใจ และ มองความเจ็บปวดในอดีตอย่างผู้มีวุฒิภาวะ


ดูอย่างงานครบรอบ 60 ปีระเบิดที่ฮิโรชิม่าเมื่อเร็ว ๆ นี้ แม้ระเบิดหนึ่งลูกจะพรากชีวิตไปนับแสนคน แต่นั่นคือบทเรียนเพื่อสร้างสันติภาพ ไม่ใช่นำความเจ็บปวดในอดีตมาสร้างการเมืองและความเกลียดชัง


วันนี้ฉันและเพื่อน เอาเก้าอี้ โต๊ะ ไปให้เด็กที่ถูกละทิ้ง และ ขาดความช่วยเหลือที่ศูนย์พัฒนาเด็ก(พม่า) เราเห็นดวงตาที่ยังไม่มีความเกลียดชังของเด็กเหล่านั้น เรารู้ว่าเขาบริสุทธิ และ งดงามกว่าสายตาที่เกลียดชัง เราเชื่ออย่างไม่สงสัยเลย




Create Date : 16 สิงหาคม 2548
Last Update : 18 สิงหาคม 2548 21:13:23 น. 15 comments
Counter : 1002 Pageviews.

 
สงสัยน้องเนี้ยชาติที่แล้วต้องเป็นพม่ากลับชาติมาเกิดแน่เลย ไม่อยากคุยด้วยแล้ว


โดย: รักชาตินะ IP: 24.238.43.207 วันที่: 16 สิงหาคม 2548 เวลา:2:03:35 น.  

 
จักรวรรดินิยมสยาม


โดย: นู๋เองง่ะ วันที่: 16 สิงหาคม 2548 เวลา:2:34:02 น.  

 
เห็นด้วยกับการเรียนประวัติศาสตร์อย่างที่ทำให้เข้าใจอดีต และนำมาปรับปรุงปัจจุบันและอนาคต

เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลง บทเรียนประวัติศาสตร์บางบท แต่ไม่ใช้บิดเบือนจากที่แล้วมา เพียงแต่เปลี่ยนแปลงความเข้าใจ ให้เด็กๆ ของเรามองโลกให้กว้างขึ้น

ไม่เห็นด้วยอย่างมาก กับอคติของเจ้าของบล๊อกที่มีกับบทเรียนประวัติศาสตร์ของไทย

ไม่เห็นด้วยที่ดูถูกประเทศไทย บทเพลงไทย เราชื่นชม บทเพลงเหล่านี้ และสอนให้คนไทยรักชาติ

ในช่วงชีวิตของเราและเจ้าของบล๊อก ได้รับรู้ และเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ แล้วลองมองดูเด็กๆ สมัยนี้สิ ความรักชาติหายไปไหน

ไม่ได้กล่าวถึงแค่ประเทศเพื่อนบ้าน เราเกลียดเค้า เค้าก็เกลียดเราเช่นกัน

มันเป็นเพลงแค่กุศโลบายที่ต้องการปลูกฝังให้คนเรารักชาติเท่านั้น

ลองดูทุกประเทศทั่วโลก มันก็เขียนบทเรียนประวัติศาตร์เข้าข้างตัวเองทั้งนั้นแหละ

อยู่ที่เรา มีสายตา กว้างไกล มองโลกกว้างขนาดไหน และการเรียนรู้ความจริงที่เกิดขึ้นในอดีตด้วยความถูกต้องและใจที่เป็นธรรมเพียงไร

ไม่เคยเกลียดพม่า ไม่เคยเกลียดเด็ก ไม่เคยเกลียดประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งไม่เคยเกลียดพวกฝรั่งมังค่า ที่เข้ามารุกราน อยากได้ดินแดนของประเทศไทย

มองโลก มองผู้คน มองการกระทำด้วยความเข้าใจ

รวมถึงมองเหตุการณ์ในอดีตช่วงที่เขียนบทเรียนประวัติศาสตร์ด้วย

ตอนนั้น ถ้าไม่สอนคนไทย ให้รักชาติ เราคงไม่ภาคภูมิใจในความเป็นคนไทย ใช้ภาษาไทย ได้มากขนาดนี้

ทำไมฝรั่งถึงเรียกเราว่า ไทยแลนด์ เพราะคำว่าแลนด์จะใช้ต่อท้ายเฉพาะ ประเทศที่ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นฝรั่งเท่านั้น

ทำไมเราถึงภาคภูมิใจในภาษาไทย

ทำไมเราถึงภาคภูมิใจในความเป็นคนไทย ไม่ใช้เพราะบทเรียนประวัติศาสตร์ที่เคยเรียนมาหรอกหรือ

ปล. เราชอบเจ้าของบล๊อกนะ เคยติดตามเรื่องราวของคุณสมัย สึนามิที่ภาคใต้ ขอชื่นชม

แต่สำหรับบล๊อกวันนี้ของคุณ ไปอ่านประวัติศาสตร์เพิ่มดีกว่า ไม่ใช้แค่ในบทเรียนนะ อ่านเพิ่มถึงในส่วนของคำนำ และ เจตนาของผู้เขียนประวัติศาสตร์

อย่าลืมสิ การเขียนตำราเรียนขึ้นมาหนึ่งเล่ม ไม่ใช่แค่ว่ายกการเขียนของผู้ใดผู้หนึ่งขึ้นมาเป็นตำราให้นักเรียนเรียนกันทั้งประเทศ

แต่ต้องผ่านการเห็นชอบของคนหลายคน และผ่านมาหลายรุ่นแล้ว



โดย: จตุพร ว (พฤษภาคม 2510 ) วันที่: 16 สิงหาคม 2548 เวลา:2:36:40 น.  

 
พี่บอกอ ลายจุด
ยังคงเหมือนเดิมเลยครับเนี่ย หุ หุ


โดย: เ ม ฆ ค รึ่ ง ฟ้ า วันที่: 16 สิงหาคม 2548 เวลา:2:42:09 น.  

 
เกลียดเพราะ
-ฆ่าเจ้าของกิจการชาวไทยข่าวออกบ่อย
-ชอบจับชาวประมงไปเรียกค่าไถ่
-ตอนจัดตั้งศูนย์ศูนย์อพยพนักศึกษา ก่อก่อเรื่องจับเจ้าหน้าที่มาเป็นตัวประกันซะอย่างนั้น
สิ่งเหล่านี้มันไม่ได้เกี่ยวับประวัติศาสตร์เลย มันเรื่องจริงทั้งนั้น
ปล.เกลียดคนไทย - นักการเมืองคอรัปชั่นด้วย


โดย: สายัณห์ ตะวันเพลิง วันที่: 16 สิงหาคม 2548 เวลา:2:44:34 น.  

 
เรียนประวัติศาสตร์ไทยมา แต่ก็ไม่ได้คิดเกลียดพม่าค่ะ ^^"

เพราะคิดไว้ตลอดว่า ประวัติศาสตร์ย่อมมีการบิดเบือน

ประวัติศาสตร์ของชาติไหน ชาตินั้น ๆ ก็เลือกที่จะเขียนในแง่บวกกันทั้งนั้น (ถึงจะไม่เสมอไปก็เถอะ)
เพราะรัฐบาล (หรืออะไรก็ตามแต่จะเรียก) ใช้เหตุผลที่ว่า
เพื่อให้คนในชาตินั้น ๆ รู้สึกรักชาติ
และมีความรู้สึกร่วมกันอยู่

โดยที่ในบางครั้ง มันก็มีผลข้างเคียงเช่นกัน
อย่างที่เค้าว่าไว้ ไม่มีอะไรดี 100 หรือ เลว 100 หรอกค่ะ

ประวัติศาสตร์ คือบันทึกของผู้ชนะ...


โดย: นางมารร้าย update วันที่: 16 สิงหาคม 2548 เวลา:4:38:16 น.  

 
การเขียนประวัติศาสตร์ คือ การเขียนนิยายแบบนึง
มีตัวละคร มีพล็อท ฯลฯ
แล้วแต่ว่านักประวัติศาสตร์คนไหน มีพล็อทแบบไหนอยู่ในใจ

งานของอาจารย์สุเนตร ไงคะ ที่พยายามมองพม่าจากเอกสารของพม่าเอง


โดย: grappa วันที่: 16 สิงหาคม 2548 เวลา:8:50:05 น.  

 
ประวัติศาสตร์ไทยถูกเขียนขึ้นมาเพื่อรับใช้การเมือง (ในสมัยจอมพล ป.) นี่ครับ และจนบัดนี้ เราก็ยังใช้ประวัติศาสตร์ชุดนั้นในตำราเรียนอยู่เลย..

เคยหยิบเอาตำราเรียนเด็กประถมมาอ่าน แล้วปวดกบาล..สมัยเด็กๆ เราเรียนไปได้ยังไงเนี่ย..


โดย: KMS&หมาป่าสำราญ วันที่: 16 สิงหาคม 2548 เวลา:9:06:09 น.  

 


โดย: suparatta วันที่: 16 สิงหาคม 2548 เวลา:12:46:45 น.  

 
ไม่เกลียดพม่า ไม่เกลียดเพื่อนบ้าน แต่เกลียดคนไทยที่เอาแต่ด่าประเทศตัวเอง สร้างกระแสซ้ายตกขอบ ทั้งๆที่ในเมืองไทยมีเสรีภาพมากกว่าเพื่อนบ้านเราหลายประเทศ มันก็ยังไม่วายหาว่าเป็นเผด็จการทุนนิยม อย่างเช่น ใจหมา อึ้งภากรณ์ และ ธงชัย สิ่งปฏิกูล


โดย: ขวาโว้ย IP: 202.129.52.203 วันที่: 16 ตุลาคม 2548 เวลา:12:05:55 น.  

 
พวกที่ชอบมาพ่นในเวบท่าเอ็นจีโอนี่ก็เหมือนกัน ด่ารัฐบาลยังไม่พอ บางคนยังจาบจ้วงศาสนา จาบจ้วงสถาบันฯอีก คำสองคำก็อ้างสิทธิมนุษยชน ถุย!

สงสัยต้องลองให้มันไปอยู่ในพม่า ที่มีรัฐบาลทหารปกครอง หรืออีรักสมัยซัดดัมปกครอง แล้วมันจะได้รู้ซึ้งว่าเผด็จการแท้ๆนั้นเป็นอย่างไร? หากคิดว่าเมืองไทยยังมีเสรีภาพไม่พอ สำหรับสัตว์นรกปากบอนพวกนี้

ฝ่ายขวากลัวการเปลี่ยนแปลง เพราะกลัวสูญเสียอำนาจ ฝ่ายซ้ายก็อยากเปลี่ยนแปลง เพราะกูอยากได้อำนาจ มันไม่ต่างกันหรอก!


โดย: ขวาโว้ย IP: 202.129.52.203 วันที่: 16 ตุลาคม 2548 เวลา:14:04:47 น.  

 

"รู้เหตุผลไหม๊ทำไมคนไทยเราถึงเกลียดพม่ากันนัก"
ผมอ่านเเล้วผมร้องไห้เลย

หลังจากที่เสียกรุงศรีอยุธยาแล้ว พวกพม่าได้บุกเข้ามายังตัวพระนครในตอนกลางคืน แล้วจุดไฟเผาบ้านเรือนของชาวบ้าน ตลอดจนปราสาทราชมณเทียร ทำให้ไฟไหม้ลุกลามแสงเพลิงสว่างดังกลางวัน เมื่อพม่าเห็นว่าไม่มีผู้ใครมาขัดขวางแล้ว ก็เที่ยวฉกชิงและเก็บรวบรวมทรัพย์จับผู้คนอลหม่านทั่วไปทั้งพระนคร แต่ด้วยเป็นเวลากลางคืน ชาวเมืองจึงหนีรอดไปได้มาก พม่าจับได้ประมาณ 30,000 คน พร้อมทั้งเจ้านายทั้งข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย และพระภิกษุสามเณรทั้งหลายที่หนีไม่พ้น พม่าก็จับเอารวมไปคุมไว้ที่ค่ายโพธิ์สามต้น ส่วนผู้คนพลเมืองที่จับได้ก็แจกจ่ายกันไปคุมไว้ตามค่ายของแม่ทัพนายกอง[26]
จากนั้นพม่าก็เที่ยวตรวจเก็บบรรดาทรัพย์สมบัติทั้งของหลวง ของราษฎร ตลอดจนเงินทองของเครื่องพุทธบูชาตามวัดต่าง ๆ และยังเอาทรัพย์ซึ่งราษฎรฝังซ่อนไว้ตามวัดวาบ้านเรือนต่อไปอีก โดยเอาราษฎรที่จับไว้ได้ไปชำระซักถาม แล้วล่อลวงให้ส่อกันเอง ใครยอมบอกทรัพย์ของผู้อื่น ก็ให้ปล่อยตัวไป ส่วนผู้ที่เป็นเจ้าของทรัพย์ถ้าไม่บอกให้พม่า ก็จะถูกเฆี่ยนตี และทำทัณฑกรรมต่าง ๆ เพื่อเร่งเอาทรัพย์จนบ้างก็ถึงกับเสียชีวิต[27] บางที ทหารพม่าก็จะใช้วิธีการทารุณโหดร้าย จับส้นเท้ามาลนไฟ ทั้งยังนำลูกสาวมาข่มขืนให้ร้องลั่นต่อหน้าบิดามารดาอีกด้วย ทางด้านพระสงฆ์ก็ถูกกล่าวหาว่าซ่อนสมบัติเอาไว้มาก จึงถูกยิงด้วยศร ถูกพุ่งด้วยหลาวหรือปลายหอกจนตัวปรุ หลายรูปถูกตีด้วยท่อนไม้จนมรณภาพคาที่ บริเวณวัดวาอารามตลอดจนบริเวณที่กว้างล้วนเต็มไปด้วยซากศพ แม่น้ำลำคลองก็เช่นเดียวกัน ศพมีมากและส่งกลิ่นเหม็นจนแทบหายใจไม่ออก เป็นเหตุให้ฝูงแมลงวันต่างพากันมาตอม สร้างความรำคาญแก่กองทัพพม่าเป็นอันมาก[28][29]
หลังจากที่กองทัพพม่ายึดกรุงศรีอยุธยาสำเร็จแล้ว จึงพักอยู่ประมาณ 10 วัน พม่าใช้เวลาจุดไฟเผาบ้านเมืองเป็นเวลา 9 วัน 9 คืน จนรวบรวมเชลยและทรัพย์สมบัติเสร็จแล้วจึงยกทัพกลับไป โดยกวาดต้อนผู้คน ช้าง ม้า แก้ว แหวนเงินทอง และนำสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรไปด้วย เนเมียวสีหบดีได้แต่งตั้งให้สุกี้เป็นนายทัพให้มองญาพม่าเป็นปลัดทัพคุมพลพม่าและมอญรวม 3,000 คนตั้งค่ายอยู่ที่ค่ายโพธิ์สามต้น คอยสืบจับผู้คนและเก็บทรัพย์สิ่งของส่งตามไป แล้วตั้งนายทองอินให้เป็นเจ้าเมืองธนบุรี แล้วแบ่งแยกกองทัพออกเป็น 3 กองทัพ กองทัพทางเหนือ มีเนเมียวสีหบดีแม่ทัพคุม เจ้านายและข้าราชการที่เป็นเชลยกับทรัพย์สิ่งของที่ดีมีราคามากมาย ยกกลับไปทางด่านแม่ละเมาะ กองทัพทางใต้ให้เจ้าเมืองพุกามเป็นนายทัพคุมพวกเรือบรรทุก บรรดาทรัพย์สิ่งของอันเป็นของใหญ่หนัก ๆ ไปทางเมืองธนบุรีและท่าจีน แม่กลองกองหนึ่ง อีกกองหนึ่งยกเป็นกองทัพบกไปเมืองสุพรรณบุรีไปสมทบกับกองเรือที่เมือง กาญจนบุรี รวมกันยกกลับไปทางด่านพระเจดีย์สามองค์ ในครั้งนั้นพม่าได้ปืนใหญ่ 1,200 กระบอก ปืนเล็กหลายหมื่นกระบอก รวมทั้งได้ปืนคู่แฝดหล่อด้วยทองสำริด ขนาดยาว 12 ศอก และเรือพระที่นั่งกิ่งอีก 4 ลำด้วย[30]
สำหรับปืนพระพิรุณแสนห่านั้นมีขนาดใหญ่มาก เมื่อตอนใกล้กรุงจะแตกหมดความหวังที่จะชนะพม่าแล้ว ปืนกระบอกนี้ก็ถูกทิ้งลงในสระแก้วในพระราชวังกรุงเก่า ภายหลังพม่าทราบเรื่องเข้า จึงได้นำขึ้นมาจากสระ แล้วตัวปกันหวุ่นแม่ทัพภาคใต้ขนไปทางเรือ จุดหมายปลายทาง คือ เมืองกาญจนบุรี โดยไปบรรจบกับกองทัพบกที่นั่น ครั้นมาถึงตลาดแก้วเมืองนนทบุรี เห็นว่าปืนใหญ่พระพิรุณแสนห่านี้หนักเหลือกำลังที่จะเอาไปเมืองอังวะได้ ปกันหวุ่นจึงให้เข็นชักขึ้นจากเรือที่วัดเขมา ให้เอาดินดำบรรจุเต็มกระบอก จุดเพลิงระเบิดเสีย และขนชิ้นส่วนที่เป็นทองสำริดกลับไปเมืองอังวะ โดยที่ทัพพม่าออกจากกรุงศรีอยุธยาทั้งหมด เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2310 หลังจากตีกรุงได้แล้วร่วม 2 เดือน[31]
พม่าได้เชลยไทยจำนวน 30,000 คนเศษ พม่าแยกเชลยออกเป็น 2 พวก
พวกที่ 1 สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรกับพระบรมวงศานุวงศ์และชาวเมือง เนเมียวสีหบดีให้กองทัพคุมตัวไปทางเหนือ
พวกที่ 2 ราษฎรที่เหลือและพวกมิชชันนารี ให้ปกันหวุ่นแม่ทัพทางใต้คุมไปทั้งทางบกและทางเรือ ล่องใต้ไปทางเมืองทวาย แล้วไปบรรจบกับพวกแรกที่ทางเหนือของกรุงอังวะ
ส่วนเรื่องเชลยนั้นพม่าจับเชลยคนไทยได้มากเกินกว่าจะมีเครื่องพันธนาการเพียงพอ จึงเจาะบริเวณเอ็นเหนือส้นเท้าแล้วร้อยด้วยหวายติดกันเป็นพวง เพื่อกวาดต้อนเชลยไทยให้เดินทางไปยังกรุงอังวะ ประเทศพม่า นับแต่นั้นมาคนไทยเรียกบริเวณเอ็นเหนือส้นเท้าว่า “เอ็นร้อยหวาย ” ในปัจจุบัน[32] เชลยศึกชาวไทยที่ถูกพม่ากวาดต้อนไปครั้งนั้น ได้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บริเวณปองเลไต๊ (ตึกปองเล) ใกล้คลองชะเวตาชอง หรือคลองทองคำ แถบระแหงโม่งตีส หรือตลาดระแหง ห่างจากเมืองมัณฑะเลย์ ประมาณ 13 กิโลเมตร มีวัดระไห่ เป็นศูนย์กลางของหมู่บ้าน มีตลาดโยเดีย และมีการรำโยเดียที่มีท่ารำชั้นสูง เช่น พรหมสี่หน้าของไทย ในเมืองพม่าปัจจุบันด้วย[33]
พระเจ้าอุทุมพรถูกพระเจ้ามังระบังคับให้ลาผนวช แล้วให้ตั้งตำหนักอยู่ที่เมืองจักกาย (สแคง) ตรงหน้าเมืองอังวะ พร้อมด้วยเจ้านายและข้าราชการอยุธยาก็รวบรวมอยู่ที่นั่นเป็นส่วนมาก พม่าได้ซักถามเรื่องพงศาวดารและแบบแผนราชประเพณีกรุงศรีอยุธยาจดลงในจดหมายเหตุ คือ เอกสารที่ฝ่ายไทยได้ฉบับมาแปลพิมพ์เรียกว่า "คำให้การขุนหลวงหาวัด" หรือ "คำให้การชาวกรุงเก่า" แต่ส่วนพวกราษฎรที่ถูกกวาดต้อนไปจำนวนมากนั้น พม่าแจกจ่ายไปอยู่ตามที่ต่าง ๆ ภายหลังหนีคืนมาบ้านเมืองได้บ้างก็มี แต่ก็สาบสูญไปในพม่าเสียเป็นส่วนมาก พระเจ้าอุทุมพรไม่เสด็จกลับมาอยุธยาอีก หลักฐานสุดท้ายของเจ้านายพระองค์นี้ที่เหลืออยู่ก็คือ เจดีย์ที่เมืองจักกายเท่านั้น[34][35]
การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งนี้ เป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ไทย ทหารพม่าไล่ฆ่าฟันผู้คนล้มตายเป็นอันมาก ทรัพย์สินสมบัติสูญเสียถูกทำลาย ถูกขุดค้นไปทั่วทุกแห่งหน โดยตั้งใจจะไม่ให้อยุธยามีทรัพย์สมบัติอะไรเหลืออยู่ แม้แต่วัดวาอารามอันวิจิตรงดงาม พม่าก็เอาไฟเผาและเอาไฟสุมพระพุทธรูปพระศรีสรรเพ็ชรดาญาณ[36] เพื่อให้ทองคำหุ้มองค์ละลาย เก็บเอาทองคำที่หุ้มองค์พระพุทธรูปหนัก 286 ชั่ง (238.33 กิโลกรัม) ไปใช้ประโยชน์ที่เมืองพม่า อีกทั้งได้กวาดต้อนผู้คนไปเป็นเชลยและทาสยังเมืองพม่า พม่าเอาไฟเผาบ้านเรือนทำลายข้าวของต่าง ๆ อยู่ 15 วัน


โดย: นิรนาม IP: 171.100.153.188 วันที่: 18 มีนาคม 2557 เวลา:13:16:35 น.  

 
สมเด็จพระเนรศวรน่าจะฆ่าพม่าให้มันหมดเผ่าพันไปเลลย สิ่งที่พวกพม่ามันทำไว้กับไทยเกินกว่าจะให้อภัยได้


โดย: อ้อมผู้เกลียดพม่า IP: 101.51.203.219 วันที่: 5 เมษายน 2558 เวลา:11:48:36 น.  

 
ไม่ที่ทำมาหากินรึไงถึงได้แย่งประเทศไทยไปเป็นของตัวเองพูดง่ายๆนะ คือว่าพม่าอึดอยากม๊าก สมควรแล้วหละที่พม่ามันพ่ายแพ้ศึกยุทธหัตถีแก่สมเด็จพระเนรศวรมหาราช สมน้ำหน้าพม่ามัน


โดย: อ้อมผู้รักแผ่นดินสยาม IP: 101.51.203.219 วันที่: 5 เมษายน 2558 เวลา:11:55:20 น.  

 
คนพม่าที่แท้จริงแล้วเห็นแก่ตัวมากและเกลียดคนไทยแต่ที่เห็นว่าเป็นดีนั้นแท้ที่จริงแล้วเขาเป็นคนเผ่าขะยิ่นในประเทศพม่าซึ่งพวกเขาเองก็เกลียดพม่าเช่นกันขนาดคนในประเทศเขาเองยังเกลียดแล้วเราละ...ตอนนี้ทำงานร่วมกับพม่าขอยืนยันส่วนใหญ่นิสัยแย่จริง


โดย: p IP: 171.96.185.33 วันที่: 16 กรกฎาคม 2558 เวลา:21:47:39 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

บก.ลายจุด
Location :
พังงา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add บก.ลายจุด's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.