ความสุขอยู่แค่เอื้อมยังนับว่าไกล ความสุขอยู่ที่ใจไม่ต้องเอื้อม
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2552
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
6 มีนาคม 2552
 
All Blogs
 
กว่าจะ(ตะกาย)ถึงยอดภู

หลักจากที่ครั้งที่แล้วเราได้ไปชมบรรยากาศที่สวยๆ งามบนภูกระดึงแล้ว
มาถึงวันนี้จะพาเพื่อนๆ ไปดูค่ะว่า กว่าที่เราจะปีนขึ้นไปถึงยอดภูนั้น เราต้องผ่านเส้นทางใดบ้างค่ะ

ตามเรามาเลย


ภูกระดึง เป็นภูเขาหินทรายยอดตัด
อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของที่ราบสูงโคราช ใกล้กับด้านลาดทิศตะวันออกของเทือกเขาเพชรบูรณ์
พื้นที่ส่วนใหญ่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางระหว่าง 400-1,200 เมตร
มีพื้นที่ราบบนยอดเขากว้างใหญ่คล้ายรูใบบอน
สภาพพื้นที่ราบบนยอดภูกระดึงมีส่วนสูงอยู่ทางด้านตะวันตกและตะวันออกเฉียงใต้
พื้นที่ค่อยๆ ลาดเทลงมาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
ทำให้ลำธารสายต่างๆ ที่เกิดจากแหล่งน้ำบนภูเขาไหลไปรวมกันทางด้านนี้ เป็นแหล่งต้นน้ำของลำน้ำพอง
ซึ่งหล่อเลี้ยงเขื่อนอุบลรัตน์และเขื่อนหนองหวาย ในจังหวัดขอนแก่นนั่นเองค่ั
ภูกระดึงเป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดป่าหนึ่ง มีทั้งป่าผลัดใบ และป่าดงดิบ ที่ระดับความสูงต่างๆ
นี่ล่ะค่ะคือความสูงที่เราจะต้องฝ่าฟันไปเรื่อยๆ




นี่คือเส้นทางที่เราต้องฝ่าฟัน
ปกติจะใช้เวลาประมาณ3-5ชั่วโมง
แต่ว่าเราสองคนจะใช้เวลาปีนสักเท่าไหร่นั้น โปรดติดตามตอนต่อไป


ว่าแล้ว 07.30 น.เราสองคนเริ่มปีนแล้วค่ะ




ซำแฮกเป็นซำที่ค่อยข่างยากสำหรับเรา เพราะพอเริ่มปีนก็เริ่มชันขึ้นเรื่อยๆ
แต่จะชันอย่างไร ลูกหาบก็เดินตามหลังเราล่ะค่ะ อิอิ



นี่ก็ซำแฮก บางทีถ้าชันมากๆ ก็ทำทางขึ้นแบบวนๆ และทำบันได มีราวให้จับกันพลัดตกด้วยค่ะ




ที่ซำแฮกนี้เขาบอกว่าเป็นป่าเต็งรัง
ประกอบด้วยพันธุ์ไม้ที่สำคัญ ได้แก่ เต็ง รัง เหียง พลวง กราด รกฟ้า อ้อยช้าง กว้าว มะกอกเลื่อม มะค่าแต้ ช้างน้าว ติ้วขน ยอป่า ฯลฯ
พืชพื้นล่างประกอบด้วย หญ้าเพ็ก ขึ้นเป็นกอหนาแน่น แทรกด้วยไม้พุ่มและพืชล้มลุก
ส่วนต้นนี้เป็นอะไรนั้นมิทราบค่ะ




นางแบบประจำทริป(มีอยู่คนเดียว)




กว่าจะขึ้นไปชมความงามบนภูได้ก็ผ่านเส้นทางหลายแบบ ทั้งเดินและปีน
แต่ละซำก็ไม่เหมือนกันค่ะ







บางที่ก็ทำเป็นบันไดให้เดินได้ง่ายขึ้น



-------------------------------------
---------------------------------
--------------------------
--------------------







ซำกกโดน




เราต้องเดินฝากต้นกุหลาบแดงที่นี่ค่ะ


แดงได้ใจจริงๆ เลยค่ะ




ก่อนถึงยอดภูซำสุดท้ายคือซำแคร่ ซำนี้โหดสุดๆ ต้องปีนเขาที่สูงชันกว่า1,300 เมตรเลยทีเดียว




แม้อุปสรรคขวากหนาม





เราจะข้ามไปให้ได้




มันเป็นช่วงที่ร่างกายทรมานสุดๆ ไม่อยากจะก้าวขาแล้ว แต่ต้องไปให้ถึง




แม้จะมีบันไดเหล็กแบบนี้ให้ปีนสะดวกขึ้นก็ตาม




แต่แล้วเราก็มาถึงที่ที่ทุกคนปรารถนามากที่สุด นั่นคือ บนภูกระดึง เย้ดีใจสุดๆ
สิ่งแรกที่เราทำคือนอนหมดแรงกันตรงม้านั่งที่ทางอุทยานเตรียมไว้ให้นักท่องเที่ยวนั่งพัก อย่างไม่อายผู้คน
แต่จริงๆ แล้วมีอยู่ไม่กี่คน อีกสักพักเขาก็ไปกันหมดแล้ว
แต่ด้วยความที่วิญญาณช่างภาพเข้าสิง แม้จะนอนแผ่ก็ได้ภาพแบบนี้มาค่ะ



รอจนให้แดดอ่อนๆ เราสองคนต้องเดินต่อไปยังที่ทำการอีกกว่า 3 ก.ม.
ความจริงเดี๋ยวนี้ทางอุทยานมีจักรยานให้เช่าถีบด้วย
แต่เราพิจารณาจากสภาพขาของเราตอนนี้แล้วว่า ไม่สามารถที่จะหาแรงจากไหนมาถีบจักรยานได้เลย
จึงตัดสินใจเดินไปแบบสบายๆ ไม่ต้องรีบก็แล้วกัน

เดินไประหว่างทางก็สวนกับลูกหาบที่เดินลงในวันนั้น

ลูกหาบ "คุณสองคนเป็นเจ้าของเป้สีส้มกับสีเขียว แล้วก็ขาตั้งกล้องอันนึงหรือเปล่า???"
เรา "ใช่ค่ะ ทำไมเหรอคะ???"
ลูกหาบ"ลูกหาบที่หาบของไปให้รออยู่ครับ"
จริงๆ ก็คือตอนที่เราฝากของก่อนขึ้น ทางอุทยานยังไม่ได้เก็บเงินกับเรา แค่คิดน้ำหนักให้
แต่เราไม่รู้ว่าเราต้องไปจ่ายกับลูกหาบโดยตรง คิดว่าจ่ายกับทางอุทยาน แล้วอุทยานจะจ่ายให้ลูกหาบอีกที
ตายล่ะหว่า ต้องเดินอีกเกือบ 4 ก.ม.กว่าจะถึงที่พัก แล้วลูกหาบจะได้กลับตอนไหนล่ะนี่
แต่เราก็ไม่มีแรงที่จะรีบกว่านี้แล้วค่ะ




ระหว่างทางเดินไปที่พักไม่ได้มีเพียงต้นสน





ถึงที่ทำการอุทยานแล้วติดต่อเต็นท์ที่พักแล้ว แทบจะหลับตอนนั้นเลย
ตอนนั้นอากาศยังหนาวมากอยู่เลยนะคะ
ปวดหัวตุบๆ เลยล่ะ แต่พอได้อาบน้ำ(ที่แสนจะเย็นเจี๊ยบ) ก็ทำให้สบายตัวขึ้น
แต่ก็หนาวมากค่ะ ขอบอก


ครั้งนี้รู้สึกว่าอุทยานปรับปรุงทุกอย่างดีขึ้นมาก(หรือเราไม่ได้ไปนานแล้วหว่า)
ห้องน้ำก็สะอาด เสียงเพลงก็ไม่มี เนื่องจากห้ามไม่ให้จุดไฟ จึงไม่มีการตั้งวงผิงไฟ
ร้องเพลงได้ถึงแค่ 4 ทุ่มเจ้าหน้าก็ประกาศเตือนให้เลิกแล้ว
รู้สึกประทับใจมากๆ เลยค่ะ และที่สำคัญมีคลื่นโทรศัพท์เกือบตอดทางแล้วค่ะ

ก่อนนอนเพื่อนบอกเลยว่าพรุ่งนี้ไม่ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นนะ
ตายล่ะหว่า แล้วเราจะไปล่ะนี่
คิดว่าคงไม่กล้าไปคนเดียว
ครั้นจะไปกับคณะอื่นก็ไม่รู้จักใครเลย จะเดินตามเขาก็ไม่รู้จะไปกันกี่โมง
ตอนนั้นคิดว่าสงสัยอดแน่แล้ว
และแล้วเหมือนฟ้ามาโปรด ทางอุทยานประกาศว่าใครจะไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่นให้มารวมตัวกันตอนตี5
เท่านั้นเองจขบ.ก็หลับด้วยความสุข รอเวลาเช้าเพื่อรอภาพนี้ค่ะ

พระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่น



จะมาแล้ว




ช่วงที่เราไปไม่ใช่วันหยุด ไม่ใช่ช่วงที่ผู้คนนิยมไปเที่ยว นักท่องเที่ยวไม่ค่อยมาก
ทำให้ถ่ายภาพได้อย่างสบายๆ ค่ะ



ภาพนี้ที่รอคอย







ถ่ายมาค่อนข้างเยอะค่ะ
จริงๆ ตั้งใจจะอุดหนุนกาแฟร้อนๆ ที่เจ้าหน้าที่เอามาขายซะหน่อย
แต่หันไปมองอีกที อ้าวหายไปซะแล้ว
อดได้ตังเราเลย

ตอนเดินกลับถ่ายย้อนแสงเพื่อนร่วมทางซะหน่อย



เห็นกวางน้อยวิ่งผ่านหน้ามา และก็หยุดยืนมองเรา แป๊บนึงก็วิ่งหนีจู๊ดหายเข้าป่าไปทางที่ทำการค่ะ
อาจจะเป็นกวางที่หลายๆ คนเจอก็ได้
เห็นว่ามีกวางที่ทางเจ้าหน้าเลี้ยงไว้ด้วย ไม่รู้ว่าจะเป็นตัวเดียวกันหรือเปล่า






เมเปิ้ลที่ปลูกอยู่รอบๆ ที่ทำการเริ่มแตกใบอ่อนแล้วล่ะค่ะ




กุหลาบแดงที่ปลูกอยู่ภายในรั้วๆ ที่แน่นหนาใกล้ที่ทำการ
ที่ต้องล้อมไว้นั่นเพื่อกันกวาง(อาจจะเป็นตัวที่เราเจอก็ได้นะ) ไม่งั้นกวางจะกินจนหมดค่ะ

ที่หน้าอาคารที่ทำการก็มี แต่ต้นสูงแล้วกวางกินไม่ถึงแล้ว(มั้ง)







โปรมแกรมต่อจากนั้นคือ ไปชมพระอาทิตย์ตกที่ผาหล่มสัก ซึ่งไกลถึง 9 ก.ม.
ความที่เราไม่ได้มาหลายปีแล้ว กับทั้งไม่ได้ถามใครเลย จึงกันตุนอาหารกลางวันพร้อมทั้งของขบเคี้ยวระหว่างทาง(เท่าที่สังขารอำนวย)
แต่ไม่มากหรอกค่ะ...แบกม่ายไหว
แต่ปรากฎว่าตอนนี้มีขายของเกือบทุกผาเลยค่ะ แต่ที่อร่อยสุดๆ คือน้ำอัดลมกับน้ำเเข็งใสล่ะค่ะ

ทางไปต้องผาหน้าผาสวยๆ หลายผาเลยค่ะ
ผาแรกที่ผ่านเลยคือผาหมากดูก




เป็นอีกที่นึงที่นิยมมาชมพระอาทตย์ตกดิน เพราะอยู่ไม่ไกลจากที่พักมาก(แค่กิโลกว่าๆ)




จริงๆ แล้วทางอุทยานมีจักรยานให้เช่าปั่นไปผาหล่มสักนะคะ
แต่เราสองคนลงความเห็นว่า ณ สภาพของขาเวลานี้ไม่สามารถปั่นไม่ไหวแร้ววว
อีกอย่างกลัวเจอทรายระหว่างแล้วต้องจูง
เลยตัดสินใจเดิน
ก็ไม่ไกลเท่าไหร่ แค่ 9 กิโลเมตร จากที่พักเท่านั้นเองค่า
ระหว่างทางเราก็ผลัดกันเป็นนางแบบ อิอิอิ







ทางเดินจะเลียบหน้าผาสวยๆ ตลอดทางค่ะ นี่เพิ่งออกจากผาหมากดูก






แล้วเราก็แวะทานน้ำแข็งใส...ที่อร่อยที่สุดในโลกที่ผานาน้อย(เพิ่งเดินมาได้ไม่น่าเกิน 3 กิโลเมตร)
พลันหูก็แว่วได้ยินเสียงอะไรบางอย่างดังมาแต่ไกล

จขกท."นั่นเสียงอะไรเหรอคะ"
จขร.(เจ้าของร้าน)"อ๋อ...รถเเต็ก...แต็ก"
จขกท."เขาจะไหนเหรอคะ" ตอนนั้นถามอย่างมีความหวัง ทุ่นระยะทางแค่ร้อยเมตรก็ดีแสนแล้ว
จขร.."ไปผาหล่มสัก"

เหมือนดั่งฟ้าประทานมาโปรด ตอนนั้นคำว่าอายสะกดไม่ถูกแร้ววว
จขกท.."เราขอเขาไปด้วยได้มั้ย"
จขร."ได้สิ จะบอกเขาให้ เขาจะต้องแวะมาเอาของที่นี่อยู่แล้ว"
โอ้...บุญส่งผลแล้ว
ด้วยบุญที่เคยถวายยานพาหนะอันประเสริฐ(นั่นคือรองเท้า) แด่พระภิกษุผู้เป็นเนื้อนาบุญอันเลิศ
ส่งผลให้อีฉันและเพื่อนได้นั่งบนยานพาหนะที่เลิศมากๆ บนภูกระดึง ไปยังผาหล่มสัก(เขียนไปได้...ยัยคนนี้)
คันนี้ล่ะค่า อิอิอิ สบายเรา ทุ่นการเดินตั้ง 7-8 ก.ม.








คุณลุงใจดีมากๆ แวะให้เราถ่ายรูปตลอดทาง

จริงๆ แล้วเราเมื่อยขามากๆ แล้ว จากการเดินขึ้นมาเมื่อวาน 9 ก.ม.
เดินไป-กลับชมพระอาทิตย์ขึ้นอีกเกือบ 4 กิโลเมตร
และเดินมาถึงผานาน้อยอีกน่าจะ 3 ก.ม. รวม 16 ก.ม.แล้ว

ทำให้ไม่อยากลงไปถ่ายรูปแล้ว แต่ความใจดีของคุณลุงที่คอยจอดให้เราตลอด
และคุณป้าร้านขายของที่คอยเชียร์
จขร."ไปถ่ายรูปสิหนู(ตัวใหญ่)"
จขกท."ที่ผานี้มีอะไรพิเศษเหรอคะ"
จขร."มีต้นไม้สองต้น"
จขบ."????"

เลยได้ภาพ"ต้นไม้สองต้น"ที่ผาแดงมาค่ะ





แวะน้ำตกถ้ำสอเหนือแต่หน้านี้ไม่มีน้ำแล้วค่ะ



มีเพียงน้ำที่ยังขังอยู่ในลำธารเท่านั้น
แม้น้ำตกจะไม่มีน้ำ แต่เราก็ดีใจที่มาถึงที่นี่ค่ะ

วันนั้นคุณลุงพาเรามาถึงผาหล่มสักเร็วมาก ทำให้เราได้นอนพักรอ เพราะที่ร้านค้ามีเสื่อให้ยืมด้วยค่ะ



ระหว่างนั้นนักท่องเที่ยวก็ทะยอยกันมา




ผาหล่มสักมุมอื่นๆ บ้าง




วันนั้นมีคนมาที่นี่ไม่น่าเกิน 20 คน
ทำให้ถ่ายถาพได้สบายๆ
บางคณะก็ถ่ายภาพแบบเล่นๆ เสร็จก็เดินกลับกันเลย เนื่องจากเกรงจะดึกมาก
ทำให้มีคนเหลือไม่เกินสิบคนที่รอชมพระอาทิตย์ตก










แสงอาทิตย์ลับไปแล้วเราเดินกลับกันพร้อมน้องม.เกษตรอีก 2 คน และเป็นคณะสุดท้ายด้วย
แต่ไม่วายที่จะหันกลับไปถ่ายแสงสุดท้ายอีก
เดินมาได้ไม่ถึง 50 เมตรเพื่อนบอกว่าทำแว่นกันแดดหาย เรา 2 คนต้องกลับไปหาอีก เฮ้อ...โชคดีที่เจอ
เราเดินกลับท่ามกลางความมืดกัน 2 คน อีกสักพักก็ตามทันน้องม.เกษตรและเดินกลับด้วยกันจนถึงที่พักถึงที่พักตอน 3 ทุ่ม
ไปซื้อยาพารามาทาน แล้วหลับเป็นตายเลยค่ะ
อีกวันรุ่งขึ้นก็กลับค่ะ
ฮี่...ฮี่...ฮี่ ลงมาถึงพื้นนิ้วโป้งบวม ส้นเท้าบวม ป่วยอยู่อาทิตย์นึงเลยทีเดียว

จริงๆ นัดเพื่อนอีกกลุ่มนึงไปสังขละ แต่ร่างกายไม่อำนวย(กลัวไม่มีใครหามกลับ) แต่จริงๆ หายปวดขาแล้ว
เลยอดไปเลยสังขละบุรี ดินแดนในฝันของเรา

จริงๆ แล้วเรื่องราวบนภูไม่ได้มีเพียงเท่านี้
ยังมีเรื่องราวให้เราระลึกถึงอยู่มากมาย แต่ไม่สามารถจะบรรยายมาเป็นคำพูดได้เท่าี่ที่ไปสัมผัสด้วยตัวเองได้
หากใครที่ยังไม่เคยไป ก็อยากชวนให้ไปสัมผัสความประทับใจนี้ด้วยตนเอง
แล้วจะเข้าใจว่า ทำไมทุกคนจึงภูมิใจนักหนากับคำว่า"เราคือผู้พิชิตภูกระดึง"

















Create Date : 06 มีนาคม 2552
Last Update : 10 มีนาคม 2552 16:08:00 น. 14 comments
Counter : 1272 Pageviews.

 
ว้าว..อ่านมาตั้งนาน..เจิมก่อนดีกว่า


โดย: Little Knight วันที่: 8 มีนาคม 2552 เวลา:8:31:04 น.  

 
น่าไปเที่ยวจังเลย..อยากเดินออกกำลังกายแบบนี้จังเลย..

เห็นลูกหาบแล้ว...โห..เค้าคิดเท่าไหร่เนี่ยครับ..
จะได้ไปเป็นบ้าง..ไม่ต้องเสียเงินเข้าฟิตเนส อิอิ




โดย: Little Knight วันที่: 8 มีนาคม 2552 เวลา:8:32:14 น.  

 
สวยมากเลยนะคะ..พระอาทิตย์ขึ้นที่บนภู


เพลง คือผู้หญิง อุ้ย ระวิวรรณ จินดา

เหมือน..คงอาจจะเหมือน
ที่ใครคิดไปเพียงเปรียบ
ดอกไม้นุ่มนวลละมุน
อาจจะหวานและอ่อนโยน
เพราะเพียงแค่ผู้หญิง

หรือเธอก็เคยคิดเพียงอย่างนี้
ลองคิดดูใหม่ ใจก็มีเหมือนเธอ
จะโกรธจะร้ายก็ใครจะมัวแต่หวาน
อาจจะแกร่งเกินที่รู้
ร้อนดังไฟ ไร้อารมณ์ยิ้มชื่น
ลุกขึ้นยืนและไม่งอนง้อใคร
ร้ายก็มี รักก็มีไว้ให้
ฉันจริงใจทุกอย่าง
นี่แหละฉัน นี่แหละผู้หญิง


โดย: เริงฤดีนะ วันที่: 8 มีนาคม 2552 เวลา:10:33:30 น.  

 
ภาพสวยมากค่ะ ได้บรรยากาศดีด้วย
ถ่ายภาพเก่งจังค่ะ
ที่ต้องชมว่าเก่งมาก ก็คงเป็นตอนเดินขึ้นภูกระดึง
แค่เดิน ยังเอาตัวแทบไม่รอด เลยไม่ค่อยมีภาพมาฝากค่ะ 555

ลงภาพเพิ่มแล้วนะคะ อาจจะไม่สวยเท่าบล๊อคนี้
แต่ก็อยากให้แวะไปชม ถือว่าแลกเปลี่ยนกันคนละมุมแล้วกันค่ะ


โดย: maru วันที่: 8 มีนาคม 2552 เวลา:22:52:49 น.  

 
อย่างสวยเลยครับ

นั่งห้อยขาแบบนั้นระวังตกน่ะครับ

อยากไปสักครั้งแต่ก็ยังไม่มีโอกาศ

ระยะทางไกลไหมครับจากพื้นราบขึ้นยอดภูน่ะ


โดย: อนันต์ครับ วันที่: 9 มีนาคม 2552 เวลา:22:57:59 น.  

 
รูปวิวสวยยๆทั้งนั้นเลยค่ะ
ยังไม่เคยไปอยากไปมากกก


โดย: Em-emiley วันที่: 10 มีนาคม 2552 เวลา:6:44:10 น.  

 
แต่ละรูป สวยมากๆ เลยค่ะ สุดยอดของบรรยากาศดี


โดย: ด.ญ คณิตกร วันที่: 10 มีนาคม 2552 เวลา:14:25:23 น.  

 
ภูกระดึง.. ยังสวยเหมือนเคย..


โดย: VELEZ วันที่: 11 มีนาคม 2552 เวลา:7:30:54 น.  

 
ภาพสวยมากเลยค่ะ..
แอบถาม..ขนเลนส์อะไรไปใช้บ้างคะ?

แล้ววันนึงเราจะไปขึ้นภูกระดึงให้ได้..


อ่อ เกือบลืมตอบ สวนสิริกิติ์ อยู่ข้างจตุจักรค่ะ เดินข้ามไปสวนรถไฟได้ด้วยค่ะ..



โดย: อมยิ้มนิดนิด วันที่: 11 มีนาคม 2552 เวลา:10:54:04 น.  

 
สวยจังเลยค่ะ พิมนะไม่เคยขึ้นภูกระดึงเลย ให้ขึ้นตอนนี้สงสัยจะไม่ไหวละแล้ว แก่เกิน


โดย: pim(พิม) วันที่: 11 มีนาคม 2552 เวลา:22:24:16 น.  

 
ขอบคุณที่เข้ามาตอบเรื่องเลนส์ค่ะ
กำลังคิดว่าจะแบกเลนส์ตัวไหนไปเที่ยวด้วยดีน่ะค่ะ

ขอบคุณที่ให้คำแนะนำค่ะ


โดย: อมยิ้มนิดนิด วันที่: 12 มีนาคม 2552 เวลา:17:39:15 น.  

 
แวะมาชมเพื่อกระตุ้นต่อมอยากไปอีกสักครั้งครับ


โดย: อนันต์ครับ วันที่: 13 มีนาคม 2552 เวลา:0:06:07 น.  

 
เข้ามาชมครับ ชอบอ่านรีวิวของคุณนะ เพลิน ๆ ดี ถ่ายภาพสวย เก็บภาพละเอียดดี


โดย: น้ำ-ฟ้า-ป่า-เขา IP: 58.9.251.224 วันที่: 14 สิงหาคม 2552 เวลา:11:25:16 น.  

 
ชมแล้วนึกถึงความหลังเลยครับ


โดย: yut IP: 125.27.246.157 วันที่: 6 กันยายน 2552 เวลา:10:42:47 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

sunsmile_a
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




: Users Online
Friends' blogs
[Add sunsmile_a's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.