Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2553
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
6 พฤษภาคม 2553
 
All Blogs
 
พิภพอำพราง ตอนที่ 4

พิภพอำพราง ๔
โดย อำพันเรขา

“ทำยังไงถึงจะได้รู้วะ...”
วิทยาหันมาถาม สีหน้าเคร่งเครียดจนหน้ากลัว

“อยากรู้ ก็ลองตายดูสิวะ !!!” พัสสนพูดกลั้วหัวเราะ...

“ลองตาย...” วิทยาทวนคำ
“จริงสินะ มันเป็นทางเดียวที่จะทำให้กันรู้ได้ คือต้องทดลอง... ทดลองตาย...” น้ำเสียงของเขาจริงจังจนน่ากลัว

“เฮ้ย! เราแค่พูดเล่น จริงจังไปได้” พัสสนเดินเข้าไปตบไหล่เพื่อนเบาๆ “อย่าไปทำอะไรพิเรนทร์ๆอย่างนั้นเข้าเชียวล่ะ”

“ก็มันอยากรู้…” พัสสนรู้ดี วิทยาเป็นคนดื้อแพ่งชนิดหัวชนฝา

“เรื่องแบบนี้ถึงเวลามันก็รู้เองแหละ” พัสสนพยายามชักแม่น้ำทั้งห้า

“ไม่เคยได้ยินเหรอ... ที่เขากล่าวไว้ว่า บางเรื่องรู้ดีกว่าไม่รู้ บางเรื่องไม่รู้ดีกว่ารู้…”

“แต่เรื่องนี้...รู้ดีกว่าไม่รู้...”
วิทยาจ้องหน้าเขาแววตานิ่งเหมือนน้ำในบ่อลึก พัสสนเย็นวาบไปทั้งตัว รู้สึกตะครั่นตะครออย่างหาสาเหตุไม่ได้

“เอาไว้รู้แล้วจะกลับมาเล่าให้ฟัง…”

“บ้าแล้ว พอ ๆ เลิกคิดเรื่องนี้ซะ จู่ ๆ จะมาทดลองตาย... ว่าแต่คืนนี้ไปเที่ยวไหนกันดีวะ” พัสสนรีบตัดบท เปลี่ยนเรื่องคุย แต่ดูเหมือนวิทยาจะไม่สนใจเท่าไรนัก

พัสสนยกแก้วน้ำอัญชันขึ้นดื่มแก้คอแห้ง คล้ายมีบางอย่างจุกอยู่ที่คอ ก่อนจะเล่าเรื่องต่อไป
“ผมไม่คิดเลยว่าเขาจะทำอย่างที่พูดไว้จริงๆ... คืนนั้น เขาฆ่าตัวตาย!!!”

“คุณพระ!!!”
ลดายกมือทาบอก คิดไม่ถึงว่าคนที่ชื่อวิทยาจะตัดสินใจเช่นนั้น

“แล้วเขาก็กลับมาหาผมจริง ๆ คืนนั้น ขณะที่ผมกำลังนอนครึ่งหลับครึ่งตื่นอยู่ในห้อง ผมเห็นร่างของเขาค่อย ๆ ปรากฏขึ้น ร่างนั้นดูโปร่งใส เบาบาง เหมือนจะปลิวไปตามลมได้ทุกเมื่อ วิทยาขยับปากเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับไม่มีเสียงดังออกมา เขาทำท่าผิดหวัง แล้วค่อย ๆ จางหายไป” น้ำเสียงของพัสสนทอดลงต่ำกว่าตอนแรก
ความผิดในใจตอกย้ำอยู่เสมอว่า เพราะความปากพล่อยของเขาเป็นต้นเหตุทำให้ วิทยาเพื่อนรักฆ่าตัวตาย

ลดานิ่งอึ้ง มือไม้เย็นเฉียบ “เขากลับมาหาพ่อหนุ่มอีกมั้ย”

“กลับครับ! เขามาอีกในคืนต่อมา แต่เหตุการณ์ก็ยังคงเหมือนเดิม” แววตาของพัสสนฉายแววเจ็บลึก

“นั่นจึงทำให้ผมสงสัยมาจนถึงบัดนี้ ว่าเขาพยายามจะบอกอะไรกับผม และทำไม เราจึงสื่อสารกันไม่ได้ ตอนนี้ผมเริ่มอยากรู้ขึ้นมาบ้างแล้วว่า คนเราเวลาตายจะไปอยู่ไหน ทำดีได้ขึ้นสวรรค์ ทำชั่วตกนรกจริงหรือ” พัสสนมองเหม่อไม่รู้ทิศทาง

“แม่ว่า...ของแบบนี้ ฟังจากปากคนอื่น ดีกว่าที่จะทำให้รู้ด้วยตัวเองนะ”

“แต่เท่าที่ได้ฟังมาจากผู้มีประสบการณ์พวกตายแล้วฟื้น หรืออะไรทำนองนี้ ข้อมูลมักจะไม่ตรงกันจะมีบ้างที่คล้ายๆ แต่ก็ใช่ว่าจะเหมือนเสียทีเดียว”

“ความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณแตกต่างกันไปตามความเข้าใจของแต่ละคนตามเงื่อนไขทางสภาวะแวดล้อมรอบๆตัว เช่นขนบธรรมเนียม ประเพณีของแต่ละเชื้อชาติ” ลดาพยายามยกเหตุผลมาอธิบาย

“ก็คงจะเหมือนตาบอดคลำช้างนั่นกระมัง สุดแท้แต่ใครจะเจออย่างไร นั่นขึ้นอยู่กับว่า กรรมดี กรรมชั่วเป็นตัวกำหนด”

“สุดท้ายก็ไม่มีใครที่รู้ แล้วกลับมาไขความลับได้สักคน” พัสสนสรุปแล้วถอนใจ

“อยู่นี่เอง คุยอะไรกันอยู่คะ”
พิมาลาเดินอุ้มหลานชายเข้ามาด้วย สังเกตเห็นทั้งลดาและพัสสนนั่งคุยกันสีหน้าเครียด

“พิมมาขัดจังหวะหรือเปล่าคะเนี่ย” พิมาลาทำหน้ามุ่ยเหมือนเด็กๆเวลาถูกขัดใจ

“ไม่หรอกลูก คุยกันเรื่อยเปื่อยนั่นแหละ มีอะไรหรือจ๊ะ”

“พิมว่าจะมาชวนพัสไปเดินเล่นที่เชิงน่ะค่ะ ยามโพล้เพล้อย่างนี้อากาศดีออก” หลานชายตัวดีส่งเสียงอ้อแอ้ เหมือนจะขอตามไปด้วย

“อะไรกันจ๊ะ จะขอตามไปด้วยเหรอ” พิมาลาหันมาคุยกับเจ้าตัวน้อย
ทารกอ้วนจ้ำม้ำหัวเราะเอิ๊กอ๊าก ตบมือดีใจ
ผู้เป็นยายยิ้มในความหน้าเป็นของหลาน... แม้ว่าพ่อของเจ้าตัวเล็ก สามีของเหมือนแพรจะจากโลกนี้ไปด้วยอุบัติเหตุรถตกเขาเมื่อปีกลาย แต่ก็ยังอุตส่าห์ทิ้งสมบัติชิ้นสำคัญไว้ให้ดูต่างหน้า นั่นคือ... หลานชายคนนี้!

“จะไปก็ไปสิ แต่อย่าเข้าไปยุ่มย่ามในเขตดอนปู่ตานะ” ลดาเน้นเสียงจริงจัง

“ทำไมหรือครับ” พัสสนถามเพราะอดสงสัยไม่ได้ หญิงชราอย่างลดาที่มีสนใจใฝ่รู้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ไม่น่าจะเชื่อเรื่องงมงายเหลวไหล ถ้าไม่มีมูล

ลดาจ้องหน้าพัสสน ไขข้อข้องใจของชายหนุ่มหัวสมัยใหม่จากเมืองกรุง
“ดอนปู่ตาเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ชาวบ้านต่างพากันให้ความเคารพยำเกรงต่อป่าแห่งนี้เป็นอย่างมาก เพราะเชื่อกันว่าที่ดอนปู่ตานี้ เป็นที่สิงสู่ของผีต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นผีบรรพบุรุษ ผีปู่ย่า ผีป่า ผีพราย นางไม้ และสัมภเวสีอื่น ๆ อีกสารพัด”

“ถ้ามีภูตผีปีศาจมากมายขนาดนั้น แล้วมีใครเคยเจอบ้างไหมครับ”
“มีสิ!” หญิงชราตอบหนักแน่น
พัสสนรู้สึกสนใจขึ้นมาทันที บางทีเขาอาจจะเข้าใกล้สิ่งที่วิทยาของเขาพยายามบอกเล่าอยู่ก็ได้

“เล่ากันว่า หากใครเข้ามาในป่านี้ แล้วพูดจาลบลู่ หยาบคาย หรือแสดงกิริยาไม่ดีออกมา ผู้นั้นจะต้องเจอกับอะไรสักอย่างที่เร้นลับ ยากที่จะอธิบาย...
บ้างก็เห็นงูเลื้อยผ่านหน้าไป ตัวใหญ่และยาวเกินกว่าที่จะเป็นงูธรรมดา...
บ้างก็เห็นผู้หญิงนั่งอยู่บนคบไม้ ซึ่งต้นไม้นั้นก็สูงใหญ่เกินกว่าที่ใครจะปีนขึ้นไปได้...
บ้างก็เห็นเงาดำ ๆ คล้ายคนแต่สูงใหญ่กว่าหลายเท่า เดินหายเข้าไปในต้นไม้...
ยังมีอย่างอื่นอีกมากมาย สุดแท้แต่ว่าใครจะพบเจอในรูปแบบไหน...”
พัสสนนั่งฟังอย่างสนอกสนใจ

“ชาวบ้านเชื่อกันว่า สิ่งที่เห็นทั้งหมดนั้นคือ ผี ที่สิงอยู่ในป่านั้นออกมาสำแดงเดชให้ดู ทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครอยากดูเลยซักคน เพราะแต่ละคนที่ได้ดูนั้นจะโกยอ้าวออกมาแทบไม่ทัน และมีผลข้างเคียงตามมาอีกด้วย บางรายจับไข้หัวโกร๋น บางรายขวัญหนีถึงกับควบคุมตัวเองไม่ได้ เสียสติไปพักหนึ่ง กว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ก็อีกนาน ที่หายตัวไปอย่างลึกลับก็มี” ลดาอธิบายยืดยาว

“แสดงว่าป่าแถบนี้มีผีสิงอย่างนั้นเหรอครับ” พัสสนถาม แม้ในใจจะยังไม่ปักใจเชื่อสักเท่าไรนัก

“ผีงั้นเหรอ...” ลดาโคลงศีรษะพยายามหาคำจำกัดความ

พัสสนรู้ดี สถานที่ต่างๆ ยิ่งโดยเฉพาะตามป่าเขาลำเนาไพรในต่างจังหวะด้วยแล้ว มักผูกเรื่องราวเร้นลับประเภทภูตผีปีศาจ วิญญาณร้ายเข้าไปอยู่ด้วยเสมอ เพื่อเป็นกุศโลบายในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และให้ความเคารพแก่สถานที่ตามหลักภูมิปัญญาชาวบ้าน

แต่ที่ไม่เข้าใจก็คือเหตุใดท่าทีของหญิงชราหัวสมัยใหม่อย่างลดาจึงดูเหมือนจะเชื่อเรื่องพรรค์นี้เป็นตุเป็นตะ
“จะว่าผี ก็ไม่เชิงนักหรอก เรียกว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะดีกว่า”
พัสสนพยักหน้าเนิบ

“ด้วยเหตุนี้ ชาวบ้านจึงพากันยำเกรงต่อดอนปู่ตานี้เป็นอย่างมาก หากมีธุระต้องเข้าไป จะไปหาของป่าหรืออะไรก็แล้วแต่ ทุกคนจะรู้ดีว่าควรจะทำตัวเรียบร้อย สงบเสงี่ยมเข้าไว้ ไม่อย่างนั้นอาจจะเจอดีได้”

"กรี๊ง...........!!!!”
พิมาลาแกล้งลากเสียงยาวคล้ายเสียงออดเวลาหมดคาบเรียน

“หมดชั่วโมงเลคเชอร์แล้วค่ะ จะไปเที่ยวกันได้หรือยังคะ” พิมาลาลอยหน้าถาม

“นั่งฟังคนแก่อย่างแม่เล่าเรื่องสัพเพเหระมาตั้งนาน พ่อพัสไปเดินเล่นกับยัยพิมเถอะจ้ะ” ลดาเปิดโอกาสให้หนุ่มสาวได้มีโอกาสอยู่ด้วยกัน แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงให้อยู่ในสายตา

“ยัยพิม! เอาแจ๋นไปด้วยนะ” ลดาหันไปร้องเรียกแจ๋น “แจ๋นเอ๊ย! มานี่หน่อยซิ”
ไม่ทันไรสาวใช้ต่างด้าวก็รีบวิ่งแจ้นเข้ามาทันที

“คุณนายมีอะไรให้แจ๋นรับใช้เจ้าคะ” แจ๋นผัดหน้าเหลืองอ๋อยเป็นดวงๆด้วยแป้งพม่าที่นำติดตัวมากจากบ้านเกิด ดูๆไปก็คล้ายตัวตลกโบโซ่เสียมากกว่า

“ไปช่วยดูแลตาหนูให้ยัยพิมด้วยนะ”

“ได้เลยเจ้าค่ะ... นายน้อยจะปลอดภัย เมื่อเรียกใช้แจ๋น” สาวใช้รับคำ มั่นใจเสียเต็มประดา จนพิมาลาอดหมั่นไส้ไม่ได้

“แล้วชั้นจะคอยดูนะ... ว่าจะจริงเหมือนอย่างที่โม้ไว้หรือเปล่า”

“รับรองเลยค่ะ แม่ช้อยรับประกัน” แจ๋นกอดอกเชิดหน้า

“แม่ช้อยนางรำ เขารับประกันเรื่องอาหารไม่ใช่หรือจ๊ะ” พิมาลาแกล้งขัด

“แม่ช้อย แม่นังแจ๋นนี่แหละค่ะ เป็นคนรับประกันฝากหนูมาทำงานที่นี่”

แจ๋นทำหน้าทะเล้น จนใครๆก็อดขำไม่ได้...



Create Date : 06 พฤษภาคม 2553
Last Update : 6 พฤษภาคม 2553 11:13:37 น. 1 comments
Counter : 152 Pageviews.

 


โดย: หาแฟนตัวเป็นเกลียว วันที่: 6 พฤษภาคม 2553 เวลา:11:37:01 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ดับตะวัน
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ดับตะวัน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.