กุมภาพันธ์ 2557

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
16
17
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
 
 
15 กุมภาพันธ์ 2557
เที่ยวยุโรป 2013
เที่ยวยุโรปทริปนี้ ถือว่าเป็นทริปที่ใหญ่และยาวนานที่สุดในชีวิตของเราเลยก็ว่าได้ ครั้งนี้กะว่าจะไปกันเกือบ 6 อาทิตย์เต็มๆ ตั้งใจว่าจะไปอังกฤษ ไอร์แลนด์ แถบสแกนดิเนเวีย(สวีเดนกับนอร์เวย์) และทางใต้ของอิตาลี

ตอนนี้เราอยู่อเมริกา แต่ยังถือพาสปอร์ตไทยอยู่ ทริปนี้เราจึงต้องขอวีซ่าทั้งหมด 3 วีซ่า คือวีซ่าอังกฤษ วีซ่าไอริส และวีซ่าเชงเก้น และแต่ละวีซ่าต้องขอแบบ multiple entry ด้วย ไม่งั้นมันจะไม่ครอบคลุมแผนการเที่ยวของเรา



จากประสบการณ์ตรงของเรากับการขอวีซ่าท่องเที่ยวในอเมริกา ทั้งวีซ่าแคนาดา 3 ครั้ง วีซ่าเม็กซิโก วีซ่าญี่ปุ่น และวีซ่าเช้งเก้นอีก 2 ครั้ง มันไม่ยากเท่าไหร่นะ ยิ่งถ้ากงศุลอยู่ใกล้ๆบ้านเนี่ยะ walk in เข้าไปเลย ง่ายมากๆ แต่ถ้ากงศุลไม่ได้อยู่ใกล้บ้านเนี่ยะสิ ทำใจไว้เลยว่า ถ้าไม่เสียเวลาก็ต้องเสียเงินแทน ที่บอกว่าต้องเสียเงินก็เพราะว่าเราอาจจะต้องบินไปกงศุลเพื่อยื่นใบสมัครด้วยตัวเอง ค่าธรรมเนียมวีซ่าไม่เกิน 100 เหรียญ แต่ต้องจ่ายค่าเครื่องบินไปกลับไม่ต่ำกว่า 300 เหรียญเนี่ยะ เปลืองมาก ดังนั้นถ้าไม่อยากเสียเงิน เราก็ต้องยอมเสียเวลาแทน นั่นก็คือการขอวีซ่าผ่านทางไปรษณีย์ ซึ่งจะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 2-6 อาทิตย์ นานหน่อย แต่ค่าส่งไปรษณีย์ยังไงก็ถูกกว่าค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับแน่ๆ



ทริปนี้เราตั้งใจจะไปตอนปลายเดือนสิงหาคม ดังนั้น เราเลยต้องเริ่มเตรียมเอกสารขอวีซ่าไว้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ต้องเผื่อเวลาไว้นานมากเพราะเราต้องขอวีซ่า 3 วีซ่า และกะว่าจะขอผ่านไปรษณีย์ทั้งหมด เริ่มจากขอวีซ่าอังกฤษก่อน แล้วก็วีซ่าไอริส แล้วค่อยไปขอวีซ่าเชงเก้นตามลำดับ เรื่องรายละเอียดและขั้นตอนการขอวีซ่า เดี๋ยวเราจะแยกไปเขียนอีกบล็อคนะคะ จะได้แยกอ่านกันได้ง่ายๆ เขียนเผื่อไว้สำหรับคนไทยในอเมริกาที่ต้องการขอวีซ่าไปเที่ยวยุโรปค่ะ

จากตอนแรกที่เราแพลนกันว่าจะไปอังกฤษ ไอร์แลนด์ แถบสแกนดิเนเวีย และทางใต้ของอิตาลี แต่ถึงเวลาจริงๆแล้วเนี่ยะ เนื่องจากปัญหาของสภาพอากาศและการเดินทางแบบ point to point ในบางจุดที่ไม่ลงตัวเท่าไหร่ เราเลยตัดสินใจไม่ไปสแกดิเนเวีย แต่ไปโครเอเชียกับสโลวีเนียแทน ดังนั้นแผนการเดินทางจริงๆของเราเลยออกมาแบบนี้ค่ะ


      28 Aug 2013 Leave USA

      29 Aug – 13 Sep => United Kingdom 15 days (Bath, Wells, Glastonbury, Avebury, Stonehenge, The Cotswolds, Stratford Upon Avon, Conwy, Caernarfon, Lake District and Snowdonia National Park, Oban, Fort William, Inverness, Edinburgh, York, London)

     13 Sep to 19 Sep => Ireland 6 days (Cork, Cobh, Kenmare, Ring of Kerry, Dingle Peninsula, Cliffs of Moher, Galway, Giant’s causeway, Belfast, Dublin)

     19 Sep to 24 Sep =>  Croatia 6 days (Dubrovnik, Split, Plitvice lakes, Roving, Motovun, Zagreb)  

     24 Sep to 26 Sep => Slovenia 2 days (Ljubljana, Bled)  

     26 Sep to 6 Oct => Italy 11 days (Venice, Verona, Rimini, San Marino, Assisi, Siena, San Gimignano, Orvieto, Pompeii, Amalfi Coast, Rome)

      7 Oct Return to USA

ตอนที่เรายื่นเรื่องขอวีซ่า เราจองตั๋วเครื่องบินและโรงแรมไว้ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว แต่หลังจากที่เราได้วีซ่ามาครบทั้งหมดตามที่เราต้องการ เราก็ยกเลิกโรงแรมเกือบทั้งหมดที่เราจองไว้ ยกเว้นโรงแรมสำหรับอาทิตย์แรกที่เราจะไปเท่านั้น ที่เราทำอย่างนี้ก็เพราะว่าเราต้องการให้การเดินทางของเรา flexible มากที่สุดเท่าที่ทำได้ เพราะจากประสบการณ์ตรงที่ผ่านมาก การเดินทางนานกว่า 3 อาทิตย์ พยากรณ์อากาศอาจเปลี่ยนแปลงได้ พออากาศเปลี่ยนมากๆ มันจะมีผลต่อการเดินทางทั้งทางอากาศและทางน้ำ ใครที่ชอบเที่ยวคงรู้ซึ้งแก่ใจดีว่าเวลาที่เราไปเที่ยวแล้วเจอฝนตก หรือฟ้าครึ้มๆมืดๆเนี่ยะ มันเป็นยังไง ต้องมาเดินหลบฝน หนาวก็หนาว ถ่ายรูปยังไงก็ไม่สวย เฮ้อ!

ข้อดีของการเดินทางแบบ flexible ก็คือ เราไม่ต้องยึดติดกับอะไรมาก ยืดหยุ่นสุดๆ อยากไปไหนก็ไป อยากนอนที่ไหนก็นอน อะไรแบบนี้ แต่ข้อเสียก็คือ เราจะควบคุมค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ไม่ได้ เช่นค่าโรงแรมกับค่าเช่ารถ ถ้าเราจองล่วงหน้านานๆ เราจะได้เรตค่าเช่าที่ถูกกว่าการ walk in แน่ๆ

ข้อมูลการท่องเที่ยวในทริปนี้ส่วนใหญ่เราได้มาจากหนังสือของ Rick Steves’ เจ้าเดิมอีกแล้ว บอกตามตรงว่าชอบนักเขียนคนนี้มาก หนังสือเค้าละเอียดดีอ่ะ มีแผนที่ใหญ่ แผนที่ย่อย ตัวอย่าง Day Trip หรือ Itinerary มีเรตติ้งสำหรับสถานที่ท่องเที่ยวที่แบบต้อง must see หรือ worth seeing อะไรอย่างเนี่ยะ และอีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้ชอบหนังสือของเค้าคือข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละที่ นอกจากข้อมูลเรื่องวันเวลาเปิดปิดหรือชั่วโมงทำการ เค้ายังมีทิปต่างๆคอยบอกเราเช่น ช่วงเวลาไหนคนเยอะหรือน้อย หรือเราจะซื้อตั๋วได้ทีไหนบ้าง และที่สำคัญคือเค้ามี walking guide ของสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละที่ให้ด้วย



นอกจากหนังสือของ Rick Steves’ แล้ว เรายังมีข้อมูลเพิ่มเติมจากห้อง Blue Planet ของเวปPantip อีกด้วย เข้าไปอ่านรีวิวเก่าๆ ดูรูปสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ อันนี้ก็ช่วยในการว่างแผนเที่ยวด้วยเหมือนกัน

โรงแรมที่เราพักในทริปนี้ ส่วนใหญ่เราดูข้อมูลจาก Tripadvisor.com และ Booking.com คือดูลำดับจาก Tripadvisor ก่อน แล้วค่อยดูรีวิวจากเวปต่างๆ หลักเกณฑ์ในการจองโรงแรมของเราทริปนี้คือ 1)ราคาไม่เกิน 100 USD ต่อคืน   2)มีที่จอดรถฟรี เพราะทริปนี้ส่วนใหญ่เราเช่ารถขับ   3)มี Wifi ให้ใช้ฟรี   4)ที่ตั้งต้องใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวหรือสถานีรถไฟ เดินทางได้สะดวก   5)มีอาหารเช้า จริงๆอันนี้ไม่มีก็ได้ แต่มีก็ดีนะ ประหยัดดี 555



ว่าด้วยเรื่องตั๋วเครื่องบิน ตั๋วเครื่องบินไปกลับจากบ้านเราไปยุโรป เราซื้อจากเอเจนซี่ท่องเที่ยวแถวบ้านค่ะ หลายๆคนเคยถามไว้ในบล็อคก่อนๆว่าทำไมไม่ซื้อจากเวปไซต์ เราก็ตอบเหมือนเดิมว่าซื้อจากเวปไซต์แล้วส่วนใหญ่มันเปลี่ยนแปลงยากและรีฟันไม่ได้ ไม่เหมือนซื้อจากเอเจนซี่ท่องเที่ยว มันคุยกันได้ ยืดหยุ่นได้ และราคาถูกกว่านิดหน่อย ที่สำคัญคือเค้าช่วยเราได้ตอนที่เราต้องขอวีซ่า คือเค้าจะออกเอกสารการจองตั๋วเครื่องบินให้เราก่อน เพื่อให้เราไปใช้ในการขอวีซ่า พอวีซ่าเราผ่านเราค่อยกลับไปคอนเฟิร์มตั๋วกับเค้า หรือถ้าวีซ่าไม่ผ่านเราก็ไม่ได้เสียใช้จ่ายอะไรให้เค้า



ส่วนเรื่องตั๋วเครื่องบิน point to point ในยุโรป เราใช้เวป skyscanner.com ไว้เปรียบเทียบราคาขั้นต้นค่ะ ตอนแรกเราจองตั๋วเครื่องบิน London – Stockholm ได้คนละ 35 ยูโร ถูกมากๆ แต่ต้องยกเลิกเพราะพายุเข้าแถวนั้นพอดี เลยต้องเปลี่ยนเป็นตั๋วจาก Dublin – Dubrovnik แทน จริงๆสายการบิน Low cost ที่บินภายในยุโรปมีเยอะนะ และมันก็เหมือนบ้านเราอ่ะ ถ้าราคาถูกมากๆ มันจะไม่รวมค่าโหลดกระเป๋าใต้ท้องเครื่องอ่ะค่ะ ถ้าอยากโหลดกระเป๋าก็ต้องจ่ายค่าโหลดกระเป๋าเพิ่ม ซึ่งรวมๆแล้ว ค่าตั๋วเครื่องบิน+ค่าโหลดกระเป๋าของสายการบิน Low cost มันก็เท่าๆกับค่าตั๋วเครื่องบินของสายการบิน Budget อื่นๆอ่ะค่ะ

แล้วคำถามต่อไปก็คือ “เราจะรู้ได้ยังว่าสายการบินไหนโหลดกระเป๋าได้กี่ใบ ใบละกี่กิโล หรือถือขึ้นเครื่องได้กี่กิโล แล้วคิดเงินค่าน้ำหนักที่เกินยังไง” คำตอบคือ เราต้องเข้าไปดูรายละเอียดในเวปไซต์ของแต่ละสายการบินเองค่ะ เข้าเวปกูเกิ้ลก่อน แล้วพิพม์ชื่อสายการบินที่เราอยากต้องการเช็ค แล้วตามด้วยคำว่า “baggage allowance,” หรือ “baggage fee,” หรือ “baggage policy” ค่ะ ตัวอย่างสายการบิน Low cost ของยุโรปที่เราเห็นบ่อยๆ ก็มี Ryan Air, Esayjet, Air Lingus, Norwegian, SAS ประมาณนี้ค่ะ



การเช่ารถ ทริปนี้เราเช่ารถขับซะเป็นส่วนใหญ่ เช่ามันเกือบทุกประเทศที่ไปทริปนี้ และส่วนใหญ่เราจะเช่ารถกับ Avis เพราะบริษัทที่คุณสามีเราทำงานด้วย เค้าดีลไว้กับเอวิส เราเลยได้ส่วนลดและสิทธิพิเศษถ้าเราเช่ารถกับเอวิส แต่ใจจริงๆเราอยากเช่ากับ Hertz หรือ Enterprise มากกว่าอ่ะ เพราะสภาพรถและบริการดีกว่า Avis เยอะ แต่เนื่องจากว่าค่าเงินปอนด์และเงินยูโรมันสูงกว่าเงินดอลล่าร์สหรัฐเยอะอยู่ เราเลยเลือกเช่ารถของ Avis ละกัน แบบว่า...เค้าจนอ่ะ

เฮ้อ เหนือยจัง ตอนแรกกะว่าจะเขียนสั้นๆ แต่พิมพ์ไปพิมพ์มา ทำไมมันยาวขนาดนี้เนี่ยะ ขีเกียจอ่ะ เลิกเขียนดีกว่า ไปล่ะ

P.S. Happy Valentine’s Day ^-^





Create Date : 15 กุมภาพันธ์ 2557
Last Update : 15 กุมภาพันธ์ 2557 9:02:45 น.
Counter : 1218 Pageviews.

1 comments
  
สวัสดีค่ะ
กำลังอ่านสนุกเลย
ชอบรีวิลเม็กซิโกมากๆค่ะ
โดย: Jk IP: 84.106.122.156 วันที่: 16 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา:11:50:27 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Sugar lip
Location :
Seattle  United States

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 147 คน [?]



วันหนึ่ง เราจะต้องทำบล็อคหน้าตาสวยๆออกมาให้ได้ คอยดูสิ หึ

บีบีได้มาใช้ชีวิตอยุ่ที่อเมริกาถึงวันนี้ก้อเกือบ 3 ปีล่ะค่ะ การได้มาใช้ชีวิตต่างแดนตัวคนเดียว เวลามีปัญหาหรือข้อสงสัยขึ้นมา มันก้อไม่รุ้จะไปถามใคร ภาษาเราก้อไม่ดี บีบีก้อจะหาข้อมูลในเวป google แล้วบีบีก้อจะได้คำตอบออกมาในรูปแบบของ bloggang บีบีเลยรู้สึกถึงความสำคัญของบล็อค รู้สึกขอบคุณคนเขียนบล็อคทุกๆคน ที่เสียสละเวลามาเล่าประสบการณ์ต่างๆที่เป็นประโยชน์อย่างมากมายกับคนที่ไม่รู้อะไรเลยอย่างบีบี ดังนั้นบีบีก้อเลยตั้งใจไว้ว่าจะทำบล็อคเพื่อบอกเล่าเรื่องราวประสบการณ์ และ how to ต่างๆ ของบีบี เผื่อว่าจะได้เป็นประโยชน์แก่คนอื่นๆมั่งค่ะ
New Comments